登入สามวันผ่านไป
ซินเยว่เล่อได้สั่งให้มีการแบ่งกลุ่มของทหารองครักษ์ที่มีหน้าที่ดูแลจวนออกเป็นห้ากลุ่ม ก่อนจะแบ่งพื้นที่ให้ทุกๆ คนถางพื้นที่เอาต้นหญ้าออกให้หมดตามจุดที่หญิงสาววางเอาไว้ เพื่อเตรียมปลูกสมุนไพรและส่วนที่อยู่ใกล้พื้นที่ตำหนักที่สุดก็ปลูกผัก ทุกคนจะได้มีพืชผักไว้กินกันโดยไม่ต้องอดอยาก ใช้เวลาถึงเจ็ดวันพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายก็ถูกจัดการจนเสร็จเรียบร้อย ท่ามกลางความปลาบปลื้มของหญิงสาว
หลังจากนั้นจึงได้มีการลงมือปลูกสมุนไพรที่ส่งมอบให้ปลูกในแต่ละจุด ก่อนหญิงสาวจะเรียกตัวลู่กงกงเพื่อสอบถามถึงความคืบหน้าในการสร้างกำแพงรอบตำหนัก
โดยมีการสร้างกำแพงจำนวนสองชั้น เป็นกำแพงชั้นนอกสุดเพื่อเฝ้าระวังการเข้าออกของบุคคลภายนอก และกำแพงชั้นในที่สร้างเพื่อล้อมรอบตำหนักส่วนในที่เป็นส่วนของที่พัก ในส่วนของที่พักนั้นหญิงสาวได้สั่งการให้สร้างเรือนที่พักเพิ่มเติมจากเดิมในส่วนของตำหนักชั้นในและชั้นนอกที่อยู่ติดกับกำแพงชั้นนอกเพื่อให้เหล่าองครักษ์ได้เอาไว้ใช้พักผ่อนให้สบายขึ้น
ในส่วนของเรือนชั้นในด้านซ้ายจะเป็นเรือนที่พักของเหล่าข้าหลวง เรือนหลักหรือตำหนักใหญ่ตรงกลางเป็นที่พักของนางและข้าหลวงคนสนิทเพื่อสะดวกต่อการรับใช้ และด้านขวาคือเรือนสมุนไพร ถัดไปจึงเป็นแปลงผักขนาดใหญ่ที่เอาไว้หล่อเลี้ยงทุกคน
ลู่กงกงหลังจากรับคำสั่งจากองค์หญิงก็จัดการให้ช่างเข้ามาทำการสร้างเรือนและกำแพงในทันที โดยกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายในสามเดือน โดยในระหว่างนี้คนงานทุกคนจะถูกดูแลเป็นอย่างดีโดยองครักษ์เพื่อป้องกันเหตุที่ไม่คาดฝันและคนที่ไม่ประสงค์ดีต่อนาง
"ถวายพระพรองค์หญิงเพคะ"
"ว่าอย่างไรหรือ"
"ทางด้านแปลงสมุนไพร บ่าวรับใช้ทำการเตรียมดินเสร็จเรียบร้อยแล้วเพคะ องค์หญิงจะทรงเสด็จไปดูหรือไม่เพคะ" ซินเยว่เล่อที่กำลังเช็ดทำความสะอาดกระบี่ เมื่อได้ยินว่าดินถูกเตรียมเสร็จแล้ว ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างอย่างยินดี ในการลงมือปลูกสมุนไพรหรือแม้กระทั่งแปลงผักแปลงดอกไม้ หญิงสาวจะทำการสั่งกำชับให้นางกำนัลมาแจ้งแก่นางทุกครั้ง เพราะซินเยว่เล่อต้องการมีส่วนร่วมกับทุกๆ คน ในทุกเรื่อง ทุกวันจะเป็นเช่นนี้เสมอ เหล่าข้าหลวงในคราแรกต่างก็พากันเอ่ยคัดค้าน แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลขององค์หญิงก็ต้องเปลี่ยนความคิด