Masukสายฝนโหมกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาดูเหมือนจะจงใจชะล้างรอยเลือดบนท้องถนน แต่มันกลับยิ่งโหมพัดความแค้นในใจของตะวันให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม รถหรูคันสีดำทึบหลายคันพุ่งทะยานฝ่าม่านฝนไปบนถนนลูกรังที่ตัดเข้าสู่เขตโรงงานร้างแถบชานเมือง แสงไฟหน้ารถตัดผ่านความมืดมิด เห็นเพียงเงาตะคุ่มของโกดังเหล็กขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ภายในโกดังที่อับชื้นอบอวลไปด้วยกลิ่นสนิมเหล็ก แสงไฟสลัวจากหลอดนีออนเก่าๆ กะพริบถี่เป็นระยะสลับกับเสียงฟ้าร้องที่ดังคำรามข่มขวัญ สิรินาถในชุดเดรสสีแดงที่ดูขัดกับสถานที่ ยืนกอดอกอย่างใจเย็นทั้งที่พึ่งเกือบพรากชีวิตคนไปถึงสองคน แต่ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอบัดนี้เต็มไปด้วยความสะใจที่ปิดไม่มิด
“งานเรียบร้อยดีใช่ไหม?” เธอเอ่ยถามชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า หนึ่งในนั้นมีรอยสักรูปนกอินทรีที่พาดผ่านลำแขน
“เรียบร้อยครับคุณหนู รถหมุนคว้างกระแทกเสาไฟเต็มๆ ฝั่งคนนั่งยับเยินขนาดนั้น มันไม่น่ารอดครับ” ชายรอยสักตอบด้วยน้ำเสียงเหี้ยม สิรินาถหัวเราะออกมาด้วยความพอใจ เสียงหัวเราะของเธอกังวานก้องไปทั่วโถงกว้าง
“สมน้ำหน้า... อยากเป็นนางเอกนักใช่ไหมแสนรัก คราวนี้แกก็ได้เป็นนางเอกสมใจแล้วล่ะ แต่นางเอกในหลุมศพน่ะนะ! มันจะได้รู้ว่าอย่ามาลองดีกับคนอย่างฉัน”
ปัง! เสียงถีบประตูเหล็กดังสนั่นหวั่นไหวจนเศษฝุ่นร่วงกราวลงมาจากเพดาน แสงไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในโกดัง เผยให้เห็นร่างสูงสง่าของตะวันที่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่มั่นคงแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล แมนและลูกน้องชุดดำอีกหลายคนเดินตามเข้ามาประกบข้างอย่างพร้อมเพรียง
สิรินาถสะดุ้งจนซองเงินสดในมือล่วงหล่น เธอมองตะวันด้วยสายตาที่สั่นระริกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติและปั้นยิ้มหวานที่เคลือบไปด้วยพิษสง
“อ้าว... พี่ตะวันมาหาสิถึงที่นี่เลยเหรอคะ? หรือว่ารู้ข่าวเรื่องอุบัติเหตุของนังนั่นแล้วอยากจะหาที่ระบายความเศร้า? มันตยรึยังละ!!!” ตะวันไม่ตอบคำถาม เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอช้าๆ แต่ละก้าวของเขาหนักแน่นจนสิรินาถต้องก้าวถอยหลังไปจนติดกำแพงสังกะสี ใบหน้าของตะวันบัดนี้ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ดวงตาคมกริบคู่นั้นนิ่งสนิทเสียจนน่าขนลุก มันไม่ใช่ดวงตาของคนที่กำลังโกรธจัด แต่มันคือดวงตาของเพชฌฆาตที่พร้อมจะลงดาบ
“กูเคยเตือนมึงแล้วใช่ไหม ว่าอย่าแตะต้องคนของกู สิรินาถ” เสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบเรียกชื่อเธอเบาๆ แต่มันกลับบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง
“แกพูดเรื่องอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง ก็แค่มาทำธุระแถวนี้...”
