LOGINเขาวกเข้าเรื่องเดิมๆ พร้อมกับลอบมองคนที่กำลังใช้ผ้าผืนบางซับหยดน้ำตา แก้มบางช่างน่าจับน่าจูบนักแม้จะเปรอะเปื้อนด้วยหยาดน้ำตาก็ตาม
“ฉันขอยืนยันว่าไม่ได้หนี ฉันอยู่รอคุณตามที่คุณบอก แต่พอครบกำหนดคุณกลับส่งคนมาบอกให้ฉันเก็บเสื้อผ้าออกจากคอนโดฯ ของคุณซะ! ถ้าคุณเป็นฉันคุณจะทำยังไง! ฉันถามหน่อยเถอะ!”
นิลอรพรั่งพรูคำสารภาพออกมาพร้อมน้ำหูน้ำตา นาทีนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะบอกความจริงทั้งหมดเพื่อที่เขาจะได้เลิกกล่าวหาว่าเธอเป็นคนผิดเสียที
“เลิกแต่งเรื่องมาหลอกฉันซะที เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่จริง ก่อนไปโรมฉันก็ย้ำกับเธอว่าให้รออยู่ที่นั่น แต่พอฉันกลับมา กลับเจอเพียงจดหมายสั่งลา ฉันอยากจะรู้นักว่าผู้ชายที่เธอหนีไปกับมัน มันเป็นใครกัน! แล้วเธอไปรู้จักกับมันตอนไหน ทำไมฉันถึงไม่เคยระแคะระคายเลย ให้ตายสิ!”
โจนาธานทุบพวงมาลัยด้วยมือข้างหนึ่ง เสียงหัวเราะเย้ยหยันจากร่างบางดังมาพร้อมกับเสียงสูดน้ำมูกของหล่อน นิลอรกำลังหัวเราะเยาะเขาทั้งๆ ที่หล่อนกำลังมีหยาดน้ำตา หมายความว่าอย่างไร
“งั้นเหรอ ฉันนี่นะมีคนใหม่ แล้วฉันนี่นะจะกล้าหนีมาจากกองเงินกองทองของคุณ? เพราะอะไรล่ะ เพราะผู้ชายคนหนึ่งที่คุณอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อปรักปรำฉันอย่างนั้นเหรอ มีสมองหรือเปล่าฮะตาแก่!”
นิลอรพ่นวาจาต้องห้ามสำหรับหนุ่มใหญ่ใส่รูหูเขาไปเต็มๆ อายุอานามที่มากกว่าสาวเจ้า ทำให้โจนาธานเคยนึกรันทดใจอยู่เนืองๆ และพอเวลานี้ที่หล่อนเอ่ยย้ำถึงความมากวัยของเขาอีกครั้ง อารมณ์โกรธเกรี้ยวที่มีจึงเพิ่มพูนทับถมจนเขาแทบจมความแก่อยู่รอมร่อ
“ปากคอนี่ร้ายขึ้นมากโขเลยนะแองจี้”
“อย่ามาเรียกฉันว่าแองจี้นะ! ตาแก่บ้ากาม!”
นิลอรสาดเสียงกลับไปอย่างไม่แคร์ เธอทนเจ็บมามากแล้ว และคงได้เวลาทวงคืนความแค้นเสียที ถ้าเขากลับมาหนนี้เพื่อย่ำยีหัวใจกันอีกละก็ เธอรับรองว่าจะควักเอาหัวใจเขามาสับเป็นชิ้นๆ แน่นอน
“ทำไม! หรือว่าสี่ปีที่ผ่านมามันทำให้เธอลืมอาชีพที่สองของตัวเองแล้วเหรอ เมื่อก่อนก็ออกจะชอบนี่นาเวลาที่ฉันเรียกเธอว่าแองจี้น้อยอย่างโน้นอย่างนี้ อย่าทำเป็นลืมหน่อยเลย”
“ฉันไม่ได้ลืม! แต่ไม่เคยจำต่างหาก ช่วยไม่ได้ในเมื่อวันเวลาช่วงนั้นมันไม่มีอะไรสำคัญมากพอให้ฉันเก็บไว้ให้รกสมอง” โต้คืนเข้าอย่างมั่นอกมั่นใจ ไม่ได้เกรงกลัวเขาเลยในข้อนี้ เพราะเธอเฝ้าย้ำกับตัวเองอยู่ทุกนาทีว่าเรื่องราวในตอนนั้นไม่สลักสำคัญจริงๆ แม้ว่ามันจะบันดาลให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นมาบ้าง แต่เธอก็ไม่ต้องการจดจำว่าใครกันทำให้มันเกิดขึ้น และใครกันที่ทำให้หัวใจอ่อนบางข้างในอกต้องเจ็บปวดมีรอยแผล
“หึๆ ขอให้จริงเถอะ”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอของบุรุษวัยสี่สิบเศษ ประหนึ่งเยาะเย้ยนิลอรอยู่ในที แต่หญิงสาวก็ไม่ได้ตอบโต้ เธอจะรอให้ถึงคราวของตัวเองแล้วจะรอดูซิว่าเขาจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเจอเข้ากับ ‘สุดที่รัก’ ของเธอ
*****
เกือบหนึ่งชั่วโมง ที่โจนาธานพารถยนต์แล่นฝ่าการจราจรอันติดขัดเพราะหยาดพิรุณ เพื่อพานิลอรมายังบ้านไม้สีขาวขนาดน่ารักไม่ใหญ่ไม่โต ด้านหน้านั้นถูกดัดแปลงเป็นอาคารรูปทรงคล้ายตึกสี่เหลี่ยมทรงสูง บุผนังเป็นกระจกโดยรอบ มีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่ด้านในร้านราวๆ ห้าถึงหกชุดด้วยกัน แน่นอนว่าคะเนด้วยการมองผ่านๆ เพียงแวบเดียว
‘...ดุจรักแท้...’
