Beranda / วาย / ตำนานรัก ตำหนักเทพ / บทที่ 8 สายวิชาของลูกศิษย์แต่ละคน

Share

บทที่ 8 สายวิชาของลูกศิษย์แต่ละคน

last update Terakhir Diperbarui: 2026-01-26 21:50:53

เมื่อเดินออกจากหออาวุธ ร่างบางก็ได้เดินนำเด็กน้อยทั้งสองไปที่ป่า และสะบัดมือเบาๆป่าตรงหน้าก็เปิดออก

นั้นจึงทำให้เห็นหอตำราอยู่บนหลังกวาง เมื่อเจ้ากวางได้เห็นว่าผู้ใดมาก็ได้ทำการนอนราบลงกับพื้นเพื่อที่จะให้ร่างบางขึ้นไปบนหอตำราได้ง่าย

เมื่อเหล่าลูกศิษย์เห็นเช่นนั้นก็พากันตกตะลึงรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันแล้ว ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาไม่เคยตกใจเช่นนี้มาก่อน เมื่อได้เห็นเช่นนั้น ร่างบางก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วได้เรียกบันไดเถาวัลย์ขึ้นมาอีกครั้ง

"ก่อนที่จะขึ้นไปบนหอตำราเจ้าจงทำการเคารพแด่กวางพฤกษาก่อน ที่จะขึ้นไปบนหลังของเขา'' เมื่อลูกศิษย์ได้ยินเช่นนั้นก็ทำการคารวะแล้วเอ่ยขออนุญาต

เมื่อได้เห็นเช่นนั้นร่างบางก็ได้เดินนำเหล่าลูกศิษย์ขึ้นไปบนสะพาน แล้วลูกศิษย์ก็ได้เดินตามร่างบางขึ้นมา

เมื่อมาถึงที่ประตูร่างบางก็ได้ใช้ไม้เท้าในมือสัมผัสไปที่ประตู แล้วประตูก็ค่อยๆเปิดออกอย่างช้าๆ แล้วกลิ่นของตำราก็ค่อยๆลอยออกมาพร้อมกับแสงไฟค่อยๆปรากฏขึ้น

เมื่อเข้ามาด้านในกันจนครบ ร่างบางได้เอ่ยถามกับลูกศิษย์ตนว่า

"พวกเจ้าอยากเรียนวิชาประเภทใด" ร่างบางเอ่ยถามกับเหล่าลูกศิษย์ของตน

เมื่อได้ยินเช่นนั้นลูกศิษย์ 4 คนแรกได้ยกมือขึ้น

"พวกเราอยากเรียนวิชาพรตเจ้าค่ะ/ขอรับ "

''ทำไมพวกเจ้าอยากเรียนวิชาพรต "

"เพื่อที่จะไปปราบผีร้ายช่วยชาวบ้านเจ้าค่ะ"ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยบอก เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า

"แต่สายวิชาอื่นก็สามารถปราบผีช่วยชาวบ้านได้เช่นกัน ทำไมพวกเจ้าเลือกวิชาพรต การที่พวกเจ้าฝึกวิชานี้ตั้งแต่เด็กเมื่อโตขึ้นพวกเจ้าจะไม่สามารถเปลี่ยนได้พวกเจ้าคิดดีแล้วรึ "ร่างบางถามอีกครั้ง

"พวกเราทั้ง 4 คิดดีแล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่ที่พวกเราได้อาวุธประจำกลายเป็นแส้ปัด พวกเราทั้ง 4 ก็ได้รู้ใจตนแล้วว่าพวกเรานั้นจะฝึกสายพรต เจ้าค่ะ"

"ดีถ้าเช่นนั้นอาจารย์ก็จะไม่ขัดขวางความตั้งใจของเจ้า" เมื่อกล่าวจบร่างบางและสะบัดไม้เท้าในมือแล้วได้ปรากฏตำราวิชาพรต ออกมานับร้อยเล่มแล้วลอยไปอยู่ที่มุมอยู่มุมนึง

