LOGINอาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ จากศตวรรษที่ 20 อย่างเขายังไงก็ต้องทำให้ได้ ว่าแล้วไฟในกายให้ลุกโชน เขานำหมูที่ได้มาล้างด้วยเหล้าและเกลือ ก่อนจะรีดน้ำให้ออกมาจากเนื้อหมูให้ได้มากที่สุด ทำซ้ำๆ อยู่หลายรอบ เขาใช้ไม้ทุบให้หมูนุ่ม หมักด้วย ขิง เกลือ พริกไทย น้ำมันงา และสมุนไพรหลากชนิด หมักทิ้งไว้นาน 1 ชั่วยาม
“ ฉ่าาาาา ” เสียงหมูทอดบนกระทะร้อนๆ น้ำมันแตกฟองเดือดปุดๆ ควันลอยฟุ้งเหนือกระทะ หลี่เฉิงเฉียนทอดหมูอยู่ 1 เค่อ เมื่อหมูสุกได้ที่จึงตักน้ำมันออก ใส่น้ำลงไปใส่สมุนไพรจีนลงไปเพิ่ม ก่อนจะปิดฝาตุ๋นต่อให้เปื่อย
1 ชั่วยามผ่านไป ควันจากกระทะลอยละล่อง ดั่งเต้นระบำเคล้าคลอสายลม กลิ่นสมุนไพรหอมรัญจวนชวนให้ใหลหลงคล้ายต้องมนต์สะกด
“ ปุด ปุด ๆ ” เสียงน้ำตุ๋นยาจีนกำลังขับร้องประสานเสียง ขับกล่อมจรรโลงใจผู้เฝ้ารอทั้งสอง เมื่อหลี่เฉิงเฉียนเปิดฝากระทะออก ควันดั่งหมานหมอกมายายามรุ่งอรุณ ค่อยๆ ลอยจางหายไป กลิ่นหอมสมุนไพรขจรขจายทั่วตำหนัก จากกลิ่นสาบไม่พึงประสงค์อวตารเป็นสุคนธรสเลิศล้ำเหนือสิ่งอื่นใด เนื้อหมูตุ๋นสมุนไพรมันแวววาววิบวับอวดโฉมต่อหน้าคนทั้งสอง หลี่เฉิงเฉียนอดรนทนไม่ไหว รีบคีบหมูตุ๋นขึ้นมาหนึ่งชิ้นสูดดมหากลิ่นแปลกปลอม เมื่อไม่พบจึงนำเข้าปากเคี่ยวไปเป่าปากไป ชิ้นเนื้อที่ยังร้อน มิอาจทัดทานความกระหายของหลี่เฉิงเฉียนได้
“ อึก ” ขันทีเกาจ้องมองที่ปากของหลี่เฉิงเฉียน ตอนนี้กำลังละเมียดละไมเสพสุขจากหมูตุ๋นสมุนไพรจีน เขากลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ใจจดจ่อรอคอยการบรรยายถึงความอร่อย หลี่เฉิงเฉียนคีบหมูให้ขันทีเกาลองชิมหนึ่งชิ้น ขันทีเการับมาชิมโดยไม่สนใจควันที่ลอยออกมาจากหมูชิ้นนั้น ดั่งต้องมนต์สะกด ความอร่อยของหมูตุ๋นสมุนไพรจีนกระแทกวิญญาณของขันทีเกาหลุดออกจากร่าง เคี่ยวไปเป่าปากไป อาการไม่ต่างจากหลี่เฉียงเฉียน ทั้งสองดั่งสหายร่วมเป็นร่วมตายอิ่มหนำกับหมูตุ๋นสมุนไพรีนมื้อนี้ หลี่เฉิงเฉียนยังไม่ลืมแสดงความกตัญญูต่อมารดาแบ่งหมูตุ๋นไว้ให้ฮองเฮาจานใหญ่
ยามอู่ หลี่เฉิงเฉียนให้ขันทีเกา นำหมูตุ๋นสมุนไพรจีน ผัดเต้าหู้ถั่วงอก ชาดอกเก๊กฮวย และถั่วงอกสด ไปส่งที่ตำหนักคุณหนิง ขันทีเการีบเดินทางให้ทันก่อนมื้อเที่ยงของฮองเฮา
“ ขันทีเผิงเจ้าคะ มีขันทีน้อยจากตำหนักตงกงมาขอพบ เจ้าค่ะ ” นางกำนัลรีบมารายงานขันทีอาวุโส