โจนาธานขานชื่อร้านอยู่ในใจ เขาไม่ค่อยสันทัดภาษาไทยมากนักแต่ก็พอเดาได้ว่าชื่อร้านคงหมายถึงความรักกระมัง โทนสีขาวและชมพูที่ใช้เป็นสีหลักของร้านทำให้คนมองรู้สึกได้ถึงความรักอันอ่อนหวาน แม้ว่าไม่ได้เข้าไปนั่งในร้านก็ตามที กุหลาบหลากสีที่ปลูกใส่กระถางตั้งวางไว้ตามระเบียง กำลังออกดอกงดงามแข่งกับพระจันทร์ในยามราตรี มันทำให้เขานึกถึงคฤหาสน์โบราณในแถบยุโรปที่มักมีกระถางดอกกุหลาบปลูกไว้ใต้หน้าต่าง ให้พวกมันเจริญเติบโตแล้วพากิ่งก้านสาขาพันเลื้อยไต่ขึ้นหลังคา ความจริงแล้วการตกแต่งของร้านแห่งนี้เหมือนบ้านตุ๊กตาชัดๆ ตอนนี้ร้านปิดทำการแล้ว มีเพียงดวงไฟดวงใหญ่ส่องแสงสีเหลืองนวลเปิดไว้พอให้เห็นป้ายชื่อร้านเท่านั้น
“ร้านเธอน่ารักดี” เขาเอ่ยชมด้วยความจริงใจก่อนจะดับเครื่องรถยนต์เมื่อถึงบริเวณที่นิลอรบอกว่าให้จอดตรงนี้ได้ ภายในรั้วบ้านไม่กว้างขวางมากนักแต่ก็เป็นสัดส่วน เห็นได้จากโรงรถเล็กๆ ที่เขาเพิ่งเคลื่อนรถเข้าไปจอด มันซ่อนอยู่ใต้ถุนของร้านกาแฟพอดิบพอดี
“ขอบคุณ ก็เจ้าของร้านน่ารักขนาดนี้ ร้านก็ต้องสวยอยู่แล้ว”
“หึๆๆ ไม่มีถ่อมตัวเลยนะแองจี้” โจนาธานส่ายหน้าอย่างระอา นิสัยเด็กๆ ของนิลอรยังปรากฏให้เขาสัมผัสได้แม้ว่าวัยของหล่อนจะเลยคำว่าเด็กแล้วก็ตาม
หญิงสาวเบะปากให้เมื่อหนุ่มใหญ่ค่อนขอดแกมประชด เธอฉวยกระเป๋าถือแล้วก้าวลงจากรถทันที เพราะเวลานี้เลยเวลามามากโขแล้ว สองมือจำต้องยกกระเป๋าถือขึ้นกางกั้นหยาดพิรุณที่ยังโปรยปราย แม้ไม่หนักหนามากนักหากเทียบกับตอนที่ออกมาจากโรงแรมแต่ก็สามารถทำให้เธอเป็นไข้นอนซมเอาได้ เพราะฉะนั้นป้องกันไว้เป็นดี แล้วนั่นไง นาฬิกามีชีวิตของเธอเดินหน้ามุ่ยออกมาทวงเวลาที่เธอทำหล่นเรี่ยราดระหว่างทางเข้าให้แล้ว
นิลอรเดินตรงรี่เข้าไปนั่งยองๆ ที่หน้าประตูบ้าน เพื่ออ้าแขนรอรับร่างเล็กๆ ของ ‘บุตรชาย’ ที่โถมเข้ามาหา ทั้งสองทั้งกอดทั้งหอมกันอยู่ครู่หนึ่ง ฝ่ายหนุ่มน้อยจึงได้ผละออกแล้วทำตามสิ่งที่ตนได้ตั้งใจไว้
“มามี้มาฉาย เจคโป้งมามี้ ม่ายลักมามี้แล้ว!”
