LOGINณ ลานประลองกลางเมือง
"ผู้อาวุโสข้ามาสมัครประลองขอรับ" ร่างบางเอ่ยแก่ชายชราตรงหน้า "เจ้ามีสำนักหรือไม่ " "ไม่มีขอรับ ข้าเป็นผู้ฝึกตนพเนจร "เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายชราตรงหน้าก็หยิบกระดาษแผ่นนึงมาให้กรอกชื่อ "ค่าสมัคร 10 เหรียญเงิน แล้วเจ้าก็จงเขียนชื่อตรงนี้ แล้วตามเข้ามาเพื่อที่จะวัดระดับพลังว่าผ่านหรือไม่ " "เสร็จแล้วขอรับ" เมื่อกล่าวจบเด็กน้อยก็หยิบเงินให้ชายชราจำนวน 10 เหรียญเงิน "งั้นตามข้าเข้ามา" เมื่อกล่าวจบชายชราได้เดินนำร่างบางเข้าไปข้างใน เมื่อเข้ามาถึงก็ได้พบลูกแก้วสีดำลูกนึง "เจ้าเอามือวางบนลูกแก้วแล้วถ่ายพลังเข้าไป เมื่อลูกแก้วขึ้นสีเขียวแปลว่าผ่าน "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้วางมือบนลูกแก้วพร้อมถ่ายพลังเข้าไปทันทีแล้วลูกแก้วปรากฏแสงสีเขียวขึ้นเป็นอันจบขั้นตอน "นี่ ป้ายหมายเลขของเจ้า อีก 2 วันให้เจ้ามาที่นี่ในยามเฉิน(7.00-8.59) ถ้าเจ้ามาไม่ทันถือว่าเจ้าสละสิทธิ์เข้าใจหรือไม่ " "เข้าใจขอรับ "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้รับป้ายหมายเลขแล้วเดินออกจากห้องทดสอบทันที "โห เหตุใดคนถึงมากขนาดนี้ ขนาดข้ามาถึงก่อนวันงานประลองตั้ง 2 วันข้ายังได้หมายเลขที่ 2,002 ก่อนจะถึงวันประลองนี่คนจะขึ้นไปถึงขนาดไหน" เมื่อร่างบางกล่าวจบก็ได้ออกนอกเมือง ไปอยู่ที่ริมแม่น้ำพร้อมเรียกเรือนไผ่หยกออกมาแล้ววางไว้ที่ริมแม่น้ำ พร้อมกับฝึกฝนตนเอง 2 วันผ่านไป เมื่อถึงยามเหมา ( 05.00-6.59) ร่างบางได้ลืมตาตื่นแล้วเก็บเรือนไผ่หยกเข้ากำไลมิติ พร้อมทั้งเดินไปอาบน้ำล้างหน้าที่แม่น้ำ เมื่อเสร็จทั้งหมดก็มุ่งตรงเข้าเมืองทันที เมื่อถึงลานประลองร่างบางได้นำป้ายหมายเลขให้กับผู้ดูแลดู เมื่อผู้ดูแลเห็นก็อนุญาตให้เข้าไปได้ เมื่อมาถึงข้างใน ร่างบางก็พบเห็นผู้คนจำนวนมากต่างนั่งกันอยู่ข้างล่าง โดยลานประลองแห่งนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นของเหล่าราชวงศ์ ชั้นที่ 2 เป็นของตระกูลใหญ่และเหล่าสำนักใหญ่ ชั้นที่ 3 เป็นของขุนนางและสำนักขนาดกลาง ส่วนชั้นสุดท้ายที่ร่างบางยืนอยู่คือชั้นที่ 4 เป็นของคนทั่วไปและสำนักขนาดเล็ก เมื่อมาถึงร่างบางก็ได้ไปหาที่นั่งเพื่อรอเวลาประลอง เวลาผ่านไปไม่นานเหล่าราชวงศ์ของแคว้นก็มาถึง ผู้ที่มานั้นคือ ฮ่องเต้ฮองเฮา เหล่าองค์ชายองค์หญิง หล่อบุคคลทั้งหลายก็ได้ขึ้นไปที่ชั้นบนสุด เมื่อฮ่องเต้ได้เห็นเหล่าราชวงศ์เข้านั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้เอ่ยเปิดพิธีเล็กๆน้อยๆก่อนจะกลับไปนั่งยังตำแหน่งของตน "เอาล่ะได้เวลาแล้ว ก่อนเริ่มงานประลองมีกฎต้องแจ้งให้แก่พวกเจ้าทั้งหมดทราบทั้งหมด 