Share

บทที่ 1 พันธสัญญาโลหิต

last update Tanggal publikasi: 2026-01-30 21:43:32

วันเวลา 7 วันแห่งความเสียใจได้ผ่านพ้นไปตอนนี้เด็กน้อยทั้งสองต่างกักขังตัวเองอยู่ในห้องไม่ยอมกินและไม่ยอมพบผู้ใดเอาแต่นอนร้องไห้อยู่ภายในนั้น

"อาเหมย อาอี้ พวกเจ้าทั้งสองเปิดประตูให้อาหน่อยได้หรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าเสียใจเรื่องพ่อของเจ้าแต่เจ้าจะทรมานตัวเองเช่นนี้ไม่ได้ถ้าพ่อของเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ได้รับรู้เรื่องนี้คงจะต้องเสียใจมากอย่างแน่นอน "

"ตอนนี้พวกข้ายังไม่หิวเจ้าค่ะ เดี๋ยวถ้าเกิดว่าพวกข้าหิวเมื่อไหร่จะออกไปทานเองเจ้าค่ะท่านอา"

"เช่นนั้นอาจจะไม่บังคับพวกเจ้าแต่ห้ามทรมานตัวเองเด็ดขาดเข้าใจหรือไม่ "

"เจ้าค่ะท่านอา" ผู้นำตระกูลลู่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยอมเดินออกมา

"เป็นเช่นไรบ้างทั้งสองคนยอมกินอะไรหรือไม่ "

"ทั้งสองคนไม่ยอมกินอะไรเลยแต่บอกว่าถ้าหิวเดี๋ยวออกมากินเองข้าก็จนใจไม่รู้จะบังคับยังไงแล้ว "

"ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารจริงๆเหลือกันแค่สองคนคนในตระกูลที่เหลือต่างพากันไปร่วมรบจนตัวตาย "

"เช่นนั้นเราต้องหาวิธีกระตุ้นทำให้เด็กน้อยทั้งสองคนมีกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ "

"แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีเล่าท่านอู่ "

"เด็กน้อยทั้งสองคนเสียคนในตระกูลไปในสงครามข้าว่าพวกเขาต้องอยากแก้แค้นแน่ ถ้าเราเอาเรื่องกองทัพที่อยู่ข้างนอกไปบอกกับพวกเขาพวกเจ้าคิดว่าเขาจะยอมออกมาวางแผนกับพวกเราหรือไม่ "

"แต่ถ้าทำเช่นนั้นมันจะยิ่งไม่ไปกระตุ้นความเสียใจของพวกเขาเลย"

"นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ เมื่อเขาเสียใจมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งอยากจะแก้แค้นมากเท่านั้น และการที่จะแก้แค้นได้ก็คือต้องมีชีวิตอยู่ "

"ความคิดนี้ไม่เลว งั้นพวกเราก็ไปบอกพวกเขาเรื่องนี้กัน "เมื่อผู้นำตระกูลทั้งหมดได้ตกลงกันแล้วก็ได้เดินทางไปที่ห้องของเด็กน้อยทั้งสองคน

"อาเหมย อาอี้ ลุงมีเรื่องสำคัญจะบอกกับพวกเจ้า ตอนนี้ใต้เท้าชิงกับครอบครัวและทหารทั้งหมดถูกตีแตกแล้ว แล้วตอนนี้พวกกองทัพของศัตรูกำลังจะบุกประชิดประตูเมืองพวกเราจะทำเช่นไรกันดีพวกเจ้าลองบอกลุงได้หรือไม่" ผู้นำตระกูลอู่ได้เอ่ยทั้งหมดออกมา

และเป็นไปตามที่ผู้นำตระกูลอู่ได้คาดการณ์เอาไว้ เมื่อเด็กน้อยทั้งสองคนได้ยินเช่นนั้นก็เปิดประตูออกมา

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปเริ่มวางแผนกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ " ชิงอี้ที่อยู่ในอาการอ่อนล้าเต็มทนได้เอ่ยออกมา

"ลุงว่าพวกเจ้าไปกินข้าวกันให้แข็งแรงก่อนแล้วค่อยเริ่มวางแผน เพราะถ้าเจ้าไปทั้งสภาพนี้ข้าไม่ยอม  "

"แต่พวกเราจะรอช้ากันอยู่ไม่ได้ชาวเมืองทั้งหลายต้องมาก่อน "