องค์หญิงน้อยของพวกเขาโตขึ้นมากจริงๆ หญิงสาวต้องการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง นางให้เหตุผลว่าต้องการเพียงแค่ความสุขเล็กๆ น้อยๆ หากต้องให้อยู่เฉยๆ สักวันนางอาจต้องกลายเป็นหญิงพิการเป็นแน่ ครั้งแรกที่ได้ยินองค์หญิงกล่าวเช่นนั้นเหล่าข้าหลวงต่างพากันเข่าทรุดเสียงดังสนั่น ก่อนหน้าผากของทุกคนจะโขกกับพื้นอย่างแรง หญิงสาวก็พลันหัวเราะเสียงดังก่อนจะสั่งให้ทุกคนลุกขึ้น แล้วต่อไปก็จงปฏิบัติกับนางตามปกติ มิต้องยึดถือธรรมเนียมเคร่งครัดเช่นอยู่ในรั้วพระราชวัง ถึงอย่างไรทุกคนที่เดินทางมาที่นี่ก็ไม่ต่างจากคนในครอบครัวของนาง
เมื่อเหล่าข้าหลวงและองครักษ์ที่ได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันตื้นตันในความเมตตาขององค์หญิง ก่อนจะลงมือช่วยกันปลุกพืชผักอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคน
"องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ ผักกาดจะปลูกไว้บริเวณใดดีพ่ะย่ะค่ะ" เสียงจางกงกง ขันทีน้อยคนสนิทของหญิงสาวเอ่ยถามหญิงสาวขึ้น ก่อนหญิงสาวจะทำท่าครุ่นคิดเพียงครู่
"ตรงกลางเถิดจางกงกง เพราะผักกาดนั้นแมลงจะชอบมากัดแทะ แล้วค่อยไปปลูกผักที่มีกลิ่นฉุนล้อมรอบ จะได้ป้องกันแมลง"
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงช่างเก่งกาจยิ่งนัก" ซินเยว่เล่อถึงกับหลุดเสียงหัวเราะ เมื่อจางกงกงเอ่ยชมนางซึ่งๆ หน้า ก่อนหญิงสาวจะเอ่ยหยอกเย้าคนสนิทกลับไปบ้าง
"พูดถูกใจ วันนี้ข้าจะเพิ่มเนื้อสัตว์ให้เจ้าอีกหนึ่งถ้วยใหญ่" หลังจากที่ซินเยว่เล่อเอ่ยจบก็มีเสียงหัวเราะของเหล่าข้าหลวงดังขึ้นจนทั่วบริเวณ จางกงกงที่ถูกองค์หญิงเล่นงาน ถึงกับยิ้มเขินหน้าแดง
"องค์หญิงทำเช่นนั้น พวกหม่อมฉันก็ผอมแย่สิเพคะ" นางกำนัลลี่จิน เอ่ยขึ้น
"พวกเจ้ามิควรกินเยอะเพราะจะทำให้อ้วนประเดี๋ยวจะไม่มีผู้ใดมาสู่ขอออกเรือน แต่จางกงกงต้องอยู่กับข้าไปทั้งชีวิต จำเป็นต้องบำรุงให้มากหน่อย" ยิ่งพูดจบ เสียงหัวเราะก็ยิ่งดังขึ้นมากกว่าเดิม ทำเอาคนถูกแซวเช่นขันทีน้อยถึงกับไปไม่เป็น
"เช่นนั้นพวกหม่อมฉันจะขออยู่กับองค์หญิงไปตลอดชีวิตดีกว่าเพคะ" ลี่จู เอ่ยขึ้นบ้าง ทำให้ซินเยว่เล่อหยุดมือที่กำลังปลูกผักก่อนจะลุกพรวดขึ้น แล้วแกล้งทำเสียงดุใส่นางกำนัลคนสนิท
"บังอาจ! ลี่จูเจ้ากำลังหลอกกินเนื้อสัตว์ของข้าอยู่ใช่หรือไม่!"
