LOGINคุณตาเจียงจากไปแล้ว ถิงถิงสวมชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์เพื่อไว้ทุกข์ แต่ถิงถิงไม่ได้รับอนุญาตจากลุงใหญ่เจียงอวี้ให้คุกเข่าในงานพิธีศพของคุณตาด้วยเหตุผลที่ว่า เธอไม่คู่ควร
ประโยคนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหูของถิงถิง
ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าใด ถิงถิงจะไม่มีวันลืม
ความรู้สึกเกลียดชังลุงใหญ่เจียงอวี้ค่อย ๆ แข็งแกร่งมากขึ้นและฝังลึกอยู่ในหัวใจเธอ
ถิงถิงคุกเข่าอยู่ด้านนอกห้องพิธีด้วยความเศร้า ในบางครั้งเธอเงยหน้ามองไปที่หน้าแท่นพิธีมองเจียงอวี่เซิงร้องไห้และเรียกคุณตาเจียงด้วยเสียงอันดัง แต่ถิงถิงร้องไห้น้อยมาก เมื่อคนตระกูลเจียงเห็นถิงถิงไม่ร้องไห้ พวกเขาต่างก็ประณามว่าถิงถิงอกตัญญู เนรคุณ
หลังจากงานศพคุณตาเจียงเสร็จสิ้น คุณยายมาล้มป่วยติดเตียง ไม่สามารถลุกขึ้นได้เช่นเดียวกับคุณตาเจียงก่อนหน้านี้แต่สิ่งที่แตกต่างคือไม่มีใครใส่ใจและเข้ามาดูแลคุณยายมาเลย
ถิงถิงทำซุปไก่ดำและนำมาป้อนคุณยายมาเหมือนที่เคยดูแลคุณตาเจียง จากนั้นก็รีบไปทำงานบ้าน ทำให้เธอไม่ได้ไปโรงเรียน
“ยายแก่ รีบออกไปจากตระกูลเจียงซะ!” เจียงอวี้ คุณชายใหญ่ตระกูลเจียงเตะประตูห้องของยายมาเสียงดัง
ถิงถิงตกใจและสับสน เธอเงยหน้าขึ้นมองยายที่ในตอนนี้สะดุ้งตื่นขึ้นมาในขณะที่กำลังหลับอยู่เมื่อครู่ก่อนหน้านี้
ยายมาดูเศร้ามาก มองไปที่ประตูด้วยดวงตาเลื่อนลอยและพยายามจะลุกขึ้น “ต้าอวี้ ฉันขอร้อง ถิงถิงยังคงเด็กมาก ฉันจะไปจากที่นี่ในตอนนี้ได้อย่างไร?”
เจียงอวี้กลอกตามองอย่างหงุดหงิดและพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “ก่อนที่คุณพ่อของฉันจะพาพวกแกเข้ามาอยู่ในบ้าน พวกแกก็อยู่มาได้นี่ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็กลับไทยไปซะ รีบเก็บข้าวของแล้วออกไปจากบ้านตระกูลเจียงซะ อย่ามาตายในบ้านฉัน!”
เจียงอวี้ได้ให้ทนายความทำเรื่องยื่นต่อศาลขอให้เขาเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนคุณยายมาถึงแม้คุณตาเจียงจะรักและมีความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกัน แต่ก็ถูกเจียงอวี้ให้ลงชื่อในหนังสือยินยอมไม่รับทรัพย์สินมรดกใดใดของตระกูลเจียงไว้แล้ว รวมทั้งถิงถิงที่คุณตาเจียงรับเป็นบุตรบุญธรรมไว้ สำหรับเจียงอวี้แล้วตำแหน่งนั้นของถิงถิงก็ไม่มีความหมายอันใด
เจียงอวี้บังคับให้คุณยายมาและถิงถิงย้ายออกจากบ้านตระกูลเจียงทันที
“พวกแกนี่ตัวสิ้นเปลืองจริง ๆ ไม่รู้คุณพ่อฉันคิดยังไงเอาภาระอย่างพวกแกเข้ามาอยู่ในบ้าน แกมีปัญญาคืนเงินที่ได้ไปจากตระกูลเจียงบ้างหรือไม่!? เสียงดังโวยวายของเจียงอวี้ ดังก้อง ไล่หลังยายมาและถิงถิงตอนหิ้วกระเป๋าลงจากชั้นบน
ยายมาและถิงถิงย้ายออกจากบ้านตระกูลเจียงท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว
ถิงถิงไม่มีโอกาสได้พบเจียงอวี่เซิงพื่อบอกลา อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงเป็นเด็ก การพรากจากกันมันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ถิงถิงรู้สึกแสบจมูก เธอรีบสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ซองจดหมายที่ประทับตรานั้นมีน้ำหนักพอสมควร ถิงถิงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วมองดูอย่างระมัดระวัง
ถิงถิงรู้ว่ามีเอกสารอะไรอยู่ข้างในโดยไม่ต้องเปิดมัน ตระกูลเจียงเรียกร้องขอให้พวกเธอต้องจ่ายคืนค่าครองชีพของยายตอนอยู่ในตระกูลเจียงมาเป็นเวลาหลายปี
แปดปีที่อยู่ที่ตระกูลเจียง แน่นอนว่าจำนวนเงินที่ตระกูลเจียงต้องการจากพวกเธอ เป็นจำนวนที่สามารถบดขยี้ทั้งยายและเธอให้ตายได้
คุณยายมักจะสอนถิงถิงให้เป็นคนมีเมตตา ใช้ความเมตตาเพื่อพยายามแก้ไขความเกลียดชังที่เพิ่มมากขึ้นในใจของถิงถิง ไม่ให้เธอเรียกร้องหรือแย่งชิงอะไรจากตระกูลเจียง แต่คุณยายของเธอที่มีจิตใจเมตตาและใจดีมาโดยตลอดเหตุใดจึงมีชีวิตที่ลำบากยากเข็ญมากขนาดนี้
คุณยายมาของเธอสมควรมีชีวิตที่ดีซิ
ทำไม? ถิงถิงหลับตาลง ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม อารมณ์เศร้าผสมปนเปกับความรู้สึกไม่มีทางออก พลุ่งพล่านอยู่ภายในใจ ถิงถิงพยายามสะกดกลั้นมันไว้อย่างเต็มที่
ถิงถิงสะดุ้งตื่นกลางดึก เธอจำไม่ได้ว่าเธอฝันเห็นอะไร ในฝันดูวุ่นวายไปหมด
ถิงถิงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งและรู้สึกว่าหน้าผากของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อ หลังจากสงบใจครู่หนึ่ง ถิงถิงก็หันไปมองยาย ปกติยายจะไอตลอดทั้งคืนและนอนไม่ค่อยหลับ ทำไมวันนี้ไม่มีเสียงไอของยายเลย?
“คุณยาย ดื่มน้ำหน่อยนะคะ” ถิงถิงยื่นมือน้อย ๆ ไปเขย่าหัวใหล่ยายเบา ๆ
ยายมาไม่เคยเคลื่อนไหวใด ๆ เลย ถิงถิงขมวดคิ้วและจ้องมองไปที่ยายนิ่ง
ถิงถิงค่อย ๆ วางมือเล็ก ๆ ของเธอไปที่ใต้จมูกของยาย หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ดึงมือของเธอกลับมา และขยับตัวเข้ามานั่งข้าง ๆ ยาย และค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปกอดยายของเธอแน่น
ฤดูหนาวที่คุณตาเจียงไม่สามารถอยู่รอดได้ คุณยายมาก็ไม่สามารถอยู่รอดได้เช่นกัน
เจียงอวี่เซิงเหยียดนิ้วมือออกมานับจำนวนวันที่เขาไม่ได้เจอน้องถิงถิงของเขา
วันนั้น เจียงอวี่เซิงกลับจากโรงเรียนและวิ่งขึ้นไปชั้นบน ตรงไปห้องของถิงถิงอย่างมีความสุข แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าในห้องว่างเปล่า ถิงถิงไม่อยู่และทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเธอก็หายไปด้วย
เจียงอวี่เซิงรู้สึกตกใจมาก “น้องถิงถิงอยู่ไหน ถิงถิงอยู่ไหน? เขาตะโกนเสียงดังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน พร้อมวิ่งไปถามพ่อของเขา
เจียงอวี้กำลังยุ่งอยู่กับการคำนวณตัวเลขเงินในบัญชีของชายชราที่จากไป เขาจึงไม่มีเวลาสนใจที่จะตอบคำถามของเจียงอวี่เซิง
เจียงอวี่เซิงยืนอยู่ในห้องรอคำตอบจากพ่อของเขาเป็นเวลานานและในที่สุดก็ร้องไห้เพราะเขารู้สึกว่าต่อจากนี้ไปเขาจะไม่ได้พบน้องถิงถิงของเขาอีกแล้ว...