"ตำราทั้งหมดนั่นถือว่าเป็นตำราฝึกพรต ทั้งหมดของห่อตำรานี้แล้ว พวกเจ้าจงตั้งใจฝึกถ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจให้มาถามกับข้า เข้าใจหรือไม่ ''

"เข้าใจเจ้าค่ะ/ขอรับ" เหล่าลูกศิษย์เอยตอบพร้อมแล้ว เดินไปที่ตำราวิชาพรตทันที

"แล้วพวกเจ้าล่ะจะเลือกฝึกวิชาสายไหน "ร่างบางเอ่ยถามกับลูกศิษย์ที่เหลือ

"ท่านอาจารย์ข้าอยากฝึกสายธาตุความมืดขอรับ" เป็นอู่หยางเอ่ยตอบ

"ทำไมเจ้าอยากฝึกสายความมืด "

"เพราะตัวของศิษย์นั้นมีธาตุมืดขอรับ การฝึกสายความมืดถือว่าเป็นการส่งเสริมพลังของศิษย์ขอรับ "ลูกศิษย์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ

"ถ้าเช่นนั้นก็ดี "เมื่อกล่าวจบร่างบางสะบัดมือแล้วตำราธาตุมืดประมาณ 10 เล่มก็ได้ลอยมาอยู่ตรงหน้า

"ตำราทั้ง 10 เล่มนี้เป็นตำราความมืดทั้งหมด ตำราธาตุมืดนั้นหายากจึงมีเพียงแค่เท่านี้ เจ้าจงตั้งใจศึกษาให้ดีเพราะแต่ละวิชานั้นถือว่าทรงพลังเป็นอย่างมากเข้าใจหรือไม่ "

"เข้าใจขอรับท่านอาจารย์" อู่หยางเอ่ยออกมาด้วยความดีใจแล้ววิ่งเข้าไปรับตำราทั้งหมดทันที แล้วไปหาที่สงบเพื่อศึกษาตำรา

"แล้วพวกเจ้าล่ะจะเลือกสายไหนเอ่ยออกมาพร้อมกันเลยก็ได้ข้าก็ได้ใช้อาคมหายทีเดียว "ร่างบางกล่าวกับลูกศิษย์อีก 5 คนข้างหน้า

"ท่านอาจารย์พวกเราสองคนอยากฝึกสายอักขระอาคมขอรับ" เป็นหลานเซียนกับเซียนอิง เอ่ยออกมา

"ส่วนของศิษย์นั้น อยากฝึกสายมารเจ้าค่ะในหอตำราแห่งนี้มีไหมเจ้าคะ" เยียนหลีเอ่ยบอกกับอาจารย์

"มีอย่างแน่นอน แล้วเหตุใดทำไมเจ้าถึงอยากฝึกสายมาร เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่ "ร่างบางเอยถาม

"เพราะจิตวิญญาณกับอาวุธของศิษย์นั้น เป็นมารทั้งคู่ ศิษย์เลยคิดว่าถ้าฝึกสายมารจะส่งเสริมให้พลังกับอาวุธของศิษย์นั้นทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีกเจ้าคะ" เยียนหลี เอ่ยตอบอาจารย์ตน เมื่อร่างบางได้ยิงเช่นนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ

"ถ้าเจ้าจะฝึกสายมารอาจารย์ไม่ว่า แต่เจ้าต้องฝึกจิตของตนให้เข้มแข็งเพื่อที่จะต่อต้านกับมัน เจ้าจะต้องไม่ถูกมันควบคุมเข้าใจหรือไม่ "

"ศิษย์เข้าใจเจ้าค่ะ "

"แล้วเจ้าทั้งสองล่ะคิดได้หรือยังว่าอยากฝึกสายไหน "ร่างบางเอ่ยถามกับลูกศิษย์

"ศิษย์ อยากฝึกวิชาธาตุสายฟ้าขอรับท่านอาจารย์ เพราะตัวของศิษย์นั้นมีธาตุสายฟ้าอาวุธก็เป็นธาตุสายฟ้า เหมาะสมกันอย่างยิ่งขอรับ" เจียงลู่ เอ่ยบอกกับอาจารย์