“ธุระที่ต้องจ่ายเงินให้ไอ้พวกขยะที่ไปตัดเบรครถคนอื่นน่ะเหรอ?” ตะวันสะบัดมือเบาๆ แมนก็เดินเข้ามาพร้อมกับแท็บเล็ตที่ฉายภาพวงจรปิดที่ลานจอดรถชัดเจนทุกมุม รวมถึงภาพที่สิรินาถกำลังยื่นซองเงินหนาๆ ให้กับชายรอยสักนกอินทรีเมื่อครู่ด้วย
ใบหน้าของสิรินาถซีดเผือดลงทันที เธอหันไปมองลูกน้องของเธอเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่พวกมันกลับถูกลูกน้องของตะวันเล็งปืนเข้าใส่จนไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
“หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ยังจะปฏิเสธอีกเหรอ มึงรู้ไหมว่าตอนนี้แสนรักอยู่ในห้อง ICU แสนรักต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนเพียงเพราะความไร้สติของมึง!!!” ตะวันคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของสิรินาถ แรงบีบมหาศาลทำให้คนตรงหน้าร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาไม่คลายแรงบีบเลยแม้แต่น้อย แรงของเขาเท่านี้เทียบไม่ได้เลยกับแรงกระแทกของแสนรักที่กระแทกเข้าเสาไฟกลางถนน
“ใช่! ฉันทำเอง! แล้วทำไมล่ะ? พวกทำลายงานแต่งของฉัน ทำให้ฉันอับอายขายหน้าไปทั่วประเทศ! แล้วนังนั่นมันเป็นใคร? มันก็แค่ลูกสาวอาชญากร ต่ำต้อย เดิมทีก็ไม่คู่ควรกับพี่อาทิตย์อยู่แล้ว มีสิทธิ์อะไรมาทำให้งานของฉันพัง!!” เมื่อจนมุมสิรินาถก็ระเบิดอารมณ์ออกมาด้วยความคลั่งแค้น ตะวันนิ่งฟังเสียงกรีดร้องของเธอด้วยใบหน้าที่เฉยเมย เขาไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ แต่กลับเลื่อนมือลงไปหยิบขวดพลาสติกขนาดเล็กที่แมนส่งให้
“มึงรู้ใช่ไหมสิรินาถ... กูไม่ใช่คนดีขนาดนั้น กูมีวิธีการจัดการกับขยะที่ชอบทำลายชีวิตคนอื่นในแบบของกูเอง” ตะวันเปิดฝาขวดออก กลิ่นน้ำมันฉุนกะทัดรัดโชยออกมา ขายาวก้าวเข้าไปใกล้สิรินาถมากขึ้น ทุกการก้าวเดินนั้นแสนมั่นคงและไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
“แกจะทำอะไร?” สิรินาถเริ่มตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง เมื่อเห็นตะวันเริ่มเทของเหลวในขวดราดลงบนพื้นรอบตัวเธอ และราดลงบนซองเงินที่เธอกำลังจะจ่ายให้ลูกน้อง
“ในเมื่อมึงชอบเล่นกับเบรกของคนอื่นนัก... กูก็จะให้มึงลองสัมผัสความรู้สึกของการที่ควบคุมอะไรไม่ได้ดูบ้าง” ตะวันพูดพลางหยิบไฟแช็กโลหะราคาแพงออกมา เขาดีดฝาเปิดออกด้วยนิ้วโป้ง เสียง ‘คลิก’ ของมันดังก้องไปในความเงียบ
“ตะวัน! อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ! พ่อฉันไม่เอาแกไว้แน่!”
“พ่อมึงเหรอ? ป่านนี้คงกำลังยุ่งเรื่องที่บ้านถูกเผาอยู่มั้ง ตอนนี้มึงไม่มีใครมาช่วยมึงได้แล้ว มีแค่ตัวมึงเอง... กับกรรมที่มึงทำไว้” ” ตะวันยิ้มเหี้ยม ก่อนที่เขาจะโยนไฟแช็กที่จุดติดเปลวเพลิงสีส้มลงบนกองน้ำมันทันที!