“ เชิญเขาเข้ามา ” ขันทีเผิงออกคำสั่ง ไม่นานขันทีเกาก็เดินถือปิ่นโตและของพลุงพลังเข้ามาพร้อมกับทำความเคารพ ขันทีเกานำชาดอกเก๊กฮวยมาส่ง พร้อมกับนำอาหารและถั่วงอกมาถวายฮองเฮาโดยไม่ลืมอธิบายถึงอาหารทั้งสองชนิดว่า หลี่เฉิงเฉียนต้องการแสดงความกตัญญูต่อมารดา กลัวว่าหน้าหนาวมารดาจะได้กินแต่ผักดองไม่ได้กินผักสด จึงส่งถั่วงอกสดมาให้ ขันทีเผิงมีสีหน้าไม่พอใจ เมื่อรู้ว่าหนึ่งในอาหารมีจานที่ทำจากเนื้อหมู
“ เจ้าจะให้ฮองเฮาเสวยเนื้อชั้นต่ำเช่นนั้น รึ ” ขันทีเผิงตวาดเสียงดัง ขันทีเกาสะดุ้งโหยง รีบคุกเข่าโขกศีรษะซ้ำ
“ ข้าน้อยมิกล้า ”
“ ข้าน้อยมิกล้า ”
“ ข้าน้อยมิกล้า ”
“ เกิดอะไรขึ้น ” เสียงสตรีสูงศักดิ์เอ่ยถาม เมื่อขันทีเผิงได้ยินึงรีบเข้าไปกราบทูลฮองเฮา เรื่องที่คนตำหนักตงกง ส่งชาดอกเก๊กฮวยมาให้ และมีอาหารมาถวาย พร้อมผักสด เมื่อฮองเฮาได้ยินว่ามีผักสด ด้วยความแปลกใจ จึงให้ขันทีน้อยเข้าเฝ้า
“ ถวายพระพรฮองเฮา พ่ะย่ะค่ะ ” ขันทีเการีบทำความเคารพด้วยอาการตัวสั่นเทา ขันทีเการีบอธิบายถึงเหตุที่มาเยือน เรียนฮองเฮาข้าน้อยนำชาดอกเก๊กฮวยมาส่งพ่ะย่ะค่ะ คุณชายเป็นห่วงพระองค์ หน้าหนาวต้าถังไม่มีผักสดกินได้แต่กินผักดอง คุณชายจึงเพาะถั่วงอก เป็นผักสดมาถวายพ่ะย่ะค่ะ และยังทำผัดเต้าหู้ถัวงอก และ หมูตุ๋นสมุนไพรจีน ถวายฮองเฮาเพื่อแสดงถึงความกตัญญูที่มีต่อฮองเฮาพ่ะค่ะย่ะ
เมื่อฮองเฮาได้ฟังจนจบ จึงมีรับสั่งให้ตั้งโต๊ะและเอาอาหารทั้งสองรายการขึ้นโต๊ะด้วย ฮองเฮาคีบเต้าหู้ผัดถั่วงอกขึ้นมาชิม รู้สึกพอพระทัยยิ่งนัก หลายวันแล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสผักสด ก่อนคีบเนื้อหมูตุ๋นยาจีนขึ้นมาพิจารณา ตั้งแต่อาหารจานนี้วางไว้บนโต๊ะฮองเฮาไม่ได้กลิ่นสาบของหมูเลย มีแต่กลิ่นหอมสมุนไพร ฮองเฮาค่อยๆ ละเมียดละไมหมูตุ๋นตรงหน้า เมื่อลิ้นสัมผัสเนื้อหมู รสชาติแปลกใหม่ ละมุนน่มลึก ทำให้ฮองเฮาตกอยู่ในภวังค์ชั่วคราว รสชาติดียิ่งนัก หากได้นำขึ้นถวายฝ่าบาทต้องเป็นที่พอพระทัยยิ่งนัก หากสามารถทำให้เนื้อหมูเป็นแพร่หลายในหมู่ราษฎรได้ จะช่วยให้ราษฎรมีชีวิตการกินที่ดีขึ้น เพราะเนื้อหมูราคาถูก เราขอขอบใจมากที่ยังมีใจคิดถึงเปิ่นกง อีกหนึ่งเดือนครึ่งจะถึงวันปีใหม่ เปิ่นกงอยากให้เจ้าส่งถั่วงอกให้ตำหนักคุนหนิงที่เหลือเปิ่นกงจะให้คนของเปิ่่นกงจัดการให้เรียบร้อย ก่อนจากฮองเอาพระราชทานเงินให้หนึ่งถุง ขันทีเกาออกมาจากตำหนักคุนหนิง รีบเดินกันไปหาหลี่เฉิงเฉียนที่ตำหนักตงกง
