Share

บทที่ 6 เข้าเมืองหลวง

last update Tanggal publikasi: 2026-02-03 21:18:26

"พวกเจ้าจะเข้าเมืองหลวงกันเมื่อไหร่ข้าจะได้สั่งคนให้เตรียมตัว"

หลังจากที่ทั้ง 3 ได้ทำสัญญากันเรียบร้อยแล้วนั้นรัชทายาทก็ได้ถามทั้งคู่ทันทีว่าจะเดินทางเข้าเมืองหลวงกันเมื่อไหร่

"พวกเราจัดการเรื่องทางนี้เสร็จแล้วแล้วแต่ท่านว่าจะเดินทางกันเมื่อไหร่ตอนนี้พวกข้าพร้อมแล้ว "ชิงเหมยนางได้กล่าวออกมา

"ถ้าอย่างนั้นก็เดินทางวันนี้เลยก็แล้วกันจะได้รีบวางแผนว่าจะทำอย่างไรกับแคว้นอู่ตี้ดี "หลังจากที่รัชทายาทมั่นใจแล้วว่าคนทั้งคู่นั้นสามารถเชื่อถือได้เขาก็ไม่คิดปิดบัง

"แล้วแต่ท่านเห็นสมควรของข้าเก็บเสร็จทั้งหมดแล้วตัวข้าและน้องก็พร้อมเสมอ "

"ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็นำทหารไปที่จวนของพวกเจ้าเพื่อขนของของพวกเจ้า เดี๋ยวข้าจะเร่งเก็บกระโจมทั้งหมดแล้วรีบเดินทาง"

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราขอตัว "เมื่อกล่าวจบสองพี่น้องก็เดินออกไปด้านนอกทันทีแล้วเรียกเหล่าทหารพร้อมรถม้า 3 คันไปที่จวนตระกูลอูลาเร่อปาเพื่อที่จะขนของทั้งหมดที่เก็บไปเมืองหลวง

"อู่ซูเจ้าจงไปตามผู้นำตระกูลทั้งหมดมารวมตัวกันที่หอประชุมข้ามีเรื่องสำคัญที่จะแจ้งให้กับพวกเขาทั้งหมด "ชิงอี้นางได้บอกกับองครักษ์ที่พ่อนางทิ้งเอาไว้ให้ไปตามเหล่าผู้นำตระกูลมา

และเมื่อองครักษ์ได้ยินเช่นนั้นเขาก็ไปตามคำสั่งของผู้เป็นนายทันที จนเวลาผ่านไปได้สักพักผู้นำตระกูลทั้ง 4 ก็มารวมตัวกันอยู่ที่หอประชุมกลางเมือง

"ชิงอี้หลานเรียกรวมตัวพวกเราด่วนเช่นนี้มีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ "

"วันนี้ข้าและพี่สาวจะเดินทางไปเมืองหลวงกับองค์รัชทายาทและคิดว่าการไปครั้งนี้คงจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยจะขอแต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่"

หลังจากสิ้นเสียงนั้นของชิงอี้ภายในหอประชุมแห่งนี้ก็ตกอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียดทันที

"แล้วหลานคิดที่จะให้ใครเป็นเจ้าเมืองคนต่อไป" ผู้นำตระกูลอู่ได้เอ่ยถามออกมา

"ตอนที่ท่านพ่อได้มอบตราเจ้าเมืองให้กับข้าท่านได้สั่งเสียเอาไว้ว่าถ้าหากว่าข้าไม่ได้เป็นเจ้าเมืองก็ขอมอบตำแหน่งนี้ให้กับผู้นำตระกูลลู่ แล้วพวกท่านทั้งหลายคิดเห็นเช่นไร "ชิงอี้นางได้เอ่ยโกหกออกไป

เมื่อผู้นำตระกูลทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันคิดว่ามันดีแล้วเพราะผู้นำตระกูลู่นั้นประพฤติดีในสายตาของพวกเขามาตลอด

"งั้นก็เอาตามที่อดีตท่านเจ้าเมืองได้สั่งเสียเอาไว้พวกเราไม่ขัด" เมื่อผู้นำตระกูลทั้ง 3 ได้ปรึกษากันเรียบร้อยแล้วเขาก็เอ่ยออกมา

"ข้าขอขอบคุณทุกท่านทั้งหลายที่ไว้ใจในตัวข้าให้เป็นเจ้าเมือง ข้าจะไม่ทำให้ทุกท่านต้องผิดหวัง "ผู้นำตระกูลลู่หลังจากที่นั่งเงียบฟังทุกคนพูดคุยกันเขาก็ได้เอ่ยขอบคุณออกมา

"ถ้าอย่างนั้นขอเชิญผู้นำตระกูลลู่มายืนอยู่ที่กลางหอประชุมแล้วเอ่ยคำสาบานต่อหน้าองค์เทพ เฉิงหวงเสิน*¹ ที่เป็นผู้พิทักษ์รักษาเมืองว่าจะดูแลปกป้องเมืองนี้ด้วยชีวิตของผู้เป็นเจ้าเมือง "

เมื่อผู้นำตระกูลลู่ได้ยินเช่นนั้นเขาก็เดินออกมาคุกเข่าที่หน้ารูปปั้นขององค์เทพทันทีแล้วเอ่ยคำปฏิญาณตามกฎของเจ้าเมืองทุกอย่างพร้อมทั้งกรีดฝ่ามือหยดเลือดสาบาน