3 ข้อ" "ข้อที่ 1 ห้ามทำให้ผู้ประลองตาย ข้อที่ 2 ห้ามทำลายแหล่งพลังของการฝึกตน ข้อที่ 3 ห้ามเรียกสัตว์อสูรออกมาช่วยต่อสู้ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่!!!!"" ผู้เป็นกรรมการตะโกนถามเสียงดัง "เข้าใจขอรับ/เจ้าค่ะ "ผู้ร่วมประลองทั้งหมดตะโกนตอบ "การประลองครั้งนี้จะประลองทั้งหมด 3 วันวันแรกให้ประลองจนเหลือ 510 คนวันที่ 2 ประลองให้เหลือแค่ 10 คน ส่วน 10 คนสุดท้ายประลองในวันที่ 3 เพื่อตัดสินที่ 1 เข้าใจหรือไม่" และสนามประลองแห่งนี้มีมิติพิเศษเชื่อมอยู่สามารถประลองได้พร้อมกัน 100 คู่ ถ้าเข้าใจแล้วเริ่มประลองได้" "หมายเลขที่ 1 ถึงหมายเลขที่ 200 ลงสนามประลอง" เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตามองคู่แข่งของตนทั้งหมดว่าแต่ละคนมีวิชาอะไรบ้าง เมื่อมองไปได้สักพักเด็กน้อยได้สบตากับชายผู้หนึ่งบนชั้นที่ 2 ชายผู้นั้นก็คือบุตรชายคนที่ 2 ของแม่ทัพ ชายผู้นั้นมองลงมาที่ร่างบางด้วยแววตาที่เย่อหยิ่ง แล้วมองเหยียดทุกคนที่อยู่ชั้นล่าง ทำตัวสูงส่งราวกับตนเป็นเทพ "หึ ท่านแม่ทัพช่างสั่งสอนบุตรได้ดีจริงๆ "ร่างบางเอ่ออย่างแค้นใจ เมื่อเวลาผ่านไปได้ครึ่งวันก็ถึงหมายเลขของร่างบาง "หมายเลขที่ 2,001 ถึง 2,200ลงประลองได้" เมื่อได้ยินดังนั้นร่างบางก็ได้พุ่งตรงไปที่ลานประลองทันที เมื่อมาถึงลานประลองร่างบางก็ได้เห็นคู่ต่อสู้ของตนเป็นชายร่างใหญ่ ที่มาจากสำนัก เทวะอสูร ที่เป็น1ใน 7 สำนักใหญ่ เมื่อฝั่งตรงข้ามเห็นร่างบางจึงยิ้มเยาะเย้ย ''คนงาม เจ้าบอบบางถึงเพียงนี้ยอมแพ้ไปเถิดข้าไม่อยากรังแกคนที่อ่อนแอกว่า" ชายร่างใหญ่กล่าวอย่างดูถูก เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็ได้โจมตีทันที ตัวเขาได้สะบัดมือหนึ่งทีก็ปรากฏเข็มอากาศสิบล่มพุ่งตรงไปที่ชายร่างใหญ่ทันที เมื่อชายร่างใหญ่เห็นดังนั้นก็ยิ้มอย่างดูถูกแล้วยืนเฉยๆ ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงโลหะสัมผัสเนื้อดังขึ้น ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก เสียงทิ่มแทงเข้าที่เนื้อของชายร่างใหญ่ แล้วชายร่างใหญ่ก็ล้มลงหมดสติทันที ผู้คนที่ได้เห็นเช่นนั้นต่างก็เงียบไม่มีใครพูดสิ่งใดออกมา เนื่องด้วยไม่รู้ว่าร่างบางโจมตีตั้งแต่เมื่อไหร่ "เจ้าเห็นหรือไม่ว่า คนนั้นโจมตีเมื่อไหร่ "ชาวบ้านคนหนึ่งถาม "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันข้าก็ยืนอยู่ข้างๆเจ้า" ชาวบ้านอีกคนเอ่ยตอบ ทางด้านเหล่าสำนักใหญ่เมื่อเห็นดังนั้นจึงแสดงท่าทีสนใจร่างบาง "ท่านเจ้าสำนักท่านสนใจเด็กคนนั้นรึ " "ใช่ข้าคิดว่าเขามีความสามารถดีถ้าได้เข้าพวกกับเราย่อมดีแน่" เจ้าสำนักใหญ่ท่านหนึ่งเอ่ยบอกกับผู้อาวุโสของสำนัก "ถ้าเช่นนั้นเมื่อจบการประลองเราไปชวนเขาเข้าสำนักดีหรือไม่ "หนึ่งในผู้อาวุโสเอ่ยถาม "ยังก่อนรอดูก่อนว่าเขาจะเข้าไปถึงรอบ 10 คนสุดท้ายหรือไม่ " "ขอรับท่านเจ้าสำนัก "เหล่าผู้อาวุโสเอ่ยตอบ กลับมาที่ร่างบาง ที่ตอนนี้ยืนอยู่บนสนามประลองด้วยท่าที่สงบนิ่ง "กรรมการท่านจะประกาศผลแพ้ชนะได้หรือยัง "เมื่อกรรมการได้ยินเช่นนั้นก็คืนสติ "การประลองรอบนี้ผู้เข้าประลองหมายเลข 2,002 เป็นฝ่ายชนะ" เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้ออกจากสนามประลองทันทีส่วนชายร่างใหญ่นั้นถูกหน่วยพยาบาลหามไปรักษา เมื่อการประลองรอบแรกจบร่างบางก็ได้ออกจากรางประลองทันทีเพื่อไปหาอะไรกินแล้วกลับไปที่ริมแม่น้ำเดิม เพื่อพักผ่อน ในวันที่ 2 ของงานประลอง ผู้เข้าประลองนั้น บางตาเป็นอย่างมากด้วยผู้เข้าประลองนั้นเหลือเพียง 510 คนและส่วนใหญ่เป็นคนของสำนักใหญ่กับตระกูลใหญ่ ผู้ฝึกตนพเนจรนั้นมีเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น หนึ่งในนั้นคือร่างบาง "การประลองในวันที่ 2 นั้น มีกฎพิเศษ 1 อย่างนั่นก็คือผู้เข้าร่วมประลองสามารถใช้อาวุธได้ และเพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลาการประลองรอบที่ 2 เริ่มได้!! "กรรมการตะโกนบอกเสียงดัง "การประลองคู่แรกในวันนี้ หมายเลข 114 กับหมายเลข 216 ลงสนามประลองได้ ''เมื่อได้ยินหมายเลขของการประลองทั้ง 2 คนก็ขึ้นมายืนอยู่บนลานประลอง ฝ่ายที่ 1 คือบุตรชายของแม่ทัพส่วนฝ่ายที่ 2 เป็นบุตรชายของขุนนางใหญ่คนนึงเมื่อได้เห็นทั้งสองคนอยู่บนรางประลอง ร่างบางก็ได้จับตามองทันที "หึ ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าเร็วขนาดนี้นะ อู่หมิง" บุตรชายท่านแม่ทัพเอ่ยบอก "ข้าก็ไม่คิดเช่นกันว่าจะเจอเจ้าในรอบนี้ หลี่จินกัง "อู่หมิง เอ่ยบอก "ถ้าเช่นนั้นก็มาเริ่มกันเถอะ" เมื่อกล่าวจบ อู่หมิงก็ได้เรียกจิตวิญญาณของตนออกมา จิตวิญญาณของเขาเป็นกระบี่เล่มนึง ทันทีที่กระบี่ปรากฏออกมามันก็พุ่งตรงเข้าไปหาหลี่จินกังทันที ทางด้านของหลี่จินกังนั้น ได้เรียกอาวุธออกมา ซึ่งอาวุธชิ้นนั้นก็คือกระบี่ระดับปลุกจิตเล่มนึง เมื่ออาวุธทั้งสองถูกเรียกออกมาพวกมันก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เคร้ง เคร้ง เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมทั้งประกายแสงโลหะกระจายไปทั่ว ก่อนที่การแข่งขันจะรู้ผลแพ้ชนะในเวลาอันสั้น โดยผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ก็คือคนจากตระกูลหลี่ "เจ้าเก่งขึ้นอีกแล้ว" ฝ่ายที่แพ้เอ่ยบอก ส่วนฝ่ายที่ชนะแค่หัวเราะหนึ่งทีแล้วเดินออกไป ร่างบางมองการประลองครั้งนี้ตั้งแต่ต้นจนจบก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายฝีมือไม่ธรรมดา "เช่นนั้นมารอดูกันเถอะ ว่าเจ้ากับข้าใครจะเก่งกว่ากัน "ร่างบางกล่าวออกมาอย่างหมายมั่น เวลาผ่านไปได้ไม่นานก็ถึงตาร่างบางได้ประลองรอบที่ 2 "หมายเลข 2002 กับหมายเลข 1989 ลงสนามประลองได้" เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างบางก็ไปยืนอยู่บนลานประลองทันทีโดยที่ไม่มีใครมองทัน คู่ต่อสู้ของร่างบางในครั้งนี้นั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสมส่วนดั่งชายชาตรีมีใบหน้าที่หล่อเหลา "คุณชายข้าคงต้องเสียมารยาทกับท่านแล้ว" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้ เรียกกระบี่ออกมา พร้อมตั้งท่าาเข้าโจมตี เมื่อเห็นดังนั้นร่างบางก็ได้ เรียกกระบี่ออกมา "คุณชายท่านเรียกกระบี่ออกมาผิดหรือเปล่า กระบี่ไผ่ไร้คมเช่นนั้นจะทำอันใดข้าได้" คุณชายท่านนั้นกล่าวยังสงสัย "ทำได้หรือไม่ ก็ลองดูเองก็แล้วกัน" ร่างบางเอ่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้นคุณชายท่านนั้นก็พุ่งกระบี่เข้ามาทันที ในส่วนของร่างบางก็เอนกายหลบอย่างพลิ้วไหวเหมือนตัวเองนั้นไร้ซึ่งกระดูก ซึ่งนี่คือเคล็ดวิชาประโยคแรกของกระบี่ไผ่หยก เมื่อผ่านไปได้สักพักร่างบางรู้สึกเบื่อหน่ายจึงตวัดกระบี่เข้าโจมตีทันที ฉึก!!! ร่างบางได้แทงกระบี่เข้าที่หัวไหล่ของคุณชายท่านนั้นทันที อึก!!! คุณชายท่านนั้นเสียหลักแล้วเอนกายหลบกระบี่ที่สอง ที่กำลังจะแทงซ้ำเข้ามาอย่างหวุดหวิด "เป็นเช่นไรบ้าง ทำอันใดท่านได้หรือไม่ ''ร่างบางเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ "เป็นข้าที่เสียมารยาทกับท่าน เช่นนั้นขออภัยด้วย ถ้าเช่นนั้นข้าจะเอาจริงแล้วขอท่านโปรดเตรียมตัวรับมือ" เมื่อกล่าวจบรอบตัวของเขานั้นเริ่มมีอากาศที่บิดเบี้ยว แล้วในเวลาต่อมาก็ปรากฏกระบี่นับร้อยเล่มขึ้นที่ข้างหลังเขา ตอนนี้เขานั้นได้ใช้จิตวิญญาณของตนแล้ว จิตวิญญาณของเขาก็คือหมื่นกระบี่สังหาร เมื่อร่างบางเห็นเช่นนั้น ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นคุณชายเขาก็ได้บังคับกระบี่เข้าโจมตีทันที เคร้ง!!!! เคร้ง!!!! เคร้ง!!!! ร่างบางก็ได้ ตวัดกระบี่ในมือรับการโจมตีจากกระบี่ร้อยเล่มที่พุ่งมา อย่างไม่หยุดหย่อน ผ่านไปได้สักพักร่างบางก็ได้ เปลี่ยนกระบี่ในมือให้กายเป็นใบไผ่นับร้อยใบเข้ารับการโจมตีจากกระบี่ทั้งหมด ใบไผ่หยกนั้น ยิ่งถูกฟันเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากเท่านั้น จากตอนแรกมีแค่ร้อยใบตอนนี้มีนับพันใบแล้ว เมื่อร่างบางเห็นดังนั้นก็บังคับใบไผ่ทั้งหมดให้เป็นวงกลมรอบตัวตนแล้วพุ่งกระจายออกไปรอบด้านด้วยความรุนแรง แล้วหนึ่งในทั้งหมดนั้นก็พุ่งตรงไปที่คุณชายท่านนั้นทันที