"แต่ถ้าเจ้าอยู่ในสภาพนี้ชาวเมืองทั้งหมดจะเป็นห่วงเจ้า หรือว่าข้าขอร้องพวกเจ้าทั้งสองคนไปกินข้าวกันก่อน "

"แต่ท่านลุงเจ้าค่ะ"

"อาอี้ไปกินข้าวกับพี่เถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าอยากแก้แค้นเพราะข้าก็อยากแก้แค้นแต่ถ้าเจ้าอยู่ในสภาพนี้คงมีแต่ไปตายเปล่า"

"แต่ท่านพี่"

"อาอี้ เชื่อพี่ไปกินข้าว "

"เจ้าคะ "เมื่อกล่าวจบ 2 คนพี่น้องก็ได้เดินจูงมือกันไปกินข้าวอย่างเร่งด่วน

"งั้นพวกเรามันเริ่มวางแผนกันเลยดีหรือไม่"

"ไปเชิญผู้นำตระกูลและคนในตระกูลใหญ่ทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่" ผู้นำตระกูลอู่ได้เอ่ยบอกกับคนในตระกูลตน

ใช้เวลาไม่นานผู้นำตระกูลแต่ละตระกูลรวมถึงคนในตระกูลก็ได้มารวมตัวกันที่นี่

"ขออภัยที่ต้องเรียกทุกท่านมาเร่งด่วนขนาดนี้"

"ไม่เป็นไรเจ้ามีแผนจะจัดการอย่างไร "

"ข้าขอถามทุกท่าน ไม่ทราบว่าแต่ละตระกูลมีสิ่งใดเหลือหรือไม่ "

"ถามว่ามีเหลือไหมมันก็มีเหลือ แต่จะพอใช้ใช้ได้หรือไม่นั้นพวกข้าก็ไม่อาจบอกได้ "

"ไม่เป็นไรขอแค่มีเหลือพวกเราก็ยังมีความหวังขอรับ แล้วทางตระกูลเว่ยเล่าขอรับไม่ทราบว่ามีกู่หรือสัตว์พิษเหลือหรือไม่ "

"กู่ที่พวกเรามีก็ใช้ไปทั้งหมดแล้วเหลือเพียงแค่สัตว์พิษที่ใช้ประโยชน์ไม่ค่อยได้ไม่กี่ร้อยตัว"

"มันก็มีเหลืออยู่ตัวนึงไม่ใช่หรือขอรับท่านพ่อที่อยู่ที่สุสานตระกูลเว่ยของเราเจ้าตัวนั้นไงขอรับ"

"เจ้าพูดอะไรของเจ้า!!! สัตว์ตัวนั้นแม้แต่บรรพบุรุษของเราที่เป็นผู้สร้างก็ยังไม่สามารถควบคุมมันได้ทำได้เพียงแค่ผนึกมันเอาไว้ ถ้าปลดมันออกจากผนึกเกรงว่าแม้แต่ชาวเมืองทั้งหมดก็คงจะตายด้วยพิษของมัน "

"มันเก่งกาจมากเลยใช่หรือไม่ "

"มันคือราชาของสัตว์พิษทุกชนิดบนโลกใบนี้มันสามารถกลายร่างเป็นสัตว์พิษชนิดใดก็ได้เพราะตอนสร้างมันนั้นบรรพบุรุษได้นำสัตว์มีพิษทุกชนิดที่จะสามารถหาได้นำมาสร้างมัน และไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่สามารถที่จะสังหารมันได้ เพราะพวกเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเคยลองพยายามแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ "

"พาข้าไปหามัน "

"ไม่ได้ถ้าท่านที่เป็นคนนอกตระกูลไปจะตายทันทีเพราะไม่มีวิชาป้องกันพิษ "

"ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้มันคือทางเดียวที่จะทำให้พวกเราชนะได้ "

"แต่มันอันตรายถ้าท่านจะไปข้าขอไปนำมันออกมาเองดีกว่า"

"ข้าในฐานะบุตรของพ่อเมืองถ้าแค่นี้กลัวต่อไปจะดูแลเมืองแห่งนี้ยังไง ท่านลุงเว่ยท่านลองมองดูเถิดว่าตอนนี้มีวิธีใดที่จะสามารถรับมือกับมันได้ถ้าไม่ใช่เจ้าสิ่งนั้น ต่อให้มันจะอันตรายแค่ไหนก็ต้องลอง "