เมื่อชิงอี้ได้เห็นเช่นนั้นนางก็เดินถือตราสัญลักษณ์ของเจ้าเมืองไปมอบให้กับผู้นำตระกูลลู่

และเมื่อผู้นำตระกูลลู่ได้รับตราสัญลักษณ์ของเจ้าเมืองเขาก็นำมันมาวางไว้ที่ศีรษะพร้อมเอ่ยคําปฏิญาณตนอีกครั้ง

และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีต่างๆทางแต่ละตระกูลที่มาเข้าร่วมก็ประกาศออกไปว่าเจ้าเมืองคนใหม่แห่งชิงชิวก็คือผู้นำตระกูลลู่ ลู่อู่เซิน

"ชิงอี้เจ้ากับพี่สาวของเจ้านั้นไปเมืองหลวงเพียงลำพังลุงเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ให้บุตรสาวของลุงไปอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่เมืองหลวงดีหรือไม่" ลู่อู่เซินที่ถูกชิงอี้ควบคุมเรียบร้อยแล้วเขาได้เอ่ยออกมาตามสิ่งที่ชิงอี้ได้บอกเอาไว้

"ทำเช่นนั้นมันจะดีหรือท่านก็มีบุตรสาวเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ''

"ดีแล้วลุงนั้นก็ยังมีลูกชายอีกหลายคนอยู่ด้วยไม่เหงาหรอกแต่พวกเจ้านี้สิไปอยู่ที่เมืองหลวงแค่ 2 คนพี่น้องลุงเป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก "

"ถ้าท่านลุงคิดว่าดีข้าก็ไม่ปฏิเสธ" เมื่อชิงอี้ได้กล่าวออกมาเช่นนั้นผู้นำตระกูลลู่ก็ได้เรียกบุตรสาวของตนทั้ง 3 มาทันที

"คารวะท่านพ่อคารวะทุกๆท่านเจ้าค่ะ "เมื่อทั้ง 3 คนมาถึงก็ทำการคารวะทุกคนทันที

"ท่านพ่อเรียกพวกเรามามีเรื่องอะไรที่จะให้พวกเรารับใช้หรือเจ้าคะ "

"พ่อจะให้เจ้าตามไปรับใช้ชิงเหมยกับชิงอี้ที่เมืองหลวงพวกเจ้าจะว่าอย่างไร "

"พวกเราแล้วแต่ท่านพ่อเลยเจ้าค่ะ "

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีพวกเจ้าจงรีบกลับบ้านไปเตรียมข้าวของเพราะเดี๋ยวพวกเขาจะเดินทางกันแล้ววันนี้ "

"เจ้าค่ะท่านพ่อ "เมื่อกล่าวจบพวกนางก็เร่งเดินทางกลับบ้านทันทีแล้วใช้เวลาเก็บข้าวของไม่นานก็มายืนรออยู่ที่หน้าจวนตระกูลอูลาเร่อปา

และเหล่าชาวบ้านเมื่อรู้ว่าพวกนางจะเดินทางไปเมืองหลวงก็มายืนรอที่หน้าประตูจวนเพื่อจะส่งพวกเขา

และเมื่อพวกได้เห็นเช่นนั้นพวกเขาก็ยิ้มแล้วเอ่ยขอบคุณกับทุกคนที่มาส่งแล้วนั่งรถม้าออกไปที่นอกเมืองเพื่อที่จะไปเดินทางร่วมกับรัชทายาท

ทางด้านรัชทายาทนั้นหลังจากที่แยกจากสองพี่น้องตระกูลอูลาเร่อปาเขาก็สั่งให้ทหารทุกนายเก็บข้าวของเตรียมกลับเมืองหลวงเพื่อประชุมว่าจะจัดการเรื่องแคว้นอู่ตี้อย่างไรดี  โดยเวลาผ่านไปได้ 1 ชั่วยามทุกอย่างก็เสร็จสิ้นพร้อมกับ 2 พี่น้องตระกูลอูลาเร่อปาก็เดินทางมาถึงพอดี

"ถวายบังคมองค์รัชทายาทเพคะ" เมื่อมาถึงทั้งสองคนก็ทำการคารวะรัชทายาททันที

"ไม่ต้องมากพิธี แล้วนี่พวกเจ้าจัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ"

"เรียบร้อยแล้วเพคะ"

"ดี ถ้าอย่างนั้นก็เร่งออกเดินทางกันเลยเพื่อไม่ให้เสียเวลา เหล่าทหารทั้งหลายถ้าหากพวกเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินทางได้เลยเดี๋ยวข้ากับเหล่าแม่ทัพจะเดินทางล่วงหน้ากันไปก่อน "

"พะยะค่ะองค์รัชทายาท!!!" เหล่าทหารทั้งหลายตะโกนออกมาเสียงดังพร้อมทำความคารวะแล้วเร่งหันไปเก็บข้าวของที่ยังไม่เสร็จทันที

"ส่วนพวกเจ้าก็นั่งรถม้าไปกับข้าเลยก็แล้วกันจะได้พูดคุยปรึกษากันด้วย" เมื่อหันไปบอกเหล่าทหารเรียบร้อยแล้วก็ได้หันกลับมาคุยกับทั้งคู่

"เพคะ" ชิงเหมยนางได้ตอบกลับอย่างนอบน้อมส่วนชิงอี้นางก็ยืนนิ่งๆไม่พูดไม่จาอะไร แล้วทั้งคู่ก็เดินขึ้นรถมาไปพร้อมกับรัชทายาท

