LOGINแม้ว่าเหล่าข้าหลวงคนสนิททั้งหลายขององค์หญิงจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของดรุณีน้อย แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะกล่าวออกมา ได้แต่หวังให้องค์หญิงน้อยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ถึงอย่างไรที่นี่ก็ห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ จะมีผู้ใดมาเฝ้าสังเกตได้ หากองค์หญิงต้องการทำสิ่งใดพวกเขาก็ล้วนยินดีสนับสนุน
ตำหนักแสงจันทร์ดำเนินไปด้วยความสงบสุขอย่างเช่นทุกวัน โดยพรุ่งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ซินเยว่เล่อจะได้ออกไปสูดอากาศนอกตำหนักเสียบ้าง
รุ่งเช้าซินเยว่เล่อยังคงตื่นเช้า ฝึกยุทธ์ และกลับเข้าเรือนอาบน้ำก่อนจะเลือกสวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี แม้ความจริงจะต้องการสวมชุดที่ดูคล้ายจอมยุทธ์น้อยมากกว่าแม่นางน้อย แต่มองจากสายตาของแม่นมแล้วอีกฝ่ายคงมิยอมกระมัง นางจึงได้แต่ยอมๆ ไปก่อน เพื่อความสบายใจของแม่นม
รถม้าคันหรูแม้มิได้มีสัญลักษณ์ใดติดอยู่ แต่ลักษณะของตัวรถที่สั่งทำจากไม้เนื้อดีหายาก ม้าที่ดูเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีหรือแม้กระทั่งคนบังคับม้าที่ดูภูมิฐานมากเกินกว่าจะเป็นเพียงบ่าวบังคับม้าธรรมดา ทำให้รถม้าของนางดูน่าสนใจในสายตาของคนทั่วไปไม่น้อย แต่เพราะใบหน้าอันงามล้ำแม้จะเป็นเพียงดรุณีน้อยขององค์หญิงซินเยว่เล่อผู้นี้ ทำให้ต้องสวมหมวกคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้ตลอดเวลา ซึ่งหญิงสาวคิดว่าทำเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างไรในตอนนี้นางก็เป็นเพียงแค่ดรุณีน้อยวัยสิบสามเท่านั้น
"คุณหนูสามขอรับถึงตัวเมืองจี๋หนานแล้วขอรับ ไม่ทราบว่าคุณหนูจะไปที่ใดก่อนขอรับ" หานฮุ่ยเจียงเอ่ยถามดรุณีน้อยด้านใน ที่ให้เหล่าองครักษ์และเหล่าข้าหลวงเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แต่ยามเรียกจริงๆ ก็ยังคงเรียกขานนางเช่นเดิม จนหญิงสาวรู้สึกอ่อนใจ ก่อนจะให้เรียกขานเช่นนี้ยามอยู่ข้างนอกก็แล้วกัน
"เช่นนั้นไปท่าเรือก่อนเถิด"
"องค์หญิง เอ่อ คุณหนูรู้จักท่าเรือด้วยหรือเจ้าคะ" ลี่อินและลี่หยางทำสีหน้าแปลกใจ ที่อยู่ๆ องค์หญิงน้อยก็รู้จักท่าเรือ
"ข้าได้ยินบรรดาองครักษ์พูดถึงน่ะ คิดอยากจะไปดูให้เห็นกับตาสักครั้ง"
รถม้าเคลื่อนตัวมาจอดเทียบยังด้านหน้าท่าเรือก่อนจะส่งให้ซินเยว่เล่อและสาวใช้ลงจากรถม้า ประกบตามด้วยหานฮุ่ยเจียงด้านหลัง หญิงสาวเดินดูสินค้าที่ชาวโพ้นทะเลนำมาขายก็ได้แต่เก็บรายละเอียดไว้ในใจ ก่อนจะยืนมองสินค้าแต่ละอย่างซึ่งล้วนเป็นสินค้าหายากทั้งสิ้น อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ที่ไม่มีในแผ่นดินนี้ก็มีขายด้วยเช่นกัน ช่างน่าสนใจนัก
