LOGINชิงอี้ได้กรีดร้องไปได้สักพักก็สงบลงพร้อมทั้งหอบหายใจอย่างหนักด้วยความเหนื่อย
"เสร็จแล้วใช่หรือไม่" "เสร็จแล้วขอรับนายท่าน นับตั้งแต่วันนี้ไปข้าจะเป็นข้ารับใช้ของท่านไปจนตาย" "เจ้าเคยบอกว่าเจ้าสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่มีพิษใช่หรือไม่ " " ใช่ขอรับเลยท่านข้านั้นสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่มีพิษ และยังสามารถควบคุมสัตว์มีพิษได้ทุกชนิด" "ถ้าเช่นนั้นเจ้าแปลงร่างเป็นสิ่งใดก็ได้ที่ข้าสามารถขี่เจ้าได้" "รับบัญชานายท่าน " เมื่อกล่าวจบสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้กลายร่างเป็นแมงมุมขนาดใหญ่เท่ากับม้ายืนอยู่เบื้องหน้าของชิงอี้ แล้วใช้ขาของตนนั้นทำเป็นบันไดให้ร่างกายเดินขึ้นไปข้างบนได้ง่ายๆ "ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อให้เจ้าเลยเจ้าอยากมีชื่อว่าอะไร" "แล้วแต่นายท่านจะตั้งชื่อให้เลยขอรับตัวข้านั้นสามารถใช้ชื่ออะไรก็ได้" "ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าชื่อว่า ตู๋ชง ก็แล้วกันมันน่าจะเหมาะกับเจ้าดี " "จะชื่ออะไรก็ช่างตอนนี้พาข้าไปกินอาหารที่ท่านเตรียมเอาไว้ให้ก่อนดีกว่า" "ได้ เจ้าพาลูกๆของเจ้าไปด้วยก็ได้เพราะถ้าเจ้าคนเดียวข้าเกรงว่าจะจัดการยาก เพราะที่ยังมีชีวิตอยู่มีเกือบหมื่นคน เอาลูกของเจ้าไปช่วยกินด้วยก็ได้โตเร็วๆข้าก็ได้มีขุมกำลังที่มากกว่าเดิมและไม่ต้องเกรงกลัวใคร " "ได้เดี๋ยวข้าจะพาท่านออกไปจากที่นี่แล้วให้ท่านบอกผู้คนที่อยู่ข้างนอกว่าอยากขวางทางเพราะลูกของข้านั้นมีเยอะมากเดี๋ยวจะโดนพิษจนบาดเจ็บเอาได้ " "ทุกคนที่อยู่ด้านนอกออกไปจากบริเวณนั้นให้หมดเพราะราชาพิษกำลังจะพาลูกๆของเขาออกไปจากที่นี่ และให้ส่งคนไปบอกที่เมืองเอาไว้ว่าให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้านห้ามออกมาเด็ดขาดจนกว่าข้าจะออกไปนอกเมืองแล้วค่อยออกมา " เมื่อทุกคนที่อยู่ข้างนอกได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันหาที่หลบแล้วส่งคนที่เร็วที่สุดกับไปที่เมืองแล้วแจ้งกับคนในเมืองว่าให้อยู่แต่ภายในเรือนตนเองแล้วให้ปิดประตูหน้าต่างให้หมด เพราะชิงอี้นางกำลังนำสัตว์มีพิษมากมายผ่านมาทางนี้ และเมื่อชาวบ้านทั้งหมดได้ยินเช่นนั้นก็ต่างพากันรีบเข้าบ้านของตนแล้วปิดประตูหน้าต่างลงกลอนทั้งหมด ทางด้านชิงอี้เมื่อบอกไปได้สักพักก็ได้ขี่แมงมุมยักษ์เดินออกจากถ้ำอย่างสง่างาม และผู้คนที่ได้เห็นต่างก็เลื่อมใสเป็นอย่างมากเพราะภาพที่เห็นนั้นงดงามราวกับเทพธิดาแห่งความตาย ตัดภาพไปทางที่วังหลวงในตอนนี้กำลังประชุมกันอย่างตึงเครียด "พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร ทางเมืองชิงชิวไม่ยอมส่งเสบียงมาเกือบครึ่งปีแล้วอย่างนั้นหรือแล้วเหตุใดถึงไม่มีใครรายงานเรื่องนี้!!!!!" ฮ่องเต้ในวัยกลางคนได้คำรามออกมาด้วยความโกรธ "กราบทูลฝ่าบาท