"ส่วนของศิษย์นั้นอยากได้วิชาป้องกันขอรับ  เพราะด้วยพลังของศิษย์นั้นการที่ได้ฝึกสายป้องกันถือว่าส่งเสริมให้ศิษย์แข็งแกร่งขึ้นขอรับ" หลงหลินเอ่ยบอก

เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นก็ได้โบกไม้เท้า แล้วตำราวิชาเคล็ดวิชาที่เหล่าลูกศิษย์อยากได้ก็ลอยมาอยู่ตรงหน้า

"พวกเจ้าจงนำตำราทั้งหมดที่พวกเจ้าได้รับกลับไปยังที่ห้องนอนของพวกเจ้าแล้วเริ่มฝึก ถ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจให้มาถามอาจารย์ "เมื่อกล่าวจบร่างบางได้เดินนำลูกศิษย์ออกมาจากหอตำรา แล้วได้ทำการปิดป่าอีกครั้ง

"ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านจะไปที่ใดหรือขอรับ" ศิษย์น้องเล็กเอ่ยถามอาจารย์ด้วยน้ำเสียงสงสัย

"อาจารย์จะไปเอาของที่ถ้ำบนยอดเขา เจ้ามีอันใดหรือ "

"เปล่าขอรับ" เมื่อเด็กน้อยกล่าวจบก็ก้มหน้าแล้วรีบเดินออกไป แม้ร่างบางจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถามอันใด เพราะทุกคนมีความลับเป็นของตัวเอง

เมื่อหลงหลิงกลับมาถึงห้องแล้วจึงได้นั่งคิดหนัก

"ข้าจะบอกกับอาจารย์เช่นไรดี ว่าแท้จริงแล้วข้าเป็นองค์ชายของแคว้นหลง ไม่ใช่เด็กกำพร้าอย่างที่ท่านเข้าใจ ''เด็กน้อยนั่งคิดไม่ตกอยู่ที่มุมห้องคนเดียว

ตัดกลับมาทางด้านแคว้นหลง

"พวกเจ้ายังหาตัวไม่พบอีกรึ!!! "เสียงอันส่งพลังของฮ่องเต้แห่งแคว้นเอ่ยออกมาด้วยความโกรธ

"พวกเจ้าขนกันไปเป็นร้อยเป็นพันคนแค่หาเด็กคนเดียวทำไมยังหาไม่เจอ!!!! "ฮ่องเต้คำรามออกมาด้วยความโกรธ

"ท่านพี่ใจเย็นก่อนเพคะ "ฮองเฮาของแผ่นดินโดยบอกกับสามีตน

"น้องจะให้พี่ใจเย็นได้อย่างไร ลูกของเราหายไปทั้งคน" ฮ่องเต้หันกลับไปเอ่ยกับภรรยาตน

"ตอนนี้ศิลารายชื่อของราชวงศ์ ยังมีชื่อของทุกคนครบอยู่ แปลว่าลูกเรายังมีชีวิตอยู่เพคะท่านพี่ ท่านส่งคนไปหาที่นอกแคว้นหรือตามชายแดนหรือยังเพคะ "ฮองเฮาเอ่ยถาม

"พี่ส่งไปหมดแล้วเหลือเพียงแค่ที่เดียวที่ยังไม่ได้ส่งไปคือ 'ภูเขาเก้าราชันย์' ที่อยู่ตรงชายแดนระหว่าง 7 แคว้น ที่แห่งนั้นมนุษย์เข้าไปไม่สามารถออกมาได้อีก พี่เลยไม่ส่งคนไปทิ้งเปล่า เพราะถ้าลูกเราเข้าไปในนั้น คงไม่มีทางได้กลับออกมา" ฮ่องเต้เอ่ยตอบ

เมื่อฮองเฮาได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าและหลับตาลงเพื่อกลั้นน้ำตาทันใดนั้นศิลารายชื่อของราชวงศ์ก็เปล่งแสงขึ้น

"เกิดอะไรขึ้นไปเพค่ะท่านพี่ เหตุใดศิลาถึงเปล่งแสงออกมาเช่นนี้ "ฮองเฮากล่าวอย่างสงสัย