"หม่อมฉันมิกล้าเพคะ องค์หญิง"
"ชิชะ เห็นอยู่ว่าพวกเจ้ากำลังจะหลอกกินเนื้อสัตว์ของข้า!" เหล่าข้าหลวงต่างขบขันในท่าทีโกรธเคืองแบบไม่จริงจังขององค์หญิง ตั้งแต่ที่องค์หญิงน้อยของพวกนางฟื้นจากอาการป่วย นางก็เปลี่ยนไปจากองค์หญิงผู้สง่างาม เงียบขรึม กลายเป็นดรุณีน้อยที่มีแต่เสียงหัวเราะและอารมณ์ขัน กลายเป็นที่ชื่นชอบของพวกนางยิ่งนัก อย่างน้อยยามที่องค์หญิงรู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาเช่นนั้น มิต้องเก็บความเสียใจไว้แต่เพียงผู้เดียวเช่นแต่เก่าก่อน
ในขณะที่นางและคนของนางกำลังหัวเราะกันอยู่อย่างสดใสร่าเริง บนต้นไม้ไม่ไกลจากจุดที่นางอยู่กลับปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังยกยิ้มกับตัวเองเบาๆ
"นางช่างเป็นสตรีที่น่าสนใจจริงๆ"
ในขณะนั้นเองลี่หมัวมัวก็เดินเข้ามาพอดี
"องค์หญิงเพคะ พอเพียงเท่านี้ก่อนเถิดเพคะ แดดร้อนมากนัก"
"อืม หมัวมัวท่านให้นางกำนัลเตรียมน้ำเถิด ข้าอยากอาบน้ำยิ่งนัก"
"เพคะองค์หญิง"
ในขณะที่หญิงสาวกำลังลุกขึ้นปัดดินที่เปื้อนมือ เสียงที่ได้ยินจากบนต้นไม้ไม่ไกลจากจุดที่นางอยู่ ทำให้นางรู้ว่ามีผู้บุกรุก ก่อนจะปาอาวุธลับออกไป พร้อมกับส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาได้รู้
"ใครน่ะ!" เมื่อสิ้นเสียงองค์หญิงเหล่าบรรดาองครักษ์เงาก็เคลื่อนไหวไปทางด้านที่องค์หญิงปาอาวุธลับไปในทันที ชายหนุ่มที่เฝ้ามองอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งถูกอาวุธลับของนางเฉียดเข้าที่ใบหน้าเล็กน้อย ส่งผลให้มีเลือดซึมออกมา
"หึหึ ยังฝีมือดีไม่เปลี่ยน ขนาดเปลี่ยนมาเป็นร่างที่งดงามถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงได้เป็นสตรีใจดำเช่นเดิมได้เล่า" เมื่อกล่าวจบชายลึกลับผู้นั้นก็หายลับไป แม้กระทั่งองครักษ์เงาที่เก่งกาจที่สุด ยังไม่สามารถจับสายเงาของเขาได้ ทำให้หานฮุ่ยเจียงที่เป็นหัวหน้าองครักษ์มีสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ที่อยู่ๆ มีผู้บุกรุกเข้ามาถึงที่นี่ได้ หากว่าองค์หญิงมิใช่สตรีร้ายกาจ มิใช่ว่าจะถูกสังหารไปแล้วหรือ หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้มีสิบหัวก็คงจะมิพอเป็นแน่
ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้ร่างบางของดรุณีน้อย ก่อนจะคุกเข่าลงเสียงดังเพื่อขอรับโทษทัณฑ์
"ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ คนผู้นั้นหนีไปได้" เยว่เล่อได้แต่ถอนหายใจ ถึงอย่างไรองครักษ์ของนางก็มิใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นั้น ฝีมือร้ายกาจเช่นนั้น แม้แต่องครักษ์เป็นร้อยยังไม่สามารถตรวจจับความผิดปกติได้ ก็นับว่าฝีมือร้ายกาจไม่น้อย
"ช่างเถอะ! อย่างไรมันก็ผ่านไปแล้ว อย่าให้มีครั้งหน้าอีก"
"พ่ะย่ะค่ะ" หานฮุ่ยเจียงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะแทบกระอักเลือดกับคำกล่าวต่อมาขององค์หญิงน้อย
"หากมีครั้งหน้า ข้าคงจะต้องคิดว่าจะเลือกควักลูกตาพวกท่านหรือตัดหูของพวกท่านดี"
"พ่ะ...พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทราบแล้ว และจะระวังให้มากขึ้น"
"ท่านออกไปเถอะ ข้าจะพักผ่อน"
"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมทูลลา" เยว่เล่อยกยิ้มขบขันกับท่าทางตื่นตระหนกของอีกฝ่าย เมื่อยามที่ถูกนางพูดจาข่มขู่ เยว่เล่อละความสนใจก่อนจะถอดอาภรณ์แล้วลงแช่ในน้ำร้อนที่นางกำนัลเตรียมไว้ให้
ดวงตากลมค่อยๆ ปิดลงก่อนจะรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของนาง
"น่ารำคาญยิ่งนัก เหตุใดจึงไม่ไปอีก ท่านเป็นวิญญาณหรืออย่างไร จึงชอบเข้าออกพื้นที่ผู้อื่นโดยที่เจ้าของมิอนุญาต"
"หึหึ"
"หึ ไม่ทราบว่าท่านเองก็คงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักย่องเบาแล้วกระมัง"
"จุๆ ปากคอเราะราย บาดใจข้ายิ่งนัก"
"เลิกเสแสร้งแล้วออกไปเสีย น่ารำคาญจริง" ใบหน้างามล้ำของเยว่เล่อหันไปปะทะกับดวงตาราวกับหยกสลักของชายหนุ่ม ที่พอจะรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้งดงามราวกับเทพเซียนในยามที่มองจากไกลๆ แต่ไม่คิดว่าเมื่อได้มองใกล้ๆ จะทำให้หัวใจกระตุกได้ถึงเพียงนี้ เพราะเหตุนี้ซินะ ที่ทำให้นางถูกนำมาซ่อนไว้ในที่ห่างไกลเช่นนี้! เสียดายที่เจ้าของร่างไม่อยู่แล้ว ทั้งยังมีดวงวิญญาณของเจ้าวายร้ายตัวแสบมาอยู่แทน แม้ว่าร่างเดิมของเจียวหลินจะงดงามไม่ต่างจากสตรีผู้นี้เท่าใดนัก แต่คนตรงหน้ากลับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เมื่อได้เห็น แทบจะหยุดหายใจเช่นนี้ ชายหนุ่มหยุดต่อปากต่อคำ ก่อนจะยักไหล่แล้วหายลับไปในทันที
"เจ้าคนไร้มารยาท!"