"ในความคิดของพวกเจ้าพวกเจ้าว่าจะจัดการแคว้นอู่ตี้อย่างไรดี" เมื่อขึ้นมานั่งบนรถม้าแล้วจัดทุกอย่างเสร็จสิ้นรัชทายาทก็ได้เอ่ยถามขึ้นมาทันที

"ก่อนที่จะพูดคุยปรึกษากันข้าว่าเราควรเปิดใจต่อกันดีกว่าเพราะตั้งแต่เจ้าเข้ามาในชีวิตของพวกเราพวกเรายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลย" ชิงอี้นางได้เอ่ยออกมา

"ขอโทษด้วยข้าลืมแนะนำตัวข้ามีนามว่า หลี่หยาง แซ่ของข้าก็คือ อู่ลู่ซินหยาง ทีนี้ข้าเข้าเรื่องสำคัญได้หรือยัง "รัชทายาทหลี่หยางได้เอ่ยออกมาราวกับว่ากำลังจะประชด

"เชิญองค์รัชทายาทกล่าวออกมาได้เลยเจ้าค่ะ "ชิงเหมยที่เห็นว่าท่าทางเริ่มไม่ดีแล้วก็ได้เอ่ยออกมา

"ข้าอยากจะรู้ว่าในความคิดของพวกเจ้าจะจัดการแคว้นอู่ตี้อย่างไรดี เพราะตอนนี้จักรพรรดิของแคว้นก็ถูกสังหารไปแล้วตราบัญชากองทัพก็อยู่ในมือของข้าพร้อมทั้งตราประทับฮ่องเต้ก็อยู่ในมือของข้าเช่นกัน "

"เรื่องนี้ก็ไม่ยากก็เพียงแค่รวมทั้งสองแคว้นเข้าด้วยกันแค่นั้นเองเรื่องง่ายๆ" ชิงอี้นางเอ่ยความคิดของตนออกมา

"อี้เอ๋อทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกถ้าหากว่ารวม 2 แคว้นเข้าด้วยกันสมดุลมันก็จะหายไป เจ้าอย่าลืมสิว่าแผ่นดินเรามีทั้งหมด 7 แคว้นถ้าหาก 2 ใน 7 รวมเป็นแคว้นเดียวแคว้นอื่นๆอาจจะระแวงจนรวมตัวกันแล้วบุกโจมตีพวกเราขึ้นมาพวกเราจะตั้งรับไว้ไม่อยู่ "

"นั่นสิเป็นอย่างที่เจ้าว่า แล้วแคว้นของข้ากับแคว้นอู่ตี้นั้นล้วนแล้วเป็นแคว้นใหญ่ทั้งคู่ถ้าหากรวมเข้าด้วยกันมันก็จะยิ่งใหญ่จนทำให้แคว้นอื่นๆระแวงจนอาจจะร่วมมือกันแล้วโจมตีเราได้ ข้าถึงต้องมานั่งคิดหาทางออกกับพวกเจ้าอย่างไรเล่าเพื่อที่จะได้ไปเสนอเสด็จพ่อแล้วจัดการทีเดียว"

"ถ้าอย่างนั้นให้เจ้าแต่งตั้งองค์ชายสักคนนึงที่เจ้าไว้ใจได้ไปเป็นอ๋องปกครองแคว้นนั้นเป็นอย่างไรเล่าแล้วให้ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อแคว้นให้เป็นชื่อเดียวกับราชวงศ์ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไร" หลังจากที่คิดไปได้สักพักชิงอี้นางก็ได้เอ่ยความคิดที่น่าจะเป็นไปได้และดีที่สุดสำหรับตอนนี้ออกมา

และนั่นก็ทำให้รัชทายาทหลี่หยางนิ่งคิดทันทีเพราะสิ่งที่ชิงอี้พูดก็มีเหตุผล แต่ถ้าหากก่อตั้งราชวงศ์ใหม่มันจะไม่มีผลกระทบกับแคว้นของตนอย่างนั้นหรือ

"ท่านคงกังวลว่าถ้าหากองค์ชายที่ท่านส่งไปก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ท่านกลัวจะมีปัญหาเรื่องที่อีกฝ่ายจะกระหายอำนาจแล้วบุกมาโจมตีแคว้นของท่านใช่หรือไม่ "ชิงเหมยที่เห็นอีกฝ่ายนั่งนิ่งคิดไม่ตกนางก็ได้เอ่ยออกมา

"ใช่ข้ากลัวว่าถ้าหากส่งไปแล้วแล้วเกิดอยากจะล้มล้างราชวงศ์ดั้งเดิมของตนขึ้นมามันจะเป็นปัญหาที่ยุ่งยาก"

"ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาหรือไม่ "

"พี่น้องร่วมมารดาข้ามีอยู่สามคนเป็นองค์ชาย สองแล้วองค์หญิงอีกหนึ่งเจ้าถามทำไมหรือ"

"แล้วน้องชายแต่ละคนของท่านนั้นท่านเชื่อใจและไว้ใจพวกเขาหรือไม่ "

"แน่นอนอยู่แล้วเพราะน้องแต่ละคนของข้านั้นล้วนแล้วเติบโตมาพร้อมกันกับข้า "

"งั้นข้าขอถามท่านอีกอย่างนึงตระกูลฝั่งมารดาของท่านนั้นสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร"

"ฝั่งมารดาของข้าเป็นมาไม่แน่ชัดแต่ไม่มีขุนนางอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน "

"ถ้าอย่างนั้นหากก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ก็ให้ใช้แซ่ขึ้นต้นของมารดาและแซ่ขึ้นต้นของบิดาท่านมันรวมกันถือเป็นราชวงศ์ใหม่และชื่อแคว้นใหม่ ส่วนแซ่ของคนในราชวงศ์นั้นก็ให้ใช้แซ่เดิม ท่านคิดเห็นอย่างไร" หลังจากที่ฟังมานานชิงอี้ก็ได้สรุปเรื่องราวที่ทั้งหมดคุยกัน

"เป็นความคิดที่ดีมากถ้าอย่างนั้นถ้าหากเดินทางกลับไปถึงวังหลวงเมื่อไหร่ถ้าจะรีบประชุมกับเสด็จพ่อเรื่องนี้ทันที ข้าคิดไม่ผิดจริงๆที่ร่วมมือกับพวกเจ้าทั้งสอง "รัชทายาทหลี่หยางได้กล่าวออกมาอย่างมีความสุขส่วนสองพี่น้องตระกูลอูลาเร่อปาก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยสิ่งใดออกมาทำเพียงแค่นั่งอยากสงบแล้วมองบรรยากาศรอบนอก

คณะเดินทางของรัชทายาทใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 14 วันพวกเขาก็มาถึงเมืองหลวงของแคว้นอู่ลู่อย่างปลอดภัยโดยที่ไม่เสียทหารไปแม้แต่คนเดียวนั่นทำให้เหล่าชาวบ้านออกมาแสดงความยินดีกันอย่างท่วมท้นตลอดเส้นทาง แล้วพวกเขาก็นั่งรถม้ากันไปเรื่อยๆจนมาจอดอยู่ที่หน้าประตูวัง

"พวกเจ้าเตรียมตัวพร้อมแล้วใช่หรือไม่หลังจากนี้พวกเราจะเข้าสู่ท้องพระโรงเพื่อเข้าพบฮ่องเต้กับเหล่าขุนนางทั้งหลายกันแล้ว "

พวกเราทั้งสองพร้อมแล้วท่านนำทางเถิด ชิงเหมยที่ในตอนนี้ได้สวมใส่อาภรณ์สีชมพูอ่อนตัดด้วยสีแดงนั่นทำให้นางงดงามราวกับบุปผาในยามเช้า ส่วนชิงอี้นั้นนางได้สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มแล้วตัดด้วยสีทองนั่นทำให้นางดูงดงามและลึกลับราวกับมหาสมุทรในยามราตรี แล้วทั้งคู่นั้นก็ได้ใส่เครื่องประดับงดงามราวกับสตรีชั้นสูงในวัง

เมื่อรัชทายาทได้ยินเช่นนั้นเขาก็พาทั้งคู่เดินเข้าไปยังท้องพระโรงที่ใช้ประชุมทันที

และเมื่อพวกเขาทั้งสามมาถึงหน้าประตูทางเข้าของท้องพระโรงเหล่าทหารเฝ้าประตูก็วิ่งเข้าไปรายงานด้านในทันทีว่าในยามนี้รัชทายาทกลับมาถึงแล้ว ในเมื่อรายงานเสร็จทหารยามก็ได้วิ่งออกมาเชิญทั้งสามเข้าพบทันที

"ถวายบังคมฝ่าบาทขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆปี "เมื่อทั้งสามเข้ามาถึงก็ทำการคุกเข่าคารวะโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแคว้นทันที

"เอาล่ะไม่ต้องมากพิธีรีบลุกขึ้นแล้วไปนั่งที่ได้แล้วแล้วรีบเล่าให้พ่อฟังว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร"

เมื่อพวกเขาทำการคารวะเสร็จฮ่องเต้ก็เอ่ยกับรัชทายาททันที และเมื่อรัชทายาทได้ยินเช่นนั้นก็เดินไปนั่งที่พร้อมทั้งพาคนทั้งคู่ไปนั่งข้างๆกันด้วย นั้นทำให้ขุนนางทั้งหลายสงสัยเป็นอย่างมากว่าสาวงามทั้งสองนั้นเป็นผู้ใด

และเมื่อรัชทายาทเขาได้นั่งประจำตำแหน่งแล้วเขาก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ตนรู้มาให้เสด็จพ่อของคนฟังแล้วบางเรื่องก็ให้สองพี่น้องช่วยเล่าในเรื่องที่เขาไม่รู้ทั้งหมด เมื่อฮ่องเต้ได้ฟังเช่นนั้นเขาก็นิ่งคิดทันทีว่าแรงจูงใจใดทำไมฮ่องเต้ของแคว้นอู่ตี้ถึงยกทัพมาตี

"กราบทูลฝ่าบาทกระหม่อมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีคนในร่วมมือกับแคว้นอู่ตี้เพื่อที่จะทำลายแคว้นของเราอย่างแน่นอนพะยะค่ะ" อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาได้เอ่ยความคิดของตนออกมาทันทีหลังจากฟังจบ

"กระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะรู้ได้อย่างไรว่าทางลับที่จะเข้าเมืองชิงชิวนั้นอยู่ทางใดและจดหมายที่ทางเจ้าเมืองนั้นส่งมาให้วังหลวงเหตุใดถึงไม่ถึงมือพระองค์เลยแม้แต่ฉบับเดียวพะยะค่ะ "เมื่อขุนนางคนนี้กล่าวจบขุนนางคนอื่นๆก็ส่งเสียงสนับสนุนทันที

