LOGINถิงถิงยืนอยู่ที่ห้องโถงรับแขกของคฤหาสน์ตระกูลเฟ่ยและมองดูคนสองคนทะเลาะกัน เธอเงียบราวกับรูปปั้น ใบหน้าของถิงถิงดูเหมือนไม่มีความรู้สึกใดใด
ทันใดนั้น เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็โผล่ศรีษะออกมาจากด้านหลังของทั้งสองคนที่กำลังทะเลาะกันอยู่ เมื่อเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนั้นเห็นถิงถิงเธอก็ยิ้มกว้าง จากนั้นก็วิ่งเข้ามาจับมือของถิงถิง
"เธอเป็นพี่สาวของฉันเหรอ? เยี่ยมมาก ฉันมีพี่สาวแล้ว" เด็กน้อยมองถิงถิงด้วยดวงตาเป็นประกาย
ถิงถิงพยักหน้าให้พร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เด็กผู้หญิงคนนี้คงเป็นเฟ่ยชิงชิงน้องสาวของเธอ ในความคิดของถิงถิง เฟ่ยชิงชิงเป็นคนร่าเริงยิ้มง่ายแตกต่างไปจากถิงถิงอย่างสิ้นเชิง
“สวัสดี เรียกฉันว่าพี่ถิงถิง เธอคงจะเป็นชิงชิงซินะ” ถิงถิงทักทายชิงชิงด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอรู้ว่าเธอต้องทำให้คนในบ้านนี้รู้สึกดีดีกับเธอ เธอต้องยิ้ม และเธอต้องวางแผนสำหรับตัวเองในบ้านหลังนี้อยู่เสมอ
บรรยากาศในห้องโถงรับแขกเงียบสงบลง คนสองคนหยุดทะเลาะกัน เมื่อเห็นว่าเฟ่ยชิงชิงชอบ ถิงถิง
เฟ่ยหลินยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เพราะหากลูกสาวตัวน้อยมีความสุข สามีของเธอก็ต้องเห็นด้วยกับเธอในเรื่องการรับถิงถิงเข้ามาอยู่ที่นี้อย่างแน่นอน
“ให้อยู่ที่นี้ก็ได้ เธอจัดการดูแลเองก็แล้วกัน” น้ำเสียงของเฟ่ยหมิงเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองหน้าของถิงถิงแม้แต่น้อย
คฤหาสน์ตระกูลเฟ่ยมีเฟ่ยหมิงเป็นผู้นำตระกูล เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยเดินทางไปทำธุรกิจในประเทศไทยและบังเอิญได้รู้จักกับแม่ของถิงถิงที่เป็นพนักงานเสริฟในภัตตาคารอาหารจีนแห่งหนึ่งในเยาวราช และจากนั้นต่อมาแม่ของเธอก็หายตัวไป พ่อของถิงถิงออกตามหาแต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต
คุณยายของถิงถิงเป็นกังวลมาก เกรงว่าแม่ของถิงถิงจะถูกหลอกไปขาย จึงสืบหาเบาะแสจนได้รู้ว่าแม่ของถิงถิงได้หนีตามเฟ่ยหมิงไป ในขณะที่ยายของถิงถิงกำลังหมดสิ้นความหวัง โชคชะตาก็ดลบันดาลให้คุณยายได้พบกับคุณตาเจียง ดังนั้นคุณยายจึงตัดสินใจพาถิงถิงมาตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดที่ประเทศจีน โดยได้คุณตาเจียงช่วยเหลือเรื่องเอกสารทุกอย่าง
ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ของถิงถิงเลือนรางมาก เพราะคุณยายเล่าให้ฟังในตอนที่เธอยังเด็กมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถิงถิงจำได้อย่างชัดเจน
ในตอนนั้น เมื่อคุณยายและเธอมาถึงประเทศจีนแล้ว วันหนึ่งคุณตาเจียงกับคุณยายมาออกไปข้างนอกทั้งวัน เมื่อคุณยายกลับมาถึงในตอนเย็น คุณยายก็เข้ามากอดเธอไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำ
“ถิงถิง ยายจะดูแลหลานเอง ยายรักถิงถิงนะ” เสียงของคุณยายอ่อนโยน ถิงถิงโอบกอดตอบคุณยาย พร้อมทั้งใช้ฝ่ามือน้อย ๆ ตบแผ่นหลังคุณยายเบา ๆ เป็นการปลอบใจเพราะเห็นว่าคุณยายน้ำตาใหล ในวันนั้นถิงถิงไม่เข้าใจว่าคุณยายเสียใจร้องไห้เพราะอะไร แต่วันนี้เธอเข้าใจแล้ว
คุณยายได้พบแม่ของเธอที่มีครอบครัวใหม่ไปแล้ว และสามีใหม่ของแม่ไม่ยอมรับเธอ
ถิงถิงย้ายเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเฟ่ย โดยอาศัยอยู่บนชั้นสอง ห้องด้านในสุด และก็เช่นเดียวกับในตอนที่ถิงถิงอยู่บ้านตระกูลเจียง เธอจะเก็บตัวอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือเท่านั้น และจะออกไปข้างนอกห้องก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องออก