เมื่อเดินดูไปเรื่อยๆ จนรู้สึกพอใจแล้ว จึงกล่าวให้องครักษ์ไปจองโรงเตี๊ยมไว้พักคืนนี้ ส่วนตนเอง สาวใช้และองครักษ์อีกคนแวะเดินเล่นแถวตลาด หญิงสาวเดินตรงเข้าไปในร้านสมุนไพรก่อนจะเดินออกมาแล้วก็เดินเข้าอีกร้านและเดินออกมา ทำเช่นนี้จนได้รู้ว่า ร้านสมุนไพรของที่นี่มีถึงห้าร้าน แต่ไม่มีร้านใดมีสมุนไพรหายากราคาแพงเลยสักร้าน ภายในใจก็ได้แต่คิดไปต่างๆ นานา ก่อนจะรู้สึกเหนื่อยและหิวยิ่งนัก
"วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถิด ข้าเหนื่อยแล้วต้องการพักผ่อน"
"เช่นนั้นเรากลับที่พักกันก่อนเถิดขอรับ"
"อืม ก็ดีเหมือนกัน"
โรงเตี๊ยมที่นางพักนั้นเป็นกิจการของสำนักพยัคฆ์หมื่นเมฆา ก่อนหญิงสาวจะได้รับห้องพักที่ดีที่สุดคือห้องริมสุดของชั้นสาม ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นห้องที่กันไว้เฉพาะนางเมื่อครั้งยังเป็นเจียวหลิน แต่วันนี้ท่านนายใหญ่กลับสั่งให้ดรุณีน้อยผู้นี้เข้าพักได้ ทำให้หลงจู๊ที่ดูแลที่นี่มากว่ายี่สิบปีถึงกับงุนงงยิ่งนัก แต่ก็มิได้เอ่ยขัดสิ่งใด เพราะอย่างไรนายหญิงก็ตายไปแล้ว เช่นนั้นคงมิต้องเก็บห้องพักห้องนั้นไว้ให้ผู้ใดอีก
หญิงสาวเข้าพักในห้องก่อนจะอาบน้ำทานอาหารจนเรียบร้อย จึงสั่งให้สาวใช้ไปพักแต่ทั้งสองกลับลังเล ซินเยว่เล่อจึงได้แต่หว่านล้อมว่านางนอนไม่หลับหากมีคนอยู่ในห้องด้วย ซึ่งซินเยว่เล่อคนเดิมก็มีนิสัยตรงนี้ที่คล้ายคลึงกับนาง ทำให้นางกำนัลทั้งสองไม่เกิดความสงสัย
แม้ว่าหานฮุ่ยเจียงจะยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง และบริเวณโดยรอบก็มีเหล่าองครักษ์เงากว่าสามสิบชีวิต แต่หญิงสาวก็หาได้สนใจไม่ เพราะในยามนี้คงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาภายในห้องนี้อย่างแน่นอน นางเดินหายเข้าไปในมุมภาพวาดด้านในสุดของห้อง มือเล็กหมุนแจกันใบใหญ่ที่วางอยู่ข้างผนังก่อนช่องทางลับจะเปิดขึ้นตรงพื้นด้านหน้าที่นางยืนอยู่ หญิงสาวเดินลงบันไดมายังห้องพักที่อยู่ชั้นสอง แน่นอนว่าห้องทั้งสองนี้เชื่อมต่อกันและถูกสร้างขึ้นให้เก็บเสียงเป็นอย่างดี
ในขณะที่ร่างของดรุณีน้อยเยื้องย่างลงมาจากบันไดห้องชั้นสาม พลันบุรุษกว่าสิบนายที่อยู่ห้องด้านล่างต่างก็รู้สึกหวั่นวิตก ไอสังหารที่แผ่ออกมาทั้งๆ ที่เจ้าตัวยังเดินลงบันไดมาได้เพียงไม่กี่ขั้นนั้น ทำให้เหล่าบุรุษในห้องถึงกับเหงื่อซึมที่ขมับ ไอสังหารรุนแรงเช่นนี้พวกเขาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่นนั้นร่างนี้ก็เป็นร่างใหม่ของนายหญิงเจียวหลินมิผิดแน่