''กระหม่อมคิดว่าควรเร่งสืบหาตัวคนร้ายเดี๋ยวนี้เลยพะยะค่ะฝ่าบาทเพราะว่าคนวางแผนนั้นช่างกะเวลาบอกได้ดีเหลือเกินวางแผนให้องค์รัชทายาทไปที่นั่นในยามสงครามกำลังรุนแรงแล้วคิดใช้กองทัพแคว้นอู่ตี้กำจัดรัชทายาทอย่างแน่นอนพะยะค่ะ

"แต่ลูกคิดว่าเรื่องนี้ค่อยจัดการทีหลังดีกว่าเพราะเลือกที่สำคัญกว่านี้ก็คือแคว้นอู่ตี้เสด็จพ่อคิดว่าจะจัดการอย่างไรดี" เมื่อสิ้นเสียงนี้ขององค์รัชทายาทเสียงของขุนนางก็แตกออกทันทีเพราะแต่ละคนนั้นก็ล้วนแล้วอยากให้องค์ชายที่ตัวเองสนับสนุนให้ไปปกครองแคว้นนั้น

"พวกเจ้าทั้งหมดหุบปากเดี๋ยวนี้!!!" ฮ่องเต้ที่ทนฟังมานานเขาก็ตะโกนออกมาทันที นั้นก็ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายเงียบทันที

"แล้วพวกเจ้าที่เป็นคนเอาชนะมาได้คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้" หลังจากที่พูดกับเหล่าขุนนางจบฮ่องเต้ก็หันมาถามพวกชิงอี้ทันที

และเมื่อชิงอี้นางได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองพี่สาวของตนทันทีว่าจะเอาอย่างไรและเมื่อชิงเหมยได้เห็นเช่นนั้นนางก็ลุกขึ้นทำความคารวะฮ่องเต้ทันที

"ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท เรื่องนี้หม่อมฉันได้คุยกับองค์รัชทายาทเอาไว้แล้วเพคะว่าจะทำอย่างไร "

"หืม พวกเจ้าคุยปรึกษากันเอาไว้แล้วหรือ แล้วที่ปรึกษากันเอาไว้คืออะไร "เมื่อได้ฟังดังนั้นฮ่องเต้ก็เอ่ยถามทันที

เมื่อรัชทายาทได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นมาแล้วเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าฮ่องเต้ทันที

"เรื่องที่พวกลูกคุยกันไว้ก็คือจะให้น้องแปดไปเป็นฮ่องเต้ของแคว้นอู่ตี้แล้วให้สถาปนาราชวงศ์ใหม่เป็น ราชวงศ์อู่ลู่หลิน แต่ทุกคนในราชวงศ์นี้จะต้องแซ่เดิมคืออู่ลู่ซินหยางพร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อแคว้นเป็นแคว้นอู่ลู่หลินเสด็จทรงพ่อคิดว่าเป็นอย่างไรกับเรื่องที่ลูกคิดกันเอาไว้ "

"ทำไมต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากขนาดนั้นแค่ร่วมเป็นแคว้นเดียวก็สิ้นเรื่อง" ขุนนางหม่าที่นั่งเงียบมาตั้งนานก็เอ่ยขึ้นมานั้นก็ทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายเห็นด้วยนั้นก็ทำให้ชิงอี้นางหัวเราะออกมาที่มีคนคิดเหมือนตน

"แม่นางเจ้าหัวเราะเรื่องอะไร" ขุนนางหม่าที่ได้เห็นก็เอ่ยถามด้วยความหงุดหงิด

"นั้นสิเจ้าหัวเราะเรื่องอะไร" ฮ่องเต้ที่ได้เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยถามเช่นเดียวกัน

"กราบทูลฝ่าบาทหม่อมฉันแค่หัวเราะที่อย่างน้อยก็มีคนที่เคยคิดเหมือนกับหม่อมฉันเพคะ" ชิงอี้นางได้เอ่ยออกมา

เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้างงยิ่งกว่าเดิม และเมื่อชิงเหมยได้เห็นสถานการณ์ไม่ดีเช่นนี้นางก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปทำความคารวะฮ่องเต้ทันที

"ถวายบังคมฝ่าบาทหม่อมฉันขอประทานอภัยแทนน้องของละหม่อมฉันด้วยเพคะ "

"ไม่เป็นไรข้าไม่ถือโทษอะไรเพียงแค่สงสัยเท่านั้น แล้วนี่พวกเจ้ามาตั้งนานแล้วข้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเจ้าเป็นใครมาจากตระกูลอะไร "เมื่อสิ้นเสียงนั้นของฮ่องเต้ขุนนางก็อยากรู้เช่นเดียวกันว่าแม่นางทั้งสองนี้เป็นใครมาจากไหน

"ขอประทานอภัยเพคะที่หม่อมฉันลืมแนะนำตัวหม่อมฉันมีนามว่า ชิงเหมย ส่วนน้องของหม่อมฉันมีนามว่า ชิงอี้ พวกเรามาจากตระกูลอูลาเร่อปาเพคะฝ่าบาท" เมื่อสิ้นเสียงนั้นของชิงเหมยฮ่องเต้และขุนนางอาวุโสทั้งหลายต่างก็พากันเงียบด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะได้ยินแซ่นี้อีกครั้ง

"อูลาเร่อปา จางชิง" เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า หลังจากเงียบไปสักพักฮ่องเต้ก็กล่าวออกมา

