Masukคนที่ช่วยเธอทันเวลาต้องเป็นเหวินอ๋อง แต่ในภาพที่เธอเฝ้ามองทุกวัน เขาไม่ได้หน้าตาแบบนี้ !โครงหน้าในภาพวาดนั้นเป็นเหลี่ยมชัดเจน ปลายจมูกแหลมพุ่งมาด้านหน้า แต่บุรุษตรงหน้า ใบหน้าไม่เป็นสี่เหลี่ยมสักนิด เธอลูบไปที่จมูก มันโด่งแต่ไม่ได้แหลมเหมือนแม่มด ลากนิ้วมือมาที่แก้มสาก แล้วก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวังเขาคงไม่ใช่เหวินอ๋องสินะ หน้าตาไม่เห็นเหมือนในภาพเลยสักนิด แต่เมื่อเธอจะดึงมือออก ก็ถูกมือใหญ่กุมไว้ ไม่ยอมปล่อย“ไม่ลูบต่อแล้วหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้า“คุณชายปล่อยข้าก่อนเถอะ อยู่ในท่าทางเช่นนี้นาน ๆ ข้าปวดหลัง”ตอนนี้เจียงลี่มี่อยู่ในท่าหงายหลัง ทำให้แผ่นหลังเริ่มประท้วงให้เธอกลับไปยืนท่าปกติ เธอมองสบตากับเขาและส่งสายตาอ้อนวอน ตอนนี้เธอเริ่มปวดไปทั้งตัวแล้ว เกร็งจนตัวสั่น เกรงว่าหากปล่อยตัวตามสบายจะทำให้อีกฝ่ายกล่าวว่าเธอตัวหนัก และปล่อยมือจนเธอร่วงลงน้ำ“เจ้าไม่ชอบที่ข้ากอดหรือ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสงสัย มีสตรีใดบ้างที่ไม่อยากอยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนาง“ข้าเป็นสตรีมีคู่หมั้น ให้ยืนกอดชายอื่นย่อมไม่สมควร แต่ถ้าคุณชายจะปล่อยข้า โปรดรอให้ข้ายืนขึ้น อย่าเพิ่งปล่อย...กรี๊ด”เจียงลี่มี่กรีดร้อ
เสี่ยวจูที่แอบซุ่มอยู่ข้างเรือนของเหมยฮวา กำลังมองดูเหมยฮวาอย่างอารมณ์ดี"เป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้อีกแล้ว" อนุกัวมองหน้าบุตรสาวด้วยสายตาสงสาร"ข้าปวดท้องเจ้าค่ะ ไม่รู้เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้" เหมยฮวาสีหน้าซีดเซียว นางรู้สึกปวดท้อง ขับถ่ายหลายครั้ง แต่เพียงเดินไม่กี่ก้าวก็ต้องวิ่งกลับไปถ่ายในกระโถนภายในห้องนอน"หรือมีใครวางยาเจ้า" อนุกัวเอ่ยด้วยสายตาดุร้าย มองไปรอบเรือนนอน เสี่ยวจูขนลุกขัน หากถูกจับได้ นางจะถูกแล่เนื้อเถือหนังหรือไม่"ข้าไม่เคยมีศัตรูที่ใด ท่านแม่สั่งให้ข้าแสร้งทำตัวอ่อนโยนมิใช่หรือ ในจวนนี้จะมีใครกล้าลงมือ หรือจะเป็น..." เหมยฮวามองตรงมายังพุ่มไม้ที่เสี่ยวจูแอบอยู่ ทำเอาเสี่ยวจูรีบก้มตัวต่ำลงแนบกับพื้น"ใคร.." อนุกัวจ้องมองตาสายตาของบุตรสาว เสี่ยวจูรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง สองแม่ลูกพิษสงร้ายกาจ หากรู้ว่าจะถูกจับได้ง่ายดายเช่นนี้ นางน่าจะวางยาอนุกัวด้วยอีกคน"ข้าคิดว่าเป็น อ๊ะ อูย เดี๋ยวข้ามาคุยด้วยเจ้าค่ะ ท่านแม่รอข้าสักครู่" เหมยฮวากุมท้องวิ่งเข้าไปภายในห้องอย่างรวดเร็วผ่านไปสักพักเหมยฮวาก็เดินออกมาด้วยใบหน้าชื้นเหงื่อ ตอนนี้นางรู้สึกดีขึ้นแล้ว อนุกัวยื่นถ้วยย