ทางด้านของเมืองชิงชิวนั้นได้ส่งจดหมายมาว่าปีนี้น้ำน้อยขอเลื่อนส่งเสบียงไปก่อน แต่พวกเราไม่คิดว่าเขาจะไม่ส่งมาให้เราเลยเป็นเวลานานถึง 6 เดือนเช่นนี้พะยะค่ะ " "กระหม่อมคิดว่าทางเมืองชิงชิวนั้นต้องการที่จะก่อกบฏแน่พะยะค่ะฝ่าบาท เพราะด้วยกำลังพลของเมืองนั้นพร้อมทั้งเสบียงมากมายที่เขากักตุนเอาไว้เป็นเวลานาน ย่อมเพียงพอในการก่อกบฎแน่พะยะค่ะฝ่าบาท "เจ้ากรมพลเรือนได้เอ่ยออกมาอย่างยุแยง "ใต้เท้าหม่า เรื่องนี้ยังไม่ตรวจสอบจะรีบด่วนสรุปไปทำไมไม่แน่เขาอาจจะประสบภัยอะไรก็ได้พวกเราอาจจะไม่รู้ " "ใต้เท้าซุน ท่านกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไรเห็นเห็นกันอยู่ว่าเมืองชิงชิวนั้นต้องการที่จะก่อกบฏ ถ้าเมืองนั้นเกิดอะไรขึ้นจริงเหตุใดถึงไม่มีจดหมายหรือเข้ามารายงานให้ฝ่าบาทได้รับทราบ" "นั่นสิใต้เท้าซุน ท่านกล่าวเช่นนี้ท่านเป็นพวกเดียวกับพวกมันใช่หรือไม่ " "ใต้เท้าชี ท่านกล่าวเกินไปแล้วที่ข้าพูดข้าเพียงตั้งข้อสงสัยเอาไว้เพราะทางเมืองชิงชิว นั้นภักดีต่อเรามาตลอดก็เท่านั้น" "พวกเจ้าไม่ต้องเถียงกันแล้ว ข้าก็คิดเช่นเดียวกันกับหม่าชีจุน พวกมันต้องก่อกบฏแน่ๆพวกเจ้าคิดว่าข้าควรจะส่งใครไปปราบกบฏในครั้งนี้ " "กราบทูลฝ่าบาทการจะปราบกบฏครั้งนี้นั้นกระหม่อมคิดว่าควรส่งองค์รัชทายาทไปพะยะค่ะ เพื่อให้องค์รัชทายาทนั้นมีผลงานเวลาจะขึ้นครองราชย์ต่อไปประชาชนจะได้ไม่นินทาว่าร้ายเอาได้พะยะค่ะ " "ดี เป็นความคิดที่ดี หลี่กงกงเจ้าไปตามรัชทายาทมาบอกว่าข้ามีงานจะมอบให้" "พะยะค่ะฝ่าบาท " เวลาผ่านไปได้สักพักหลี่กงกงก็ได้กลับมาพร้อมกับองค์รัชทายาทที่แต่งตัวมาเต็มยศ "ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อพะยะค่ะ " "รัชทายาทเจ้ามาแล้วก็ดี พ่อมีงานจะมอบหมายให้กับเจ้า เจ้าจงนำกองทัพไป 100,000 นายบุกไปที่เมืองชิงชิวเพื่อที่จะปราบกบฏในครั้งนี้ "พะยะค่ะเสด็จพ่อ ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวังพะยะค่ะ " "ดี ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กลับไปเตรียมตัวเถิดพรุ่งนี้เช้าเจ้าจะต้องออกเดินทัพไปปราบกบฏที่เมืองชิงชิวทั้งที เดี๋ยวพ่อจะให้แม่ทัพมือดีไปกับเจ้าด้วย สองคน เพื่อที่จะให้เขาทั้งสองคนนั้นสั่งสอนเจ้าในการนำทัพเพื่อในอนาคต เจ้าเป็นกษัตริย์คนต่อไปจะได้รู้ว่าต้องเดินทัพอย่างไรต้องทำเช่นไร " "พะยะค่ะเสด็จพ่อ "เมื่อกล่าวจบองค์รัชทายาทก็ได้เดินทางกลับตำหนักบูรพาของตนทันทีเพื่อที่จะกลับไปเตรียมของ เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนออกเดินทาง "ลูกแม่ พ่อของเจ้าจะให้เจ้าไปทำเรื่องอันใดอีก ไปครั้งนี้อันตรายหรือไม่แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก" "ท่านแม่ข้าไปครั้งนี้เพียงแค่ไปปราบกบฏเมืองเล็กๆเมืองเดียวเท่านั้นท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าสัญญาว่าข้าจะกลับมาโดยสมบูรณ์อย่างแน่นอน " "เจ้าสัญญากับแม่แล้วนะเจ้าห้ามบาดเจ็บกลับมาแม้แต่นิดเดียวเข้าใจหรือไม่ " "ข้าเข้าใจขอรับท่านแม่ หลี่หยาง จะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเป็นห่วง" เมื่อกล่าวจบเขาก็ได้เดินออกไปจากตำหนักทันที "ข้าขอฝากความหวังครั้งนี้เอาไว้กับพวกเจ้า พวกเจ้าทั้งหมดจงนำอู่ข้าวกลับมาจากกบฏเมืองชิงชิวให้ได้เมื่อกลับมาจากการปราบกบฏครั้งนี้ข้าจะมีรางวัลให้พวกเจ้าอย่างแน่นอน!!!!! "ฮ่องเต้ได้เอ่ยออกมาเพื่อปลุกความฮึกเหิมให้กับเหล่าทหาร เฮ้!!!!!!!!!!!!! ทหารทั้งหมดได้ตะโกนออกมาแล้วออกเดินทางตามรัชทายาทไปทันที ตัดกลับมาที่สนามรบอีกครั้งในตอนนี้จักรพรรดิแห่งแคว้นอู่ตี้นั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมทั้งประคองร่างของเจ้าเมืองชิงชิวไว้ด้านหน้าพร้อมทั้งลูบหัวและหอมแก้มที่เริ่มมีรอยช้ำขึ้นมาแล้ว "พวกเจ้าทั้งหมดเตรียมอาวุธให้พร้อมพวกเราจะทำการบุกเมืองชิงชิวเดี๋ยวนี้!!!!!! " จักรพรรดิได้ตะโกนออกมาพร้อมชูดาบขึ้นไปบนฟ้า เมื่อเหล่าทหารได้เห็นเช่นนั้นพวกเขาก็เตรียมดินปืนเพื่อที่จะไปจุดระเบิดที่หน้าประตู แต่ทันใดนั้นเองบนกำแพงของเมืองชิงชิว นั้นก็มีฝูงของสัตว์ประหลาดไต่ลงมาเป็นจำนวนมาก แล้วเข้าทำการกัดกินทหารที่กำลังจะจุดดินปืนทันที " อ๊ากกกก " เสียงของทหารนายนั้นร้องออกมาก่อนที่ร่างของเขาจะจมหายไปในฝูงของสัตว์ประหลาด และเมื่อนายทหารที่อยู่ใกล้ๆกันได้เห็นเช่นนั้นพวกเขาต่างก็พากันวิ่งหนีตายกันอย่างอลหม่าน " ถอยทัพ!!! ถอยทัพเดี๋ยวนี้!!! ฝูงสัตว์ประหลาดกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้!!! รีบบอกให้จักรพรรดิหนีไปเดี๋ยวนี้!!!" นายทหารที่กำลังวิ่งหนีจากฝูงสัตว์นั้นเขาได้ตะโกนออกมาเสียงดัง แต่หลังจากที่เขาตะโกนจบประโยคนั้นตัวของเขาก็ล้มลงแล้วถูกฝูงสิ่งมีชีวิตที่อยู่เบื้องหลังรุมกัดกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก "พวกเจ้าทั้งหมดฟังคำสั่ง พวกเจ้าทั้งหมดจะกินใครก็ได้ยกเว้นฮ่องเต้ของฝั่งนั้นข้าจะเป็นคนจัดการเอง!!!! " เสียงที่ใสประดุจดั่งระฆังแก้วดังกังวานจากบนกำแพงดังไปทั่วสนามรบ แต่กลับกันฝ่ายศัตรูนั้นกลับได้ยินราวกับเสียงเรียกจากมัจจุราช เมื่อสิ้นเสียงนั้นของชิงอี้ เหล่าสัตว์บริวารที่ถือกำเนิดมาจากตู๋ชงหรือราชาแห่งสัตว์พิษนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาราวกับตอบรับคำสั่งนั้น "นายท่านจะให้ข้าไปทานอาหารได้หรือยังขอรับ " ตู๋ชงได้เอ่ยออกมาพร้อมกับน้ำลายที่ไหลออกจากมุมปาก "เจ้าพาข้าไปส่งยังจุดที่ฮ่องเต้ฝ่ายตรงข้ามอยู่แล้วเจ้าจะไปไหนก็ไป" เมื่อได้ยินเช่นนั้นตู๋ชงก็กลายร่างเป็นตัวต่อขนาดใหญ่ที่คนสามารถขึ้นไปนั่งได้แล้วมันก็บินพาร่างบางไปยังจุดที่จักรพรรดิของฝ่ายตรงข้ามอยู่ เมื่อมาถึงร่างบางก็ได้เห็นศพของบิดาอยู่บนหลังม้ากับอีกฝ่ายเขาก็โกรธเป็นอย่างมาก " เจ้าทำอันใดกับบิดาของข้า!!!! " " เมื่อกี้เจ้าว่าอันใด