เจียงอวี่เซิงร้องไห้ และปฏิเสธที่จะกินหรือดื่มอะไรเลยเป็นเวลาสามวันเต็ม
เจียงอวี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงบอกกับเจียงอวี่เซิงว่ายายมาและถิงถิงไม่เต็มใจจะอยู่ในตระกูลเจียง และต้องการย้ายออก
“ทำไม พ่อถึงไม่บอกผม?”
“พวกเขากำชับฉันไว้ไม่ให้บอกไง” น้ำเสียงและสีหน้าที่ขึงขังของเจียงอวี้ทำให้เจียงอวี่เซิงยอมแพ้ ถิงถิงไม่ต้องการเขาแล้ว
ในตอนกลางคืน เจียงอวี่เซิงนอนไม่หลับ เขาเดินไปที่ห้องของถิงถิง และเข้าไปนั่งบนโซฟา ตัวเดิมกับที่ในอดีตเขาจะนั่งทุกครั้งที่เข้ามา ไม่ไปไหน เขาแค่มองไปที่ถิงถิง และในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับไปในห้องของถิงถิง
เจียงอวี่เซิงยังเด็กอยู่ เขาไม่รู้ว่าความชอบหมายถึงอะไร เขาแค่อยากจะมองดูเธอ
เช้าวันรุ่งขึ้นถิงถิงเคาะประตูบ้านของย่าเหม่ยและคุกเข่าลง
“อุ๊ย ถิงถิงหนูคุกเข่าทำไม!? ย่าเหม่ยตกใจมากเมื่อเปิดประตูออกมา และรีบดึงถิงถิงให้ลุกขึ้น
ดวงตาของถิงถิงแดงก่ำ แต่สะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ใหลออกมา "คุณย่าเหม่ย...คุณยาย คุณยายจากไปแล้ว..."
เธอซึ่งเป็นเด็กอายุสิบขวบจะจัดงานศพได้อย่างไร? เธอไม่รู้จักใครเลยนอกจากตระกูลเจียง แต่เธอรู้ดีว่าตระกูลเจียงไม่มีทางให้ความช่วยเหลือ คงมีเพียงการดูถูกเหยียดหยาม ถิงถิงจึงทำได้เพียงมาขอความช่วยเหลือจากย่าเหม่ยเท่านั้น ดูเหมือนว่าเธอไม่มีอะไรเหลือแล้วจริงจริง
งานศพของคุณยายมานั้นเรียบง่ายมาก ตรงกันข้ามกับคุณตาเจียงโดยสิ้นเชิง
พิธีศพมีผู้คนจากบริเวณใกล้เคียงเข้าร่วมพอสมควรเพราะคุณย่าเหม่ยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในพื้นที่จึงมีคนเต็มใจมาร่วมพิธี
สิ่งที่ถิงถิงทำตลอดสามวันก็คือก้มหน้าอยู่เสมอ และจะคุกเข่าลงพร้อมคำนับเมื่อมีคนมา ถิงถิงมีทักษะมากในท่าคุกเข่าแบบนี้จากงานของคุณตาเจียงมาระยะหนึ่งแล้ว
ในที่สุดก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในงานพิธีวันสุดท้าย
ย่าเหม่ยรู้ดีว่านอกจากยายมาที่พาถิงถิงข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองไทยมาอยู่ที่เมืองจีนแล้ว ยังมีลูกสาวแท้ ๆ ของยายมาที่หนีมาแต่งงานใหม่กับเศรษฐีชาวจีนก่อนหน้าด้วยอีกคน
ย่าเหม่ยแก่มากแล้วจึงไม่สามารถเลี้ยงดูถิงถิงได้ ดังนั้นจึงต้องเรียกให้ เฟ่ยหลินมารดาผู้ให้กำเนิดของถิงถิงมา
ถิงถิงนำแก้วน้ำมาให้เฟ่ยหลิน เธอคุกเข่าลงจนขาของเธอชา จากนั้นค่อย ๆ เงยหน้ามองเฟ่ยหลินด้วยสายตาอ่อนล้า
ถิงถิงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเฟ่ยหลิน แม่จากเธอไปตั้งแต่เธออายุสองขวบ
เด็กอายุสองขวบจะมีความทรงจำแบบไหน?