ณ ห้องพักสถานพักม้า แสงไฟสลัวจากเทียนไขกลางห้อง หลี่เฉิงเฉียนที่ยังคงปลอมตัวเป็นหวังอี้ป๋อนั่งหารือกับ หลี่นาจา ฉินหวายอวี และหมอหลวงจาง อยู่ในห้อง เขาใช้นิ้วชีลงที่โต๊ะพร้อมอธิบายแผนการเดินทางในวันรุ่งขึ้นหลี่เฉิงเฉียน จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อนโดยมี หลี่นาจา และองครักษ์อีก 20 นายตามไปด้วย เขาต้องการหมอรักษา 3 คน ในการเดินทางครั้งนี้ ทั้งหมดจะต้องนำเงินติดตัวไปด้วย เขาอาจจะต้องซื้อข้าวสารจากอำเภอต่าง ๆ ที่ยังไม่ประสบภัยและอาจต้องจ้างสำนักคุ้มภัยขนข้าวสาร และยาไปส่งให้ที่ซานโจว ทุกคนต่างเห็นด้วยหลี่นาจามีหน้าที่ สืบสวนหากพบการฉ้อโกงของขุนนางท้องถิ่น และส่งข่าวสารให้แก่ฝ่าบาท หลี่จิ้งให้นกพิราบสื่อสารแก่หลี่นาจาสำหรับรายงานการทำงานทุก ๆ วัน ระหว่างการเดินทางหลี่เฉิงเฉียนจะส่งข่าวคราวให้ฉินหวายอวีที่อยู่แนวหลังหากพบเจอปัญหาหรืออุปสรรคในการเดินทางขณะที่พวกเขากำลังหารือกันอยู่นั้น พวกเขาหารู้ไม่ว่ามีผู้เฒ่าชุดดำท่านหนึ่งกำลังนอนไขว่ห้างแอบฟังอยู่บนหลังคา จะบอกว่าแอบฟังก็คงไม่ได้
หากขั้นร้ายแรงมีผู้คนล้มตายจากน้ำท่วมใหญ่ อาจทำให้เกิดโรคระบาดตามมาอาจต้องเผาอำเภอทั้งทำเภอทิ้งเพื่อกันไม่ให้โรคระบาดลามไปที่อื่นแนวทางแก้ไขเบื้องต้น ราชสำนักจะต้องเข้มงวดเรื่องราคาสินค้า ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องนุ่งหม่ ไม่ให้มีการขึ้นราคาเกินความจำเป็น อีกทั้งยังต้องจัดสรรหมอจำนวนมากเพื่อออกช่วยรักษาชาวบ้านตามหัวเมืองที่เกิดภัยน้ำท่วม ทางด้านการทหารในแต่ละเมืองให้ทหารออกมาคอยดูแลความปลอดภัยทั้งยามกลางวัน และยามกลางคืน หาที่พักและโรงหมอสำหรับคนเร่ร่อน ในการก่อสร้างเขื่อนนั้นให้ใช้งบประมาณจ้างชาวบ้านมาสร้างเขื่อนโดยให้มีข้าวกินทั้งสามมื้อ มีที่พักอาศัยอยู่ไม่ไกลจากงานก่อสร้าง ประกาศรับเฉพาะผู้ชายวัยทำงาน ส่วนผู้หญิงประกาศรับเพื่อเป็นคนงานโรงครัวทำอาหารแจกจ่ายให้แรงงานเพียงเท่านี้ชาวบ้านก็จะมีรายได้ มีที่พักมีอาหารการกิน หากคนงานไม่พอสามารถนำทหารมาใช้ในงานก่อสร้างเขื่อนได้เพราะราชสำนักให้เบี้ยหวัดรายเดือนแก่ทหารอยู่แล้วหลี่ซื่อหมินเมื่อได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาเช่นนี้ แต่ยังติดที่งบประมาณที่ต้องใช้ในการสร้างเขื่อนนั้นจะเอามาจากที่ไหน ในเมื่อการเยียวยาชาวบ้านจำเป็นต้อ
และกุนซือแห่งต้าถัง ฝ่าบาทแต่งตั้ง หลี่นาจา และ ฉินหวายอวี เป็นผู้ช่วยผู้แทนพระองค์ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงต่างแสดงความคิดเห็นกันอื้ออึง แต่ทั้งสองพึ่งสร้างผลงานให้แก่ต้าถังอีกทั้งภูมิหลังของทั้งสองก็ไม่ธรรมดา ยากนักที่ขุนนางคนอื่นจะคัดค้าน หลังจากจบการประชุม ฝ่าบาทให้ หลี่จิ้ง ขุนพลฉิน จ่างซุน