"แต่ท่านไม่ใช่คนของตระกูลเราท่านไม่ได้อาบน้ำพิษหรือดื่มกินพิษท่านจะไปในที่ที่มีพิษรุนแรงขนาดนั้นได้อย่างไร "

"ท่านลุงเว่ยไม่แน่ว่าข้ากับมันอาจจะมีวาสนาต่อกันก็ได้ใครจะไปรู้ เพราะท่านปู่เคยทำนายเอาไว้ว่าข้าจะได้มีสัตว์เลี้ยงเป็นราชาแห่งพิษอาจจะเป็นมันก็ได้ขอรับ"

"แต่มันอันตรายเกินไป "

"เว่ยชาง ให้อาอี้ไปเถอะมันอาจจะเป็นทางเดียวที่จะช่วยเมืองแห่งนี้ได้" เมื่อผู้นำตระกูลเว่ยได้ยินเช่นนั้นก็จนใจที่จะต่อต้านจึงได้นำยาถอนพิษทุกชนิดนำมามอบให้กับชิงอี้

"อาอี้ถ้าเจ้าเข้าไปที่นั่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองโดนพิษให้ดื่มยานี้ทันทีเข้าใจหรือไม่ "

"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเลยดีหรือไม่จะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้ "

"ได้ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเลย"

เมื่อกล่าวจบเว่ยชางก็ได้พาชิงอี้ไปที่สุสานประจำตระกูล เมื่อมาถึงก็ได้นำทางไปยังถ้ำที่ผนึกเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เอาไว้ และในตลอดเส้นทางที่เดิน ชิงอี้ไม่โดนพิษทำร้ายแม้แต่ปลายเส้นผมนั่นทำให้ผู้นำตระกูลเว่ยประหลาดใจเป็นอย่างมาก

เดินทางกันมาได้สักพักนึงก็มาถึงถ้ำสีดำขนาดไม่ใหญ่มากแต่เมื่อเดินเข้าไปข้างในนั้นกลับพบว่าภายในนั้นกว้างมหาศาลเป็นอย่างมาก และบนกำแพงนั้นก็มีแมงมุมและสัตว์มีพิษมากมายไตกันอยู่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

"เจ้าไม่ต้องแปลกใจไปเจ้าพวกนี้คือสิ่งที่เกิดมาจากความชั่วร้ายของมัน แต่ก็ไม่ต้องห่วงเพราะว่าที่นี่ถูกบรรพบุรุษผนึกเอาไว้พวกมันไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้ "

"เจ้าค่ะท่านลุง "เมื่อเดินมาจนถึงสุดทางถ้ำก็ได้พบเข้ากับสิ่งมีชีวิตประหลาดอยู่ภายในกรงขังที่แปะไปด้วยยันมากมาย

"เจ้าอย่าเข้าใกล้มันถ้าเจ้าเผลอมันอาจจะสังหารเจ้าแล้วกินเจ้าได้ "ผู้นำตระกูลเว่ยได้บอกอย่างเป็นห่วงแต่หารู้ไม่ว่าคนที่ตนคุยด้วยนั้นสติไม่อยู่กับตัวแล้ว

"จงสังเวยโลหิตมาแล้วข้าแล้วจะทำให้ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริง "มันได้พยายามสื่อสารกับคนที่เข้ามาตนเพราะมันไม่อยากถูกขังอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว แต่ทุกคนที่เข้ามาไม่มีใครได้ยินเสียงของมันเลย

"เจ้าพูดจริงใช่หรือไม่ถ้าข้ามอบเลือดให้เจ้าเจ้าจะทำตามความปรารถนาของข้าเป็นจริง "

"เจ้าได้ยินในสิ่งที่ข้าพูดอย่างนั้นหรือ ดีประเสริฐยิ่งนัก ใช่ถ้าเจ้ามอบเลือดของเจ้าให้กับข้านั่นคือการทำพันธสัญญาระหว่างเจ้ากับข้าไม่ว่าจะใช้ข้าทำอะไรข้าก็ไม่สามารถขัดคำสั่งเจ้าได้เจ้าตกลงหรือไม่ "

"แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะไม่โกหก "