"เป็นปู่ของหม่อมชั้นเพคะ" เมื่อสิ้นเสียงนี้ของฮ่องเต้และขุนนางอาวุโสก็แสดงท่าทางออกมาด้วยความดีใจ

"พวกเจ้าทั้งหลายออกไปก่อนเหลือไว้เพียงแค่ขุนนางอาวุโสที่รู้เรื่องเท่านั้น" ฮ่องเต้ได้กล่าวออกมานั่นทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายลุกออกไปอย่างรวดเร็วเหลือเพียงขุนนางอาวุโสอยู่เพียงแค่ 10 กว่าคนเท่านั้น

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปโปรดติดตามตอนต่อไป

เป็นยังไงบ้างครับสนุกไหมครับถ้าสะดวกก็ขอฝากทุกคน comment เป็นกำลังใจให้กันด้วยนะครับขอบคุณครับ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 12 เริ่มต้นการแก้แค้น

    ตักกลับมาทางสองพี่น้องที่ในตอนนี้กำลังเดินทางไปที่ตำหนักของฮองเฮา "อี้เอ๋อเจ้ากำลังวางแผนจะทำสิ่งใด "เมื่อเดินมาใกล้ถึงตำหนักของฮองเฮาชิงเหมยก็ได้เอ่ยถาม"ข้าหาได้วางแผนสิ่งใดไม่ ข้าก็แค่จะทำหน้าที่ของลูกสะใภ้ที่ดีก็เท่านั้นท่านพี่อย่าคิดมาก"ชิงอี้ได้เอ่ยตอบกลับพี่สาวของตนเช่นนั้นแต่พี่สาวของนางนั้นหาได้เชื่อไม่ "ท่านพี่ท่านไม่ต้องห่วงไม่ว่าข้าจะทำสิ่งใดข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน ""พี่ไม่ได้กลัวเดือดร้อนแต่พี่แค่เป็นห่วงเจ้าพวกเราเหลือกับเพียงแค่นี้ถ้าเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาแล้วพี่จะอยู่อย่างไร ""ท่านพี่ไม่ต้องกลัวข้าจะไม่เป็นอะไร ข้าจะอยู่กับท่านไปจนแก่เฒ่า ท่านพี่ท่านอย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนั้นสิข้ายอมบอกแล้วก็ได้แผนของข้าก็คือ......."และหลังจากนั้นชิงอี้ก็ได้เล่าแผนการทั้งหมดให้พี่สาวของตนฟังทันที "เจ้ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าแผนการนี้จะบรรลุด้วยดีโดยไม่มีข้อผิดพลาด ""ข้ามั่นใจมากเพราะหลักฐานทั้งหมดถ้ามีครบแล้วท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง" เมื่อกล่าวจบทั้งคู่ก็เดินเข้ามายังภายในของตำหนักฮองเฮาแล้ว "ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ" เมื่อเข้ามาถึงภายในพวกนางก็ทำการคารวะ "ข้าบอกพวกเจ้าว่า

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 11 พูดคุยกับเหล่าสนม

    "ท่านพี่ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ" ชิงอี้ที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วนั้นได้เดินมาปลุกพี่สาวของตนที่ยังหลับไม่ตื่น "อื้มมม อาอี้พี่ขอนอนต่ออีกหน่อยได้หรือไม่ ""ท่านพี่ข้ารู้ว่าเมื่อคืนท่านเหนื่อยกับหลี่หยางทั้งคืนแต่ท่านจะไปพบกับเหล่าบรรดาเมียๆของหลี่หยางช้ากว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวพวกนางจะนำท่านไปนินทาว่าร้ายได้ ลู่ถิง ลู่จิน พวกเจ้ามาช่วยข้าประคองท่านพี่ไปอาบน้ำได้แล้ว เจิงลู่เจ้าไปเรียกคนมาเปลี่ยนที่นอนของท่านพี่และไปบอกบรรดาเมียทั้งหลายของหวงไท่จื่อไปรอที่ศาลาสระบัว "เมื่อหันไปสั่งเสร็จนางก็หันมาประคองพี่สาวของตนไปเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า "อาอี้พี่ตื่นแล้วพี่อาบเองได้ออกไปเถอะ" เมื่อกำลังถูกน้องสาวของตนถอดเสื้อผ้านางก็มีสติขึ้นมาแล้วรีบไล่น้องออกไปด้วยความเขินอาย "ท่านพี่ท่านจะอายข้าทำไมพวกเราโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็กเห็นของกันมาหมดแล้ว รีบอาบเถอะเดี๋ยวจะไปไม่ทัน" เมื่อกล่าวจบนางก็ถอดเสื้อผ้าของพี่สาวตนจนเสร็จแล้วทำการอาบน้ำให้ส่วนชิงเหมยแม้จะเขินอายแค่ไหนก็ไม่อาจขัดขืนน้องตัวเองได้จึงยอมอยู่เฉยๆให้น้องตัวเองจับอาบน้ำแต่งตัวราวกับเป็นเด็ก ทางด้านของเจิงลู่เมื่อได้รับคำ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 10 พิธีแต่งงาน

