LOGIN
“คุณยาย ดื่มซุปไก่ซักหน่อยนะคะ”
ถิงถิง เด็กหญิงอายุสิบขวบ ค่อยๆ ช่วยพยุงยายมาลุกขึ้น
ถิงถิงยังคงเด็กอยู่ แขนของเธอมีขนาดเล็ก จึงสั่นเทาในขณะที่พยายามประคองร่างกายที่อ่อนล้าเพราะเจ็บป่วยของยายมาให้ลุกนั่งเพื่อดื่มซุปไก่
“ถิงถิง ลำบากหลานแล้ว ยายไม่เป็นอะไรมาก ได้พักนิดหน่อยก็สบายดีแล้ว” เสียงของยายแฝงด้วยความอ่อนโยน ดวงตาที่อบอุ่นใจดีของยายมาดูเหนื่อยล้า
ยายมาค่อย ๆ เลื่อนสายตาจากใบหน้าของถิงถิง ไปทางประตูที่เต็มไปด้วยฝุ่น จากนั้นยายมาก็ไอออกมาอย่างแรงติดกันหลายครั้ง
ถิงถิงรู้ว่ายายกำลังคิดถึงคุณตาเจียง
ยายมาก้มศรีษะลงเล็กน้อยและเอื้อมมือมาจับมือเล็กผอมบางของถิงถิง ทันใดนั้นถิงถิงสัมผัสได้ถึงหยดน้ำตาของยายหยดลงบนหลังมือของถิงถิง
ถิงถิงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “คุณยาย ดื่มซุปไก่ก่อน ดื่มแล้วคุณยายจะดีขึ้นแน่นอนค่ะ”
ถิงถิงก้มศรีษะลงแล้วเป่าซุปไก่ที่เธอเคี่ยวมาเป็นเวลานาน เด็กหญิงตัวน้อยตักซุปไก่และยื่นมาป้อนยายมาทีละคำ อย่างเงียบ ๆ
ภายในบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมหลังนี้มีเพียงหนึ่งเด็กหญิงและหนึ่งหญิงชราอยู่กันเพียงสองคน ถิงถิงพยายามทำทุกอย่างเพื่อดูแลยายอย่างดีที่สุด
หลังจากยายมาดื่มซุปไก่ดำแล้วก็ผล็อตหลับไป จากนั้นถิงถิงก็เริ่มทำงานบ้าน
“ถิงถิง!” เสียงดังกังวานดังมาจากด้านนอก
ถิงถิงวางไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วในมือแล้วรีบเดินออกไปข้างนอก
“ย่าเหม่ย สวัสดีค่ะ”
ย่าเหม่ยเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกับยายมามายาวนาน ย่าเหม่ยใจดีและมักจะช่วยดูแลถิงถิงอยู่เป็นประจำ ด้วยทั้งสงสารและเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยที่มีอายุเพียงสิบขวบ ทั้งกำพร้า และต้องทำงานหนักทุกวัน ในสายตาของย่าเหม่ยเด็กอายุสิบขวบจะทำอะไรได้ซักเท่าไหร่กันเชียว
ย่าเหม่ยเฝ้าดูถิงถิงเติบโตขึ้น ให้ความรักและความเอ็นดู เด็กคนนี้ชะตาอาภัพเหลือเกิน แม่ของถิงถิงทิ้งถิงถิงไปตั้งแต่ที่ยังเด็กมาก พ่อก็เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมายายมาพาถิงถิงติดตามตาเจียงมาเมืองจีนเพื่อตามหาลูกสาวที่หนีตามผู้ชายจีนคนหนึ่งมา ซึ่งก็คือแม่ของถิงถิง แต่...อนิจจา..ในตอนนี้ยายมาล้มป่วยเรื้อรัง ไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้นเลย ย่าเหม่ยคิดแล้วก็ถอนหายใจยาว
“ถิงถิง มีจดหมายส่งถึงหนู แต่เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไม่รู้จักหนู จึงขอให้ย่านำมาให้”
ถิงถิงเบิกตาโตเป็นประกายจากเจือความงุนงง จดหมายของเธอเช่นนั้นหรือ
ถิงถิงเหลือบมองที่ซองจดหมาย หรี่ตาเล็กน้อย “ขอบคุณย่าเหม่ยมากนะคะ ตอนนี้คุณยายหลับไปแล้ว เดี๋ยวหนูจะเปิดจดหมายอ่านข้างนอกนี่แหละ จะได้ไม่ส่งเสียงรบกวนยาย”