"นั่นก็ขึ้นอยู่กับตัวของเจ้าเองว่าจะคิดเช่นไร"

"อาอี้เจ้าเป็นอะไรก็ตอบลุงหน่อยได้หรือไม่" ผู้นำตระกูลเว่ยพยายามเรียกเพื่อทำให้อีกฝ่ายเตือนสติ เพราะตอนนี้ไม่สามารถจับตัวของอีกฝ่ายได้เพราะตัวของฝ่ายนั้นร้อนดั่งเปลวเพลิง

"ได้ข้าตกลง แต่เจ้าต้องช่วยข้าแก้แค้นให้ข้าและข้าได้เตรียมอาหารไว้ให้เจ้าข้างนอกแล้ว "

"เจ้าหมายความว่าอย่างไรว่าเจ้าเตรียมอาหารไว้ให้ข้าแล้ว "

"สิ่งมีชีวิตเช่นพวกเจ้าถ้าให้ข้าเดา คงต้องอาศัยดื่มกินเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต แล้วตอนนี้ข้างนอกได้มีทหารของศัตรูอยู่มากมายทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตหลายแสนศพ เจ้าคงจะพอใจ"

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ ข้าขอ บอกเจ้าไว้ตรงนี้เดิมทีถ้าคิดจะหลอกเจ้าเพื่อที่จะดื่มกินเลือดของเจ้าแล้วปล่อยให้ร่างตายตรงนี้ แต่ตอนนี้ข้าคิดใหม่แล้ว จะทำสัญญากับเจ้าจริงๆ"

"ถ้าเช่นนั้นข้าต้องทำอย่างไร"

"ไม่ยากเจ้าแค่เพียงกรีดเลือดที่ฝ่ามือหรือที่ใดก็ได้แล้วเอามาให้ข้าดื่มแล้วเจ้าก็ต้องดื่มเลือดของข้าเช่นกัน แต่การที่จะทำเช่นนี้เจ้าจะต้องทุกข์ทรมานอย่างมหาศาลเจ้าตกลงหรือไม่ "

"ขอแค่ข้าไม่ตายไม่ว่าอะไรข้าก็ทำได้ "

"ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเรามันเริ่มกันเลยข้าและลูกๆของข้าหิวเต็มทีแล้ว ''

"แต่เจ้าต้องตกลงกับข้าก่อนว่าถ้าเจ้าออกไปแล้วจะไม่ทำร้ายคนของฝั่งเราเอง "

"เมื่อทำพันธะกันแล้วข้าก็เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงของเจ้าถ้าเจ้าไม่สั่งข้าก็ไม่สามารถที่จะทำเองได้และเจ้าไม่ต้องห่วงลูกๆของข้าก็จะเชื่อฟังเจ้าเช่นกัน "

"ดีถ้าเช่นนั้นพวกเรามันเริ่มกันเถอะ "

เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้เดินเข้าไปที่กรงเรื่อยๆโดยที่ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใกล้หรือห้ามได้เลย 

"ท่านพ่อพวกเราจะทำอย่างไรกันดี เราเข้าใกล้หรือสัมผัสเขาไม่ได้เลยถ้าเป็นแบบนี้เขาจะต้องตายแน่ๆ"

"พ่อก็หมดหนทางแล้วเหมือนกันแล้วเหตุใดเขาถึงไร้ซึ่งสติเช่นนี้ "

"หรืออาจจะเป็นสิ่งนั้นควบคุมจิตใจเขา"

'' พ่อก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น''

"แล้วเรามีหนทางที่จะช่วยเขาได้หรือไม่"

"ไม่มีทางใดที่จะช่วยได้ แต่พ่อว่าเราไม่ต้องห่วงเขาหรอกเพราะคิดว่ายังไงเขาก็ไม่ตาย เผลอๆอาจจะได้เจ้าตัวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงก็ได้ใครจะไปรู้"

"พ่อหมายความว่ายังไงขอรับ "

"ตามที่บรรพบุรุษผู้สร้างมันขึ้นมาได้จดบันทึกเอาไว้เกี่ยวกับมันก็คือ ถ้ามันสื่อสารกับใครได้แล้วถ้าตกลงทำพันธสัญญาโลหิตกับมันได้มันจะเป็นทาสรับใช้ของคนผู้นั้นไปจนตาย"

"ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าชิงอี้กับมันกำลังจะทำพันธสัญญาโลหิตกันเช่นนั้นเลย"