"การที่ศิลารายชื่อราชวงศ์เปล่งแสงนั่นหมายความว่าคนในรายชื่อนั้นปลุกจิตวิญญาณ อย่าบอกนะว่า ลูกของเราได้ทำการปลุกจิตวิญญาณ "ฮ่องเต้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตกใจ เมื่อแสงค่อยๆหายไป ตรงรายชื่อลำดับสุดท้ายสุดนั้นก็ได้มีชื่อของจิตวิญญาณปรากฏขึ้น

"เจดีย์ทอง 9 ชั้น อย่างนั้นรึ ลูกของเรานั้นปลุกจิตวิญญาณได้เจดีย์ทอง 9 ชั้น!!!!  จิตวิญญาณในตำนานของราชวงศ์ที่มีเพียงผู้ก่อตั้งราชวงศ์เท่านั้นที่มีจิตวิญญาณนี้!!! ลูกของเราถือว่าเป็นผู้ที่สวรรค์ลิขิตนัก " เมื่อฮ่องเต้ได้เห็นเช่นนั้นเขาก็ร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

"ถ้าเช่นนั้นลูกของเราคงปลอดภัยดี คงมีนักพรตสักท่านเห็นแล้วจึงสงสาร จึงรับไปเลี้ยงอย่างแน่นอนเพค่ะ ถ้าเช่นนั้นลองส่งคนไปตามที่สำนักพรตดูไหมเพคะท่านพี่เผื่อจะเจอลูกของเรา"ฮองเฮาเองก็รู้สึกดีที่ลูกปลอดภัยจึงเอ่ยบอกความน่าจะเป็นไปได้

"ได้ พวกเจ้าทั้งหมดฟังคำสั่งข้า จงไปตามหาลูกข้าที่สำนักนักพรตทั้งหลายทั่วทั้ง 7 แคว้น ตามจนกว่าจะเจอถ้าไม่เจอไม่ต้องกลับมา!!! "ผู้เป็นประมุขของแผ่นดินเอ่ยบอก

"พะยะค่ะ!!!" เมื่อกล่าวจบบุคคลทั้งหมดนั้นก็ได้เร้นกายหายไปเพื่อตามหาทันที

"เสด็จพี่ท่านเจอตัวหลานหรือยัง" เมื่อทหารเงาออกไปทั้งหมดก็ได้ปรากฏบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งขึ้น

ชายผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลาเคร่งขรึม มีรูปร่างสูงกำยำ ผมรวบครึ่งหัวปล่อยครึ่งหัวสวมอาภรณ์สีดำลายทอง มีดวงตาที่คมราวกับเหยี่ยว ในมือถือกระบี่สีดำหนึ่งเล่ม เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง

"ยังตามหาตัวไม่เจอเลย แต่ลูกของข้าก็ได้ทำการปลุกจิตวิญญาณแล้ว คงจะมีนักพรตสักคนเห็นแล้วจึงรับไปเลี้ยง ตอนนี้พี่ได้ให้คนไปตามหาตามสำนักต่างๆแล้ว พี่คาดว่าคงอีกไม่นานจะเจอ" ฮ่องเต้ได้เอ่ยบอกกับน้องชายตน ผู้ที่เดินเข้ามาคือ หลงฉีหลิน เป็นน้องชายร่วมสายเลือดคนเดียวของประมุขแห่งแผ่นดิน

"ถ้าเช่นนั้นมีที่ใดอีกหรือไม่ที่ท่านยังไม่ได้ส่งคนไป" บุรุษตรงหน้าเอ่ยถามพี่ชายตน

"ตอนนี้มีเพียงที่เดียวคือ ภูเขาเก้าราชันย์ ที่พี่ไม่กล้าส่งคนไป เพราะเกรงว่าถ้าส่งไปก็ตายเปล่า"

"ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าไปเอง ตอนนี้ข้ามีระดับฝึกตนอยู่ที่ระดับเซียนแล้ว การเข้าไปในที่แห่งนั้นเหล่าราชันย์แห่งผืนป่าคงไม่ทำอันใดข้าหรอก"  ฉีหลิน เอ่ยบอกกับพี่ชายตน