ถิงถิงเดินออกมายืนกลางแสงแดด หันหลังให้กับย่าเหม่ยเพื่อไม่ให้ย่าเหม่ยเห็นสีหน้าของเธอในขณะที่เปิดจดหมายอ่าน
ตั้งแต่ที่ถิงถิงก้าวเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ ถิงถิงทำนายไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง ถิงถิงเปิดจดหมายด้วยท่าทางที่ระมัดระวัง เป็นจดหมายจากตระกูลเจียง
ถิงถิงเคยตามยายมาเข้าไปอยู่ในตระกูลเจียงช่วงหนึ่ง ชีวิตของถิงถิงในตระกูลเจียงนั้น ดูดีในสายตาของคนนอก แต่จริง ๆ แล้วมีเพียงยายมาเท่านั้นที่มีเมตตาและทำดีกับถิงถิงและทุกคน แต่คงเป็นไปได้ว่าเพียงความดีมีเมตตาของยายมายังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนอื่น ๆ ในตระกูลเจียง มีทัศนคติที่ดีต่อยายมาและถิงถิง
คนในตระกูลเจียงคิดแค่ว่าถิงถิงเป็นเด็กเก็บตัว เงียบๆ ไม่ชอบพูด จะเห็นถิงถิงปรากฏตัวเฉพาะเวลาทานข้าวในแต่ละมื้อ เวลาส่วนใหญ่ของถิงถิงมักจะอยู่ในห้องอ่านหนังสือ ช่างเป็นชีวิตที่สงบสุขเหลือเกิน
แต่...เพียงผ่านพ้นช่วงสัปดาห์แรกของการย้ายเข้ามาเท่านั้น
หลังจากนั้นเจียงอวี่เซิง หลานชายของคุณตาเจียง เจียงอวี่เซิงเรียกคุณตาเจียงว่าปู่ ก็มักจะวิ่งเข้ามาในห้องของถิงถิง
อาจจะเพราะเจียงอวี่เซิงคิดว่านี่คือบ้านของเขา จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะวิ่งเข้ามาในห้องของถิงถิงไม่ได้
“น้องสาว มาเล่นกับฉันดีกว่า” เด็กชายพูดเสียงดังและชอบหัวเราะ คิ้วของเขาคมชัดสวยงาม มันจะโค้งงอเมื่อเขายิ้ม
ถิงถิงจ้องมองเจียงอวี่เซิงนิ่ง ใบหน้าเฉยเมยเพราะถิงถิงไม่ชอบยิ้ม
เจียงอวี่เซิงเอื้อมมือข้างหนึ่งของเขามาคว้าแขนของถิงถิง สัมผัสบริเวณแขนที่ถูกเจียงอวี่เซิงสัมผัสของถิงถิงรู้สึกอุ่น จากนั้นเด็กชายก็จะดึงถิงถิงให้เดินบ้าง วิ่งบ้าง ไปรอบ ๆ บ้านตระกูลเจียง
ในตอนนั้นถิงถิงชอบคฤหาสน์ตระกูลเจียง ในตอนเช้าตรู่จะมีเสียงนกร้องและไก่ร้องอยู่นอกหน้าต่างของบ้านตระกูลเจียง ถิงถิงถึงกับบอกกับตัวเองว่า ไม่ว่าในอนาคต ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไร เธอจะจดจำบรรยากาศ ต้นไม้ ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ที่มองอย่างไรถิงถิงก็รู้สึกว่าไม่เห็นจุดสิ้นสุดและทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่เอาไว้ในใจ
ในวันที่ถิงถิงเบื่อ ไม่อยากออกไปวิ่งเล่นกับเจียงอวี่เซิง เธอจะหรี่ตาลงและดึงมือจากการจับของเจียงอวี่เซิงอย่างรวดเร็ว และมักจะกล่าวว่า “ฉันต้องทบทวนตำราเรียน อีกไม่นานจะมีการสอบ” ถิงถิงเอื้อมมือไปหยิบหนังสือจากโต๊ะมาเปิดอ่าน แต่ในตอนนั้นถิงถิงอ่านหนังสือไม่ออกสักคำ แต่เธอยังคงแสร้งทำเป็นอ่านหนังสือต่อไปอย่างตั้งใจ
