เข้าสู่ระบบเวลานี้เจียงลี่มี่ต้องเริ่มเดินหมากแล้ว แม้เธอจะไม่สนใจเหวินอ๋องแต่เขามีประโยชน์ต่อแผนการของเธอ เธอจึงไม่อาจปล่อยเขาไปได้เจียงลี่มี่มั่นใจว่าไม่มีทางหวั่นไหวกับเหวินอ๋องแน่นอน ขนาดดูภาพเขาทุกคืนวัน เธอยังไม่หลงรักเขาเลย เธอแค่สงสัยว่าเหตุใดพระเอกนิยายเรื่องนี้จึงไม่หล่อแบบที่เคยจินตนาการ ยิ่งเห็นภาพวาดยิ่งรู้สึกไม่เข้าใจ“คุณหนูใหญ่มองภาพของเหวินอ๋องบ่อยครั้งเช่นนี้ คงมิใช่หลงในความงามปานเทพเซียนหรอกนะเจ้าคะ” เสี่ยวจูหัวเราะคิกคัก มองคุณหนูใหญ่ที่จับจ้องภาพวาดไม่วางตาเจียงลี่มี่ถอนหายใจ หันมามองหน้าเสี่ยวจูด้วยสายตาคาดคั้น “ภาพนี้คือภาพเหมือนของเขา? เจ้าแน่ใจว่านี่คือเหวินอ๋องมิใช่องค์รักษ์ของเขานะ”เสี่ยวจูพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ ภาพนี้เป็นภาพที่นางหามาได้อย่างยากเย็น และต้องเสียเงินไปไม่น้อยจึงจะได้มา ภาพเหมือนของเหวินอ๋องนั้นหายากยิ่งนัก มิใช่ใครก็จะครอบครองได้“เจ้าค่ะ นี่คือภาพเหมือนที่คุณหนูใหญ่สั่งให้ข้าไปหามา ข้าสืบจนแน่ชัดแล้วว่าเป็นภาพเหมือนของเหวินอ๋องจริง ๆ เจ้าค่ะ เป็นภาพหายากและมีน้อยมาก ภาพนี้วาดโดยผู้ที่เคยพบเหวินอ๋องเจ้าค่ะ ไม่ผิดพลาดแน่นอน”เจียงลี่มี่รู้สึกหนักใจ ภ
เมื่อเฉาเฟิงหายป่วย เขาซาบซึ้งในบุญคุณของเจียงลี่มี่อย่างยิ่ง ปรึกษากันกับเฉาข่ายแล้ว พวกเขาทั้งสองจึงบอกความลับที่ว่าพวกเขาเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่เร้นกายจากยุทธภพ พวกเขาทั้งสองยังมีสหายและพรรคพวกมากมายที่พร้อมจะปกป้องเจียงลี่มี่ จวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย และจวนแม่ทัพเจียงลี่มี่จึงบอกความต้องการของเธอที่คิดทำโรงเตี๊ยมบังหน้า และค้าขายข่าวสารและความลับต่างๆ เฉาข่ายและเฉาเฟิงเห็นด้วย เพราะกิจการนี้มีประโยชน์สองทาง ทางหนึ่งเป็นเงินทองที่ได้มา อีกทางย่อมเป็นเกราะป้องกันตัวให้พวกเขาทั้งหมด เพราะไม่มีผู้ใดอยากตอแยกับพวกเขาที่กุมความลับสำคัญไว้เจียงลี่มี่ใช้เงินไปเพียงหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทองเพื่อปรับปรุงโรงเตี๊ยม น้อยกว่าที่เหมยฮวาให้เฉาข่ายไปไถ่โรงเตี๊ยมถึงห้าพันตำลึงทอง ระหว่างที่ปรับปรุงโรงเตี๊ยม เฉาข่ายและเฉาเฟิงก็จัดตั้งเครือข่ายสืบค้นความลับต่างๆ ขึ้น ผู้ที่ทำงานให้พวกเขาคือเหล่าสหายในยุทธภพที่มีฝีมือเลิศล้ำ และคนอื่นๆ ที่เฉาข่ายและเฉาเฟิงคัดเลือกมาการปรับปรุงโรงเตี๊ยมเสร็จภายในสี่เดือน เครือข่ายข่าวสารของโรงเตี๊ยมอี้เฉินก็พร้อมสำหรับการค้าขายข่าวสารแล้วเมื่อโรงเตี๊ยมอี้เฉินกลับมาเปิดอีกคร