"ถ้าเช่นนั้นพี่ขอฝากเจ้าด้วย" เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้พยักหน้ารับแล้วเร้นกายหายไปทันที

ตัดกลับมาที่ตำหนักเทพ ที่ตอนนี้เหล่าลูกศิษย์ได้ฝึกกันอย่างขยันขันแข็ง

"ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ศิษย์ไม่เข้าใจตรงประโยคนี้เจ้าค่ะ "เป้าซานเอ่ยถามอาจารย์

"ไหนอาจารย์ลองท่องประโยคที่ไม่เข้าใจมาซิ"

"กายข้านั้นแข็งดั่งเพชร จิตข้านั้นคมดุจกระบี่ ไม่ว่าสิ่งใดก็โจมตีข้าไม่เข้า พวกศิษย์นั่งท่องอยู่นานก็หาความหมายของมันไม่เจอเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์จะพอบอกได้ไหมเจ้าคะ "

"ความหมายของประโยคนี้คือ การที่เจ้าฝึกจิตขั้นสูงจนสามารถใช้มันคุมร่างกายของเจ้าได้ทั้งร่าง แล้วยังใช้จิตโจมตีได้"

"เมื่อรวมทั้งสองประโยคเข้าก็จะได้ความหมายของประโยคที่สาม นั่นคือเจ้าใช้พลังจิตป้องกันตัวแล้วใช้พลังจิตโจมตีไปพร้อมกัน จึงทำให้ไม่ว่าสิ่งใดก็โจมตีเจ้าไม่เข้า เจ้าเข้าใจหรือยัง "

"ศิษย์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ถ้าเช่นนั้นศิษย์ขอตัวนะเจ้าคะ" เมื่อกล่าวจบก็ได้หันหลังกลับยังที่นั่งของตนเพื่อที่จะบอกแก่เหล่าศิษย์น้องของตน

ในขณะที่ร่างบางกำลังจิบชาอยู่นั้น ก็ได้ชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังต่อสู้กันอย่างรุนแรงที่ใต้เขา ร่างบางหันไปมองทิศที่เกิดการต่อสู้กัน แล้วจึงได้หันมาเอ่ยกับลูกศิษย์

"เดี๋ยวอาจารย์มาถ้าพวกเจ้ามีอะไรที่ไม่เข้าใจก็ให้ไปถามเทียนเอ๋อหรือไม่ก็รออาจารย์กลับมาเข้าใจหรือไม่" ร่างบางเอ่ยกับศิษย์ที่เหลือ แล้วได้หายตัวไปยังจุดที่ต่อสู้ทันที

ตูม!! ตูม!! ตูม!!

เสียงการต่อสู้ดังขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อร่างบางหันไปมองก็ได้พบว่ามีหนึ่งมนุษย์กับหนึ่งราชันของป่ากำลังต่อสู้กันอยู่

และในขณะที่ร่างบางกำลังจะเข้าไปช่วย

ก็ได้มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่มาขวางร่างบางเอาไว้ ......................

ก็ได้จบไปอีกตอนแล้วนะครับตอนต่อไปนั้นจะเป็นการต่อสู้ใหญ่ของนายเอกครั้งแรก และก็ได้เปิดตัวปลากรอบแล้วครับตอนหน้าตัว  ปลากรอบกับนายเอกจะได้เจอกันแล้วนะครับ

ยังไงก็ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับช่วยกัน คอมเม้น เป็นกำลังใจเยอะๆนะครับผมจะได้มีกำลังใจในการแต่งต่อ

ถ้าตอนนี้มีคนมา คอมเม้นถึง 10 คนผมจะ  สปอยตอนพิเศษครับ

ขอฝากด้วยนะครับขอบคุณครับ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    ภาค 2 บทที่ 1 ออกเดินทางท่องเที่ยว