ร่างเล็กก้าวลงจากบันไดขั้นสุดท้าย ก่อนเผยให้เห็นร่างของดรุณีน้อยที่มีใบหน้าที่งามล้ำเกินจะเอื้อนเอ่ยสุดจะบรรยาย เหล่าบุรุษน้อยใหญ่ที่ยืนมองได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึก ร่างเดิมของนายหญิงเจียวหลินเดิมทีก็งามล่มเมืองอยู่แล้ว แต่ร่างใหม่นี้แม้จะยังเป็นเพียงดรุณีน้อยที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่นแต่กลิ่นอายสูงส่งไม่ธรรมดาของเจ้าของร่างเดิมและใบหน้าที่งามพิสุทธิ์เช่นนี้ เห็นทีว่ามิเกินห้าปีคงได้มีข่าวคราวของเหล่าบุรุษที่เข่นฆ่ากันเพื่อช่วงชิงนางเป็นแน่
ร่างเล็กในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดี แม้มิได้อยู่ในชุดผ้าไหมหรูหราแต่กลิ่นอายสูงศักดิ์ของร่างเดิมก็เป็นที่ยอมรับและมิอาจปฏิเสธได้ ว่าร่างนี้ช่างเหมาะสมกับหลานสาวผู้เดียวของต้าอ๋องเช่นเขายิ่งนัก
"คารวะท่านตาเจ้าค่ะ" เจียวหลินในร่างซินเยว่เล่อยอบกายคำนับต้าอ๋องหรือนายท่านเจียวเหอ ผู้มีศักดิ์เป็นท่านตาของนาง
"เจ้า คือเจียวหลินเช่นนั้นหรือ"
"เจ้าค่ะท่านตา"
"นั่ง นั่งลงก่อนเถิด เจ้าหิวหรือไม่"
"หลานทานมาแล้วเจ้าค่ะ"
"ร่างนี้..." ชายชราเอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้ ไม่ต่างจากบุรุษที่เป็นองครักษ์มือดีของเขาทั้งเก้าคน
"ร่างนี้ คือองค์หญิงซินเยว่เล่อเจ้าค่ะ ธิดาอันเป็นที่รักของฮ่องเต้แคว้นเฉิงอัน" เจียวเหอที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจยิ่งนัก เป็นเหตุบังเอิญหรือสวรรค์ลิขิตแล้วกันแน่ เหตุใดหลานสาวของเขาและบุตรสาวของเขาจึงหนีไม่พ้นคนผู้นี้เสียที
"อืม เหมาะสม ถือว่าเหมาะสมกับเจ้าแล้ว กลิ่นอายสูงศักดิ์เช่นนี้ ครั้งแรกที่เห็นเหยี่ยวแดงตัวนั้นส่งป้ายหยกมาให้ที่สำนัก ตาก็พอรู้แล้วว่าเจ้าน่าจะกลับมาได้แล้วและคงจะปลอดภัยดี"
"เรียนท่านตา หลานกลับมาอย่างปลอดภัยเจ้าค่ะ เพียงแต่ร่างนี้คงมิได้ปลอดภัยอย่างที่หวังเท่าใด มีหลายคนต้องการให้นางตายและก็สมใจพวกมัน เพียงแต่พวกมันคงไม่คาดคิดว่าคนที่ฟื้นขึ้นมาจะเป็นผู้อื่นไปแล้ว"
"เช่นนั้นเจ้าก็นำคนของเรากลับไปด้วยเสียสักยี่สิบสามสิบคนเถิด" หญิงสาวส่ายหน้า ก่อนจะให้เหตุผลผู้เป็นตา
"ตอนนี้คงยังมิได้เจ้าค่ะ แม้ว่าข้าจะถูกปองร้ายแต่องครักษ์ที่ถูกส่งมาคุ้มกันก็ล้วนเป็นยอดฝีมือและก็มีมากกว่าร้อยแล้วเจ้าค่ะ หลานสำรวจแล้วทุกคนต่างไว้ใจได้เจ้าค่ะ"
"เช่นนั้น ตาจะให้คนของเราไปตั้งโรงเตี๊ยมที่ไม่ห่างจากตำหนักที่เจ้าอยู่ หากเกิดสิ่งใดขึ้นจะได้ช่วยเหลือได้ทัน"
"ขอบคุณท่านตาเจ้าค่ะ"
"เจ้ามีเรื่องอันใดจะกล่าวกับตาหรือหลินเอ๋อร์"
"เอ่อ ไม่ขอปิดบังท่านตา หลานต้องการเมล็ดพันธุ์สมุนไพรจำนวนมากเจ้าค่ะ"
"หืม"
"หลานคิดว่าจะปลูกสมุนไพรบนเขาลูกนั้นเช่นเดียวกับที่ทำที่หุบเขาเซิ่งซานเจ้าค่ะ"
"อืม เป็นความคิดที่ดี เช่นนั้นอีกเจ็ดวัน ตาจะให้คนนำของไปส่งให้เจ้าที่ตำหนักก็แล้วกัน"