เจียงลี่มี่แสร้งตรวจชีพจรของเฉาเฟิง ครู่หนึ่งก็เงยหน้ามาบอกเฉาข่าย“บุตรชายท่านป่วยเป็นโรคสลับร้อนสลับเย็น คนทั่วไปรู้สึกร้อน เขากลับรู้สึกหนาวสั่น คนทั่วไปรู้สึกหนาว เขากลับรู้สึกร้อน ยามนี้พวกท่านรู้สึกร้อนเล็กน้อย แต่เขากลับหนาวสั่นราวเป็นไข้ อาการเช่นนี้แปรเปลี่ยนรวดเร็ว ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน จึงทำให้ร่างกายเขาอ่อนแอ หากปล่อยไว้นานวัน เถ้าแก่เฉาคงได้จัดงานศพให้บุตรชายแล้ว”เฉาข่ายตะลึงงัน อาการที่ดรุณีน้อยนี้บอกตรงกับอาการป่วยของบุตรชายเขาทุกอย่าง“คุณหนู ท่านทราบว่าเขาป่วยเป็นอะไร ท่านรักษาเขาได้หรือไม่” เฉาข่ายละล่ำละลักถามออกมาทันที“ได้สิ โรคนี้ไม่ได้รักษายาก” กล่าวจบแล้วเจียงลี่มี่ก็หยิบขวดหยกออกมาใบหนึ่งและยื่นให้เฉาข่าย“ในนี้มียาอยู่สามสิบเม็ด ให้บุตรชายของท่านกินก่อนอาหารทุกมื้อ เมื่อกินอาหารเสร็จก็ให้เขาพักผ่อนตามปกติ อาการของเขาจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในสิบวัน ถึงเวลานั้น อาการของเขาต้องดีขึ้นแล้วหนึ่งในสามส่วน แล้วข้าจะมาดูอาการของบุตรชายท่านอีกครั้ง”“คาดว่าไม่เกินหนึ่งเดือน บุตรชายท่านจะหายเป็นปกติ เพียงแต่จะต้องกินยาบำรุงของข้าไปตลอดชีวิต เพราะร่างกายเขาเป็นเช่นนี้มาตั
ปัญหาตอนนี้คือเจียงลี่มี่จะเข้าไปหาเฉาข่ายอย่างไรจึงจะแนบเนียน จากเนื้อเรื่องในนิยาย เธอทราบว่าต้องใช้ยาใดรักษาเฉาเฟิง และเวลานี้เธอก็ปรุงยานั้นได้เช่นกันไปดูลาดเลาพรุ่งนี้ดีกว่า หากมีโอกาส จะได้จัดการเสียเลย เจียงลี่มี่ตัดสินใจเช่นนี้วันนี้เจียงลี่มี่จงใจแต่งหน้าเพื่อลดความโดดเด่นของตนเอง จะได้ไม่เป็นจุดสนใจของผู้ใด ยามนี้เธอก้าวลงจากรถม้าโดยมีเสี่ยวจูยื่นมือให้เธอจับเพื่อก้าวลงมา“ข้าจะซื้อโรงเตี๊ยมนี้” เจียงลี่มี่บอกเรียบๆ เหมือนพูดถึงลมฟ้าอากาศ“คะ...คุณหนู นี่มันโรงเตี๊ยมจินเป่านะเจ้าคะ”เสี่ยวจูกระซิบด้วยความตกใจ เพราะระหว่างที่นั่งรถม้ามากับเจียงลี่มี่ คุณหนูใหญ่ของนางเพียงบอกว่าอยากมารับประทานอาหารกลางวันที่โรงเตี๊ยมจินเป่าเท่านั้น แต่ยามนี้ลงจากรถม้าแล้ว คุณหนูใหญ่ของนางกลับกล่าววาจาที่ทำให้นางตกใจแทบตายจินเป่าเป็นโรงเตี๊ยมใหญ่แห่งหนึ่ง มีผู้คนเข้าออกใช้บริการมากมายในแต่ละวัน หากเจียงลี่มี่ซื้อโรงเตี๊ยมนี้ ต้องใช้จ่ายหลายพันตำลึงทองแน่นอน ไม่แน่ว่าจะถึงหนึ่งหมื่นตำลึงทองด้วยซ้ำ“พวกเราเข้าไปนั่งกินอาหารกันเถอะ” เจียงลี่มี่ตัดบทและก้าวเดินนำเข้าไปที่โรงเตี๊ยม“คุณหนู จะรับอ