ถิงถิงมองเฟ่ยหลินในฐานะคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง แต่หน้าตาของเธอกับเฟ่ยหลินช่างมีความคล้ายคลึงกันมาก
เฟ่ยหลินยื่นมือไปตรงหน้าถิงถิง พร้อมยิ้มกว้าง "ไปกับแม่เถอะ"
“ฉันคิดถึงเธอมาก”เจียงอวี่เซิงสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงของถิงถิง เขารู้สึกมึน ๆ งง ๆ เล็กน้อย รอให้ดวงตาเริ่มชินกับความมืดของห้องแล้วจึงเอื้อมมือไปกดเปิดโคมไฟ เขาใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าถิงถิงนอนละเมออย่างไรก็ตามมันแปลกจริง ๆ ทั้งที่เขาและถิงถิงแต่งงานกันแล้ว แต่ถิงถิงยังคงนอนละเมอแบบนี้ มันอาจจะสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า ถิงถิงได้บันทึกและเก็บรักษาอารมณ์และความรู้สึกในตอนนั้นไว้ในหน่วยความจำส่วนลึกในสมองของเธอ ความคิดถึงที่ฝังแน่นและทำให้ถิงถิงสะเทือนใจเป็นพิเศษเจียงอวี่เซิงถอนหายใจอย่างโล่งอกและเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อสี่ปีก่อนหลังจากที่เขาและถิงถิงพูดคุยทางโทรศัพท์ในวันนั้น เขาซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อกลับไปพบกับถิงถิง ภาพความทรงจำยังคงชัดเจนเสมอหลังจากลงเครื่องที่สนามบินแล้ว เขานั่งแท็กซี่ตรงไปยังบ้านตระกูลเฟยทันที ถิงถิงร้องไห้อย่างหนักเมื่อพบเขาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันคิดถึงเธอมาก คิดถึงเธอมากที่สุด ฉัน..ฉันได้ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ฉันสอบได้...ได้ทุนการศึกษา...ฉันจะได้ไปหาเธอแล้ว...ฮือ ฮือ” ถิงถิงโชว์หน้าเว็บไซด์ประกาศผลสอบชิงทุนการศึกษาให้เจียง
“ถิงถิงสบายดีไหม?” เจียงอวี่เซิงแทบจะรอไม่ไหวที่จะถามถึงถิงถิง พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาคิดถึงถิงถิงมากแค่ไหนในช่วงหนึ่งปีหกเดือนที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับใจตัวเองที่จะไม่ให้ส่งข้อความและโทรหาถิงถิงเพื่อฝึกให้ตัวเองค่อย ๆ ชินกับชีวิตที่ไม่มีถิงถิง “ไม่ดีเลย... แต่นายจะยืนคุยกับฉันตรงนี้เหรอ?” เฟยหลิงเหอมองไปรอบ ๆ ผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน “อ่อ..ขอโทษที ฉันลืมไป งั้นไปที่บ้านฉันดีกว่า” บ้านที่คุณปู่เจียงซื้อไว้ที่ลอนดอนเป็นบ้านสไตล์มิวส์ขนาดห้าห้องนอนใกล้ไฮด์ปาร์ค ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าเซาท์เคนซิงตัน เจียงอวี่เซิงอาศัยอยู่ที่นี้คนเดียว ยกเว้นในช่วงสุดสัปดาห์เจียงฮวาจะนำอาหารจีนมาให้เขา พร้อมทั้งพาแม่บ้านมาทำความสะอาด ดังนั้นตามปกติบ้านค่อยข้างจะเงียบมากทีเดียว เจียงอวี่เซิงไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องอื่นใดอีก เขาคิดถึงคำพูดของเฟยหลิงเหอที่พูดกับเขาที่สถานีรถไฟคิงส์ครอสก่อนหน้านี้ “ไม่ดีเลย” “ถิงถิงเป็นอะไร เธอไม่สบายหรือเปล่า?” เจียงอวี่เซิงถามเฟยหลิงเหอทันทีที่เปิดประตูบ้าน เขาผายมือเชิญเฟยหลิงเหอเข้าบ้าน “นั่งก่อน