"พ่อคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น เราอย่าไปกวนพวกเขาเลย "

เมื่อกล่าวจบผู้นำตระกูลเว่ยก็ได้พาคนในตระกูลออกมาจากอาณาเขตของกรงเพื่อที่จะไม่เป็นการรบกวนของร่างบาง

"เจ้าพร้อมแล้วใช่หรือไม่ "

"ข้าพร้อมแล้ว "

เมื่อกล่าวจบร่างบางก็ได้หยิบมีดขึ้นมาแล้ว กรีดไปที่ฝ่ามือพร้อมยื่นเข้าไปข้างในกรง

"หึ หึ หึ แล้วข้าจะไม่ทำให้เจ้าเสียใจที่เจ้าเลือกข้า" เมื่อกล่าวจบสิ่งมีชีวิตตนนั้นก็ได้กลายเป็นหนอนสีทองพร้อมทั้งกระโดดขึ้นไปที่ฝ่ามือเพื่อดื่มเลือดหนอนสีทองดื่มเลือดไปสักพักก็ได้หยุดแล้วกลายเป็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือตัวอะไรแล้วได้ทำการรีดเลือดออกมา

"ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ตรงนี้ถ้าเจ้าดื่มเลือดของข้าเข้าไปแล้วเจ้าจะเจ็บปวดทุกข์ทรมานเป็นอย่างมากเจ้าพร้อมหรือไม่"

"เรื่องราวมาถึงขนาดนี้แล้วจะไม่พร้อมได้ยังไง "

เมื่อกล่าวจบชิงอี้ ก็ได้ดื่มเลือดที่อยู่ตรงหน้าของตนทันทีแล้วทันใดนั้นภายในร่างกับรู้สึกเหมือนมีสิ่งมีชีวิตนับล้านตัววิ่งอยู่ภายใน

"อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก "

ชิงอี้นางได้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานแล้วดิ้นไปมาราวกับกำลังจะตายแล้ว.........................

เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปโปรดติดตามตอนตอบไป

เป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับถ้าสนุกก็ขอฝาก comment เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับขอบคุณครับ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 12 เริ่มต้นการแก้แค้น

    ตักกลับมาทางสองพี่น้องที่ในตอนนี้กำลังเดินทางไปที่ตำหนักของฮองเฮา "อี้เอ๋อเจ้ากำลังวางแผนจะทำสิ่งใด "เมื่อเดินมาใกล้ถึงตำหนักของฮองเฮาชิงเหมยก็ได้เอ่ยถาม"ข้าหาได้วางแผนสิ่งใดไม่ ข้าก็แค่จะทำหน้าที่ของลูกสะใภ้ที่ดีก็เท่านั้นท่านพี่อย่าคิดมาก"ชิงอี้ได้เอ่ยตอบกลับพี่สาวของตนเช่นนั้นแต่พี่สาวของนางนั้นหาได้เชื่อไม่ "ท่านพี่ท่านไม่ต้องห่วงไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน ""พี่ไม่ได้กลัวเดือดร้อนแต่พี่แค่เป็นห่วงเจ้าพวกเราเหลือกับเพียงแค่นี้ถ้าเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วพี่จะอยู่อย่างไร ""ท่านพี่ไม่ต้องกลัวข้าจะไม่เป็นอะไร ข้าจะอยู่กับท่านไปจนแก่เฒ่า ท่านพี่ท่านอย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นสิข้ายอมบอกแล้วก็ได้แผนของข้าก็คือ......."และหลังจากนั้นชิงอี้ก็ได้เล่าแผนการทั้งหมดให้พี่สาวของตนฟังทันที "เจ้ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าแผนการนี้จะบรรลุด้วยดีโดยไม่มีข้อผิดพลาด ""ข้ามั่นใจมากเพราะหลักฐานทั้งหมดถ้ามีครบแล้วท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง" เมื่อกล่าวจบทั้งคู่ก็เดินเข้ามายังภายในของตำหนักฮองเฮาแล้ว "ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ" เมื่อเข้ามาถึงภายในพวกนางก็ทำการคารวะ "ข้าบอกพวกเจ้าว่า