หนุ่มน้อย เจค็อบ หรือ เจค วัยสามขวบเศษ บ่นมารดาเล็กน้อยที่กลับบ้านไม่ตรงเวลา ปล่อยให้เขาต้องทนอยู่กับพี่เลี้ยงสาว ที่คงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นตุ๊กตาที่เจ้าหล่อนมีหน้าที่จับอาบน้ำแต่งตัวป้อนข้าวป้อนนม
เอี๊ยดดด!!!รถยนต์คันงามของโจนาธานหักหลบรถกระบะที่วิ่งสวนมาอย่างรวดเร็ว ยังผลให้รถเขาใช้เสาไฟฟ้าแทนเบรกชั่วคราว เสียงของการปะทะดังสนั่นทั่วบริเวณ ควันไฟคละคลุ้งแทรกอยู่ทั่วมวลอากาศ แรงอัดกระแทกทำให้ประตูรถยุโรปคันงามพาร่างของหนุ่มใหญ่กระเด็นกระดอนไม่รู้ทิศทาง เนื่องจากว่ามิได้คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างหนักหนาลอยละลิ่วขึ้นสูงกว่าระดับสายตา ก่อนจะร่วงลงมากระแทกกับพื้นเบื้องล่าง หนุ่มใหญ่เจ็บปวดทรมานที่กายท่อนร่างสุดจะพรรณนา มวลหมู่โลหิตไหลอาบทั่วตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และนาทีต่อมาเสียงสัญญาณรถตำรวจและรถพยาบาลก็วิ่งเข้าสู่โสตประสาทแต่โจนาธานรู้ดีว่าการบาดเจ็บหนนี้เขาคงไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เพราะความเจ็บทรมานมันหนักหนาสาหัสทั้งกายและใจ!...........เวลา 04:37 นาฬิกาภายในห้องเช่าที่ยังมืดสลัว นิลอรนอนพลิกกายกระสับกระส่ายจนเนื้อตัวเปียกชุ่ม เธอฝันร้าย ฝันว่าเห็นบุรุษที่รักสุดหัวใจร่างกายชุ่มโชกไปด้วยหยาดโลหิต เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นใบหน้าของสามีชัดเจน มันชัดเสียจนใจหายวาบ ราวกับว่าวินาทีแห่งความเป็นความตาย เธอได้อยู่ที่นั่นกับเขาด้วย“อือ...หือ...มามี้เป็นอาลาย” เจค็อบงัวเงียลุกมาถามมารด
“ฉันจะพาพวกแกไปส่งที่บ้านคุณตอนเช้า ก่อนเวลาไปโรงเรียน คุณอย่ามัวโอ้เอ้เสียเวลาเลย รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่ฝนจะตกลงมาอีก” เธอย้ำอีกครั้งด้วยการเปิดประตูให้กว้างขึ้นโจนาธานถอดใจ เขาควานหาสมาร์ตโฟนและกุญแจรถในกระเป๋าเสื้อผ้า เมื่อเจอก็คว้ามาแล้วเดินช้าๆ ไปที่หน้าประตู“เธอจะไปส่งฉันข้ามสะพานหรือเปล่า” เขาถามด้วยความหวังเพราะตอนขามาเขามีหล่อนจับจูงจนสามารถก้าวข้ามความกลัวมาได้ ทว่านิลอรกลับยกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับส่งสายตาเย้ยหยันมาให้ ก่อนจะตอบเขาด้วยเสียงอันยั่วเย้าของนางมารร้าย“เสียใจค่ะโจนาธาน คุณต้องหัดไว้ให้ชินนะคะ เพราะตั้งแต่วินาทีนี้ คุณจะไม่มีฉันอยู่ข้างกายอีกแล้ว คุณต้องเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับความกลัว มากพอๆ กับที่คุณต้องเรียนรู้ และต่อสู้กับคำว่าเชื่อใจ!”โจนาธานนิ่งอึ้ง เขาเข้าใจดีว่าหล่อนหมายถึงเชื่อใจในเรื่องใดบ้าง“ฉันขอโทษแองจี้ ฉัน...”“พอซะที เก็บคำว่าขอโทษไปบอกยมบาลในนรกเถอะ!”ปัง!ประตูไม้ปิดลงเสียงดังสนั่น นิลอรปิดประตูลงกลอนทั้งน้ำตา เธอปิดไฟแล้วก้าวขึ้นเตียงไปนอนกอดบุตรทั้งสอง แน่นอนว่ากว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ แม่นางร้ายนิลอรก็ร้องไห้จนตาบวมด้านนอกห้องเช่า ในสถานที่ที่