    เมื่อส่งเหล่าลูกศิษย์เสร็จป๋ายเฉียนเจิน ก็ได้เดินทางออกจากเมืองหลวงเข้าสู่หมู่บ้านชายเมืองทันทีเพื่อเริ่มเป็นจุดท่องเที่ยวจุดแรก "ในที่สุดข้าก็ได้เที่ยวสักที เฮ้อ มีความสุขจังเลย "การเดินทางครั้งนี้ของป๋ายเฉียนเจินนั้นเขาเดินทางด้วยการเดินเท้าเพื่อที่จะได้รับชมบรรยากาศที่งดงามไปเรื่อยๆ ร่างบางก็ได้เดินชมนกชมไม้อย่างนั้นไปเรื่อยๆจนเวลาล่วงเลยผ่านไปได้ 1 เดือนร่างบางก็ได้มาถึงจุดหมายที่ตนต้องการ "การเริ่มต้นท่องเที่ยวครั้งนี้ข้าขอเริ่มต้นที่เมือง แสงตะวัน เป็นเมืองแรกก็แล้วกัน "เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินไปที่ประตูเมืองก็ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะที่หน้าประตูเมืองไม่มีทหารคอยเฝ้าประตู "เหตุใดเมืองนี้ถึงดูเงียบเหงาร้างผู้คนเช่นนี้นะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า"ทันทีที่กล่าวจบร่างบางก็ได้ใช้วิชาเนตรของตนส่องไปทั่วทั้งเมือง ก็ได้พบเห็นว่าคนทั้งเมืองนั้นต่างโดนปีศาจสิงฝันทำให้หลับไหลโดยไม่มีวันตื่นจนกว่าจะร่างกายจะแห้งเหี่ยวจนเหลือเพียงแต่กระดูก ในขณะที่ป๋ายเฉียนเจินกำลังจะเดินเข้าไปภายในเมืองก็ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา'ท่านที่อยู่ตรงนั้นอย่าได้เข้าไปที่เมืองนั้นเด็ดขาดเพราะ

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 23 กลายเป็นมหาเทพเต็มตัว

    เมื่อเข้ามาถึงด้านในเฉียนเจินก็ได้ขึ้นไปนั่งบนแท่นทันทีแล้วได้ทำการรวบรวมพลัง แล้วได้นั่งสมาธิ วันเวลาไม่ผ่านไป 3 วัน ก็ได้มีเสียงปรากฏขึ้นมาภายในถ้ำ "ท่านคือผู้ใด "เฉียนเจินได้เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียง "ข้าคือเจตจำนงค์แห่งสามโลก" เสียงนั้นได้ตอบกลับ "แล้วท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้ เพราะตัวข้านั้นได้เลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว ""จริงอยู่ที่เจ้าเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ร่างกายภายนอกของเจ้าหาใช่จิตวิญญาณของเจ้าไม่ ""ท่านหมายความว่าอย่างไรข้าไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก ""หมายความว่าแม้กายเจ้าจะเลื่อนระดับเป็นมหาเทพแล้วแต่ตัวเจ้าที่มาจากโลกอื่น แล้วไม่ได้รับทันสวรรค์ด้วยจึงทำให้ไม่สามารถกลายเป็นมหาเทพที่สมบูรณ์ได้ ดังนั้นในตอนนี้ตัวของเจ้านั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะทำให้เลื่อนเป็นมหาเทพเต็มตัวได้ เจ้าตกลงหรือไม่ ""การที่ข้าจะกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวได้นั้นต้องทำเช่นไร ""เรื่องนี้ไม่ยากเจ้าแค่เพียงรับทันสวรรค์ให้ได้ 108 ครั้งเจ้าก็จะสามารถกลายเป็นมหาเทพเต็มตัวและไม่เพียงเท่านี้ลูกศิษย์หลานศิษย์และทุกสรรพชีวิตที่อยู่กับเจ้าทุกคนก็จะได้รับพรพิเศษด้วย ""ถ้าเช่นนั้นข้าข