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 11 พูดคุยกับเหล่าสนม

    "ท่านพี่ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ" ชิงอี้ที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วนั้นได้เดินมาปลุกพี่สาวของตนที่ยังหลับไม่ตื่น "อื้มมม อาอี้พี่ขอนอนต่ออีกหน่อยได้หรือไม่ ""ท่านพี่ข้ารู้ว่าเมื่อคืนท่านเหนื่อยกับหลี่หยางทั้งคืนแต่ท่านจะไปพบกับเหล่าบรรดาเมียๆของหลี่หยางช้ากว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวพวกนางจะนำท่านไปนินทาว่าร้ายได้ ลู่ถิง ลู่จิน พวกเจ้ามาช่วยข้าประคองท่านพี่ไปอาบน้ำได้แล้ว เจิงลู่เจ้าไปเรียกคนมาเปลี่ยนที่นอนของท่านพี่และไปบอกบรรดาเมียทั้งหลายของหวงไท่จื่อไปรอที่ศาลาสระบัว "เมื่อหันไปสั่งเสร็จนางก็หันมาประคองพี่สาวของตนไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า "อาอี้พี่ตื่นแล้วพี่อาบเองได้ออกไปเถอะ" เมื่อกำลังถูกน้องสาวของตนถอดเสื้อผ้านางก็มีสติขึ้นมาแล้วรีบไล่น้องออกไปด้วยความเขินอาย "ท่านพี่ท่านจะอายข้าทำไมพวกเราโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเห็นของกันมาหมดแล้ว รีบอาบเถอะเดี๋ยวจะไปไม่ทัน" เมื่อกล่าวจบนางก็ถอดเสื้อผ้าของพี่สาวตนจนเสร็จแล้วทำการอาบน้ำให้ส่วนชิงเหมยแม้จะเขินอายแค่ไหนก็ไม่อาจขัดขืนน้องตัวเองได้จึงยอมอยู่เฉยๆให้น้องตัวเองจับอาบน้ำแต่งตัวราวกับเป็นเด็ก ทางด้านของเจิงลู่เมื่อได้รับคำ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 10 พิธีแต่งงาน

    หลังจากนี้จะเปลี่ยนจากรัชทายาทเป็นหวงไท่จื่อแทนนะครับและขอเปลี่ยนจากชายาเอกและชายยารองเป็นหวงไท่จื่อเฟยและหวงไท่จื่อผินแทนนะครับ"ฝ่าบาทเมตตาด้วยพะย่ะค่ะ พวกเขาถูกบังคับพะย่ะค่ะ" เหล่าแม่ทัพที่เห็นด้วยในตอนแรกรีบกับลำทันที "ลากออกไปโบย 50 ไม้พร้อมปลดออกจากตำแหน่งและยึดทรัพย์ทั้งหมดแล้วนำไปไปตัดลิ้นแล้วส่งตัวไปเป็นทาสอยู่ที่ชายแดน "ฮ่องเต้ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเยือกเย็น"ฝ่าบาทได้โปรดเมตตาด้วยพะย่ะค่ะ ท่านหญิงทั้งสองได้โปรดอภัยด้วยขอรับ "เหล่าแม่ทัพทั้งหลายได้ขอร้องอ้อนวอนอย่างหน้าสมเพช "ข้าก็อยากจะช่วยแต่นี่เป็นบัญชาของฝ่าบาทคงช่วยพวกท่านไม่ได้ "ชิงอี้นางได้แสดงว่ากำลังเสียใจที่ช่วยไม่ได้และทุกคนก็หลงเชื่อว่านางกำลังเสียใจอยู่จริงแต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ดูออกนั้นก็คือพี่สาวของนาง "เหตุใดเจ้าถึงอยากช่วยพวกเขาทั้งๆทีพวกเขาเพิ่งจะใส่ร้ายเจ้า "ฮ่องเต้ได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย และนั้นก็เข้าแผนการของนางที่วางเอาไว้"กราบทูลฝ่าบาทเพคะหม่อมฉันเพียงแค่คิดว่าพวกเขาเหล่านี้จงรักภักดีต่อบ้านเมืองมากแม้ว่าพวกเขาจะว่าร้ายพวกเราสองคนพี่น้องยังไงก็ไม่ควรที่จะโดนลงโทษหนักถึงเพียงนี้เพคะ"นางได