“เสี่ยวจู มีข่าวเหวินอ๋องหรือไม่” เจียงลี่มี่ถามขึ้น เพราะยังไม่เห็นเหวินอ๋องจะมาที่จวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายเสียที“อีกสามวันเหวินอ๋องจะเดินทางมาที่นี่อีกครั้งเจ้าค่ะ เพื่อพบกับคู่หมั้นที่ฮองเฮาประทานให้” เสี่ยวจูรายงานหัวสมองน้อย ๆ ของเสี่ยวจูกำลังวางแผนสำหรับอีกสามวันข้างหน้า ช่วงนี้อากาศอบอุ่นเหมาะสำหรับจะใส่ชุดสีสันสดใส ปล่อยผมสยาย นางจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เหวินอ๋องตกหลุมรักคุณหนูใหญ่และตะลึงในความงดงามจนไม่อาจถอนตัวได้เจียงลี่มี่พยักหน้ารับรู้ ตามบทของนิยายแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นวันที่เธอใกล้ตาย นอนหายใจรวยริน แต่กลับเป็นวันแสนพิเศษของเหมยฮวา เป็นวันแรกที่เหมยฮวาและเหวินอ๋อง พบกันโดยบังเอิญที่สระบัวยามสบตา เหมยฮวาก็พบว่านางถูกเขาขโมยสิ่งสำคัญไปเสียแล้ว หัวใจของนางเต้นแรง นางกำลังตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกพบสายลมพัดผ่าน ดอกไม้บานสะพรั่ง โชยกลิ่นหอม หนุ่มสาวบังเอิญพบกัน เหมยฮวายืนทอดสายตามองผีเสื้อโบยบินดอมดมดอกไม้ สายลมพัดผ่าน ชายชุดสีเขียวอ่อนพลิ้วไหวตามแรงลม เส้นผมสยายกลางแผ่นหลัง ขับให้ร่างนั้นดูบอบบาง ชวนมอง นางยืนอยู่กลางศาลา ท่ามกลางหมู่มวลดอกบัวและผีเสื้อเหวินอ๋องบังเอิญเดินผ่า
เวลานี้เจียงลี่มี่ต้องเริ่มเดินหมากแล้ว แม้เธอจะไม่สนใจเหวินอ๋องแต่เขามีประโยชน์ต่อแผนการของเธอ เธอจึงไม่อาจปล่อยเขาไปได้เจียงลี่มี่มั่นใจว่าไม่มีทางหวั่นไหวกับเหวินอ๋องแน่นอน ขนาดดูภาพเขาทุกคืนวัน เธอยังไม่หลงรักเขาเลย เธอแค่สงสัยว่าเหตุใดพระเอกนิยายเรื่องนี้จึงไม่หล่อแบบที่เคยจินตนาการ ยิ่งเห็นภาพวาดยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจ“คุณหนูใหญ่มองภาพของเหวินอ๋องบ่อยครั้งเช่นนี้ คงมิใช่หลงในความงามปานเทพเซียนหรอกนะเจ้าคะ” เสี่ยวจูหัวเราะคิกคัก มองคุณหนูใหญ่ที่จับจ้องภาพวาดไม่วางตาเจียงลี่มี่ถอนหายใจ หันมามองหน้าเสี่ยวจูด้วยสายตาคาดคั้น “ภาพนี้คือภาพเหมือนของเขา? เจ้าแน่ใจว่านี่คือเหวินอ๋องมิใช่องค์รักษ์ของเขานะ”เสี่ยวจูพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ ภาพนี้เป็นภาพที่นางหามาได้อย่างยากเย็น และต้องเสียเงินไปไม่น้อยจึงจะได้มา ภาพเหมือนของเหวินอ๋องนั้นหายากยิ่งนัก มิใช่ใครก็จะครอบครองได้“เจ้าค่ะ นี่คือภาพเหมือนที่คุณหนูใหญ่สั่งให้ข้าไปหามา ข้าสืบจนแน่ชัดแล้วว่าเป็นภาพเหมือนของเหวินอ๋องจริง ๆ เจ้าค่ะ เป็นภาพหายากและมีน้อยมาก ภาพนี้วาดโดยผู้ที่เคยพบเหวินอ๋องเจ้าค่ะ ไม่ผิดพลาดแน่นอน”เจียงลี่มี่รู้สึกหนักใจ ภ