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 22 วิชาประจำตัวของลูกศิษย์

    เฮือก!!!!!ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็กลั้นหายใจแล้วทรุดลงกับพื้นเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่เอ่อล้นออกมา เฉียนเจินในตอนนี้ได้โมโหเป็นอย่างมากจึงปลดปล่อยพลังออกมา 1 ใน 10 ส่วน เพื่อที่จะต้องการข่มขวัญศัตรูทั้งหมด "พวกเจ้าจงรีบไปซะอย่าให้ข้าหงุดหงิดไปมากกว่านี้ ถ่อยไป!!!!!!! "ร่างบางได้ตะโกนออกมาพร้อมทั้งใส่พลังเข้าไปพร้อมกับเสียงที่ตะโกน อึกกกก ผู้คนที่ขวางทางอยู่ก็ได้คุกเข่าแล้วก็อัดเลือดออกมาด้วยอาการบาดเจ็บภายในที่รุนแรง "เจ้าอย่าได้ใช้พลังของเจ้าในการข่มขู่พวกข้าไม่ว่าจะยังไง 3 คนแม่ลูกนั้นต้องอยู่ที่นี่!!!! "เจ้าสำนักมังกรทองได้เอ่ยออกมาแล้วก็อัดเลือดอีกครั้ง"ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาก็ลองชิงตัวไปจากข้าสิตอนนี้ข้าโมโหถึงขีดจำกัดแล้วถ้าพวกเจ้ายังไม่หยุดอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าพวกเด็กเหลือขอทั้งหลาย"ร่างบางได้เอ่ยแล้วใส่พลังการโจมตีเพิ่มขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในตอนนี้นอกจากเจ้าสำนักมังกรทองคนที่เหลือต่างก็นอนศิโรราบลงไปกับพื้นพร้อมกระอักเลือดออกมาไม่หยุด"ท่านได้โปรดจงหยุดเพียงเท่านี้" เสียงชายชราคนหนึ่งได้ปรากฏขึ้น "การที่เจ้าบอกให้ข้าหยุดตัวเจ้าเองต้องบอกคนของเจ้ามากกว่า "

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 21 การประลองครั้งสุดท้าย 2

    ทั้งสองพูดคุยกันได้ไม่นานก็ได้ลงมาที่ลานประลอง เมื่อกรรมการเห็นว่าทั้งสองลงมาที่ลานประลองแล้วก็ได้ประกาศเริ่มการประลองทันที "ศิษย์น้องศิษย์พี่ให้โอกาสจะลงมือก่อน" เสี่ยวชิงบอกกับหลานเซียน"ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ขอเริ่มเลยแล้วกัน" เมื่อกล่าวจบหลานเซียนก็ได้เรียกอาวุธประจำกายตนออกมา ในตอนนี้ในมือของหลานเซียนก็ได้ปรากฎพลองคู่นึง"ไม่คิดว่าเจ้าจะใช้อาวุธประจำตัวเลยในการต่อสู้ครั้งนี้ ""การได้ประลองกับศิษย์พี่เป็นอะไรที่หาได้ยากศิษย์น้องจะออมมือได้เช่นไร"ทันทีที่กล่าวจบก็ได้ฟาดพลองตีเทพในมือใส่ศิษย์พี่ ตูม!!!!!! เสียงพองตีเทพฟาดลงกับพื้นดังสนั่น ฟิ้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กลีบดอกไม้นับไม่ถ้วนบินกลับมาตอบโต้ ในตอนนี้เสี่ยวชิงได้เริ่มโจมตีกลับแล้ว เมื่อเห็นดังนั้นหลานเซียนได้หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสนุก แล้วได้เริ่มหันกลับไปโจมตีใส่อีกครั้ง ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโจมตีใส่กันอย่างดุเดือด "แซ่ปัดหางมังกร"เสี่ยวชิงได้เรียกอาวุธประจำตัวของตนออกมา แล้วได้สะบัดไปตั้งรับอาวุธของศิษย์น้องตน ตูม!!! "72 โพธิสัตว์โปรดโลก โพธิสัตว์ที่ 13 ฝ่ามือสยบมาร" เมื่อกล่าวจบก็ได้ซัดฝ่ามือใส่ไปที่พองของหลานเซียน "กระบวน