เจียงอวี่เซิงคงจะสังเกตเห็นว่าเธออ่านหนังสือไม่ออก แต่เขาก็ไม่พูดอะไรให้เธอรู้สึกอับอาย เขาแค่ยังคงยืนอยู่ข้างหลังถิงถิงไม่ขยับเขยื้อน
ถิงถิงหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกได้ถึงการมีตัวตนของเจียงอวี่เซิงอยู่ตลอด หากเธอยังปล่อยให้เขายืนอยู่แบบนี้ อาจทำให้คนอื่น ๆ ในตระกูลเจียงที่มาเห็นเข้า คงเข้าใจว่าเจียงอวี่เซิงกำลังถูกถิงถิงรังแกหรือลงโทษอะไรอยู่
ถิงถิงวางหนังสือลง หันกลับมาและชี้ไปที่เก้าอี้ตัวเล็ก ๆ “ถ้าเธอไม่อยากออกไปข้างนอกก็นั่งลงซิ มีน้ำชาอยู่ รินดื่มเองได้เลย”
ทันทีที่ถิงถิงพูดจบเธอก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย เพราะไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงและคำพูด ฟังดูอย่างไรก็เหมือนกับเสียงออกคำสั่ง แต่เธอรู้ฐานะตัวเองดีว่า เธอไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทำเช่นนั้นได้
ถิงถิงจะต้องอยู่ที่นี่อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และเธอจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอ
เจียงอวี่เซิงไม่ได้คิดอะไรกับน้ำเสียงและคำพูดของถิงถิงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกมีความสุขมาก เขาแค่อยากให้ถิงถิงคุยกับเขา
เจียงอวี่เซิงรีบตอบว่า “ได้” แล้ววิ่งไปนั่งที่เก้าอี้เล็กอย่างมีความสุข จากนั้นรินน้ำชาหนึ่งถ้วยแล้วนั่งมองถิงถิง โดยไม่รบกวนเธอ
หลังจากนั้น นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เจียงอวี่เซิงมักจะเข้ามานั่งมองถิงถิงอ่านหนังสืออยู่ในห้อง ดูเหมือนว่าเขาได้ทำเพียงเท่านี้ก็มีความสุขมากแล้ว
ถิงถิงนั่งอยู่หน้าบ้านโทรม ๆ และนึกถึงเรื่องราวในตอนที่เธออยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเจียง แสงแดดจ้าที่สาดส่องอยู่ในขณะนี้ไม่ได้นำความร้อนใดใดมาสู่ร่างกายของถิงถิงเลย
ถิงถิงหัวเราะเบา ๆ กับตัวเอง ดวงตาของเธอปรากฏรอยโศกเศร้าวูบไหว
ความสุขมักจะอยู่กับเราไม่นาน นี่คือสัจธรรม สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนไปในภายหลัง
ในปีนั้นเจียงอวี่เซิงและถิงถิงเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกัน เจียงอวี่เซิงอายุมากกว่าถิงถิงสองปี เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการรับส่ง ทั้งสองคนจึงถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนเดียวกัน แม้ว่าจะอยู่ต่างชั้นกันแต่ทั้งสองคนก็ได้รับการดูแลอย่างดี
ต่อมาคุณตาเจียงป่วยหนักกะทันหัน
“ถิงถิง ตาไม่เป็นอะไรมาก หนูรีบไปเรียนเร็ว ๆ เข้า”
ในตอนนั้นถิงถิงก็ถือซุปไก่ดำค่อย ๆ เป่า จนเมื่อเธอรู้สึกว่าซุปไม่ร้อนอีกต่อไป จึงค่อย ๆ ป้อนซุปให้คุณตาเจียงทีละคำ พร้อมส่งยิ้มกว้างให้คุณตาเจียง
