LOGINท่ามกลางความรื่นเริงของผู้คนในตำหนักแสงจันทร์อันห่างไกล อีกฟากฝั่งภายในเมืองหลวง สตรีผู้หนึ่งที่อยู่บนรถม้ากับสาวใช้ส่วนตัว แม้ว่าอายุจะย่างเลขสามแล้วแต่ความงามก็ยังคงตราตรึง ใบหน้างามดูอ่อนวัยราวกับหญิงสาวอายุสิบแปด รูปร่างที่เย้ายวนยังชวนให้บุรุษหลงใหลได้ไม่ยากเย็น ก่อนริมฝีปากบางจะเอ่ยกับสาวใช้ส่วนตัว
"มีข่าวแจ้งมาบ้างหรือไม่"
"แจ้งมาเมื่อเช้านี้เจ้าค่ะ คาดว่าองค์หญิงคงจะมีอายุที่ไม่ยืนยาวเสียแล้ว เพราะนอกจากจะไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ยังทานอาหารได้น้อยลง"
"เช่นนั้นหรือ"
"นายหญิงจะให้เพิ่มยาพิษลงไปหรือไม่"
"ไม่ต้องแล้ว... ให้นางค่อยๆ ตาย หากตายเร็วเกินไปจะเป็นที่สงสัยได้"
"เจ้าค่ะ"
"เมื่อไหร่จะถึงเสียที"
"อีกราวชั่วยามเจ้าค่ะ"
"อ่า ซี้ด" มือเล็กกอบกุมหน้าอกอวบก่อนจะค่อยๆ บีบเคล้นเบาๆ แล้วส่งเสียงครางออกมา นางถูกวางยาพิษหมื่นราตรีมาหลายปี ในทุกๆ วันจะต้องปลดปล่อยอารมณ์กำหนัด ทำให้ในตอนนี้แม้พิษจะไม่กำเริบแต่นางก็รู้สึกเสพติดการเสพสังวาสจนต้องให้สาวใช้ส่วนตัวไปซื้อบ่าวรับใช้ในตลาดค้าทาสมาไว้ที่เรือนทั้งสตรีและบุรุษ เพื่อเป็นเครื่องบำบัดอารมณ์กำหนัดให้นางในทุกๆ วัน
"อ่า ข้าอยากยิ่งนัก ซี้ด เมื่อไหร่จะถึงสักที"
"นายหญิงจะให้บ่าวเรียกเจิ้งซีหรือไม่เจ้าคะ" เจิ้งซีที่สาวใช้ส่วนตัวนางเอ่ยถึงคือบ่าวบังคับม้า
"เรียกเข้ามา อ่า" นางใช้นิ้วเสียดสีกับร่องรักที่เปียกชื้นไปด้วยความใคร่ เจิ้งซีบ่าวรับใช้คนพิเศษที่นางซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาส ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาสุภาพ ผิวที่กร้านแดดเล็กน้อยทำให้ดูมีเสน่ห์ เขายอมขายตัวเป็นทาสเพื่อหาเงินรักษามารดาที่ป่วย ก่อนจะกลายเป็นทาสบำเรอกามให้นายหญิง ซึ่งเขาก็มิได้รู้สึกแย่ตรงกันข้ามกลับชื่นชอบให้นายหญิงเรียกใช้งานอยู่ในทุกวันเสียด้วยซ้ำ ยอมเป็นทาสรับใช้ติดตามหญิงสาวไปในทุกที่ เพื่อว่าหากนายหญิงเรียกใช้งาน เขาเองก็พร้อมที่จะปรนเปรอหญิงสาวตลอดเวลา
เมื่อเจิ้งซีเข้ามาสาวใช้ส่วนตัวของนางก็ออกไปนั่งเคียงคู่กับบ่าวบังคับม้าด้านหน้า นางชื่นชอบลีลากามของชายหนุ่มยิ่งนัก เพราะความที่ชายหนุ่มพูดน้อยแต่ยามกระแทกกระทั้นร่องรักกลับเร่าร้อนและแข็งแรงราวกับม้าศึก เจิ้งซีจึงถูกนางเรียกใช้งานบ่อยกว่าใคร เรียกว่าแทบจะทุกวันเลยก็ว่าได้
"อ่า ซี้ด เจ้ามาแล้วหรือ อ่า เลียให้ข้าที"
"ขอรับนายหญิง" ร่างสูงคุกเข่าลงกับพื้นรถม้า ก่อนจะถลกกระโปรงของหญิงสาวขึ้นไปกองบนเอวคอดแล้วถอดกางเกงชั้นในของนางออกจนปรากฏให้เห็นบุปผาที่ฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำหวานที่เปียกชุ่มไปทั่วหน้าขา
ร่างสูงก้มหน้าลงจุมพิตที่หน้าขาด้านในจนนางต้องส่งเสียงครางออกมาเบาๆ ด้วยความเสียวซ่าน ก่อนใบหน้านิ่งจะเลื่อนเข้าไปใกล้บุปผาอันชุ่มฉ่ำ ลมหายใจรดกลีบงาม ทำให้นางรู้สึกขนลุก ก่อนจะกระดกสะโพกให้ร่องรักสัมผัสกับใบหน้าของชายหนุ่มอย่างแนบชิด เจิ้งซีที่เห็นอาการกระหายอยากของนายหญิงที่มีเพิ่มมากขึ้นจึงไม่รอช้า ลงมือเขี่ยที่เกสรเบาๆ แล้วครอบครองกลีบบุปผาด้วยริมฝีปากแล้วดูดเลียจนทั่ว ก่อนจะแทรกลิ้นเข้าไปยังร่องรัก ชักเข้าชักออกเป็นจังหวะเนิบนาบทำให้หญิงสาวแทบจะคลุ้มคลั่งด้วยความกระหายอยาก จนต้องเว้าวอนให้ชายหนุ่มจัดการแทรกลำร้อนเข้ามาในร่างของนางเสียที
"ซี้ด อ่า นำแท่งหยกของเจ้ากระแทกข้าเสียที อ่าา ข้าไม่ไหวแล้ว ซี้ด"
เมื่อเห็นนายหญิงเว้าวอนขอร้องด้วยแววตาฉ่ำเยิ้มชายหนุ่มก็มิรอช้า ทำการกดกระแทกเอ็นร้อนลำเขื่องเข้าใส่ร่องรักที่เปียกชุ่มในทันที ภายในรูที่คับแน่นและนุ่มลื่นทำให้ชายหนุ่มส่งเสียงครางกระเส่าออกมาเป็นระยะ ก่อนเอวสอบจะทำหน้าที่ของมันเป็นอย่างดี ลำแท่งที่ถูกซอยรัวเข้าออกเป็นจังหวะเร่งเร้า ถูกกระแทกรัวจนแทบลืมหายใจ มือเรียวกำชายเสื้อหน้าอกของชายหนุ่มจนแน่น ใบหน้าเหยเกสุขสมยามที่ร่างกายถูกกระแทกจนหัวสั่นคลอน นางครางแทบไม่เป็นภาษา ช่วงจังหวะสุดท้ายจึงได้กรีดร้องออกมาอย่างสุขสมพร้อมกับชายหนุ่มที่ฉีดน้ำรักเข้าสู่ภายในของนางความรู้สึกอุ่นซ่านที่ได้รับทำให้อารมณ์ของนางเริ่มเกิดขึ้นอีก ก่อนจะถูกชายหนุ่มจับพลิกคว่ำพลิกหงายกระแทกจนน้ำวสันต์เปียกชื้นไปจนทั่วรถม้า สาแก่ใจนางยิ่งนัก...
…
ทางด้านซินเยว่เล่อหญิงสาวตื่นแต่เช้าเพื่อมาฝึกยุทธ ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วเดินสำรวจให้ทั่วหุบเขาซือหลุนกับเหล่าองครักษ์ นางสังเกตว่าที่นี่นอกจากอากาศดีแล้วยังอยู่ในทำเลที่เหมาะสม สามารถมองเห็นพื้นที่ได้โดยรอบจากตำหนักแสงจันทร์ของนางที่อยู่พื้นที่สูงสุด ก่อนจะสังเกตอีกว่าแถบนี้ไม่มีบ้านเรือนของชาวบ้านเลยแม้แต่สักหลัง เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า เนื่องจากเป็นตำหนักของทางราชวงศ์ภายในระยะสิบลี้จึงไม่มีบ้านเรือนของชาวบ้าน ซินเยว่เล่อพยักหน้าอย่างเข้าใจได้ อย่างไรคนในราชวงศ์ก็มักเห็นแก่ความปลอดภัยของตนเป็นหลักสำคัญ และมองว่าชาวบ้านตาดำๆ นั้นเป็นเพียงแค่เศษฝุ่นเท่านั้น หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ร่างเล็กที่เดินสำรวจไปทางด้านนั้นทีด้านนี้ที ก็อดทำให้เหล่าองครักษ์รู้สึกแปลกใจไม่ได้
ในตอนแรกที่หญิงสาวกล่าวว่าต้องการสำรวจพื้นที่ พวกเขาคาดว่าพอเหนื่อยเดี๋ยวองค์หญิงก็คงจะหยุดไปเอง แต่ตลอดสามวันที่ผ่านมาก็ทำให้พวกเขารู้แล้วว่า พวกเขาคิดผิด เพราะนอกจากหญิงสาวจะไม่เคยเอ่ยปากบ่นว่าเหนื่อยหรือร้อนแล้ว ยังตั้งคำถามอย่างสนใจใคร่รู้กับหัวหน้าองครักษ์ หานฮุ่ยเจียง แทบจะตลอดเวลา
สามวันผ่านไป
ซินเยว่เล่อที่ออกสำรวจพื้นที่จนทั่วจึงเรียกลู่กงกงและลี่หมัวมัว ให้เข้ามาหา ก่อนทั้งสองจะทำสีหน้าสงสัยว่าองค์หญิงต้องการสิ่งใด
"ถวายพระพรองค์หญิง"
"ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนพวกท่านสักเล็กน้อย"
"เรื่องอันใดหรือเพคะ"
"ท่านกงกง ข้าอยากจะรู้ว่า ข้ามีเงินอยู่มากน้อยเท่าใด"
"องค์หญิงได้โปรดรอสักครู่"
ลู่กงกงเดินตรงออกไปที่ห้องทำงาน ก่อนจะเดินกลับมายังห้องบรรทมขององค์หญิงพร้อมกับสมุดบัญชีหลายเล่ม เขาชี้แจงถึงรายได้ และรายจ่าย และจำนวนเงินเก็บที่มีทั้งหมดให้หญิงสาวฟังอย่างละเอียด ทำให้ซินเยว่เล่อรู้ว่าตนเองนั้นร่ำรวยเพียงใด เนื่องจากอดีตฮองเฮาหรือพระมารดาของซินเยว่เล่อนั้นมีกิจการในเมืองหลวงมากมาย และแต่ละร้านก็มีกำไรต่อเดือนหักส่วนแบ่งให้นางและพี่ชายคนละครึ่ง รวมๆ ต่อเดือนก็ราวๆ สามหมื่นตำลึงทอง โดยรายได้ต่อปีรวมราวๆ สามแสนถึงห้าแสนตำลึงทอง นับว่านางและพี่ชายค่อนข้างร่ำรวยมากทีเดียว และยังมีในส่วนที่เสด็จพ่อมอบให้นางใช้จ่ายทุกเดือน เดือนละห้าร้อยตำลึงทอง นับว่านางคือคนในราชวงศ์เพียงคนเดียวที่มีเงินเดือนเยอะที่สุดเพราะเป็นลูกรัก ชายผู้นั้นรักองค์หญิงมากทีเดียว
เมื่อทราบตัวเลขคร่าวๆ ของจำนวนเงินที่มีแล้ว หญิงสาวจึงบอกถึงความต้องการของตน ในตอนนี้เส้นทางขึ้นมาสู่ตำหนักแสงจันทร์นั้น มีกำแพงเพียงชั้นเดียว หญิงสาวต้องการให้ทำกำแพงสูงรอบบริเวณตีนเขาอีกหนึ่งชั้น ซึ่งลู่กงกงแจ้งว่าไม่มีปัญหาและสามารถทำได้ หญิงสาวจึงได้มอบหมายงานให้ลู่กงกงเป็นผู้ไปจัดการ หาช่างมาทำกำแพงชั้นนอก
"องค์หญิงเหตุใดจึงต้องทำกำแพงชั้นนอกเพคะ"
"แม่นมไม่กลัวผู้ใดจะลอบเข้ามาทำร้ายข้าอีกหรือ"
"กลัวเพคะ เช่นนั้น..."
"ข้าจะสร้างที่นี่ให้เป็นอาณาจักรของพวกเราเอง และข้าจะทำการค้า"
"ทำการค้าหรือเพคะ"
"ใช่... คนของเรามีมากนัก อย่างไรรายจ่ายก็ต้องมากตาม ข้าจะไม่ยอมให้คนที่ติดตามข้ามาต้องลำบากรวมทั้งแม่นมด้วยเข้าใจหรือไม่"
"โธ่ องค์หญิงของบ่าว แล้วองค์หญิงต้องการจะทำสิ่งใดเพคะ"
"ข้าต้องการเข้าไปเที่ยวชมในเมืองสักครั้ง แล้วค่อยตัดสินใจ"
"องค์หญิงจะทรงเสด็จเมื่อใดเพคะ บ่าวจะได้สั่งให้เหล่าข้าหลวงเตรียมตัว"
"ไม่ต้องนำคนไปเยอะ เดี๋ยวจะเป็นที่สังเกตข้าจะไปกับท่านองครักษ์หานและจางซี ส่วนนางกำนัล ก็เป็น ลี่อินและลี่หยางก็แล้วกัน"
"เพคะ บ่าวจะได้แจ้งพวกนางให้เตรียมตัว องค์หญิงจะเสด็จเมื่อใดเพคะ"
"พรุ่งนี้ ยิ่งเร็วยิ่งดี"
"เพคะ"
"ท่านไปเถิด ข้าอยู่ผู้เดียวได้"
"เพคะองค์หญิง"
ห่างจากที่นี่ราวยี่สิบลี้คือเมืองเจียงซู เมืองท่าขนาดใหญ่ การค้าค่อนข้างหนาแน่น หญิงสาวได้รับสารนัดหมายกับท่านตา ให้นัดพบกันที่โรงเตี๊ยมหมื่นเมฆา ที่เป็นกิจการของสำนักพยัคฆ์หมื่นเมฆาในอีกสองวัน
"ได้เวลากลับมาอยู่กับความเป็นจริงแล้วสินะ!"
"ท่านพี่... อ๊ะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ อ่า..." แท่งทวนถูกดันเข้าไปในส่วนที่อ่อนนุ่มจนกระทั่งสุดลำก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะประสานกับเสียงครางหวานของคนทั้งสอง ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดสองกายแนบชิดสุดสวาท ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งช่องว่างเพื่อให้อากาศลอยผ่าน ดวงหน้าที่เย้ายวนชวนเคลิ้มฝันของผู้เป็นภรรยาทำเอาชายหนุ่มคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเร่งแรงขยับโยกกายเข้าออกที่รุนแรงขึ้นพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยราวกับกำลังอดกลั้น ก่อนจะส่งหญิงสาวมุ่งสู่ปลายฝัน แล้วพลิกร่างบางนอนคว่ำจากนั้นสอดใส่ความแข็งขืนจากด้านหลังเยว่เล่อที่เพิ่งมุ่งสู่ปลายฝันได้ไม่นานกลับถูกกะทำซ้ำที่จุดเดิม ทำให้หญิงเสียวซ่านจนร่างกายแทบอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงที่จะขัดขืน เสียงขาเตียงเสียดสีกับพื้นห้องดังเป็นจังหวะ ชายหนุ่มกระทำอยู่ในท่วงท่าหมอบคลานได้ไม่นาน ร่างของหญิงสาวก็จิกเกร็งล่องลอยสู่ปลายฝันอีกครั้ง จึงถูกชายหนุ่มจับพลิกกายหันหน้าเข้าหาเขาในท่วงท่านั่ง ใบหน้าคมคายกดซบลงที่หน้าอกอวบใหญ่ก่อนจะดูดเล็มที่ปลายยอดถันหนักเบาสลับกัน แขนเรียวเสลาคล้องที่ลำคอของสามีปลายเล็บของนางจิกทึ้งที่หลังของเขาจนเกิดรอยเพื่อต้อง
เมื่อบุตรชายบุตรสาวอายุได้ราวหนึ่งขวบ ซินเยว่เล่อก็เดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยือนบิดามารดา แต่เพราะเจ้าน้องสาวตัวแสบไม่คิดกลับมาที่เมืองหลวงอีก ได้แต่ฝากคำมากับนาง หญิงสาวเบื่อหน่ายกับกฎเกณฑ์ของวังหลวง อยากจะเดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์กับท่านหมอเทวดาฝูเจียวซิน ซินเยว่เล่อเห็นว่าหญิงสาวนั้นดูแลตัวเองได้ดีทั้งยังมีลี่จินลี่จูติดตามไปด้วย นางจึงได้มอบองครักษ์มือดีที่สุดให้ไปอีกหนึ่งคน นั่นก็คือท่านหานสุ่ยเจียงโดยในตอนนี้ลี่หมัวมัวและลู่กงกงได้ย้ายกลับมาอยู่กับนางเช่นเดิมแล้ว ขบวนการเดินทางในแต่ละครั้งของนางจึงยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะไม่ว่าจะไปทางใดก็ล้วนขนย้ายไปพร้อมกันหมดแม้คนจะเยอะไปเสียหน่อยแต่อบอุ่นเหลือเกินการเดินทางกลับมาในครั้งนี้ใช้รถม้าถึงแปดคันหญิงสาวและสามีนั่งรถม้าคันแรก ส่วนคันที่สองเป็นของลี่หมัวมัวและลู่กงกงที่ต้องคอยดูแลเจ้าสองก้อนแป้งคันที่สามเป็นของนางกำนัลคนสนิททั้งสองและจางซีคันที่สี่และห้าเป็นของสาวใช้ทั่วไปและองครักษ์ ส่วนที่เหลือก็ใช้ขนข้าวของ เพราะซินเยว่เล่อนั้นไม่นิยมชมชอบให้ผู้ติดตามต้องลำบากฉะนั้นในขบวนเดินทางของนางจะไม่ม
"ใครใช้ให้ข้าหลงรักท่านเช่นนี้เล่า" หญิงสาวได้แต่เบือนหน้าหลบหนีด้วยความเจ็บปวด ขอบตาของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นางได้แต่เงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อมิให้น้ำตาไหล ก่อนจะหวนคิดว่าเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วที่นางยินยอมอยู่เช่นนี้ ได้เพียงมองจากที่ไกล ๆจากด้านหลังของเขาเพียงเท่านั้น แม้รู้ว่าต้องเจ็บแต่นางก็ไม่สามารถจากไปที่ใดได้เลย ไม่ใช่ว่ารักเพียงเขาแต่เพราะรักบุตรชายหญิงของเขาราวกับเป็นบุตรแท้ๆของตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเผลอไผลหลงลืมตัวไปเสียแล้วว่านางมิได้เป็นมารดาแท้ๆของเด็กน้อยเหล่านั้น วันเวลาช่างหมุนผ่านไปเร็วยิ่งนักซินเยว่เล่อมีอาการดีขึ้นเป็นอย่างมาก หญิงสาวสามารถออกมาเดินเล่นด้านนอกได้ตามปกติแล้ว ท่ามกลางฤดูวสันต์ที่กำลังมาเยือน ลมเย็นอ่อนๆค่อยๆโชยมาในยามเย็น หญิงสาวนั่งอยู่ในศาลากับน้องสาวฝาแฝดพร้อมกับเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสอง ก่อนจะพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระพร้อมกับระลึกความหลังครั้งก่อนกันอย่างมีความสุข หลังจากที่นางหายดีฝูเจียวซินก็ต้องขอตัวลากลับแคว้นซีฉิน เพราะต้องกลับไปดูแลโรงหมอของท่านอาจารย์ ปลายปีนี้จะมีการสอบคัดเลือกบัณฑิตแพทย์รุ่นแรก ที่แคว้นซีฉิน ทำให้ซินเยว่เ
หลังคลอดบุตรซินเยว่เล่อต้องทำการพักฟื้นอยู่นานนับเดือนกว่าที่ร่างกายจะดีขึ้น โดยมีท่านหมอเทวดาฝูเจียวซินอยู่ให้การดูแลเหล่าคณะหมอหลวงได้เดินทางกลับไปตั้งแต่หญิงสาวคลอดได้สามวันพร้อมกับมู๋หรงหวงกุ้ยเฟย ด้วยราชโองการของฝ่าบาททำให้นางมีความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถขัดราชโองการดังกล่าวได้ ก่อนจะจำใจขึ้นรถม้าแล้วบอกลาหลานๆที่น่ารักของตน ส่วนซินเยว่เหมยนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่านางสนิทและคุ้นเคยกับท่านหมอฝูอยู่มาก จากการรักษาใบหน้าเมื่อครั้งก่อนและหญิงสาวกมีความสามารถและทักษะการแพทย์เล็กน้อยจึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา ชายหนุ่มเห็นว่าตนอาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของอีกฝ่ายจึงได้ปฏิเสธไป ทำเอาองค์หญิงน้อยเกิดอาการงอแงขึ้นและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเอาแต่ตามติดชายหนุ่มตลอดทั้งวัน ในยามที่เขาต้องการผู้ช่วยก็เป็นนางที่รีบเสนอตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีปริปากบ่นทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย "องค์หญิงอย่าได้พยายามไปมากกว่านี้เลย พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรกระหม่อมก็มิอาจรับท่านเป็นศิษย์ของกระหม่อมได้""เพราะเหตุใดเจ้าคะ""ท่านเป็นถึงองค์หญิง เหตุใดจึงต้องหาเรื่องลำบากให้ตนเองด
ซ่งเทียนเหิงก้าวเข้าไปพร้อมกับฝูเจียวซินโดยไม่สนใจคำทัดทานของผู้ใดทั้งสิ้น ก่อนจะเข้าไปโอบกระชับร่างของนางมาไว้ในอ้อมอก ฝูเจียวซินทำหน้าที่ฝังเข็มบนจุดชีพจรของหญิงสาวราว ๆครึ่งเค่อ ร่างบางก็เริ่มได้สติขึ้นมาใหม่ ก่อนที่ท่านหมอหนุ่มจะหยิบเม็ดยาบางอย่างให้นางกินลงไป ตัวยานี้เป็นยาสำหรับสตรีที่คลอดยากโดยเฉพาะที่เขามิยินยอมให้นางกินตั้งแต่แรกเพราะครรภ์ของนางแต่เดิมก็เป็นพิษอยู่แล้วและยาชนิดนี้ก็ค่อนข้างแรงอยู่มาก เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงให้นางกินมันลงไปแต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าคิดผิด ที่ปล่อยให้ซินเยว่เล่อคลอดเองโดยใช้เวลานานถึงเพียงนี้ เพียงกลืนยาลงไปไม่นานหญิงสาวก็มีแรงมากขึ้นก่อนจะรู้สึกเจ็บหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรงซ่งเทียนเหิงถูกลากออกไปพร้อมกับสหายก่อนที่รั้งรออยู่ด้านนอกประตู แล้วเดินไปเดินมาไม่หยุด ราวครึ่งชั่วยามที่ยังคงมีเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังลอดออกมาจากในห้องอย่างต่อเนื่องก่อนจะมีเสียงร้องของเด็กตามออกมาด้วย"คลอดแล้วๆ ""อุ๊แว๊ อุ๊แว๊""ขอแสดงความยินดีกับซ่งกั๋วกง เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ" นางกำนัลผู้ช่วยหมอทำคลอดห่อตัวเด็กน้อยด้วยผ้าก่อนจะอุ้มมาแล้วส่งให้ผู้เป็นบิดา