อู๋จี้ และเฒ่าเว่ย เข้าหารือในห้องทรงพระอักษรโดยไม่ลืมให้ตาม หลี่นาจา และ ฉินหวายอวี เข้าหารือด้วย ณ ห้องทรงพระอักษร หลี่ซื่อหมินและเหล่าขุนนาง ยืนล้อมรอบแบบจำลองแม่น้ำเหลือง การหาวิธีแก้ไขปัญหาอุทกภัยยังไม่มีการถกปัญหาใด ๆ คนในห้องกำลังรอการมาของอีกบุคคลหนึ่ง เวลาผ่านไป 1 เค่อ บุรุษผู้หนึ่งย่างก้าวผ่านพ้นประตูห้องทรงพระอักษร เมื่อเขาเห็นฝ่าบาทและเหล่าขุนนาง เขารีบทำความเคารพโดยเร็ว “ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่น ๆ ปี ” หลี่ซื่อหมินสบัดมือเบา ๆ เชิงอนุญาตให้ลุกขึ้นได้ บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็คือ หลี่เฉิงเฉียน ขุนนางในห้องต่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าคนที่ฝ่าบาทรอคอยจะเป็น หลี่เฉิงเฉียนมิใช่ปราชญ์ลี้ลับ หลี่เฉิงเฉียนลุกขึ้นทำความเคารพผู้อาวุโสทุกท่านในห้องทรงพระอักษร“ สาส์นด่วนส่ง
ขณะเดียวกัน นาหลุมก็ให้ผลผลิตที่มากกว่านาหว่านหลายเท่าตัว หลี่เฉิงเฉียนคำนวณแล้วว่าภายในเดือนหน้าข้าวชุดนี้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้มีโอกาสเป็นไปได้มากว่าจะได้มากกว่า 6000 จินต่อไร่หลี่เฉิงเฉียนนำอ้อยที่ปอกเปลือกแล้วมาคั้นเอาน้ำได้ประมาณ 1 ไหใหญ่ กรองด้วยผ้าขาวบางเอาเศษกากอ้อยออกเสร็จแล้วนำมาเคี่ยวบนไฟอ่อน ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วยาม เมื่อได้น้ำตาลอ้อยสีน้ำตาลเข้ม ยกลงจากเตากวนอีก 1 ชั่วยามจนน้ำตาลอ้อยคลายความร้อนแห้งเกาะกระทะ เสร็จแล้วขูดเอาน้ำตาลอ้อยที่ติดกระทะออกจะได้ผลึกสีน้ำตาลให้ความหวานหอมละมุนเมื่อได้น้ำตาลอ้อยแล้วหลี่เฉิงเฉียนให้ขันทีเกานำไปมอบให้อู๋กงกง ให้พ่อครัวทำอาหารสักหนึ่งอย่างโดยมีน้ำตาลเป็นเครื่องปรุงรสแทนน้ำผึ้งขึ้นถวายแด่่ฝ่าบาท ไม่นานอาหารทานเล่นก็ถูกนำขึ้นถวายแด่ฝ่าบาท หลี่ซื่อหมินชิมอาหารว่างที่อู๋กงกงนำขึ้นถวาย เขาพยักหน้าอยู่หลายครา อาหารจานนี้ใช้น้ำตาลอ้อยแทนน้ำผึ้งได้รสหวานที่กลมกล่อม หอมเป็นพิเศษ เหมาะแก่การทำมาเป็นเครื่องปรุงรสแทนน้ำผึ้งที่หายาก เป็นสัญญาณอันดีที่ต้าถังและซีเซี่ยจะมีการค้าระหว่างแคว้น หลี่ซื่อหมินมีบัญชาให้ออกราชองค์การให้คณะทูตซีเซี่ยเข้า