“ไม่เป็นไรค่ะคุณตา หนูจะไปโรงเรียนหลังจากที่คุณตาดื่มซุปหมดแล้ว”
ถิงถิงรักคุณตาเจียงและคุณยายมามาก เธอต้องการช่วยแบ่งเบาภาระของคุณยายมา ที่ปกติแล้วนอกจากจะต้องดูแลคุณตาเจียงแล้วคุณยายยังต้องยุ่งอยู่กับการทำงานบ้านด้วย ดังนั้นถิงถิงจึงอยากช่วย แต่เธอยังอายุน้อย สิ่งที่เธอสามารถเรียนรู้มาได้คือวิธีทำซุปไก่ดำจากคุณยายซึ่งเป็นสิ่งที่เธอทำได้ที่สุดในตอนนั้น
คุณตาเจียงอาการแย่ลงทุกวัน จนกระทั่งเริ่มไอไม่หยุดและลุกจากเตียงไม่ได้เลยเป็นเวลาถึงหกเดือนแล้ว คุณยายมารู้สึกเศร้าใจมากและแอบร้องไห้ทุกวัน เพราะคุณหมอบอกว่าคุณตาเจียงคงอยู่ได้ไม่พ้นฤดูหนาว
หลังจากป้อนซุปจนหมด ถิงถิงมองดูคุณตาเจียงที่ค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความเหม่อลอยเศร้าสร้อย
ถิงถิงเดินออกมาจากห้องคุณตาเจียง เธอได้ยินเสียงสนทนากันระหว่างลุงใหญ่และป้าใหญ่ ในบทสนทนาไม่มีคำพูดใดที่เกี่ยวกับวิธีการรักษาคุณตาเจียงเลย มีเพียงเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ และการต่อสู้เพื่อให้ได้ครอบครองทรัพย์สินของตระกูลเจียงทั้งหมด
ถิงถิงก้มศรีษะลง คิดในใจว่าคนแบบนี้ช่างน่าขยะแขยงจริง ๆ
“ฉันคิดถึงเธอมาก”เจียงอวี่เซิงสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงของถิงถิง เขารู้สึกมึน ๆ งง ๆ เล็กน้อย รอให้ดวงตาเริ่มชินกับความมืดของห้องแล้วจึงเอื้อมมือไปกดเปิดโคมไฟ เขาใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าถิงถิงนอนละเมออย่างไรก็ตามมันแปลกจริง ๆ ทั้งที่เขาและถิงถิงแต่งงานกันแล้ว แต่ถิงถิงยังคงนอนละเมอแบบนี้ มันอาจจะสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า ถิงถิงได้บันทึกและเก็บรักษาอารมณ์และความรู้สึกในตอนนั้นไว้ในหน่วยความจำส่วนลึกในสมองของเธอ ความคิดถึงที่ฝังแน่นและทำให้ถิงถิงสะเทือนใจเป็นพิเศษเจียงอวี่เซิงถอนหายใจอย่างโล่งอกและเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อสี่ปีก่อนหลังจากที่เขาและถิงถิงพูดคุยทางโทรศัพท์ในวันนั้น เขาซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อกลับไปพบกับถิงถิง ภาพความทรงจำยังคงชัดเจนเสมอหลังจากลงเครื่องที่สนามบินแล้ว เขานั่งแท็กซี่ตรงไปยังบ้านตระกูลเฟยทันที ถิงถิงร้องไห้อย่างหนักเมื่อพบเขาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันคิดถึงเธอมาก คิดถึงเธอมากที่สุด ฉัน..ฉันได้ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ฉันสอบได้...ได้ทุนการศึกษา...ฉันจะได้ไปหาเธอแล้ว...ฮือ ฮือ” ถิงถิงโชว์หน้าเว็บไซด์ประกาศผลสอบชิงทุนการศึกษาให้เจียง