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 9 พลังของสตรี

    เมื่อกล่าวจบทุกคนก็เดินออกไปขึ้นม้าที่เตรียมเอาไว้ทันทีแล้วควบไปที่ประตูเมือง และเมื่อมาปิดประตูเมืองพวกนางก็ขึ้นไปบนกำแพงเมืองทันที่ "ท่านพี่ท่านนั่งบรรเลงเพลงอยู่บนนี้ให้สบายใจเถอะเดี๋ยวพวกข้าจะลงไปจัดการพวกที่อยู่ข้างล่างเอง" เมื่อขึ้นมาบนกำแพงชิงอี้ก็จัดที่ให้พี่สาวของตนนั่งในการดีดฉิน "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอกเจ้าเป็นห่วงตัวเจ้าเองเถอะ ลงไปต่อสู้ข้างล่างก็อย่าบาดเจ็บละพี่เป็นห่วงรู้ไหม "ชิงเหมยได้จับมือน้องสาวของตนเองแล้วเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง "ข้าสัญญาข้าจะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอนท่านพี่ "เมื่อกล่าวจบชิงอี้ก็ได้ถือง้าวแล้วกระโดดลงจากกำแพงทันทีและเมื่อเหล่าบริวารได้เห็นเช่นนั้นก็ถืออาวุธประจำตัวของตัวเองแล้วก็โดดตาม และนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่บนนั้นตกใจเป็นอย่างมากเพราะกำแพงนี้มีความสูงมากกว่าหนึ่งจั้งหากตกลงไปในความสูงขนาดนี้ไม่ตายก็พิการ จนพวกเขาทั้งหมดต้องรีบวิ่งไปดูว่าเป็นอย่างไรบ้างแต่ก็พบว่าทั้งหมดที่กระโดดลงไปนั้นไม่มีใครเป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวนั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ส่วนชิงเหมยที่ได้เห็นว่าน้องสาวและบริวารได้ลงไปแล้วนั้นนางก็เริ่มบรรเลงเพลงทันที

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 8 ออกรบร่วมกัน

    "แล้วเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรรัชทายาท ฮ่องเต้ได้หันมาถามบุตรชายของตน ""ลูกจะขอนำทัพไปครั้งนี้เองขอรับท่านพ่อเพื่อให้ปวงประชาได้เห็นว่าลูกนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทขอรับ "รัชทายาทหลี่หยางเอ่ยเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ "ดี ถ้าเช่นนั้นรัชทายาทจงนำทัพไปช่วยเหลือแม่ทัพบูรพาต้านทานศัตรูจงนำทหารไป 200,000 นายเพื่อร่วมรบในครั้งนี้" ฮ่องเต้ได้ประกาศออกมาเสียงดังทำให้ทุกคนก็รู้สึกมีกำลังใจไปด้วย "ฝ่าบาทเพคะพวกเราทั้งสองขอร่วมรบในครั้งนี้ด้วยเพคะ" เมื่อฮ่องเต้กล่าวจบชิงเหมยกับชิงอี้ก็ได้ลุกขึ้นมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพร้อมทั้งเอ่ยจุดประสงค์ของนางทันที"แม่นางน้อยทั้งสองนี่คือสนามรบไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะให้คนอย่างพวกเจ้าไปวิ่งเล่นได้" หานเฟยที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยตำหนิออกมาด้วยความหวาดกลัวเพราะไม่อยากให้ทั้งสองคนไปเข้าร่วมรบเพราะว่าตนนั้นได้รับรู้มาจากสายของตนว่าทั้งสองคนนี้เก่งกาจเพียงใด"ขอบพระทัยหานเฟยที่ทรงเป็นห่วงพวกเราเพคะ แต่พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะพวกเราทั้งสองนั้นล้วนแล้วแต่เคยผ่านสงครามมาก่อนรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรในสงครามขนาดกองทัพของแคว้นอู่ตี้ที่มีมากกว่า 3 แสนนายพวกเราก็เอาช