เจียงลี่มี่กล่าวต่อ “ผู้ใดจะบอกว่าข้าลดเกียรติก็ช่างปะไร ข้ามิได้ทุจริตคิดมิชอบหรือทำเรื่องเสื่อมเสียน่าขายหน้าให้วงศ์ตระกูล และหากในภายหน้า จวนของท่านพ่อและท่านตามีปัญหาขึ้นมา จะมีผู้ใดมาช่วยเหลือพวกเรา มีแต่พวกเราที่ต้องช่วยกันเอง พวกที่เอาแต่ว่ากล่าวพวกเรา หาได้ยื่นมือมาช่วยพวกเราไม่ ข้าคิดเช่นนี้เจ้าค่ะ”ฮูหยินเอกว่านลู่เหมยต้องนิ่งคิดกับสิ่งที่เจียงลี่มี่กล่าว นางนั่งคิดทบทวนอยู่เนิ่นนาน เจียงลี่มี่ก็นั่งรอ เธอเข้าใจดีว่าเรื่องการค้าขายเป็นสิ่งที่ลูกหลานขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ไม่คิดทำ แต่เธอที่มาจากโลกปัจจุบันเห็นต่าง ในโลกนิยายแห่งนี้ เธอไม่มีคู่แข่งทางการค้า หากเธอไม่ฉวยโอกาสงามๆ นี้ไว้ ก็ไม่ฉลาดน่ะสิที่สำคัญคือ เธอจำได้ว่าเหมยฮวาหลังจากที่ได้เป็นคนรักของเหวินอ๋องแล้ว เจ้าหล่อนก็เปิดโรงเตี๊ยมขายอาหารและขนมบังหน้า หากเบื้องหลังคือค้าขายข่าวลับที่สร้างประโยชน์ให้เหวินอ๋องอย่างมาก ผู้ช่วยประจำโรงเตี๊ยมคนสำคัญของเหมยฮวาคือ เถ้าแก่เฉาข่ายเหมยฮวาได้เฉาข่ายมาเป็นพวกโดยบังเอิญ เพราะเฉาเฟิง บุตรชายของเฉาข่ายป่วยเรื้อรังมาแรมปี จนเฉาข่ายต้องเอาโรงเตี๊ยมไปจำนำกับชุยเข่อ เศรษฐีหน้าเลือด เ
“ท่านแม่ ให้ข้าทำนะเจ้าคะ ข้าทำขนมอยู่ที่บ้าน บ่าวไพร่มีมากมาย ข้าจะสอนพวกเขาทำ ข้าไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ แล้วข้าก็ได้เงินด้วย จะได้มีเงินมาซื้อยาบำรุงให้ท่านแม่อย่างไรเจ้าคะ” กล่าวจบเธอก็กอดฮูหยินเอกว่านลู่เหมยแถมซบหน้าลงกับบ่าของมารดาอย่างออดอ้อน นี่เป็นครั้งแรกที่เธออ้อนคุณแม่คนนี้ของเธอ“นะเจ้าคะ ท่านแม่” เธอบอกอีกครั้งได้ยินเสียงท่านแม่ของเธอถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “ก็ได้ แม่อนุญาตเจ้าก็ได้”“เย้ ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ” เจียงลี่มี่บอกเสียงดังก่อนจะยื่นหน้าไปหอมแก้มท่านแม่เสียงดังฟอด“ลูกคนนี้นี่” สุ้มเสียงบอกกล่าวอย่างเอ็นดูปนหมั่นไส้นิดๆ“แล้วเจ้าจะเริ่มอย่างไร ไหนเล่าให้แม่ฟัง”“ลูกจะทำขนมออกมาหลายๆ อย่าง แล้วให้เสี่ยวจูเอาไปแจกที่ตลาด ให้คนที่มาตลาดได้ชิมกันเจ้าค่ะ ลูกคิดว่าจะทำเช่นนี้สักสามวัน ถ้าผลออกมาว่าพวกเขาชอบ ลูกถึงค่อยทำออกมาขายเจ้าค่ะ แต่ลูกจะขายไม่แพง คนทั่วไปจะได้ซื้อได้ด้วย แต่ถ้าพวกเขาไม่ชอบ เรื่องนี้ก็ยกเลิกไป”“เจ้าคิดได้รอบคอบ เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็ลงมือทำขนมเสียเลย แล้วเจ้าพร้อมเมื่อใด แม่จะให้ใช้สาวใช้สักสามสี่คนไปช่วยเสี่ยวจูแจกขนมให้ชิม”“ขอบคุณเจ