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 20 การประลองวันสุดท้าย

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นป๋ายเฉียนเจินก็ได้หันกลับมามอง 3 คนแม่ลูกที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น "พวกเจ้าว่าสิ่งใดนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก""ผู้น้อยอยากจะขอให้ท่านเจ้าสำนักรับบุตรของผู้น้อยเป็นลูกศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดต้องเป็นสำนักเล็กๆเช่นข้าสำนักใหญ่ในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีตั้งหลายสิบสำนักเหตุใดถึงไม่เอาไปเข้าที่เหล่านั้น ""ขอเรียนท่านเจ้าสำนักตามตรงบุตรข้าทั้งสองคนนี้กำลังถูกตามล่าจากสำนักใหญ่ทั้ง 7 อยู่เจ้าค่ะ ""แล้วเหตุใดสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องตามล่าลูกเจ้าด้วยเล่า ลูกของเจ้านั้นมีสิ่งใดที่ต่างจากผู้อื่นถ้าเจ้าไม่ตอบข้าข้าก็จะไม่รับ" เมื่ออีกฝ่ายได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วก็ได้เอ่ยออกมา "ขอบอกท่านเจ้าสำนักตามตรงเจ้าค่ะ บุตรข้าทั้งสองคนนั้นเป็นลูกของเจ้ายุทธภพในอดีตแล้วในตัวของลูกข้านั้นได้มีกุญแจเปิดคลังสมบัติและตำราวิชาความรู้ทั้งหมดที่สามีของข้านั้นได้รวบรวมเอาไว้ พวกสำนักใหญ่ทั้ง 7 ต้องการที่จะเปิดคลังสมบัติให้ได้ก็เลยมาตามล่าลูกของข้าเจ้าค่ะ ""แล้วทำไมพวกเจ้า 3 คนแม่ลูกถึงรอดออกมาได้เพราะถ้า 7 สำนักใหญ่ปิดล้อมบ้านของพวกเจ้าเอาไว้ยังไงพวกเจ้าก็ไม่สามารถหนีออกมาได้แล้วยังมี

  • ตำนานรัก ตำหนักเทพ    บทที่ 19 การประลองกลุ่ม

    เมื่อสิ้นเสียงนั้นทุกคนก็ได้หันไปมองด้านบนของลานประลองทันที ก็ได้พบฮ่องเต้ของแคว้นยืนขึ้นจากบัลลังก์ของตนแล้วเดินออกมา''การประลองครั้งนี้ ข้าเห็นสมควรว่าควรจะยุติได้แล้วเพราะยังไงอีกฝั่งก็เป็นถึงเจ้าสำนักของ 7 สำนักใหญ่ของแคว้น อย่าทำให้บาดหมางน้ำใจกันเลย " ฮ่องเต้เอ่ยออกมา เมื่อเฉียนเจินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างดูถูก "ในเมื่อท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ว่าอันใด จะได้รู้ไว้ว่าคนที่นี่พูดไม่เป็นคำพูดสัจจะไม่เป็นสัจจะ ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มประลองต่อได้ถ้าไม่ถืออยู่แล้วสำหรับคนเช่นนี้" เฉียนเจินเอ่ยออกมาด้วยท่าทีที่สบายแต่ผิดกับทุกคนที่ได้ยินที่ตอนนี้ต่างโกรธเป็นอย่างมากที่ตนโดนดูถูก แต่ก็กลับไปนั่งที่ของตนเองแต่โดยดีโดยที่ไม่ทำการขอโทษแม้เพียงคำเดียว "พวกเจ้าทั้งหมดจงฟังคำของอาจารย์ไว้นับตั้งแต่การประลองครั้งนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าทั้งหมดจงทำให้เต็มที่ไม่ต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น!!'ร่างบางเอ่ยออกมาเสียงดังเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่าต่อแต่นี้เป็นต้นไปตนจะเอาจริงแล้ว ทางด้านของสำนักที่เหลือต่างก็นั่งเครียดเป็นอย่างมากเพราะถ้าอีกฝ่ายเอาจริงพวกตนคงไม่มีปัญญาที่จะต่อต้านได้จึงหันไปบอกแต่ลูก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status