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 7 เรียนรู้วังหลัง

    ( ยังไม่ได้แก้คำผิด)"เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ขอรับท่านพ่อเหตุใดท่านถึงดูดีใจขนาดนี้" หลังจากที่ขุนนางทั้งหลายออกไปทั้งหมดแล้วรัชทายาทหลี่หยางก็เอ่ยถามผู้เป็นบิดาทันที "เดี๋ยวข้าจะเล่าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ให้เจ้าฟัง ตอนเริ่มก่อสร้างราชวงศ์นี้มีคนร่วมก่อสร้างด้วยกันก็คือ 2 ตระกูลตระกูลแรกก็คือตระกูล อู่ลู่ซินหยาง ของพวกเราส่วนอีกตระกูลก็คือ อูลาเร่อปา ทั้งสองตระกูลนี้ล้วนผูกมิตรกันมาตั้งแต่อดีตกาลจนก่อตั้งเป็นราชวงศ์ขึ้นมาชื่อของราชวงศ์นั้นแต่เดิมคือ อู่ลู่อู ความสัมพันธ์ของ 2 ตระกูลนี้ก็ดีกันมาตลอดจนมาถึงสมัยของฮ่องเต้ที่เป็นปู่ของพ่อหรือเป็นทวดของเจ้านั้นเขาได้กลัวว่าอูลาเร่อปามีอำนาจมากกว่าตระกูลของตน เขาก็เลยหาเรื่องจนทำให้ตระกูลนี้ถูกกวาดล้างจนต้องระเห็จระเหิดหายไปไกล แล้วก็เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นราชวงศ์ อู่ลู่ แต่ฮองเฮาในสมัยนั้นก็เป็นคนจากตระกูลอูลาเร่อปาซึ่งฮ่องเต้ก็รักฮองเฮาเป็นอย่างมากตัดสินใจที่จะประหารไม่ได้เลยประหารองค์ชายองค์หญิงที่เกิดมาจากฮองเฮาทั้งหมดแต่ก็ปล่อยให้ฮองเฮามีชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียลูกทั้งหมดไปนั่นจึงทำให้พระนางรวบรวมขุนนางและสนับสนุนเสด็จพ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 6 เข้าเมืองหลวง

    "พวกเจ้าจะเข้าเมืองหลวงกันเมื่อไหร่ข้าจะได้สั่งคนให้เตรียมตัว"หลังจากที่ทั้ง 3 ได้ทำสัญญากันเรียบร้อยแล้วนั้นรัชทายาทก็ได้ถามทั้งคู่ทันทีว่าจะเดินทางเข้าเมืองหลวงกันเมื่อไหร่ "พวกเราจัดการเรื่องทางนี้เสร็จแล้วแล้วแต่ท่านว่าจะเดินทางกันเมื่อไหร่ตอนนี้พวกข้าพร้อมแล้ว "ชิงเหมยนางได้กล่าวออกมา "ถ้าอ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 5 จัดการตระกูลลู่

    "อาอี้หลานมาทำอะไรอยู่ตรงนี้" ผู้นำตระกูลลู่แม้จะตกใจเพียงใดเขาก็พยายามควบคุมน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติ"ลู่อู่เซิน เจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว ข้ารู้ทั้งหมดแล้วว่าเจ้าทรยศ "ชิงอี้นางได้เอ่ยตอบกลับ "หลานพูดเรื่องอะไรลุงคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด "ผู้นำตระกูลู่นั้นเขาก็ยังพูดออกมาเหมือนเดิมว่าตนไม่

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 4 แรกพบ

    (ยังไม่ได้แก้คำผิด)ตัดกับไปทางรัชทายาทที่ในตอนนี้เขาอยู่ที่ช่องเหวกำลังสั่งให้ทหารขนหินออก "เกิดอะไรขึ้นทำไมมีชุดเกราะกับกระบี่เยอะขนาดนี้" นายทหารคนหนึ่งได้เอ่ยออกมาอย่างสงสัย "เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ" รองแม่ทัพคนหนึ่งที่เดินตรวจงานได้เอ่ยถามนายทหารที่พูดออกมา "คารวะท่านรองแม่ทัพเจ๋อขอรับ พว

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 3 จัดการเรื่องราวทั้งหมด

    (ยังไม่ได้แก้คำผิด)หลังจากที่ชิงอี้ได้รับรู้แล้วว่ามีผู้ใดบ้างที่คิดทรยศร่วมมือกันกับกองทัพศัตรูนางก็ได้จดบันทึกชื่อของคนเหล่านั้นไว้ในส่วนลึกของจิตใจ"ข้าบอกเจ้าไปแล้วทีนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้ว ""ได้เจ้ามีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่ ""ไม่มีเจ้ารีบลงมือเถอะข้าอยากไปอยู่กับชิง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status