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านตา" นายท่านเจียวเหอได้แต่พินิจมองหลานสาวอันเป็นที่รักที่ตัวเขาเลี้ยงดูมากว่ายี่สิบปี หลังจากที่บุตรสาวคนเดียวของเขาจากไปตั้งแต่คลอดนางได้เพียงเจ็ดวัน เด็กสาวตรงหน้าก็เปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างของเขา เรื่องชาติกำเนิดของนางหรือแม้กระทั่งบิดาของนาง ตัวเขามิได้คิดจะปิดบัง หากแต่ในเมื่อเด็กสาวมิได้เอ่ยถาม เขาก็มิจำเป็นต้องบอกเล่าอันใด จนกระทั่งในวันที่หลานสาวเพียงคนเดียวของเขาจากไปเพราะถูกลอบสังหารจากยอดฝีมือนับร้อย หัวใจของชายชราก็เจ็บปวดราวกับกำลังแหลกสลาย เขาพร้อมจะลองทุกวิถีทางเพื่อทำให้เจียวหลินได้กลับมา และในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ แต่โชคชะตาราวกับกลั่นแกล้งหลานรัก ที่ทำให้ต้องฟื้นขึ้นมาในร่างของน้องสาวต่างมารดาเช่นนี้ สวรรค์คงกำหนดแล้วใช่หรือไม่ที่ทำให้นางได้สิ่งที่ควรเป็นของนางกลับคืนมาอยู่ในร่องในรอยเดิมของมัน ช่างเป็นเรื่องน่าตลกสิ้นดี ชายชรามิคิดจะเล่าอันใดให้หลานสาวได้รับรู้ เพราะเขามิรู้ว่าหากหญิงสาวได้รับรู้ความจริงนางจะมีความรู้สึกเช่นไร เขาหวังเพียงให้นางอยู่ดีและมีความสุข นั่นคือสิ่งที่ชายชราคาดหวังให้เกิดกับหลานสาวอันเป็นที่รักของเขา
"ท่านตาเจ้าคะ"
"ว่าอย่างไรหรือ"
"เรื่องของหลาน... อย่าพึ่งเอ่ยให้ผู้ใดรับรู้ได้หรือไม่ หลานเกรงว่า"
"จะมิมีผู้ใดล่วงรู้เรื่องของเจ้า ตารับรอง"
"ขอบคุณเจ้าค่ะ"
"หลินเอ๋อร์ ตาดีใจที่เจ้ากลับมาและตาไม่ต้องการให้เจ้าเข้ามาวุ่นวายในสำนักอีก จงใช้ชีวิตต่อจากนี้ของเจ้าอย่างมีความสุขได้หรือไม่ เจ้าสัญญากับตาได้หรือไม่ หลานรัก"
"ท่านตา"
"..." ซินเยว่เล่อรับรู้ความหวังดีของชายชรา แต่หากให้นางทิ้งทุกคนนางก็มิอาจทำได้ ได้แต่ตอบแบบกำกวมเพื่อให้ชายชราวางใจเท่านั้น
"หลานจะใช้ชีวิตให้มีความสุขเจ้าค่ะ"
"ดี ดียิ่ง"
"ท่านพี่... อ๊ะ ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะ อ่า..." แท่งทวนถูกดันเข้าไปในส่วนที่อ่อนนุ่มจนกระทั่งสุดลำก่อนจะเคลื่อนไหวเข้าออกอย่างเป็นจังหวะประสานกับเสียงครางหวานของคนทั้งสอง ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดสองกายแนบชิดสุดสวาท ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งช่องว่างเพื่อให้อากาศลอยผ่าน ดวงหน้าที่เย้ายวนชวนเคลิ้มฝันของผู้เป็นภรรยาทำเอาชายหนุ่มคลุ้มคลั่ง ก่อนจะเร่งแรงขยับโยกกายเข้าออกที่รุนแรงขึ้นพร้อมกับเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อยราวกับกำลังอดกลั้น ก่อนจะส่งหญิงสาวมุ่งสู่ปลายฝัน แล้วพลิกร่างบางนอนคว่ำจากนั้นสอดใส่ความแข็งขืนจากด้านหลังเยว่เล่อที่เพิ่งมุ่งสู่ปลายฝันได้ไม่นานกลับถูกกะทำซ้ำที่จุดเดิม ทำให้หญิงเสียวซ่านจนร่างกายแทบอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงที่จะขัดขืน เสียงขาเตียงเสียดสีกับพื้นห้องดังเป็นจังหวะ ชายหนุ่มกระทำอยู่ในท่วงท่าหมอบคลานได้ไม่นาน ร่างของหญิงสาวก็จิกเกร็งล่องลอยสู่ปลายฝันอีกครั้ง จึงถูกชายหนุ่มจับพลิกกายหันหน้าเข้าหาเขาในท่วงท่านั่ง ใบหน้าคมคายกดซบลงที่หน้าอกอวบใหญ่ก่อนจะดูดเล็มที่ปลายยอดถันหนักเบาสลับกัน แขนเรียวเสลาคล้องที่ลำคอของสามีปลายเล็บของนางจิกทึ้งที่หลังของเขาจนเกิดรอยเพื่อต้อง