“ถิงถิงสบายดีไหม?” เจียงอวี่เซิงแทบจะรอไม่ไหวที่จะถามถึงถิงถิง พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาคิดถึงถิงถิงมากแค่ไหนในช่วงหนึ่งปีหกเดือนที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับใจตัวเองที่จะไม่ให้ส่งข้อความและโทรหาถิงถิงเพื่อฝึกให้ตัวเองค่อย ๆ ชินกับชีวิตที่ไม่มีถิงถิง “ไม่ดีเลย... แต่นายจะยืนคุยกับฉันตรงนี้เหรอ?” เฟยหลิงเหอมองไปรอบ ๆ ผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน “อ่อ..ขอโทษที ฉันลืมไป งั้นไปที่บ้านฉันดีกว่า” บ้านที่คุณปู่เจียงซื้อไว้ที่ลอนดอนเป็นบ้านสไตล์มิวส์ขนาดห้าห้องนอนใกล้ไฮด์ปาร์ค ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าเซาท์เคนซิงตัน เจียงอวี่เซิงอาศัยอยู่ที่นี้คนเดียว ยกเว้นในช่วงสุดสัปดาห์เจียงฮวาจะนำอาหารจีนมาให้เขา พร้อมทั้งพาแม่บ้านมาทำความสะอาด ดังนั้นตามปกติบ้านค่อยข้างจะเงียบมากทีเดียว เจียงอวี่เซิงไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องอื่นใดอีก เขาคิดถึงคำพูดของเฟยหลิงเหอที่พูดกับเขาที่สถานีรถไฟคิงส์ครอสก่อนหน้านี้ “ไม่ดีเลย” “ถิงถิงเป็นอะไร เธอไม่สบายหรือเปล่า?” เจียงอวี่เซิงถามเฟยหลิงเหอทันทีที่เปิดประตูบ้าน เขาผายมือเชิญเฟยหลิงเหอเข้าบ้าน “นั่งก่อน
เรื่องการเรียนและการทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยของถิงถิงว่ายุ่งแล้ว การเรียนรู้งานในต้าเฟยกรุ๊ปของเฟยหลิงเหอยิ่งยุ่งมากกว่า เฟยหมิงให้คำชี้แนะเฟยหลิงเหอด้วยตัวเอง และยังพาเฟยหลิงเหอไปร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจด้วยทุกงาน รวมถึงการเดินทางไปดูงานและตกลงการค้ากับลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งคู่ไปต่างประเทศบ่อยมาก และทุกครั้งคนที่บ้านก็ไม่เคยต้องไปส่งพวกเขาที่สนามบินเลย ในความเป็นจริง ไม่นานหลังจากเจียงอวี่เซิงจากไป และเฟยหลิงเหอสอบโครงการจบเสร็จสิ้นไปแล้วและไม่ได้มามหาวิทยาลัยอีกในช่วงนี้ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีสายตาที่เฉียบแหลมก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของ ถิงถิงกับเจียงอวี่เซิงไม่ใช่ของจริงเพราะมันเต็มไปด้วยความสภาพและห่างเหิน และความสัมพันธ์ของถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ไม่ใช่ของจริงเพราะถึงแม้พวกเขาจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ทั้งคู่ก็ยังดูมีระยะห่างอยู่ ต่างจากคู่ที่เป็นแฟนกันอย่างแท้จริงอย่างจ้าวเซียวและแฟนของเธอ ซึ่งหวานหยดและใกล้ชิดกันตลอด อย่างไรก็ตามไม่มีนักศึกษาชายคนใดเข้ามาจีบถิงถิงเลย ไม่ใช่เพราะถิงถิงไม่สวย แต่เป็นเพราะถิงถิงไม่ชอบเข้าสังคม แต่ละวันในมหาวิทยาลัย
เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เฟยหลิงเหอกำลังเตรียมตัวสอบโครงการจบการศึกษา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีงานยุ่งมากอยู่ตลอดเวลา อนาคตของเฟยหลิงเหอเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก เฟยหมิงเตรียมการไว้ให้เขาทั้งหมดแล้วในต้าเฟยกรุ๊ป และโดยพื้นฐานเฟยหลิงเหอก็เป็นคนเก่งรอบด้านและมีความรับผิดชอบสูงมาตั้งแต่เด็ก ถิงถิงเป็นนักศึกษาปีสามแล้ว เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และยุ่งอยู่กับการทำการบ้าน อ่านหนังสือและงานในสหภาพนักศึกษา จนวัน ๆ หนึ่ง เธอพูดเพียงไม่กี่คำแม้แต่กับเฟยหลิงเหอ และทุกคืนก่อนนอนเธอจะเปิดวีแชทโมเมนต์ดูว่ามีอัพเดทใหม่อะไรจากเจียงอวี่เซิงหรือไม่...เมื่อปีที่แล้วเธอสังเกตเห็นว่าเจียงอวี่เซิงปลี่ยนชื่อวีแชทเป็นเอสเอฟที เฟยหลิงเหอรู้สึกว่าถิงถิงกำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่าง เขาเป็นห่วงถิงถิงมากแต่เขาไม่ได้พูดออกมา เขาเพียงรอให้เธอมาบอกเขาเองเมื่อเธอพร้อมที่จะบอก คนทั้งครอบครัวพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้ถิงถิงมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ถิงถิงยังคงพูดน้อย ถึงแม้ว่าถิงถิงจะเรียนรู้ที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสทุกครั้งที่พบเห็น
ถิงถิงยังคงจดจำวันนั้นได้ วันที่เจียงอวี่เซิงมาไหว้คุณยายของเธอที่สุสาน แม้วันเวลาจะผ่านไปหนึ่งปีครึ่งแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของเธอ ไม่รู้นานเท่าใดแล้วที่ถิงถิงยืนอยู่หน้าสุสานของคุณยายมา พื้นที่รอบ ๆ บริเวณว่างเปล่าและเงียบมากจนดูเหมือนว่าเข็มที่ตกลงพื้นก็จะสามารถได้ยินเสียงสะท้อนของมันได้ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของถิงถิง เธอต้องการไปคฤหาสน์บ้านตระกูลเจียง เธออยากกลับไปดูห้องที่คุณตาคุณยายเคยอาศัยอยู่ และห้องของเธอเอง...ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากตัดสินใจแล้วถิงถิงจึงโทรบอกเฟยหลิงเหอ และเดินออกมาเรียกแท็กซี่ที่ประตูด้านหน้าของสุสาน ถิงถิงกดกริ๊งที่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลเจียง รออยู่ประมาณห้านาทีลุงเป่ยคนรับใช้เก่าแก่ของตระกูลเจียงก็เดินออกมาเปิดประตูให้ แน่นอนว่าลุงเป่ยจำถิงถิงได้ เขายิ้มให้ถิงถิง หลังจากทั้งคู่ทักทายกันเล็กน้อยแล้ว ถิงถิงก็บอกลุงเป่ยว่า “ฉันมาขอพบคุณลู่เสียน รบกวนลุงช่วยแจ้งให้ด้วยนะคะ” “ได้ ซักครู่นะให้ลุงโทรถามคุณนายก่อน” ลุงเป่ยตอบรับอย่า
งานของสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้ถิงถิงยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ๆ ต่าง ๆ นานา และแน่นอนว่าเฟยหลิงเหอซึ่งเป็นประธานของสหภาพนักศึกษาก็มีงานยุ่งมาก ทั้งคู่จึงไม่มีเวลาแม้แต่จะออกไปทานข้าวด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามถิงถิงได้รับการดูแลอย่างดีจากนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ทำงานในสภาพนักศึกษา เพราะทุกคนต่างก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเฟยหลิงเหอ การได้ร่วมทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคือการได้พัฒนาทักษะในการการทำงานร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การเข้าสังคม และเรียนรู้ความสามัคคีในองค์กร เมื่อก่อนถิงถิงเป็นผู้รอเฟยหลิงเหอเพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่เดี๋ยวนี้บางครั้งเธอต้องบอกให้เฟยหลิงเหอรอเธอด้วย ถิงถิงเพิ่งรู้ว่างานในแผนกวางแผนเป็นแผนกที่ยุ่งที่สุดในสหภาพนักศึกษา เพราะมักจะมีกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงต้องวางแผนการจัดกิจกรรมเหล่านั้น และต้องฝึกอบรมบุคลากรอย่างจริงจังสำหรับดำเนินงาน แต่เธอรู้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว เธอไม่อาจล้มเลิกที่จะทำงานในแผนกวางแผนได้ ดูเหมือนว่าตั้งแต่เจียงอวี่เซิงไม่อยู่แล้ว ถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ใกล
“ถิงถิง ฉันจะปกป้องเธอ และฉันจะรักเธอตลอดไป” นี่คือสิ่งที่เจียงอวี่เซิงพูดข้างหูของถิงถิงในชั้นเรียนที่มีแค่เขากับเธอ โดยมีชานมรสสตรอเบอรี่ของเฟ่ยหลิงเหอที่มีกลิ่นหอมหวานเป็นพยาน ถิงถิงนึกถึงสีหน้าที่จริงจังมากของเจียงอวี่เซิงขณะที่พูดประโยคนั้น มันทำให้เธอตกใจกลัวและเกือบจะ
หลายปีที่ผ่านมา คำพูดของถิงถิงที่เธอพูดกับคนอื่นในตระกูลเฟ่ยยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่พูดกับเฟ่ยหลิงเหอเลย อาจจะเป็นเพราะว่าถิงถิงรู้สึกว่าเฟ่ยหลิงเหอกับเธอเป็นภาระของตระกูลเฟ่ยเหมือนกัน ถึงแม้การได้รับการปฏิบัติจะแตกต่างกันมากก็ตาม ห้องนอนของพวกเขาหากเปิดประตู พวกเขาก็สามารถมองเห็นห้องของก
ถิงถิงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครมาก่อน เธอกลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เธอต้องใช้เวลานานมากหลังจากเข้ามาอยู่ในตระกูลเฟ่ยในการหยุดฝันร้าย ตอนนี้ถิงถิงพร้อมแล้ว เธอรู้สึกมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก ความจริงในปีนั้นที่เกิดขึ้นทำให้เจียงอวี่เซิงตกใจมาก เขาตกตะลึงเป็นเวลานา
เฟ่ยหลินตกตะลึง หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอยังคงยิ้มเมื่อเผชิญหน้ากับถิงถิงที่หน้าตาดูคล้ายเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกผิดของเธอเพิ่มมากขึ้น เมื่อนึกถึงวันที่เธอจากถิงถิงไปอย่างโหดร้าย เธอเป็นต้นเหตุให้ถิงถิงมีบุคลิกเช่นนี้ “ลูกดื่มนมแล้ว นอนหลับให้สบายนะ” “ค่ะ ค