พรึ่บ! เปลวไฟลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว วงล้อมของไฟล้อมรอบตัวสิรินาถไว้ เธอหวีดร้องเสียงหลงพลางพยายามจะกระโดดหนี แต่ถูกลูกน้องของตะวันสกัดไว้ทุกทิศทาง เปลวไฟไม่ได้แผดเผาตัวเธอโดยตรงในตอนนี้ แต่มันร้อนระอุจนผิวของเธอเริ่มแดงก่ำ ความร้อนที่รายล้อมบวกกับควันไฟที่เริ่มหนาตาทำให้เธอหายใจไม่ออก ตะวันยืนมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่า เขาไม่ได้สะใจ แต่เขาเพียงแค่รู้สึกว่าความยุติธรรมกำลังถูกทวงคืน
“ความร้อนนี้... มันยังเทียบไม่ได้กับเสี้ยวหนึ่งของความเจ็บปวดที่แสนรักได้รับ มึงควรจะจำความรู้สึกที่ไม่มีทางออก ความรู้สึกที่ชีวิตของมึงแขวนอยู่บนเส้นด้ายเอาไว้ให้ดี... เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของมึงที่เหลือจะอยู่ในนรกที่กูเป็นสร้างขึ้น” ตะวันกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแล้วเหยียดยิ้ม ตะวันไม่ใช่คนชอบทำร้ายผู้หญิง แต่ถ้าผู้หญิงคนนั้นทำร้ายหัวใจของเขา ตะวันไม่ลังเลที่จะกำจัดทิ้ง
“ตะวัน! ช่วยด้วย! ฉันกลัวแล้ว! ฉันขอโทษ!” สิรินาถทรุดตัวลงคุกเข่ากลางวงล้อมของเปลวไฟ น้ำตาไหลพรากอาบแก้มที่เปื้อนควันเขม่า ตะวันหันหลังกลับอย่างไม่ใยดี เขาเดินตรงไปที่ประตูโกดังท่ามกลางเสียงตะโกนอ้อนวอนนั้น
“แมน... มึงดับไฟก่อนที่มันจะคลอกตาย แต่อย่าเพิ่งให้ใครพาตัวมันออกไปจนกว่าตำรวจจะมาถึง จัดฉากให้โกดังเกิดไฟไหม้เพราะการตกลงค่าจ้างที่ไม่ลงตัว ทิ้งหลักฐานที่คนของมันเป็นคนตัดเบรครถเอาไว้ด้วย ตำรวจจะได้โยงคดีถูก”
“ครับนาย”
ตะวันเดินกลับมาที่รถของเขา สายฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เขาเงยหน้ามองฟ้า ปล่อยให้น้ำฝนชะล้างความขุ่นมัวออกจากใจเพียงเล็กน้อย มือของเขายังคงสั่นเทา... ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นเพราะความเป็นห่วงคนที่ยังนอนสู้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาล เขาขึ้นรถแล้วรีบขับกลับไปหาดวงใจของเขาโดยเร็วที่สุด ภายในรถที่เงียบสงัด ตะวันกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
“แสนรัก... พี่ทวงแค้นให้แล้วนะ” เขากระซิบกับตัวเองในความมืด “ตอนนี้ได้โปรด... ตื่นขึ้นมาหาพี่เถอะ พี่สัญญาว่าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายแสนรักได้อีก แม้แต่ปลายเล็บ”
รถหรูคันสีดำเลี้ยวออกจากเขตโรงงานร้าง มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลที่ซึ่งเป็นความหวังเดียวของเขาที่กำลังรออยู่ การเอาคืนสิรินาถเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ตะวันสาบานว่าเขาจะกวาดล้างทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดของแสนรักให้สิ้นซาก ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม
ณ โรงพยาบาล
ตะวันก้าวเท้าลงจากรถทันทีที่จอดสนิทหน้าประตูโรงพยาบาล เขาไม่สนใจว่าเสื้อผ้าของเขาจะเปื้อนเขม่าไฟหรือเปียกโชกแค่ไหน เพราะข้อความที่เขาพึ่งเห็นหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จว่าน้องต้องเข้าผ่าตัดทำให้เขาร้อนใจ สายตาของเขามุ่งตรงไปที่หน้าห้อง ICU เท่านั้น สกายและองศายังคงรออยู่ที่นั่น สีหน้าของทั้งคู่ดูผ่อนคลายลงกว่าเดิมเล็กน้อย
“ตะวัน! แสนรักออกจากห้องผ่าตัดแล้ว” สกายรีบเดินเข้ามาบอกข่าวดี