    หลังจากนี้จะเปลี่ยนจากรัชทายาทเป็นหวงไท่จื่อแทนนะครับและขอเปลี่ยนจากชายาเอกและชายยารองเป็นหวงไท่จื่อเฟยและหวงไท่จื่อผินแทนนะครับ"ฝ่าบาทเมตตาด้วยพะย่ะค่ะ พวกเขาถูกบังคับพะย่ะค่ะ" เหล่าแม่ทัพที่เห็นด้วยในตอนแรกรีบกับลำทันที "ลากออกไปโบย 50 ไม้พร้อมปลดออกจากตำแหน่งและยึดทรัพย์ทั้งหมดแล้วนำไปไปตัดลิ้นแล้วส่งตัวไปเป็นทาสอยู่ที่ชายแดน "ฮ่องเต้ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเยือกเย็น"ฝ่าบาทได้โปรดเมตตาด้วยพะย่ะค่ะ ท่านหญิงทั้งสองได้โปรดอภัยด้วยขอรับ "เหล่าแม่ทัพทั้งหลายได้ขอร้องอ้อนวอนอย่างหน้าสมเพช "ข้าก็อยากจะช่วยแต่นี่เป็นบัญชาของฝ่าบาทคงช่วยพวกท่านไม่ได้ "ชิงอี้นางได้แสดงว่ากำลังเสียใจที่ช่วยไม่ได้และทุกคนก็หลงเชื่อว่านางกำลังเสียใจอยู่จริงแต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่ดูออกนั้นก็คือพี่สาวของนาง "เหตุใดเจ้าถึงอยากช่วยพวกเขาทั้งๆทีพวกเขาเพิ่งจะใส่ร้ายเจ้า "ฮ่องเต้ได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย และนั้นก็เข้าแผนการของนางที่วางเอาไว้"กราบทูลฝ่าบาทเพคะหม่อมฉันเพียงแค่คิดว่าพวกเขาเหล่านี้จงรักภักดีต่อบ้านเมืองมากแม้ว่าพวกเขาจะว่าร้ายพวกเราสองคนพี่น้องยังไงก็ไม่ควรที่จะโดนลงโทษหนักถึงเพียงนี้เพคะ"นางได

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 9 พลังของสตรี

    เมื่อกล่าวจบทุกคนก็เดินออกไปขึ้นม้าที่เตรียมเอาไว้ทันทีแล้วควบไปที่ประตูเมือง และเมื่อมาปิดประตูเมืองพวกนางก็ขึ้นไปบนกำแพงเมืองทันที่ "ท่านพี่ท่านนั่งบรรเลงเพลงอยู่บนนี้ให้สบายใจเถอะเดี๋ยวพวกข้าจะลงไปจัดการพวกที่อยู่ข้างล่างเอง" เมื่อขึ้นมาบนกำแพงชิงอี้ก็จัดที่ให้พี่สาวของตนนั่งในการดีดฉิน "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพี่หรอกเจ้าเป็นห่วงตัวเจ้าเองเถอะ ลงไปต่อสู้ข้างล่างก็อย่าบาดเจ็บละพี่เป็นห่วงรู้ไหม "ชิงเหมยได้จับมือน้องสาวของตนเองแล้วเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง "ข้าสัญญาข้าจะไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอนท่านพี่ "เมื่อกล่าวจบชิงอี้ก็ได้ถือง้าวแล้วกระโดดลงจากกำแพงทันทีและเมื่อเหล่าบริวารได้เห็นเช่นนั้นก็ถืออาวุธประจำตัวของตัวเองแล้วก็โดดตาม และนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่บนนั้นตกใจเป็นอย่างมากเพราะกำแพงนี้มีความสูงมากกว่าหนึ่งจั้งหากตกลงไปในความสูงขนาดนี้ไม่ตายก็พิการ จนพวกเขาทั้งหมดต้องรีบวิ่งไปดูว่าเป็นอย่างไรบ้างแต่ก็พบว่าทั้งหมดที่กระโดดลงไปนั้นไม่มีใครเป็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวนั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม ส่วนชิงเหมยที่ได้เห็นว่าน้องสาวและบริวารได้ลงไปแล้วนั้นนางก็เริ่มบรรเลงเพลงทันที

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 8 ออกรบร่วมกัน

    "แล้วเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรรัชทายาท ฮ่องเต้ได้หันมาถามบุตรชายของตน ""ลูกจะขอนำทัพไปครั้งนี้เองขอรับท่านพ่อเพื่อให้ปวงประชาได้เห็นว่าลูกนั้นเหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาทขอรับ "รัชทายาทหลี่หยางเอ่ยเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ "ดี ถ้าเช่นนั้นรัชทายาทจงนำทัพไปช่วยเหลือแม่ทัพบูรพาต้านทานศัตรูจงนำทหารไป 200,000 นายเพื่อร่วมรบในครั้งนี้" ฮ่องเต้ได้ประกาศออกมาเสียงดังทำให้ทุกคนก็รู้สึกมีกำลังใจไปด้วย "ฝ่าบาทเพคะพวกเราทั้งสองขอร่วมรบในครั้งนี้ด้วยเพคะ" เมื่อฮ่องเต้กล่าวจบชิงเหมยกับชิงอี้ก็ได้ลุกขึ้นมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพร้อมทั้งเอ่ยจุดประสงค์ของนางทันที"แม่นางน้อยทั้งสองนี่คือสนามรบไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะให้คนอย่างพวกเจ้าไปวิ่งเล่นได้" หานเฟยที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยตำหนิออกมาด้วยความหวาดกลัวเพราะไม่อยากให้ทั้งสองคนไปเข้าร่วมรบเพราะว่าตนนั้นได้รับรู้มาจากสายของตนว่าทั้งสองคนนี้เก่งกาจเพียงใด"ขอบพระทัยหานเฟยที่ทรงเป็นห่วงพวกเราเพคะ แต่พระองค์ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะพวกเราทั้งสองนั้นล้วนแล้วแต่เคยผ่านสงครามมาก่อนรู้ดีว่าต้องทำอย่างไรในสงครามขนาดกองทัพของแคว้นอู่ตี้ที่มีมากกว่า 3 แสนนายพวกเราก็เอาช