ยามพลบค่ำ ณ ค่ายทหารของหลี่จิ้ง การประลองของต้าถังและซีเซี่ยนั้นผ่านไปสามวันแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังคงพักรักษาตัวอยู่ในค่าย ขณะนี้หลี่เฉิงเฉียนนั่งมองผู้เข้าประลองทั้งห้าด้วยความโล่งใจ หลี่นาจาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย องค์หญิงฉางเล่อได้รับบาดเจ็บภายใน คนที่หนักที่สุดคงไม่พ้นหลี่เค่อเจ้าทึ่มร่างยักษ์ที่บัดนี้มีผ้าพันแผลเต็มตัว อีกทั้งแขนซ้ายยังหักหนึ่งข้าง นั่งหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่ข้างฉินหวายอวี ส่วนเฉิงฉู่โม่นั้นไม่มีบาดแผลทางกายใด ๆแต่ทางจิตใจนั้นคงไม่แน่ เพราะหลี่เฉิงเฉียนสังเกตุเห็นเฉิงฉู่โม่ แอบมององค์หญิงฉางเล่อเป็นระยะ ๆ ด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าเป็นห่วง ค่ำคืนนี้หลี่เฉิงเฉียนลงมือทำหมูหันทั้งตัว รุ่นเยาว์ต้าถังต่างนั่งลายล้อมกองเพลิงที่ยามนี้มีหมูหันตัวใหญ่กำลังสุกได้ที่ ส่งกลิ่นหอมรัญจวน ยั่วยวนน้ำลายของเขาทั้งหลายหมูหันตัวใหญ่ส่งบัตรเชิญให้แก่แขกเหรื่อทั้งต้าถังและซีเซี่ย ฝ่ายต้าถังนำทีมมาโดย หลี่จิ้ง ขุนพลเฉิง อู๋กงกง ทางด้านซีเซี่ยนำทีมโดย แม่ทัพอันลู่ซาน รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิง และ รองแม่ทัพทัวป๋าซือกง แม่ทัพอันลู่ซานเมื่อมาถึงชิ่งทำความเคารพ หลี่จิ้งก่อนเป็นคนแรก เขานับถือในควา
รอบนี้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงเตรียมตัวมาดี เขาชักหน้าไม้ยิงใส่เฉิงฉู่โม่ ที่กำลังไล่ตามเขามา เฉิงฉู่โม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ที่เป็นเลิศ เขาหลบได้ทันท่วงที เมื่อหลบได้หนึ่งครั้ง ครั้งที่สอง และครั้งที่สามก็ตามมาเลื่อย ๆ รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงพยายามทิ้งระยะห่างให้มากขึ้น เมื่อปืนกลขงเบ้งอยู่ในระยะโจมตีของขวานบิน รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิงขว้างขวานบินเข้าใส่ปืนกลขงเบ้งทันที พลหอกเมื่อได้โอกาส ปาหอกพุ่งเขาหมายทำลายปืนกลขงเบ้ง“ ปั้งงงง.!!! ” ปืนกลขงเบ้งถูกทำลายไปอีกหนึ่งอัน พลทหารฝ่ายต้าถังเมื่อไม่มีปืนกลขงเบ้งจึงไม่สามารถต่อกรกับพลหอกได้รองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิง ไล่ทำลายปืนกลขงเบ้งอันแล้วอันเล่า เฉิงฉู่โม่ระดมยิงเกาทัณฑ์ใส่แต่กับไม่เป็นผล เขาทำได้แค่ต้อนรองแม่ทัพเซี่ยเย่เผิง ให้ไปยังจุดที่ฉินหวายอวีกำหนดไว้รองแม่ทัพทัวป๋าซือกง เมื่อมีชัยต่อหลี่เค่อแล้ว เขาและพลหอกออกไล่ล่ากำจัดปืนกลขงเบ้งทางป่าด้านบนไม่ให้เหลือแม้เพียงซาก รองแม่ทัพทั้งสองเมื่อกำจัดขวากหนามสำหรับพวกตนเสร็จแล้ว จึงออกมารวมกลุ่มกับ แม่ทัพอันลู่ซานขณะนี้การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายมาหยุดห่างจากหน้าป้อมใหญ่ฝั่งต้าถังเพียง 30 จั่ง แม่ทัพและร