“น้องเป็นยังไงบ้าง?” ตะวันถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“หมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่ยังต้องรอดูอาการอย่างใกล้ชิดในห้องปลอดเชื้อต่ออีก... แสนรักหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะตอนอยู่บนเตียงผ่าตัด แต่สุดท้ายน้องก็สู้จนกลับมาได้” องศาตบไหล่เพื่อนเบาๆ ตะวันทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งอีกครั้ง คราวนี้เขาซบหน้าลงกับฝ่ามือ ปล่อยให้ความเครียดที่สะสมมาตลอดหลายชั่วโมงพังทลายออกมาเป็นความเรียบนิ่ง ตะวันไม่ใช่คนชอบแสดงออก เขาไม่ชอบให้ใครเห็นความอ่อนแอของเขา
“ไปจัดการสิรินาถมาเรียบร้อยแล้วใช่ไหมว่ะ?” สกายถามขึ้นเงียบๆ ตะวันเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากความอ่อนแอเป็นความเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง
“มันจบแล้วสำหรับผู้หญิงคนนั้น... แต่สำหรับคนที่เป็นต้นเหตุขอเรื่องนี้จริงๆ...กูยังไม่ได้เริ่มเลย”
“มึงหมายถึงไอ้อาทิตย์เหรอ?” ตะวันพยักหน้าแล้วมองผ่านเข้าไปในห้อง ICU ที่ซึ่งแสนรักนอนหลับไหลอยู่
“ไม่รู้ทำไม กูถึงรู้สึกว่าคดีของพ่อแสนรัก... และอุบัติเหตุวันนี้... ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกัน และกูจะลากคอพวกมันทุกคนมาสยบแทบเท้าน้องให้ได้”
ตะวันนึกถีงรอยสักนั้นที่แมนสืบมา เขาพึ่งรู้สึกว่ามันคุ้นเคย จนกระทั่งนึกถึงเอกสารที่เกี่ยวกับคดีของพ่อแสนรัก คืนที่ยาวนานและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดกำลังจะผ่านพ้นไป แต่สำหรับตะวัน... นี่คือการเปิดฉากสงครามครั้งใหญ่ สงครามที่เขาจะเดิมพันด้วยทุกอย่างที่มี เพื่อปกป้องรอยยิ้มของแสนรักให้คงอยู่ตลอดไป
ภายในห้องนอนใหญ่ที่มืดสลัว แสงเทียนสั่นไหววูบวาบประดับบนโต๊ะอาหารมื้อพิเศษที่ อาทิตย์สั่งให้จัดเตรียมขึ้น เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแสนรักในชุดสูทสีขาวสะอาดตาที่จงใจให้ดูเหมือนเทพบุตรที่สุดเท่าที่จะทำได้"แสนรัก... ในเมื่อทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นใหม่แล้ว พี่อยากให้เรามีพันธสัญญาที่มั่นคงกว่าเดิม" อาทิตย์เอ่ยเสียงนุ่มพลางหยิบกล่องแหวนเพชรเม็ดโตออกมาวางบนโต๊ะ "แต่งงานกับพี่นะ..."แสนรักจ้องมองกล่องแหวนนั้นด้วยความรู้สึกขยะแขยงจนแทบอยากจะอาเจียน มือของเธอที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ดวงตากลมมองแหวนในนิ้วที่ตะวันใส่ให้ ทุกอย่างยิ่งยืนยันกับเธอชัดเจนว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ตะวัน เธอแอบชำเลืองมองนาฬิกาที่ผนัง... อีกเพียงสิบนาทีเท่านั้น"พี่ตะวันคะ... แสนรักขอเวลาคิดแป๊บนึงได้ไหมคะ" เธอพยายามยื้อเวลาอย่างสุดความสามารถ"คิดอะไรอีกล่ะ!?" แววตาของอาทิตย์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด บรรยากาศตรงรั้วหลังคฤหาสน์ องศาและสกายในชุดปฏิบัติการสีดำสนิทกำลังซุ่มรอสัญญาณจากคนของตะวันที่ซ่อนอยู่ภายในบ้าน ซึ่งก็คือป้าอุ่นแม่บ้านเก่าแก่ที่แอบตัดวงจรไฟฟ้าในจุดอับสายตาตามคำแนะนำของสกายผ่านโทรศัพท์ที่