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 7 เรียนรู้วังหลัง

    ( ยังไม่ได้แก้คำผิด)"เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ขอรับท่านพ่อเหตุใดท่านถึงดูดีใจขนาดนี้" หลังจากที่ขุนนางทั้งหลายออกไปทั้งหมดแล้วรัชทายาทหลี่หยางก็เอ่ยถามผู้เป็นบิดาทันที "เดี๋ยวข้าจะเล่าประวัติศาสตร์ราชวงศ์ให้เจ้าฟัง ตอนเริ่มก่อสร้างราชวงศ์นี้มีคนร่วมก่อสร้างด้วยกันก็คือ 2 ตระกูลตระกูลแรกก็คือตระกูล อู่ลู่ซินหยาง ของพวกเราส่วนอีกตระกูลก็คือ อูลาเร่อปา ทั้งสองตระกูลนี้ล้วนผูกมิตรกันมาตั้งแต่อดีตกาลจนก่อตั้งเป็นราชวงศ์ขึ้นมาชื่อของราชวงศ์นั้นแต่เดิมคือ อู่ลู่อู ความสัมพันธ์ของ 2 ตระกูลนี้ก็ดีกันมาตลอดจนมาถึงสมัยของฮ่องเต้ที่เป็นปู่ของพ่อหรือเป็นทวดของเจ้านั้นเขาได้กลัวว่าอูลาเร่อปามีอำนาจมากกว่าตระกูลของตน เขาก็เลยหาเรื่องจนทำให้ตระกูลนี้ถูกกวาดล้างจนต้องระเห็จระเหิดหายไปไกล แล้วก็เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นราชวงศ์ อู่ลู่ แต่ฮองเฮาในสมัยนั้นก็เป็นคนจากตระกูลอูลาเร่อปาซึ่งฮ่องเต้ก็รักฮองเฮาเป็นอย่างมากตัดสินใจที่จะประหารไม่ได้เลยประหารองค์ชายองค์หญิงที่เกิดมาจากฮองเฮาทั้งหมดแต่ก็ปล่อยให้ฮองเฮามีชีวิตอยู่ด้วยความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียลูกทั้งหมดไปนั่นจึงทำให้พระนางรวบรวมขุนนางและสนับสนุนเสด็จพ

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 5 จัดการตระกูลลู่

    "อาอี้หลานมาทำอะไรอยู่ตรงนี้" ผู้นำตระกูลลู่แม้จะตกใจเพียงใดเขาก็พยายามควบคุมน้ำเสียงของตนให้เป็นปกติ"ลู่อู่เซิน เจ้าเลิกเสแสร้งได้แล้ว ข้ารู้ทั้งหมดแล้วว่าเจ้าทรยศ "ชิงอี้นางได้เอ่ยตอบกลับ "หลานพูดเรื่องอะไรลุงคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด "ผู้นำตระกูลู่นั้นเขาก็ยังพูดออกมาเหมือนเดิมว่าตนไม่

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 4 แรกพบ

    (ยังไม่ได้แก้คำผิด)ตัดกับไปทางรัชทายาทที่ในตอนนี้เขาอยู่ที่ช่องเหวกำลังสั่งให้ทหารขนหินออก "เกิดอะไรขึ้นทำไมมีชุดเกราะกับกระบี่เยอะขนาดนี้" นายทหารคนหนึ่งได้เอ่ยออกมาอย่างสงสัย "เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ" รองแม่ทัพคนหนึ่งที่เดินตรวจงานได้เอ่ยถามนายทหารที่พูดออกมา "คารวะท่านรองแม่ทัพเจ๋อขอรับ พว

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 3 จัดการเรื่องราวทั้งหมด

    (ยังไม่ได้แก้คำผิด)หลังจากที่ชิงอี้ได้รับรู้แล้วว่ามีผู้ใดบ้างที่คิดทรยศร่วมมือกันกับกองทัพศัตรูนางก็ได้จดบันทึกชื่อของคนเหล่านั้นไว้ในส่วนลึกของจิตใจ"ข้าบอกเจ้าไปแล้วทีนี้ถึงเวลาที่เจ้าต้องทำตามสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้ว ""ได้เจ้ามีสิ่งใดจะสั่งเสียหรือไม่ ""ไม่มีเจ้ารีบลงมือเถอะข้าอยากไปอยู่กับชิง

  • ตำนานรักฮองเฮาเหนือแผ่นดิน   บทที่ 2 กวาดล้างศัตรูที่เหลือ

    ชิงอี้ได้กรีดร้องไปได้สักพักก็สงบลงพร้อมทั้งหอบหายใจอย่างหนักด้วยความเหนื่อย "เสร็จแล้วใช่หรือไม่""เสร็จแล้วขอรับนายท่าน นับตั้งแต่วันนี้ไปข้าจะเป็นข้ารับใช้ของท่านไปจนตาย" "เจ้าเคยบอกว่าเจ้าสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่มีพิษใช่หรือไม่ "" ใช่ขอรับเลยท่านข้านั้นสามารถกลายร่างเป็นสิ่งมี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status