“ฉะ...ฉัน ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่ตกใจนิดหน่อย” ตอบเบาๆ แล้วหันหลังให้เพราะไม่อาจเก็บซ่อนน้ำตามิให้ไหลหยด อยากบอกเขาเหลือเกินว่าตัวเองเป็นอะไร แต่ก็กลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด“เธอปวดท้องหรือแองจี้” เขาถามอีกหนเพราะคนที่นั่งหันหลังให้ใช้สองแขนโอบรอบเอวราวกับว่ากำลังเจ็บป่วยอยู่“ปะ...เปล่า ฉันไม่ได้เป็นอะไร จะถามทำไมฮะ!” คนที่ถูกถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเริ่มคุมตัวเองไม่ได้ เขาจะใช้เสียงอบอุ่นแบบนั้นถามภรรยาที่เขาเขี่ยทิ้งอีกทำไม!“ก็ฉันห่วงเธอนี่นา ฉันแค่เป็นห่วงมันผิดด้วยเหรอ”นิลอรน้ำตาร่วงพรู หันกลับมามองสามี สองหน่วยตาของตาแก่สุดที่รักแดงก่ำราวกับว่ากำลังจะร้องไห้ ริ้วรอยแห่งวัยฉายชัดยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าตัวขมวดคิ้วเข้าหากันราวกับผูกปมไว้แน่นหนา “ผิดมาก! ถ้าไม่รักไม่เชื่อใจก็อย่ามาห่วงฉัน! ใช่สิ ตอนนี้โดนยัยป้าเอลิซมันเขี่ยทิ้งแล้วนี่ เฮอะ! สมน้ำหน้า! เป็นไงล่ะ พอตั้งท่าว่าจะล้ม ยัยเอลิซอดีตคนที่แสนดีก็รีบแจ้นไปหาผัวใหม่ ซึ้งแก่ใจดีไหมคะมิสเตอร์คิงส์!”“แองจี้ เธอกำลังนอกเรื่องนะ” โจนาธานเตือนสติ หล่อนกำลังส่งเสียงทำลายความเงียบและมันรบกวนสองแสบที่กำลังหลับอยู่“มันคือเรื่
นิลอรไม่ได้ตอบ กำลังพยายามปลดสลักกลอนด้วยมือเพียงข้างเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะทำไม่สำเร็จ คนตัวโตกว่าเลยลุกไปช่วยแกร็ก!“ขอบคุณ” เอ่ยเบาๆ ก่อนจะแทรกกายผ่านร่างหนาออกไปยังด้านหลังห้องเช่า จัดการบิดน้ำออกจากเสื้อผ้าให้มากที่สุดก่อนจะพาดมันไว้กับราวเชือกไนล่อนซึ่งขึงเป็นแนวยาวให้ได้ใช้ร่วมกันทุกห้อง ด้านหลังนี้มีกำแพงสูงหนาตั้งอยู่ มันเป็นกำแพงหมู่บ้านโครงการใหญ่ของพวกผู้ดีมีอันจะกิน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบ้านจตุรศิลป์นิลอรสลัดผ้าขึ้นตากไปเรื่อยๆ ด้วยว่าแสงด้านนอกมันไม่ค่อยสว่างเพราะทุกห้องปิดไฟนอนกันหมดแล้ว หญิงสาวจึงต้องมะงุมมะงาหราตากผ้าแบบทุลักทุเลโจนาธานเห็นแม่ของลูกสะบัดผ้าขึ้นตากก็อยากช่วย เขาเดินออกไปช่วยหล่อนซึ่งยืนอยู่ห่างจากประตูราวสามเมตร แต่นิลอรไม่รู้ และพอหันกลับมาร่างบอบบางเลยปะทะกับกำแพงมนุษย์สูงใหญ่ภายใต้เงามืดสลัว“ว้าย!”“แองจี้! เธอเป็นอะไรรึเปล่า โอ...พระเจ้า ให้ตายสิ! ตกใจหมด”หนุ่มใหญ่รีบช้อนร่างที่ยุติการล้มหงายหลังไว้ ด้วยการคว้าราวตากผ้าด้วยมือข้างเดียว เสื้อผ้าที่ตากเพิ่งเสร็จร่วงลงพื้นปูนไปสองชิ้นแต่นิลอรไม่สนใจมันอีกแล้วแล้ว หญิงสาวสบถรัวเร็วเพราะใจหายใจคว่ำจนเข
“แด็ดดี...เจค...เจคหนาว” หนูน้อยเจค็อบรีบบอกบิดาเมื่อคนทั้งสามข้ามสะพานมาหลบฝนใต้ชายคาร้านอาแปะนิลอรควักเงินซื้อนมสดขวดใหญ่จากอาแปะด้วยความเกรงใจที่เธอฝากลูกชายตัวเปียกไว้กับแกเมื่อครู่ ตอนนี้มือข้างหนึ่งของนิลอรจึงมีข้าวของอยู่เต็ม“เดี๋ยวเราก็ได้นอนอุ่นๆ บนเตียงแล้วครับคนเก่ง” โจนาธานบอกบุตรชาย ก่อนจะหันไปหาภรรยา “เอากระเป๋ามาเถอะ ฉันถือเอง” เขาสั่งกรายๆ แต่นิลอรส่ายหน้าแล้วสั่งกลับไปว่าให้เขาอุ้มลูกทั้งสอง ส่วนเธอจะถือของเอง ตอนนี้เธอถือทั้งกระเป๋าเสื้อผ้าของสามี กระเป๋าถือของตัวเองและถุงใส่นมขวดใหญ่คุณแม่ลูกสองพาสามีเดินออกจากร้านขายของชำเพื่อไปยังห้องพัก โดยการเดินเลียบชายคาห้องพักห้องอื่นๆ ที่หันประตูออกมาสู่ทางเดิน เวลานี้ทุกคนในชุมชนคลองน้ำเน่าพากันปิดบ้านเงียบเพราะลมฝนในฤดูร้อนอาจจะพังฝาบ้านและหลังคาที่ทำจากสังกะสี หากไม่ปิดบ้านช่องห้องหับให้ดีโจนาธานอุ้มบุตรทั้งสองด้วยสองแขนอันแข็งแรง เขาดีใจที่เห็นนิลอรยังเข้มแข็ง แต่เขาหดหู่ใจเหลือเกินที่เห็นสภาพที่รายล้อมรอบกายหล่อน หล่อนน่าจะหาบ้านหลังใหม่หรือไม่ก็เช่าคอนโดฯ อยู่ ไม่ใช่มาแออัดในชุมชนแห่งนี้ที่น่าจะเรียกมันว่าสลัม“ทำไ
“บ้านฉันข้ามสะพานนี้ไปแล้วเดินต่ออีกหน่อยก็ถึงแล้ว คุณไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ รีบพาเด็กๆ กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวฝนตกจะขับรถลำบากนะคะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยกระแทกใจทั้งคนพูดและคนฟัง ความห่วงใยใส่ใจที่ทั้งสองมีให้กันและกันนั้น สามารถข้ามผ่านความไม่เข้าใจทั้งหลายทั้งปวงมาให้คนทั้งคู่ได้สัมผัส ความเงียบบังเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งราวกับว่าต้องการเปิดทางให้ความห่วงใยอันลึกซึ้งเดินทางเข้าสู่หัวใจของคนทั้งสอง“ฉันจะเดินไปส่งที่บ้านของเธอ”นิลอรส่ายหน้าอีกหน เด็กๆ ยังอยู่บนรถแถมฝนก็กำลังจะตก เธอจะให้เขาไปส่งได้อย่างไร “อย่าเลยค่ะ คุณกลับไปหาลูกเถอะ พวกแกไม่ชอบเวลาฝนตกนะคะ” รีบบอกแล้วปัดมือเขาออกอย่างสุภาพ และเมื่อเขายังยืนเฉยเธอเลยเดินกลับไปหาเด็กๆ ที่รถโจนาธานเห็นเจ้าหล่อนเดินไปหาลูกๆ ก็ตามกลับมา เขาโอบประคองไหล่บางไว้แล้วพาหล่อนเดินไปด้วยกัน ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวที่ได้เดินเคียงกันนั้นเสมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อรอให้คนทั้งสองได้เป็นเจ้าของเวลาอันมีค่าร่วมกัน“ฉันอยากให้คุณประคองฉันไปอย่างนี้จนชั่วชีวิต แต่คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ขอบคุณนะคะที่ยังห่วงใยฉัน ขอบคุณจริงๆ” นิลอรกระซิบพอให้พ่อของลูกได้ย






![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