เมื่อบุตรชายบุตรสาวอายุได้ราวหนึ่งขวบ ซินเยว่เล่อก็เดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อเยี่ยมเยือนบิดามารดา แต่เพราะเจ้าน้องสาวตัวแสบไม่คิดกลับมาที่เมืองหลวงอีก ได้แต่ฝากคำมากับนาง หญิงสาวเบื่อหน่ายกับกฎเกณฑ์ของวังหลวง อยากจะเดินทางไปศึกษาวิชาแพทย์กับท่านหมอเทวดาฝูเจียวซิน ซินเยว่เล่อเห็นว่าหญิงสาวนั้นดูแลตัวเองได้ดีทั้งยังมีลี่จินลี่จูติดตามไปด้วย นางจึงได้มอบองครักษ์มือดีที่สุดให้ไปอีกหนึ่งคน นั่นก็คือท่านหานสุ่ยเจียงโดยในตอนนี้ลี่หมัวมัวและลู่กงกงได้ย้ายกลับมาอยู่กับนางเช่นเดิมแล้ว ขบวนการเดินทางในแต่ละครั้งของนางจึงยิ่งใหญ่กว่าเดิมเพราะไม่ว่าจะไปทางใดก็ล้วนขนย้ายไปพร้อมกันหมดแม้คนจะเยอะไปเสียหน่อยแต่อบอุ่นเหลือเกินการเดินทางกลับมาในครั้งนี้ใช้รถม้าถึงแปดคันหญิงสาวและสามีนั่งรถม้าคันแรก ส่วนคันที่สองเป็นของลี่หมัวมัวและลู่กงกงที่ต้องคอยดูแลเจ้าสองก้อนแป้งคันที่สามเป็นของนางกำนัลคนสนิททั้งสองและจางซีคันที่สี่และห้าเป็นของสาวใช้ทั่วไปและองครักษ์ ส่วนที่เหลือก็ใช้ขนข้าวของ เพราะซินเยว่เล่อนั้นไม่นิยมชมชอบให้ผู้ติดตามต้องลำบากฉะนั้นในขบวนเดินทางของนางจะไม่ม
"ใครใช้ให้ข้าหลงรักท่านเช่นนี้เล่า" หญิงสาวได้แต่เบือนหน้าหลบหนีด้วยความเจ็บปวด ขอบตาของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นางได้แต่เงยหน้าขึ้นฟ้าเพื่อมิให้น้ำตาไหล ก่อนจะหวนคิดว่าเนิ่นนานเท่าไหร่แล้วที่นางยินยอมอยู่เช่นนี้ ได้เพียงมองจากที่ไกล ๆจากด้านหลังของเขาเพียงเท่านั้น แม้รู้ว่าต้องเจ็บแต่นางก็ไม่สามารถจากไปที่ใดได้เลย ไม่ใช่ว่ารักเพียงเขาแต่เพราะรักบุตรชายหญิงของเขาราวกับเป็นบุตรแท้ๆของตนเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมานางเผลอไผลหลงลืมตัวไปเสียแล้วว่านางมิได้เป็นมารดาแท้ๆของเด็กน้อยเหล่านั้น วันเวลาช่างหมุนผ่านไปเร็วยิ่งนักซินเยว่เล่อมีอาการดีขึ้นเป็นอย่างมาก หญิงสาวสามารถออกมาเดินเล่นด้านนอกได้ตามปกติแล้ว ท่ามกลางฤดูวสันต์ที่กำลังมาเยือน ลมเย็นอ่อนๆค่อยๆโชยมาในยามเย็น หญิงสาวนั่งอยู่ในศาลากับน้องสาวฝาแฝดพร้อมกับเจ้าก้อนแป้งน้อยทั้งสอง ก่อนจะพูดคุยเรื่องราวสัพเพเหระพร้อมกับระลึกความหลังครั้งก่อนกันอย่างมีความสุข หลังจากที่นางหายดีฝูเจียวซินก็ต้องขอตัวลากลับแคว้นซีฉิน เพราะต้องกลับไปดูแลโรงหมอของท่านอาจารย์ ปลายปีนี้จะมีการสอบคัดเลือกบัณฑิตแพทย์รุ่นแรก ที่แคว้นซีฉิน ทำให้ซินเยว่เ
หลังคลอดบุตรซินเยว่เล่อต้องทำการพักฟื้นอยู่นานนับเดือนกว่าที่ร่างกายจะดีขึ้น โดยมีท่านหมอเทวดาฝูเจียวซินอยู่ให้การดูแลเหล่าคณะหมอหลวงได้เดินทางกลับไปตั้งแต่หญิงสาวคลอดได้สามวันพร้อมกับมู๋หรงหวงกุ้ยเฟย ด้วยราชโองการของฝ่าบาททำให้นางมีความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถขัดราชโองการดังกล่าวได้ ก่อนจะจำใจขึ้นรถม้าแล้วบอกลาหลานๆที่น่ารักของตน ส่วนซินเยว่เหมยนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่านางสนิทและคุ้นเคยกับท่านหมอฝูอยู่มาก จากการรักษาใบหน้าเมื่อครั้งก่อนและหญิงสาวกมีความสามารถและทักษะการแพทย์เล็กน้อยจึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ของเขา ชายหนุ่มเห็นว่าตนอาจจะไม่เหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของอีกฝ่ายจึงได้ปฏิเสธไป ทำเอาองค์หญิงน้อยเกิดอาการงอแงขึ้นและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางเอาแต่ตามติดชายหนุ่มตลอดทั้งวัน ในยามที่เขาต้องการผู้ช่วยก็เป็นนางที่รีบเสนอตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีปริปากบ่นทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย "องค์หญิงอย่าได้พยายามไปมากกว่านี้เลย พ่ะย่ะค่ะ อย่างไรกระหม่อมก็มิอาจรับท่านเป็นศิษย์ของกระหม่อมได้""เพราะเหตุใดเจ้าคะ""ท่านเป็นถึงองค์หญิง เหตุใดจึงต้องหาเรื่องลำบากให้ตนเองด
ซ่งเทียนเหิงก้าวเข้าไปพร้อมกับฝูเจียวซินโดยไม่สนใจคำทัดทานของผู้ใดทั้งสิ้น ก่อนจะเข้าไปโอบกระชับร่างของนางมาไว้ในอ้อมอก ฝูเจียวซินทำหน้าที่ฝังเข็มบนจุดชีพจรของหญิงสาวราว ๆครึ่งเค่อ ร่างบางก็เริ่มได้สติขึ้นมาใหม่ ก่อนที่ท่านหมอหนุ่มจะหยิบเม็ดยาบางอย่างให้นางกินลงไป ตัวยานี้เป็นยาสำหรับสตรีที่คลอดยากโดยเฉพาะที่เขามิยินยอมให้นางกินตั้งแต่แรกเพราะครรภ์ของนางแต่เดิมก็เป็นพิษอยู่แล้วและยาชนิดนี้ก็ค่อนข้างแรงอยู่มาก เขาจึงไม่กล้าเสี่ยงให้นางกินมันลงไปแต่ในตอนนี้ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะรู้ตัวว่าคิดผิด ที่ปล่อยให้ซินเยว่เล่อคลอดเองโดยใช้เวลานานถึงเพียงนี้ เพียงกลืนยาลงไปไม่นานหญิงสาวก็มีแรงมากขึ้นก่อนจะรู้สึกเจ็บหน่วงที่ท้องอย่างรุนแรงซ่งเทียนเหิงถูกลากออกไปพร้อมกับสหายก่อนที่รั้งรออยู่ด้านนอกประตู แล้วเดินไปเดินมาไม่หยุด ราวครึ่งชั่วยามที่ยังคงมีเสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังลอดออกมาจากในห้องอย่างต่อเนื่องก่อนจะมีเสียงร้องของเด็กตามออกมาด้วย"คลอดแล้วๆ ""อุ๊แว๊ อุ๊แว๊""ขอแสดงความยินดีกับซ่งกั๋วกง เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ" นางกำนัลผู้ช่วยหมอทำคลอดห่อตัวเด็กน้อยด้วยผ้าก่อนจะอุ้มมาแล้วส่งให้ผู้เป็นบิดา