อึก!!! คุณชายท่านนั้นกะอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บที่หน้าอกจากการถูกใบไผ่โจมตี เมื่อเป็นเช่นนั้นกระบี่ทั้งหมดที่คุณชายเรียกออกมาก็หายไป เมื่อร่างบางเห็นเช่นนั้นก็ได้รวมใบไผ่ให้กลับคืนเป็นกระบี่ทันที "เป็นเช่นไรบ้างท่านจะยอมหรือไม่ ''ร่างบางเอ่ยถามกับบุรุษตรงหน้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ได้หัวเราะอย่างสมเพชตตนแล้วเอ่ยว่า "ข้ายอมแพ้" เมื่อได้ยินเช่นนั้นกรรมการก็ประกาศว่าผู้ใดชนะ เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสองฝ่ายก็ได้ลงจากลานประลองแล้วกลับไปนั่งที่ของตน แท้จริงแล้วคุณชายท่านนั้น ก็เป็นคนที่มาจากตระกูลชาง 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของแคว้น การประลองครึ่งวันเช้ารอบแรกผ่านไป ครึ่งวันบ่ายก็ได้ทำการประลองหาผู้ชนะเพียง 10 คนเพื่อที่จะไปประลองในวันพรุ่งนี้ ครึ่งวันบ่าย ร่างบางได้ประลองอีก 2 รอบ ผู้ที่มาประลองด้วยนั้น 1 เป็นตระกูลขุนนางใหญ่ แล้วอีก 1 เป็นคนจากสำนักใหญ่ ร่างบางก็เอาชนะมาได้อย่างสบาย เมื่อการประลองทั้งหมดจบลงก็ได้ผู้เข้าประลองรอบสุดท้ายทั้ง 10 คนแล้ว คนที่ 1มาจากสำนักพยัคฆ์ขาว คนที่ 2 มาจากสำนักกระบี่วายุ คนที่ 3 มาจากสำนักเมฆา คนที่ 4 มาจากสำนักเทวะอสูร คนที่ 5 มาจากตระกูลชาง คนที่ 6 มาจากตระกูลขุนนาง คนที่ 7 มาจากสำนักบุปผา คนที่ 8 คือหลี่จินกัง คนที่ 9 คือป๋ายเฉียนเจิน และคนที่ 10 เป็นผู้ฝึกตนพเนจร เช้าวันที่ 3 ในงานประลองตอนนี้นั้นหนาแน่นเต็มไปด้วยผู้คนที่มาดู ว่าใครจะได้เป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ เมื่อถึงเวลากรรมการได้งประกาศเรียกคนขึ้นมาประลอง "คู่ประลองคู่แรกในวันนี้คือหมายเลข 2002 กับหมายเลข114 ขึ้นมาประลองได้" เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจเป็นอย่างมากเนื่องด้วยตนจะได้สู้กับคนที่ตนแค้น "ได้เวลาเปิดม่านการแก้แค้นแล้วสินะ หึ หึ หึ ........" เป็นยังไงบ้าง นี่เป็นฉากการต่อสู้ครั้งแรกของผมเลยนะครับถ้ามีความคิดเห็นอะไรที่ไม่ชอบใจก็บอกได้นะครับผมจะพยายามปรับปรุงขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ แล้วก็ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมากนะครับทุกคนที่เข้ามาอ่านเป็นกำลังใจให้ผมอย่างมากครับเมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ
เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข
เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "
ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี
เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก