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"องค์หญิงเพคะ"
"ว่ามา"
"คุณชายเจียหนิงกลับมาแล้วเพคะ" เจียหนิงญาติผู้พี่ขององค์หญิงซินเยว่เล่อซินะ
"ให้ญาติผู้พี่รอที่ห้องรับรอง เดี๋ยวข้าตามออกไป"
"เพคะ"
หลังจากที่เวลาผ่านไปไม่นาน เยว่เล่อก็เดินตามออกมายังบริเวณห้องรับรอง เจียหนิงที่เห็นว่าญาติผู้น้องหายดีแล้วก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาใช้เวลาเกือบสองเดือนในการตามหาหมอเทวดา และเมื่อเจอก็ยังต้องเสียเวลาเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย แต่ก็ยังไม่สำเร็จ สุดท้ายเพราะความพยายามจึงได้ตัวทายาทของหมอเทวดามาแทน
"ถวายบังคมองค์หญิง"
"ญาติผู้พี่อย่าได้มากพิธีเลยเจ้าค่ะ" เจียหนิงรู้สึกประหลาดใจยิ่งนักที่ญาติผู้น้องของเขาค่อนข้างเปลี่ยนไปอย่างมากในความรู้สึกของเขา แม้ว่าจะยังงดงามเช่นเดิม แต่ความรู้สึกสูงส่งกว่าที่เคยเป็น ทั้งความเข้มแข็งรวมถึงไอสังหารที่แผ่ขยายอยู่รอบๆ ตัวนั่นอีก มันคืออันใดกัน
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เอ่อ ท่านผู้นี้คือ"
"ท่านผู้นี้คือคุณชายฝู ทายาทของท่านหมอเทวดาฝูฮุ่ยหลาน กระหม่อมเห็นร่างกายขององค์หญิงไม่สู้ดี เลยเฝ้าตามหาท่านหมอเพื่อมารักษาองค์หญิง แต่มาวันนี้เห็นว่าองค์หญิงดีขึ้นแล้ว กระหม่อมยินดียิ่งนัก หากท่านปู่ทราบเรื่องนี้ต้องดีใจมากเป็นแน่"
"ถวายพระพรองค์หญิง ข้าน้อยมีนามว่าฝูเจียวซิน พ่ะย่ะค่ะ"
"ยินดีที่ได้พบคุณชายฝูเจ้าค่ะ เชิญท่านตามสบายเถิด อย่าได้มากพิธีเลยเจ้าค่ะ ขอบคุณญาติผู้พี่ที่เป็นห่วงข้ายิ่งนัก ตอนนี้ข้าดีขึ้นมากแล้วจริงๆ แต่ในเมื่อท่านหมอมาแล้วก็ช่วยตรวจดูเสียหน่อยเถิดจะได้ไม่ถือว่าเสียเที่ยว เจ้าค่ะ"
"ล่วงเกินองค์หญิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" นางกำนัลนำผ้าแพรผืนบางมาวางที่ข้อมือองค์หญิง ก่อนที่ท่านหมอฝูจะทำการตรวจชีพจรร่างกายให้หญิงสาว แต่ก็ต้องประหลาดใจยิ่งนัก ที่ภายในร่างกายของนางแข็งแรงมาก แต่หากสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือพิษที่อยู่ในร่างกายของนางไม่สามารถทำอันตรายนางได้เลย นับว่าร่างนี้ค่อนข้างพิเศษยิ่งนัก
"เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ"
"กราบทูลองค์หญิง ภายในร่างกายของท่านมีพิษอยู่หลายชนิดซ่อนอยู่ หากแต่ว่าไม่สามารถทำอันใดท่านได้ ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก"
"เป็นเช่นนั้นเองหรือ" ครั้งแรกที่นางเข้ามาอยู่ในร่างกายนี้ก็พอทราบดีอยู่แล้ว ว่าองค์หญิงน้อยผู้นี้ถูกวางยาพิษมาเป็นเวลานาน เพียงแต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจไม่น้อยคือ พิษนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้องค์หญิงซินเยว่เล่อสิ้นใจ แต่เป็นเพราะนางป่วยเป็นโรคร้ายมานาน ซึ่งเรื่องนี้ดรุณีน้อยก็รู้ตัวมานานแล้วเช่นกัน นับว่าร่างใหม่ของนางมีลักษณะที่พิเศษเช่นที่ท่านหมอฝูกล่าวมาจริงๆ
"แล้วจะเป็นอันตรายหรือไม่ท่านหมอ!"
"เพื่อไม่ประมาท กระหม่อมจะทำการถอนพิษที่อยู่ในร่างกายขององค์หญิงออกมาให้หมดพ่ะย่ะค่ะ"
"ท่านทำได้จริงๆ ใช่หรือไม่ท่านหมอ ต้องขออภัย ข้ามิได้ตั้งใจจะดูถูกท่านเพียงแต่เป็นห่วงองค์หญิงเท่านั้น" เจียหนิงกล่าวขึ้นอย่างร้อนใจ
"คุณชายมู่หรงอย่าได้กังวล ที่ท่านเข้าใจน่ะถูกต้องแล้ว หากเป็นหมอธรรมดาย่อมไม่สามารถที่จะรักษาพิษในร่างกายขององค์หญิงได้อย่างแน่นอน เพราะพิษแต่ละตัวนั้นค่อนข้างร้ายแรงและยากต่อการรักษาจริงๆ เพียงแต่ตำรับยาในการรักษาของตระกูลข้านั้น ย่อมไม่เหมือนใครและสามารถรักษาองค์หญิงได้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า..."
"เพียงแต่ว่าอันใดหรือท่านหมอ"
"เชิญท่านหมอกล่าวมาเถิดเจ้าค่ะ"
"ข้าอาจจะต้องใช้เวลา คงต้องขอรบกวนองค์หญิงสักพักใหญ่ๆ"
"เรื่องเพียงเท่านี้เอง อย่าได้เกรงใจเลยเจ้าค่ะ เป็นข้าต่างหากที่ต้องรู้สึกเกรงใจท่านที่ต้องรั้งให้ท่านอยู่รักษาข้าจนกว่าจะหายเช่นนี้ ลำบากคุณชายแล้วเจ้าค่ะ"
ฝูเจียวซินมองใบหน้าของดรุณีน้อยที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่น ก่อนจะพินิจว่าหากนางเติบโตขึ้นมาคงจะเป็นสตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้าเป็นแน่ ทั้งนิสัยใจคอก็มิได้ถือยศถือศักดิ์แม้แต่น้อย
"พวกท่านเดินทางมาเหนื่อยๆ ข้าจะให้ข้าหลวงรับรองพวกท่านอย่างดีเจ้าค่ะ"
"ลี่จินลี่จู สั่งให้ข้าหลวงพาคุณชายทั้งสองไปพักผ่อน รับรองให้ดีเล่า"
"เพคะ องค์หญิง"
ชายหนุ่มทั้งสองคำนับหญิงสาวก่อนจะเดินตามนางกำนัลกลับไปพักยังเรือนรับรองที่ห่างออกไปไม่ไกล
"ท่านพี่... อ๊ะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ อ่า..." แท่งทวนถูกดันเข้าไปในส่วนที่อ่อนนุ่มจนกระทั่งสุดลำก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะประสานกับเสียงครางหวานของคนทั้งสอง ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดสองกายแนบชิดสุดสวาท ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งช่องว่างเพื่อให้อากาศลอยผ่าน ดวงหน้าที่เย้ายวนชวนเคลิ้มฝันของผู้เป็นภรรยาทำเอาชายหนุ่มคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเร่งแรงขยับโยกกายเข้าออกที่รุนแรงขึ้นพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยราวกับกำลังอดกลั้น ก่อนจะส่งหญิงสาวมุ่งสู่ปลายฝัน แล้วพลิกร่างบางนอนคว่ำจากนั้นสอดใส่ความแข็งขืนจากด้านหลังเยว่เล่อที่เพิ่งมุ่งสู่ปลายฝันได้ไม่นานกลับถูกกะทำซ้ำที่จุดเดิม ทำให้หญิงเสียวซ่านจนร่างกายแทบอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงที่จะขัดขืน เสียงขาเตียงเสียดสีกับพื้นห้องดังเป็นจังหวะ ชายหนุ่มกระทำอยู่ในท่วงท่าหมอบคลานได้ไม่นาน ร่างของหญิงสาวก็จิกเกร็งล่องลอยสู่ปลายฝันอีกครั้ง จึงถูกชายหนุ่มจับพลิกกายหันหน้าเข้าหาเขาในท่วงท่านั่ง ใบหน้าคมคายกดซบลงที่หน้าอกอวบใหญ่ก่อนจะดูดเล็มที่ปลายยอดถันหนักเบาสลับกัน แขนเรียวเสลาคล้องที่ลำคอของสามีปลายเล็บของนางจิกทึ้งที่หลังของเขาจนเกิดรอยเพื่อต้อง
เมื่อบุตรชายบุตรสาวอายุได้ราวหนึ่งขวบ ซินเยว่เล่อก็เดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยือนบิดามารดา แต่เพราะเจ้าน้องสาวตัวแสบไม่คิดกลับมาที่เมืองหลวงอีก ได้แต่ฝากคำมากับนาง หญิงสาวเบื่อหน่ายกับกฎเกณฑ์ของวังหลวง อยากจะเดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์กับท่านหมอเทวดาฝูเจียวซิน ซินเยว่เล่อเห็นว่าหญิงสาวนั้นดูแลตัวเองได้ดีทั้งยังมีลี่จินลี่จูติดตามไปด้วย นางจึงได้มอบองครักษ์มือดีที่สุดให้ไปอีกหนึ่งคน นั่นก็คือท่านหานสุ่ยเจียงโดยในตอนนี้ลี่หมัวมัวและลู่กงกงได้ย้ายกลับมาอยู่กับนางเช่นเดิมแล้ว ขบวนการเดินทางในแต่ละครั้งของนางจึงยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะไม่ว่าจะไปทางใดก็ล้วนขนย้ายไปพร้อมกันหมดแม้คนจะเยอะไปเสียหน่อยแต่อบอุ่นเหลือเกินการเดินทางกลับมาในครั้งนี้ใช้รถม้าถึงแปดคันหญิงสาวและสามีนั่งรถม้าคันแรก ส่วนคันที่สองเป็นของลี่หมัวมัวและลู่กงกงที่ต้องคอยดูแลเจ้าสองก้อนแป้งคันที่สามเป็นของนางกำนัลคนสนิททั้งสองและจางซีคันที่สี่และห้าเป็นของสาวใช้ทั่วไปและองครักษ์ ส่วนที่เหลือก็ใช้ขนข้าวของ เพราะซินเยว่เล่อนั้นไม่นิยมชมชอบให้ผู้ติดตามต้องลำบากฉะนั้นในขบวนเดินทางของนางจะไม่ม
"ใครใช้ให้ข้าหลงรักท่านเช่นนี้เล่า" หญิงสาวได้แต่เบือนหน้าหลบหนีด้วยความเจ็บปวด ขอบตาของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นางได้แต่เงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อมิให้น้ำตาไหล ก่อนจะหวนคิดว่าเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วที่นางยินยอมอยู่เช่นนี้ ได้เพียงมองจากที่ไกล ๆจากด้านหลังของเขาเพียงเท่านั้น แม้รู้ว่าต้องเจ็บแต่นางก็ไม่สามารถจากไปที่ใดได้เลย ไม่ใช่ว่ารักเพียงเขาแต่เพราะรักบุตรชายหญิงของเขาราวกับเป็นบุตรแท้ๆของตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเผลอไผลหลงลืมตัวไปเสียแล้วว่านางมิได้เป็นมารดาแท้ๆของเด็กน้อยเหล่านั้น วันเวลาช่างหมุนผ่านไปเร็วยิ่งนักซินเยว่เล่อมีอาการดีขึ้นเป็นอย่างมาก หญิงสาวสามารถออกมาเดินเล่นด้านนอกได้ตามปกติแล้ว ท่ามกลางฤดูวสันต์ที่กำลังมาเยือน ลมเย็นอ่อนๆค่อยๆโชยมาในยามเย็น หญิงสาวนั่งอยู่ในศาลากับน้องสาวฝาแฝดพร้อมกับเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสอง ก่อนจะพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระพร้อมกับระลึกความหลังครั้งก่อนกันอย่างมีความสุข หลังจากที่นางหายดีฝูเจียวซินก็ต้องขอตัวลากลับแคว้นซีฉิน เพราะต้องกลับไปดูแลโรงหมอของท่านอาจารย์ ปลายปีนี้จะมีการสอบคัดเลือกบัณฑิตแพทย์รุ่นแรก ที่แคว้นซีฉิน ทำให้ซินเยว่เ
หลังคลอดบุตรซินเยว่เล่อต้องทำการพักฟื้นอยู่นานนับเดือนกว่าที่ร่างกายจะดีขึ้น โดยมีท่านหมอเทวดาฝูเจียวซินอยู่ให้การดูแลเหล่าคณะหมอหลวงได้เดินทางกลับไปตั้งแต่หญิงสาวคลอดได้สามวันพร้อมกับมู๋หรงหวงกุ้ยเฟย ด้วยราชโองการของฝ่าบาททำให้นางมีความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถขัดราชโองการดังกล่าวได้ ก่อนจะจำใจขึ้นรถม้าแล้วบอกลาหลานๆที่น่ารักของตน ส่วนซินเยว่เหมยนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่านางสนิทและคุ้นเคยกับท่านหมอฝูอยู่มาก จากการรักษาใบหน้าเมื่อครั้งก่อนและหญิงสาวกมีความสามารถและทักษะการแพทย์เล็กน้อยจึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา ชายหนุ่มเห็นว่าตนอาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของอีกฝ่ายจึงได้ปฏิเสธไป ทำเอาองค์หญิงน้อยเกิดอาการงอแงขึ้นและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเอาแต่ตามติดชายหนุ่มตลอดทั้งวัน ในยามที่เขาต้องการผู้ช่วยก็เป็นนางที่รีบเสนอตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีปริปากบ่นทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย "องค์หญิงอย่าได้พยายามไปมากกว่านี้เลย พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรกระหม่อมก็มิอาจรับท่านเป็นศิษย์ของกระหม่อมได้""เพราะเหตุใดเจ้าคะ""ท่านเป็นถึงองค์หญิง เหตุใดจึงต้องหาเรื่องลำบากให้ตนเองด
ซ่งเทียนเหิงก้าวเข้าไปพร้อมกับฝูเจียวซินโดยไม่สนใจคำทัดทานของผู้ใดทั้งสิ้น ก่อนจะเข้าไปโอบกระชับร่างของนางมาไว้ในอ้อมอก ฝูเจียวซินทำหน้าที่ฝังเข็มบนจุดชีพจรของหญิงสาวราว ๆครึ่งเค่อ ร่างบางก็เริ่มได้สติขึ้นมาใหม่ ก่อนที่ท่านหมอหนุ่มจะหยิบเม็ดยาบางอย่างให้นางกินลงไป ตัวยานี้เป็นยาสำหรับสตรีที่คลอดยากโดยเฉพาะที่เขามิยินยอมให้นางกินตั้งแต่แรกเพราะครรภ์ของนางแต่เดิมก็เป็นพิษอยู่แล้วและยาชนิดนี้ก็ค่อนข้างแรงอยู่มาก เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงให้นางกินมันลงไปแต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าคิดผิด ที่ปล่อยให้ซินเยว่เล่อคลอดเองโดยใช้เวลานานถึงเพียงนี้ เพียงกลืนยาลงไปไม่นานหญิงสาวก็มีแรงมากขึ้นก่อนจะรู้สึกเจ็บหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรงซ่งเทียนเหิงถูกลากออกไปพร้อมกับสหายก่อนที่รั้งรออยู่ด้านนอกประตู แล้วเดินไปเดินมาไม่หยุด ราวครึ่งชั่วยามที่ยังคงมีเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังลอดออกมาจากในห้องอย่างต่อเนื่องก่อนจะมีเสียงร้องของเด็กตามออกมาด้วย"คลอดแล้วๆ ""อุ๊แว๊ อุ๊แว๊""ขอแสดงความยินดีกับซ่งกั๋วกง เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ" นางกำนัลผู้ช่วยหมอทำคลอดห่อตัวเด็กน้อยด้วยผ้าก่อนจะอุ้มมาแล้วส่งให้ผู้เป็นบิดา