เยว่เหมยเดินทางมาถึงตำหนักแสงจันทร์พร้อมกับหมอหลวงและเสด็จแม่กุ้ยเฟย เพราะหญิงสาวอ้อนวอนบุตรสาวให้ช่วยพานางมาด้วยแม้ว่าในตอนแรกเยว่เหมยจะไม่เห็นด้วยแต่กลับเข้าใจดี สตรีผู้นี้รักนางและพี่สาวมากหากต้องให้ทำเพียงรอฟังข่าวจิตใจคงไม่อาจสงบได้ จึงได้วางแผนลักพานางหญิงสาวมาพร้อมกับนางเสียเลยถึงอย่างไร กว่าเสด็จพ่อจะรู้ตัว นางก็พาเสด็จแม่เดินทางใกล้ถึงตำหนักแสงจันทร์แล้วในวันที่คณะหมอหลวงมาถึงนั้น ฝูเจียวซินทายาทหมอเทวดาก็ได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้วราวเจ็ดวัน ภายในห้องของเยว่เล่ออบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรที่ทำให้ผ่อนคลาย หมอหลวงทั้งหมดได้ทำงานร่วมกับฝูเจียวซินได้เป็นอย่างดี ความรู้ที่มีชายหนุ่มก็ถ่ายทอดให้กับหมอหลวงเหล่านั้นโดยที่ไม่รังเกียจ ทำให้เขาเป็นที่นิยมชมชอบของเหล่าหมอหลวงยิ่งนัก เยว่เล่อต้องอดทนนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลาจนกระทั่งล่วงเลยมาจนถึงเดือนที่แปด ฝูเจียวซินนั้นคาดการณ์เอาไว้อยู่แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรหญิงสาวก็คงต้องคลอดในช่วงเวลาประมาณนี้อย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้เขาทำเพียงพยุงอาการไม่ให้นางคลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์ที่ยังอ่อนแอเท่านั้นเองเพราะหากเป็นเช่นนั้น แม้แต่ชีวิตของมารดาก็ไม่อ
หลังจากที่ซ่งเทียนเหิงหายไปราวสองชั่วยาม เวลาต่อมาก็มีรถม้าเคลื่อนมาจอดยังบริเวณด้านหน้าจวน พร้อมกับร่างของชายหนุ่มที่ยืนรอภรรยาอยู่ด
ซินเยว่เล่อกลับมาถึงจวนด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะดีนัก มีเพียงซินเยว่เหมยที่เห็นถึงความผิดปกตินี้ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง"พี่หญิง ท่านมิเป็นอันใดใช่หรือไม่"ซินเยว่เล่อเงยหน้าขึ้นมองน้องสาวของตนก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกด้วยความอยากรู้เ
ในช่วงเวลาเช้าตรู่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า คนร้ายทั้งห้าคนก็ถูกจับมัดแขนมัดขา ก่อนจะโยนมาไว้ยังบริเวณด้านหน้าเรือนที่ซินเยว่เล่อพักอยู่ เสียงด่าทอดังขึ้นเป็นระยะ โดยไม่มีเสียงตอบโต้จากอีกฝ่ายซินเยว่เล่อที่เมื่อคืนกินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจ งัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงของคนเหล่านั้น&nb
ในสมัยรัชศก ซินเยว่ที่สาม ฮองเฮามู่หรงอันหรง พระมารดาขององค์ไท่จื่อซินเยว่เฟยหลงและองค์หญิงซินเยว่เล่อ ถูกวางยาพิษจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา ในครั้งนั้นองค์รัชทายาทชันษาเพียงสามขวบปี และขนิษฐาที่มีชันษาได้เพียงขวบปี ทั้งสองพระองค์ต้องมาสูญเสียพระมารดาอย่างไม่อาจฟื้นคืนตลอดกาลสิบสองปีต่อมาในแค