เมื่อเฉาเฟิงหายป่วย เขาซาบซึ้งในบุญคุณของเจียงลี่มี่อย่างยิ่ง ปรึกษากันกับเฉาข่ายแล้ว พวกเขาทั้งสองจึงบอกความลับที่ว่าพวกเขาเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เร้นกายจากยุทธภพ พวกเขาทั้งสองยังมีสหายและพรรคพวกมากมายที่พร้อมจะปกป้องเจียงลี่มี่ จวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย และจวนแม่ทัพเจียงลี่มี่จึงบอกความต้องการของเธอที่คิดทำโรงเตี๊ยมบังหน้า และค้าขายข่าวสารและความลับต่างๆ เฉาข่ายและเฉาเฟิงเห็นด้วย เพราะกิจการนี้มีประโยชน์สองทาง ทางหนึ่งเป็นเงินทองที่ได้มา อีกทางย่อมเป็นเกราะป้องกันตัวให้พวกเขาทั้งหมด เพราะไม่มีผู้ใดอยากตอแยกับพวกเขาที่กุมความลับสำคัญไว้เจียงลี่มี่ใช้เงินไปเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทองเพื่อปรับปรุงโรงเตี๊ยม น้อยกว่าที่เหมยฮวาให้เฉาข่ายไปไถ่โรงเตี๊ยมถึงห้าพันตำลึงทอง ระหว่างที่ปรับปรุงโรงเตี๊ยม เฉาข่ายและเฉาเฟิงก็จัดตั้งเครือข่ายสืบค้นความลับต่างๆ ขึ้น ผู้ที่ทำงานให้พวกเขาคือเหล่าสหายในยุทธภพที่มีฝีมือเลิศล้ำ และคนอื่นๆ ที่เฉาข่ายและเฉาเฟิงคัดเลือกมาการปรับปรุงโรงเตี๊ยมเสร็จภายในสี่เดือน เครือข่ายข่าวสารของโรงเตี๊ยมอี้เฉินก็พร้อมสำหรับการค้าขายข่าวสารแล้วเมื่อโรงเตี๊ยมอี้เฉินกลับมาเปิดอีกคร
เจียงลี่มี่แสร้งตรวจชีพจรของเฉาเฟิง ครู่หนึ่งก็เงยหน้ามาบอกเฉาข่าย“บุตรชายท่านป่วยเป็นโรคสลับร้อนสลับเย็น คนทั่วไปรู้สึกร้อน เขากลับรู้สึกหนาวสั่น คนทั่วไปรู้สึกหนาว เขากลับรู้สึกร้อน ยามนี้พวกท่านรู้สึกร้อนเล็กน้อย แต่เขากลับหนาวสั่นราวเป็นไข้ อาการเช่นนี้แปรเปลี่ยนรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จึงทำให้ร่างกายเขาอ่อนแอ หากปล่อยไว้นานวัน เถ้าแก่เฉาคงได้จัดงานศพให้บุตรชายแล้ว”เฉาข่ายตะลึงงัน อาการที่ดรุณีน้อยนี้บอกตรงกับอาการป่วยของบุตรชายเขาทุกอย่าง“คุณหนู ท่านทราบว่าเขาป่วยเป็นอะไร ท่านรักษาเขาได้หรือไม่” เฉาข่ายละล่ำละลักถามออกมาทันที“ได้สิ โรคนี้ไม่ได้รักษายาก” กล่าวจบแล้วเจียงลี่มี่ก็หยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่งและยื่นให้เฉาข่าย“ในนี้มียาอยู่สามสิบเม็ด ให้บุตรชายของท่านกินก่อนอาหารทุกมื้อ เมื่อกินอาหารเสร็จก็ให้เขาพักผ่อนตามปกติ อาการของเขาจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในสิบวัน ถึงเวลานั้น อาการของเขาต้องดีขึ้นแล้วหนึ่งในสามส่วน แล้วข้าจะมาดูอาการของบุตรชายท่านอีกครั้ง”“คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือน บุตรชายท่านจะหายเป็นปกติ เพียงแต่จะต้องกินยาบำรุงของข้าไปตลอดชีวิต เพราะร่างกายเขาเป็นเช่นนี้มาตั