เจ้าเป็นอะไรกับชิงเอ๋อของข้า " ฮ่องเต้แห่งแคว้นอู๋ตี้ได้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง "เมื่อกี้เจ้าเรียกบิดาของข้าว่าอย่างไร" ชิงอี้ได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง "เจ้าเรียกชิงเอ๋อของข้าว่าบิดาอย่างนั้นหรือ งั้นแสดงว่าเจ้าคือสายเลือดที่โสโครกของนางแพศยาคนนั้นสินะ!!! " เมื่อกล่าวจบจักรพรรดิอู่ตี้ก็วางร่างของเจ้าเมืองชิงไว้บนหลังม้าแล้วกระโดดลงมายืนอยู่เบื้องหน้าของร่างบาง "วันนี้ข้าจะกำจัดสายเลือดอันโสโครกของนางแพศยาเหออู่ซานให้หมดสิ้น ให้สมกับที่มันมาแย่งชิงเอ๋อของข้าไป!!! "เมื่อกล่าวจบจักรพรรดิอู๋ตี้ก็ได้ง้างดาบในมือฟันใส่ชิงอี้ทันที "ข้าต่างหากที่จะเป็นฝ่ายกำจัดเจ้า "เมื่อกล่าวจบชิงอี้ก็ยกง้าวในมือขึ้นตั้งรับทันที เพล้ง!!! เสียงวัตถุทั้งสองกระทบกันดังขึ้นมา พร้อมทั้งทั้งสองฝ่ายต่างก็โจมตีใส่กันอย่างเต็มกำลัง ทั้งสองฝ่ายนั้นต่างก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างไม่มีใครยอมใคร ฝีมือของทั้งคู่นั้นต่างก็อยู่ในระดับเดียวกัน " อ๊ากก!!! " เสียงของจักรพรรดิอู่ตี้คำรามออกมาพร้อมมือข้างที่ถือดาบก็ร่วงหล่นสู่พื้นทันที "เจ้าคนสารเลววันนี้ข้าจะนำเลือดของเจ้ามันล้างแผ่นดินของข้าแก้แค้นแทนตระกูลของข้า!!! " ในขณะที่ง้าวของชิงอี้นั้นจะสับลงไปที่คอของจักรพรรดิอู๋ตี้ อีกฝ่ายก็เอ่ยบางอย่างขึ้นมาจนทำให้ง้าวของร่างบางนั้นสับลงไปที่พื้นเบื้องหน้าแทน "เมื่อกี้เจ้าเอ๋ยอันใดออกมา " "ข้าบอกว่าเจ้าไม่อยากรู้อย่างนั้นหรือว่าคนของฝ่ายเจ้าผู้ใดเป็นคนทรยศ เอยเสนอแผนการให้ข้ามาตีเมืองชิงชิว " เมื่อร่างบางได้ยินเช่นนั้นเขาก็ยืนนิ่งทันที "เจ้าต้องการสิ่งใด ถ้าหากจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเจ้ามันคงเป็นไปไม่ได้ "หลังจากยืนนิ่งไปสักพักชิงอี้ก็ได้เอ่ยถามออกมา "ข้าไม่คิดจะขอให้เจ้าไว้ชีวิตข้าอยู่แล้ว ตัวข้าไม่ต้องการสิ่งใดมาก นอกจากว่าถ้าหากเจ้าสังหารข้าแล้วฝังศพเข้าไว้ที่สุสานเดียวกันกับบิดาของเจ้าแค่นั้นก็พอ ถ้าหากเจ้ารับปากข้าเรื่องนี้ข้าก็จะบอกเจ้าว่าคนพูดคือใคร" เมื่อกล่าวจบจักร พรรดิอู๋ตี้ก็ยิ้มออกมา หลังจากที่นางยืนนิ่งแล้วคิดบางอย่างไปได้สักพักนางก็เอ่ยออกมา "ได้ข้ารับปากเจ้า ถ้าเจ้าบอกเกี่ยวกับตัวตนเบื้องหลังของเรื่องนี้ให้กับข้าข้าจะฝังเจ้าไว้ที่สุสานเดียวกันกับตระกูลของข้า " นางได้เอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เย็นเยือกราวกับรอยยิ้มของมัจจุราช " ได้กลุ่มนั้นนั้นก็คือ....... " เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปโปรดติดตามตอนต่อไป ทุกคนครับผมมีคำถามจะถามว่าในกรณีนี้ผมจะแทนตัวเอกว่าร่างบางหรือนางดีครับ เพราะผมแต่งแต่นิยายแนววายผมเลยไม่รู้ศัพท์ที่จะใช้เรียกตัวละครครับช่วยบอกผมหน่อยขอบคุณครับชิงอี้ได้กรีดร้องไปได้สักพักก็สงบลงพร้อมทั้งหอบหายใจอย่างหนักด้วยความเหนื่อย "เสร็จแล้วใช่หรือไม่""เสร็จแล้วขอรับนายท่าน นับตั้งแต่วันนี้ไปข้าจะเป็นข้ารับใช้ของท่านไปจนตาย" "เจ้าเคยบอกว่าเจ้าสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่มีพิษใช่หรือไม่ "" ใช่ขอรับเลยท่านข้านั้นสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่มีพิษ และยังสามารถควบคุมสัตว์มีพิษได้ทุกชนิด""ถ้าเช่นนั้นเจ้าแปลงร่างเป็นสิ่งใดก็ได้ที่ข้าสามารถขี่เจ้าได้""รับบัญชานายท่าน " เมื่อกล่าวจบสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้กลายร่างเป็นแมงมุมขนาดใหญ่เท่ากับม้ายืนอยู่เบื้องหน้าของชิงอี้ แล้วใช้ขาของตนนั้นทำเป็นบันไดให้ร่างกายเดินขึ้นไปข้างบนได้ง่ายๆ "ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อให้เจ้าเลยเจ้าอยากมีชื่อว่าอะไร""แล้วแต่นายท่านจะตั้งชื่อให้เลยขอรับตัวข้านั้นสามารถใช้ชื่ออะไรก็ได้""ถ้าเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าชื่อว่า ตู๋ชง ก็แล้วกันมันน่าจะเหมาะกับเจ้าดี ""จะชื่ออะไรก็ช่างตอนนี้พาข้าไปกินอาหารที่ท่านเตรียมเอาไว้ให้ก่อนดีกว่า""ได้ เจ้าพาลูกๆของเจ้าไปด้วยก็ได้เพราะถ้าเจ้าคนเดียวข้าเกรงว่าจะจัดการยาก เพราะที่ยังมีชีวิตอยู่มีเกือบหมื่นคน เอาลูกของเจ้าไปช่ว
วันเวลา 7 วันแห่งความเสียใจได้ผ่านพ้นไปตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองต่างกักขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมกินและไม่ยอมพบผู้ใดเอาแต่นอนร้องไห้อยู่ภายในนั้น "อาเหมย อาอี้ พวกเจ้าทั้งสองเปิดประตูให้อาหน่อยได้หรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจเรื่องพ่อของเจ้าแต่เจ้าจะทรมานตัวเองเช่นนี้ไม่ได้ถ้าพ่อของเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ได้รับรู้เรื่องนี้คงจะต้องเสียใจมากอย่างแน่นอน ""ตอนนี้พวกข้ายังไม่หิวเจ้าค่ะ เดี๋ยวถ้าเกิดว่าพวกข้าหิวเมื่อไหร่จะออกไปทานเองเจ้าค่ะท่านอา""เช่นนั้นอาจจะไม่บังคับพวกเจ้าแต่ห้ามทรมานตัวเองเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่ ""เจ้าค่ะท่านอา" ผู้นำตระกูลลู่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยอมเดินออกมา"เป็นเช่นไรบ้างทั้งสองคนยอมกินอะไรหรือไม่ ""ทั้งสองคนไม่ยอมกินอะไรเลยแต่บอกว่าถ้าหิวเดี๋ยวออกมากินเองข้าก็จนใจไม่รู้จะบังคับยังไงแล้ว ""ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารจริงๆเหลือกันแค่สองคนคนในตระกูลที่เหลือต่างพากันไปร่วมรบจนตัวตาย ""เช่นนั้นเราต้องหาวิธีกระตุ้นทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนมีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ ""แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีเล่าท่านอู่ ""เด็กน้อยทั้งสองคนเสียคนในตระกูลไปในสงครามข้าว่าพวกเขาต้องอยากแก้แค้นแน่ ถ้