เยว่เหมยเดินทางมาถึงตำหนักแสงจันทร์พร้อมกับหมอหลวงและเสด็จแม่กุ้ยเฟย เพราะหญิงสาวอ้อนวอนบุตรสาวให้ช่วยพานางมาด้วยแม้ว่าในตอนแรกเยว่เหมยจะไม่เห็นด้วยแต่กลับเข้าใจดี สตรีผู้นี้รักนางและพี่สาวมากหากต้องให้ทำเพียงรอฟังข่าวจิตใจคงไม่อาจสงบได้ จึงได้วางแผนลักพานางหญิงสาวมาพร้อมกับนางเสียเลยถึงอย่างไร กว่าเสด็จพ่อจะรู้ตัว นางก็พาเสด็จแม่เดินทางใกล้ถึงตำหนักแสงจันทร์แล้วในวันที่คณะหมอหลวงมาถึงนั้น ฝูเจียวซินทายาทหมอเทวดาก็ได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วราวเจ็ดวัน ภายในห้องของเยว่เล่ออบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ทำให้ผ่อนคลาย หมอหลวงทั้งหมดได้ทำงานร่วมกับฝูเจียวซินได้เป็นอย่างดี ความรู้ที่มีชายหนุ่มก็ถ่ายทอดให้กับหมอหลวงเหล่านั้นโดยที่ไม่รังเกียจ ทำให้เขาเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าหมอหลวงยิ่งนัก เยว่เล่อต้องอดทนนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลาจนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเดือนที่แปด ฝูเจียวซินนั้นคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรหญิงสาวก็คงต้องคลอดในช่วงเวลาประมาณนี้อย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้เขาทำเพียงพยุงอาการไม่ให้นางคลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์ที่ยังอ่อนแอเท่านั้นเองเพราะหากเป็นเช่นนั้น แม้แต่ชีวิตของมารดาก็ไม่อ
แม้ว่าเหล่าข้าหลวงคนสนิททั้งหลายขององค์หญิงจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของดรุณีน้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะกล่าวออกมา ได้แต่หวังให้องค์หญิงน้อยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถึงอย่างไรที่นี่ก็ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ จะมีผู้ใดมาเฝ้าสังเกตได้ หากองค์หญิงต้องการทำสิ่งใดพวกเขาก็ล้วนยินดีสนับสนุน
ท่ามกลางความรื่นเริงของผู้คนในตำหนักแสงจันทร์อันห่างไกล อีกฟากฝั่งภายในเมืองหลวง สตรีผู้หนึ่งที่อยู่บนรถม้ากับสาวใช้ส่วนตัว แม้ว่าอายุจะย่างเลขสามแล้วแต่ความงามก็ยังคงตราตรึง ใบหน้างามดูอ่อนวัยราวกับหญิงสาวอายุสิบแปด รูปร่างที่เย้ายวนยังชวนให้บุรุษหลงใหลได้ไม่ยากเย็น ก่อนริมฝีปากบางจะเอ่ยกับสาวใช้ส
เจียวหลินที่ตื่นขึ้นมาในร่างขององค์หญิงซินเยว่เล่อ เมื่อสำรวจความแข็งแรงของร่างนี้ก็พบว่าหญิงสาวมีกำลังภายในแม้ไม่ได้แข็งแกร่ง แต่ก็ถือว่าพอถูไถไปได้ทำให้ร่างกายแข็งแรงพอที่เจียวหลินจะฟื้นฟูวรยุทธ์ของนางได้ไม่ยาก ทั้งรูปโฉมขององค์หญิงผู้นี้ช่างงดงามล่มเมืองยิ่งนัก ใบหน้าเรียวเล็กได้รูปรับกับจมูกโด่
"นางเป็นอย่างไรบ้าง""คาดว่าน่าจะมีชีวิตได้อีกไม่นานแล้ว""หึ เช่นนั้นก็ดี""เหตุใดเจ้าจึงได้ใจร้ายกับเด็กน้อยผู้นั้นถึงเพียงนี้เล่า""ข้าเกลียดมัน! ใครใช้ให้มันมีใบหน้าที่เหมือนกับคนผู้นั้นถึงเพียงนั้นเล่า""เจ้านี่นะ ฆ่าแม่แล้วยังฆ่าลูก อีก""หึ เจ้าสงสารมันหรือ? หรือว่ายังอาลัยอาวรณ์ต่อสตรีแพศยา