แสงของวันใหม่ไม่ได้นำมาซึ่งความหวัง แต่มันกลับขับเน้นให้เห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของบ้านที่เคยอบอุ่น ดารินตื่นขึ้นมาด้วยอาการล้าเต็มที เธอแสร้งทำเป็นไอและเดินกระย่องกระแย่งออกจากห้องนอนใหญ่เพื่อสำรวจสถานการณ์ โดยมีแสนรักเดินประคองอยู่ข้างๆไม่ห่างที่ห้องอาหารอาทิตย์ในคราบของตะวันนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเขาดูหมองคล้ำจากการไม่ได้นอน แต่แววตานั้นกลับวาวโรจน์ด้วยความกรุ่นโกรธ เมื่อเห็นดารินยังคงเดินนัวเนียอยู่กับแสนรัก เขาก็กระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังปัง!"ริน... เราว่าอาการรินดูไม่ดีเลยนะ" อาทิตย์พูดเสียงเย็น"เราเรียกให้คนขับรถเตรียมรถไว้แล้ว เดี๋ยวจะให้ไปส่งรินที่โรงพยาบาลส่วนตัว จะได้ให้หมอตรวจละเอียด""ไม่เป็นไรตะวัน... เราเริ่มดีขึ้นแล้ว แค่ยังมึนๆ" ดารินแสร้งปาดเหงื่อที่หน้าผาก"เราอยากพักผ่อนอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย ให้น้องแสนรักดูแลน่ะดีที่สุด หมอที่ไหนก็ไม่รู้ใจเท่าน้องแสนรักหรอก"อาทิตย์ลุกขึ้นยืนทันทีจนเก้าอี้กระเด็นไปด้านหลัง"เราไม่ได้ถามความสมัครใจ! นี่มันบ้านเรา และเราเห็นว่ารินควรไปโรงพยาบาล แสนรัก... เธอขึ้นไปเก็บของให้ดารินเดี๋ยวนี้!""พี่ตะวันคะ... ทำไมต้องรุนแรงขนา
ภายในห้องนอนใหญ่ที่เคยอบอวลไปด้วยไอรัก บัดนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกรงขัง อาทิตย์ในคราบของตะวันยืนจ้องมองแสนรักด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด เขาคาดหวังว่าการกลับมาครั้งนี้จะได้รับความปรนนิบัติและการตอบรับอย่างเร่าร้อนแต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม"แสนรัก พี่บอกให้มานี่ไง จะถอยหนีพี่ทำไม?" อาทิตย์ก้าวเดินเข้าหาเธอด้วยท่าทางคุกคาม น้ำเสียงทุ้มต่ำเริ่มมีความกระด้างที่ปิดไม่มิด"พี่ตะวัน... แสนรักรู้สึกไม่ค่อยสบายค่ะ วันนี้แสนรักเพลียมากจริงๆ" แสนรักตอบพลางขยับตัวไปจนชิดขอบเตียง มือของเธอกำชายเสื้อตัวเองไว้แน่น สัมผัสที่เย็นชารวมถึงแววตาที่จ้องมองมาอย่างหิวกระหายนั้นทำให้เธอหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ เธอรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ตะวันที่แสนอบอุ่นคนเดิมแน่ๆ แต่เธอก็ยังไม่กล้าพูดออกมา"ไม่สบายงั้นเหรอ? หรือว่าพอพี่ไม่อยู่ ใจเธอก็เปลี่ยนไปหาคนอื่นแล้ว!" อาทิตย์คว้าข้อมือเล็กของแสนรักไว้แน่นแล้วกระชากเข้าหาตัว"โอ๊ย! พี่ตะวัน แสนรักเจ็บค่ะ ปล่อยแสนรักนะ!" แสนรักพยายามดิ้นรน แรงบีบที่ข้อมือของเขามันรุนแรงและป่าเถื่อนจนเธอเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า ก่อนที่อาทิตย์จะโน้มตัวลงมาใช้กำลังข่มเหงเธอ เสียง
หยาดฝนยามบ่ายเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นสอดรับกับความกังวลใจของแสนรักที่เพิ่มทวีคูณ เธอพยายามต่อสายหาตะวันนับสิบครั้งแต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงสัญญาณที่บอกว่า "ไม่สามารถติดต่อเลขหมายดังกล่าวได้""พี่ตะวัน... ทำไมเงียบไปแบบนี้คะ" เธอพึมพำกับตัวเองพลางกำโทรศัพท์แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ในขณะที่ความวุ่นวายใจกำลังถึงขีดสุด เสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มก้าวลงจากรถท่ามกลางสายฝนที่เริ่มหนาเม็ด ใบหน้าคมเข้มที่เหมือนกับตะวันราวกับพิมพ์เดียวปรากฏสู่สายตา"พี่ตะวัน!" แสนรักรีบวิ่งลงไปรับที่หน้าประตูโถงด้วยความดีใจ แต่เมื่อเธอเข้าใกล้ ร่างกายของเธอกลับหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติอาทิตย์ในคราบของพี่ชายฝาแฝดยืนอยู่ตรงนั้น เขาส่งยิ้มบางๆให้เธอ ยิ้มที่ดูเผินๆเหมือนตะวันทุกประการ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิทและเย็นเยียบราวกับก้นมหาสมุทรที่ไม่มีแสงส่องถึง"พี่กลับมาแล้วครับแสนรัก... ขอโทษทีที่ติดต่อไม่ได้ พอดีเครื่องมีปัญหานิดหน่อยน่ะ" เสียงของเขาถูกปรับโทนให้ทุ้มต่ำและหนักแน่นเลียนแบบพี่ชายได้อย่างไร้ที่ติ อาทิตย์ก
แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องบินลำยักษ์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้าสู่มาเก๊า บนเครื่องนั้นมีตะวัน ที่นั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกพะวักพะวน แม้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นเรื่องงานที่สำคัญระดับพันล้าน แต่ใจของเขากลับทิ้งไว้ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ ทิ้งไว้กับผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจเขาสะบัดไล่ความกังวลออกไปจากหัวพลางหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาตรวจเช็กระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านผ่านแอปพลิเคชัน ทุกอย่างยังปกติดี กล้องวงจรปิดทุกตัวทำงานได้ไร้ที่ติ และเขาก็สั่งกำชับองศากับสกายให้คอยเวียนเข้าไปดูแสนรักทุกเย็น‘ฉันอาจจะแค่คิดมากไปเอง’ ตะวันบอกตัวเองแบบนั้น แต่สัญชาตญาณของเขากลับร้องเตือนบางอย่างที่เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ภายในคฤหาสน์แสนรักที่ยืนส่งรถของตะวันที่แล่นพ้นรั้วบ้านไปตั้งแต่เช้าตรู่ ความเงียบเหงาเริ่มเข้ามาทักทายเธอทันทีที่เขาไม่อยู่ เธอเดินกลับเข้ามาในบ้านที่ดูจะกว้างขวางเกินไปสำหรับคนเพียงคนเดียว แม้จะมีเหล่าแม่บ้านและคนของเขาอยู่ด้วยก็ตาม"คุณแสนรักคะ มีพัสดุมาส่งค่ะ" ป้าอุ่นแม่บ้านเก่าแก่เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องกระดาษขนาดกลางสีน้ำตาล ไม่มีชื่อผู้ส่ง มีเพี
กาลเวลาหมุนผ่านไปอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของ ตะวัน และแสนรักที่หยั่งรากลึกลงในใจของกันและกัน ภายในคฤหาสน์มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ และกลิ่นหอมของอาหารที่แสนรักตั้งใจเข้าครัวทำเอง ตะวันในชุดลำลองเนื้อดีนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารสายตาก็จดจ้องอยู่ที่หนังสือพิมพ์แต่หูกลับคอยฟังเสียงกุกกักจากในครัวอย่างเพลิดเพลิน"พี่ตะวันคะ ลองชิมข้าวต้มปลากะพงสูตรใหม่ของแสนรักดูหน่อยค่ะ" แสนรักเดินออกมาพร้อมถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว ควันกรุ่นที่ลอยขึ้นมาส่งกลิ่นหอมของขิงและหอมเจียวตะวันวางหนังสือพิมพ์ลงทันที เขามองดูคนน้องที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าวันแรกที่เขาพามาที่นี่ ใบหน้าที่เคยอมทุกข์บัดนี้กลับสดใสราวกับดอกไม้ที่ได้รับน้ำค้างยามเช้า"แค่กลิ่นก็รู้แล้วว่าอร่อย แสนรักทำอะไรพี่ก็กินได้ทั้งนั้นแหละ แต่ขยันทำขนาดนี้ พี่ว่าพี่ต้องขยายชุดสูทเพิ่มแล้วนะ" เขารับถ้วยมาวางตรงหน้า"พี่ตะวันก็พูดเกินไปค่ะ แสนรักแค่อยากดูแลพี่ ตอบแทนที่ทำให้แสนรักรู้สึกมีความสุขขึ้นมาอีกครั้ง" เธอสบตาเขาด้วยความซาบซึ้ง ก่อนตะวันจะเอื้อมมือไปกุมมือเรียวไว้"มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว และมันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป"ในข