เรื่องการเรียนและการทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยของถิงถิงว่ายุ่งแล้ว การเรียนรู้งานในต้าเฟยกรุ๊ปของเฟยหลิงเหอยิ่งยุ่งมากกว่า เฟยหมิงให้คำชี้แนะเฟยหลิงเหอด้วยตัวเอง และยังพาเฟยหลิงเหอไปร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจด้วยทุกงาน รวมถึงการเดินทางไปดูงานและตกลงการค้ากับลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งคู่ไปต่างประเทศบ่อยมาก และทุกครั้งคนที่บ้านก็ไม่เคยต้องไปส่งพวกเขาที่สนามบินเลย ในความเป็นจริง ไม่นานหลังจากเจียงอวี่เซิงจากไป และเฟยหลิงเหอสอบโครงการจบเสร็จสิ้นไปแล้วและไม่ได้มามหาวิทยาลัยอีกในช่วงนี้ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีสายตาที่เฉียบแหลมก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของ ถิงถิงกับเจียงอวี่เซิงไม่ใช่ของจริงเพราะมันเต็มไปด้วยความสภาพและห่างเหิน และความสัมพันธ์ของถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ไม่ใช่ของจริงเพราะถึงแม้พวกเขาจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ทั้งคู่ก็ยังดูมีระยะห่างอยู่ ต่างจากคู่ที่เป็นแฟนกันอย่างแท้จริงอย่างจ้าวเซียวและแฟนของเธอ ซึ่งหวานหยดและใกล้ชิดกันตลอด อย่างไรก็ตามไม่มีนักศึกษาชายคนใดเข้ามาจีบถิงถิงเลย ไม่ใช่เพราะถิงถิงไม่สวย แต่เป็นเพราะถิงถิงไม่ชอบเข้าสังคม แต่ละวันในมหาวิทยาลัย
เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เฟยหลิงเหอกำลังเตรียมตัวสอบโครงการจบการศึกษา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีงานยุ่งมากอยู่ตลอดเวลา อนาคตของเฟยหลิงเหอเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก เฟยหมิงเตรียมการไว้ให้เขาทั้งหมดแล้วในต้าเฟยกรุ๊ป และโดยพื้นฐานเฟยหลิงเหอก็เป็นคนเก่งรอบด้านและมีความรับผิดชอบสูงมาตั้งแต่เด็ก ถิงถิงเป็นนักศึกษาปีสามแล้ว เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และยุ่งอยู่กับการทำการบ้าน อ่านหนังสือและงานในสหภาพนักศึกษา จนวัน ๆ หนึ่ง เธอพูดเพียงไม่กี่คำแม้แต่กับเฟยหลิงเหอ และทุกคืนก่อนนอนเธอจะเปิดวีแชทโมเมนต์ดูว่ามีอัพเดทใหม่อะไรจากเจียงอวี่เซิงหรือไม่...เมื่อปีที่แล้วเธอสังเกตเห็นว่าเจียงอวี่เซิงปลี่ยนชื่อวีแชทเป็นเอสเอฟที เฟยหลิงเหอรู้สึกว่าถิงถิงกำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่าง เขาเป็นห่วงถิงถิงมากแต่เขาไม่ได้พูดออกมา เขาเพียงรอให้เธอมาบอกเขาเองเมื่อเธอพร้อมที่จะบอก คนทั้งครอบครัวพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้ถิงถิงมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ถิงถิงยังคงพูดน้อย ถึงแม้ว่าถิงถิงจะเรียนรู้ที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสทุกครั้งที่พบเห็น
ถิงถิงยังคงจดจำวันนั้นได้ วันที่เจียงอวี่เซิงมาไหว้คุณยายของเธอที่สุสาน แม้วันเวลาจะผ่านไปหนึ่งปีครึ่งแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของเธอ ไม่รู้นานเท่าใดแล้วที่ถิงถิงยืนอยู่หน้าสุสานของคุณยายมา พื้นที่รอบ ๆ บริเวณว่างเปล่าและเงียบมากจนดูเหมือนว่าเข็มที่ตกลงพื้นก็จะสามารถได้ยินเสียงสะท้อนของมันได้ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของถิงถิง เธอต้องการไปคฤหาสน์บ้านตระกูลเจียง เธออยากกลับไปดูห้องที่คุณตาคุณยายเคยอาศัยอยู่ และห้องของเธอเอง...ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากตัดสินใจแล้วถิงถิงจึงโทรบอกเฟยหลิงเหอ และเดินออกมาเรียกแท็กซี่ที่ประตูด้านหน้าของสุสาน ถิงถิงกดกริ๊งที่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลเจียง รออยู่ประมาณห้านาทีลุงเป่ยคนรับใช้เก่าแก่ของตระกูลเจียงก็เดินออกมาเปิดประตูให้ แน่นอนว่าลุงเป่ยจำถิงถิงได้ เขายิ้มให้ถิงถิง หลังจากทั้งคู่ทักทายกันเล็กน้อยแล้ว ถิงถิงก็บอกลุงเป่ยว่า “ฉันมาขอพบคุณลู่เสียน รบกวนลุงช่วยแจ้งให้ด้วยนะคะ” “ได้ ซักครู่นะให้ลุงโทรถามคุณนายก่อน” ลุงเป่ยตอบรับอย่า
งานของสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้ถิงถิงยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ๆ ต่าง ๆ นานา และแน่นอนว่าเฟยหลิงเหอซึ่งเป็นประธานของสหภาพนักศึกษาก็มีงานยุ่งมาก ทั้งคู่จึงไม่มีเวลาแม้แต่จะออกไปทานข้าวด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามถิงถิงได้รับการดูแลอย่างดีจากนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ทำงานในสภาพนักศึกษา เพราะทุกคนต่างก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเฟยหลิงเหอ การได้ร่วมทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคือการได้พัฒนาทักษะในการการทำงานร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การเข้าสังคม และเรียนรู้ความสามัคคีในองค์กร เมื่อก่อนถิงถิงเป็นผู้รอเฟยหลิงเหอเพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่เดี๋ยวนี้บางครั้งเธอต้องบอกให้เฟยหลิงเหอรอเธอด้วย ถิงถิงเพิ่งรู้ว่างานในแผนกวางแผนเป็นแผนกที่ยุ่งที่สุดในสหภาพนักศึกษา เพราะมักจะมีกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงต้องวางแผนการจัดกิจกรรมเหล่านั้น และต้องฝึกอบรมบุคลากรอย่างจริงจังสำหรับดำเนินงาน แต่เธอรู้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว เธอไม่อาจล้มเลิกที่จะทำงานในแผนกวางแผนได้ ดูเหมือนว่าตั้งแต่เจียงอวี่เซิงไม่อยู่แล้ว ถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ใกล
“ถิงถิง ฉันจะปกป้องเธอ และฉันจะรักเธอตลอดไป” นี่คือสิ่งที่เจียงอวี่เซิงพูดข้างหูของถิงถิงในชั้นเรียนที่มีแค่เขากับเธอ โดยมีชานมรสสตรอเบอรี่ของเฟ่ยหลิงเหอที่มีกลิ่นหอมหวานเป็นพยาน ถิงถิงนึกถึงสีหน้าที่จริงจังมากของเจียงอวี่เซิงขณะที่พูดประโยคนั้น มันทำให้เธอตกใจกลัวและเกือบจะ
หลายปีที่ผ่านมา คำพูดของถิงถิงที่เธอพูดกับคนอื่นในตระกูลเฟ่ยยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พูดกับเฟ่ยหลิงเหอเลย อาจจะเป็นเพราะว่าถิงถิงรู้สึกว่าเฟ่ยหลิงเหอกับเธอเป็นภาระของตระกูลเฟ่ยเหมือนกัน ถึงแม้การได้รับการปฏิบัติจะแตกต่างกันมากก็ตาม ห้องนอนของพวกเขาหากเปิดประตู พวกเขาก็สามารถมองเห็นห้องของก
ถิงถิงอยากนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ แต่ตรงนี้มีเสียงดังเหลือเกิน เฟ่ยชิงชิงนั่งอยู่ข้างเฟ่ยหลินและพูดคุยอย่างมีความสุข เธอขอให้เฟ่ยหลินทาเล็บให้ ในขณะเดียวกันก็คอยหันมามองถิงถิงพร้อมรอยยิ้มบ่อยครั้ง ถิงถิงตัดสินใจปิดหนังสือลงแล้วหยิบแก้วน้ำเพื่อนำไปเก็บในห้องครัว แล
วันครบรอบการเสียชีวิตของคุณยายของถิงถิงทุกปี เฟ่ยหลิงเหอมักจะเห็นถิงถิงนั่งอยู่บนพรมพื้นห้องนอนในตอนกลางคืน ค่อย ๆ จิบนมและมองภาพของคุณยาย และเปิดเพลงในโทรศัพท์มือถือซึ่งเฟ่ยหลิงเหอไม่รู้ความหมาย ถิงถิงบอกเขาว่ามันเป็นเพลงไทยที่คุณยายมักจะร้องให้เธอฟังตอนเธอเป็นเด็ก ถิงถิงเรียนรู้ที่จะร