เยว่เหมยเดินทางมาถึงตำหนักแสงจันทร์พร้อมกับหมอหลวงและเสด็จแม่กุ้ยเฟย เพราะหญิงสาวอ้อนวอนบุตรสาวให้ช่วยพานางมาด้วยแม้ว่าในตอนแรกเยว่เหมยจะไม่เห็นด้วยแต่กลับเข้าใจดี สตรีผู้นี้รักนางและพี่สาวมากหากต้องให้ทำเพียงรอฟังข่าวจิตใจคงไม่อาจสงบได้ จึงได้วางแผนลักพานางหญิงสาวมาพร้อมกับนางเสียเลยถึงอย่างไร กว่าเสด็จพ่อจะรู้ตัว นางก็พาเสด็จแม่เดินทางใกล้ถึงตำหนักแสงจันทร์แล้วในวันที่คณะหมอหลวงมาถึงนั้น ฝูเจียวซินทายาทหมอเทวดาก็ได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วราวเจ็ดวัน ภายในห้องของเยว่เล่ออบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ทำให้ผ่อนคลาย หมอหลวงทั้งหมดได้ทำงานร่วมกับฝูเจียวซินได้เป็นอย่างดี ความรู้ที่มีชายหนุ่มก็ถ่ายทอดให้กับหมอหลวงเหล่านั้นโดยที่ไม่รังเกียจ ทำให้เขาเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าหมอหลวงยิ่งนัก เยว่เล่อต้องอดทนนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลาจนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเดือนที่แปด ฝูเจียวซินนั้นคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรหญิงสาวก็คงต้องคลอดในช่วงเวลาประมาณนี้อย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้เขาทำเพียงพยุงอาการไม่ให้นางคลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์ที่ยังอ่อนแอเท่านั้นเองเพราะหากเป็นเช่นนั้น แม้แต่ชีวิตของมารดาก็ไม่อ
หลังจากที่ซ่งเทียนเหิงหายไปราวสองชั่วยาม เวลาต่อมาก็มีรถม้าเคลื่อนมาจอดยังบริเวณด้านหน้าจวน พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ยืนรอภรรยาอยู่ด
ซินเยว่เล่อกลับมาถึงจวนด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก มีเพียงซินเยว่เหมยที่เห็นถึงความผิดปกตินี้ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง"พี่หญิง ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่"ซินเยว่เล่อเงยหน้าขึ้นมองน้องสาวของตนก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกด้วยความอยากรู้เ
ในช่วงเวลาเช้าตรู่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า คนร้ายทั้งห้าคนก็ถูกจับมัดแขนมัดขา ก่อนจะโยนมาไว้ยังบริเวณด้านหน้าเรือนที่ซินเยว่เล่อพักอยู่ เสียงด่าทอดังขึ้นเป็นระยะ โดยไม่มีเสียงตอบโต้จากอีกฝ่ายซินเยว่เล่อที่เมื่อคืนกินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจ งัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของคนเหล่านั้น&nb
สามวันผ่านไปซินเยว่เล่อได้สั่งให้มีการแบ่งกลุ่มของทหารองครักษ์ที่มีหน้าที่ดูแลจวนออกเป็นห้ากลุ่ม ก่อนจะแบ่งพื้นที่ให้ทุกๆ คนถางพื้นที่เอาต้นหญ้าออกให้หมดตามจุดที่หญิงสาววางเอาไว้ เพื่อเตรียมปลูกสมุนไพรและส่วนที่อยู่ใกล้พื้นที่ตำหนักที่สุดก็ปลูกผัก ทุกคนจะได้มีพืชผักไว้กินกันโดยไม่ต้องอดอย