ณ ดินแดนแห่งหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากได้มีชายชราคนหนึ่งนิมิตรเรื่องราวในอนาคตได้ ได้นิมิตเห็นไฟสงครามที่ใกล้เข้ามายังเมืองของตน ในเช้าวันรุ่งขึ้นจึงเรียกประชุมเหล่าตระกูลใหญ่และขุนนางทั้งหมดของเมืองว่าจะแก้ไขเรื่องนี้ยังไง "ผู้อาวุโสอูลาเร่อปา ท่านเรียกพวกเรามารวมตัวกันแต่เช้าเช่นนี้มีเรื่องราวอันใดหรือ" ผู้นำตระกูลอู่ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างงัวเงีย "ข้าได้นิมิตเห็นบางอย่างที่มันน่ากลัว" เมื่อชายชรากล่าวจบภายในห้องประชุมต่างก็ตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงบ "เมื่อกี้ท่านบอกว่าท่านนิมิตหรือ ท่านนิมิตได้ถึงเหตุการณ์ใดผู้อาวุโสอูลาเร่อปาโปรดรีบกล่าวออกมา" ผู้นำตระกูลเปาได้เอ่ยออกมาอย่างเร่งรีบเพราะไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าผู้อาวุโสเร่อปาน่าลานิมิตแม่นขนาดไหน"ข้าได้นิมิตเห็นว่าภายในอีก 5 ปีเมืองของเรานี้จะถูกรุกรานจากแคว้นอู๋ตี้ จนทำให้ชาวเมืองทั้งหมดบาดเจ็บล้มตายกันไปเกินครึ่ง โดยที่คนจากวังหลวงไม่มาช่วยเราแม้แต่คนเดียว ""แล้วพวกเราจะทำเช่นไรกันดี ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าคนจากแคว้นอู๋ตี้มีจำนวนกี่คน ""จากที่ข้าเห็นในนิมิตมีมากกว่า 3 แสนคน" เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็นั่งเงียบเพราะคิดไม่ออกว่
สวัสดีครับนิยายเรื่องนี้แต่งโดยจินตนาการของผู้เขียนไม่ได้อ้างอิงประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น ขอให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน อ่านเพื่อความสนุกเท่านั้นงดดราม่าทุกกรณีครับนิยายเรื่องนี้เป็นแนวการเมือง สงคราม แนวชิงรักหักสวาทในวังหลวง และขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะครับว่า นิยายเรื่องนี้ดราม่าเป็นอย่างมากครับ ถ้าใครกลัวตับพังขอให้รักษาตับตัวเองก่อนค่อยเข้ามาอ่านครับและก็ขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลยนะครับว่านิยายเรื่องนี้ไม่มีพระเอกนางเอกมีเพียงแค่ตัวละครหลักเท่านั้น สปอยเนื้อเรื่อง"ทหาร!!! ลากตัวคนแพศยานี่ออกไปให้พ้นทางข้า!! "ฮ่องเต้ของแคว้นตะโกนออกมาด้วยความหงุดหงิด "พวกเจ้าไม่ต้องมาจับตัวข้าพวกเจ้าก็รู้ว่าข้าคือผู้ใดต่อให้พวกเจ้าทั้งหมดรุมข้าก็อย่าหวังว่าจะแตะต้องได้แม้แต่เพียงปลายเล็บ" ฮองเฮาได้เชิดหน้าแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย่อหยิ่ง เมื่อเหล่าทหารได้ยินเช่นนั้นก็ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก"พวกเจ้าออกไปให้หมดถ้าต้องการคุยกับฝ่าบาทเพียงลำพัง" ฮองเฮาได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งและเยือกเย็นเมื่อเหล่าทหารได้ยินเช่นนั้นก็พาทำการคารวะแล้วรีบวิ่งออกไปทันที "ฝ่าบาทข้าว่าพวกเรามาคุยกันให้จบภายในวันนี