ชีวิตของถิงถิงดำเนินไปแบบนี้ทุกวัน และที่ตระกูลเฟ่ยก็ไม่มีเจียงอวี่เซิงคนที่สองที่มักจะมาเคาะประตูห้องของเธอ เข้ามานั่งดูเธออ่านหนังสือทุกวัน
ส่วนเฟ่ยชิงชิงยุ่งมาก ในฐานะของลูกสาวคนเดียวของตระกูลเฟ่ย เฟ่ยชิงชิงใช้ชีวิตอย่างหรูหราร่ำรวย มีกิจกรรมมากมาย มีคนห้อมล้อมเอาอกเอาใจอยู่มากมาย จึงไม่จำเป็นต้องมายึดติดกับถิงถิงทุกวัน
นอกจากเฟ่ยชิงชิงแล้ว คฤหาสน์ตระกูลเฟ่ยยังมีเฟ่ยหลิงเหอ หลานชายของเฟ่ยหมิงอาศัยอยู่ด้วย
พ่อแม่ของเฟ่ยหลิงเหอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เฟ่ยหมิงจึงไปรับเฟ่ยหลิงเหอมาอยู่ด้วย เฟ่ยหมิงไม่มีลูกชาย ดังนั้นเขาจึงรักเฟ่ยหลิงเหอมาก
“ฉันชื่อ เฟ่ยหลิงเหอ ฉันอายุมากกว่าเธอ ฉันให้เธอเรียกฉันว่าพี่ได้ อยู่ที่นี้ทำตัวดีดีและอย่าสร้างปัญหา” น้ำเสียงของเฟ่ยหลิงเหอเรียบเรื่อย เขายิ้มให้ถิงถิงหลังพูดจบ
ในความทรงจำของถิงถิง เฟ่ยหลิงเหอเป็นพี่ชายที่ดีและอ่อนโยน แต่เขาไม่ค่อยแสดงอารมณ์ สีหน้าของเขามักจะเฉยเมย บางวันถิงถิงแทบจะไม่ได้ยินเขาพูดอะไรเลยยกเว้นหากมีความจำเป็น นี่เธอได้พบกับคนที่เป็นเช่นเดียวกับเธอแล้ว
ดังนั้นด้วยบุคลิกที่คล้ายกัน เฟ่ยหลิงเหอจึงเป็นคนเดียวที่ถิงถิงรู้สึกว่าอยู่ใกล้แล้วสบายใจที่สุดในตระกูลเฟ่ย
หลังจากที่ถิงถิงอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอก็มานั่งอยู่หน้าโต๊ะแล้วเปิดไฟ บนโต๊ะมีสมุดบันทึกที่กางออกมีข้อความที่ถิงถิงเขียนค้างไว้ นับตั้งแต่เฟ่ยหลินพาถิงถิงเข้ามาอยู่ในตระกูลเฟ่ย เธอก็มีนิสัยชอบเขียนไดอารี่
ถิงถิงจะนั่งที่โต๊ะเป็นเวลานานทุกคืน เพื่อนึกถึงทุกรายละเอียดเกี่ยวกับช่วงเวลาของเธอในตระกูลเจียง เธอเขียนเรื่องราวความสุขและความเกลียดชังที่สะสมมาลงในไดอารี่
วันนี้จะเขียนอะไรดี?
[ …ถิงถิงเธอไม่ชอบพูดมากในขณะที่รับประทานที่ตระกูลเจียง แต่จื่อโหรวหลานสาวของคุณตาเจียงมักจะถามเธอว่าผลการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง เรียนได้ดีหรือไม่ อยู่ที่โรงเรียนถูกเพื่อนรังแกหรือไม่ เมื่อคำถามเหล่านี้ เธอถูกถามต่อหน้าคุณตาเจียง ทำให้เธอจำเป็นต้องตอบ คุณตาเจียงจะยิ้มมีความสุขเมื่อได้ยินเธอพูดคุย คุณตาเจียงชอบเห็นลูกหลานพูดคุยและครอบครัวมีความสามัคคี
มีครั้งหนึ่ง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารมีความแตกต่างเพราะเจียงอวี่เซิงไม่อยู่ที่นั่น เขาเลือกเข้าร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนต่อในช่วงเย็น เหมือนกับเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ที่มักจะเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย แต่ใม่ใช่ ถิงถิง
ถิงถิงอยากอยู่บ้านมากกว่า เลิกเรียนแล้วเธอรีบกลับบ้านทันที แต่โต๊ะอาหารที่ไม่มีเจียงอวี่เซิงก็ทำให้เธอไม่รู้รสชาดของอาหาร ถิงถิงทำได้เพียงก้มหน้ารับประทานอาหารไปสองสามคำ
หลังจากทานข้าวเย็นแล้ว เธอขึ้นไปบนห้อง เปิดหน้าต่างออกเพื่อยืนมองท้องฟ้าที่ครึ้มลงเรื่อย ๆ และมองฝูงนกที่กำลังบินเป็นกลุ่มใหญ่บนท้องฟ้าเพื่อกลับรังของพวกมัน สิ่งเหล่านี้น่าสนใจที่สุดสำหรับเธอ
เจียงอวี่เซิงกลับมาประมาณสองทุ่มครึ่ง เธอกำลังจะเข้านอน ในขณะที่เคลิ้มจะหลับก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องเบาเบา
เธอหรี่ตามองไปทางประตูและเห็นเจียงอวี่เซิงเปิดประตู “น้องสาว” เจียงอวี่เซิงพูดเสียงเบามาก พร้อมโบกมือให้เธอ ถิงถิงโบกมือตอบให้เจียงอวี่เซิงเข้ามา
“ทำไมพี่ถึงเพิ่งกลับมา กิจกรรมน่าจะจบลงตั้งแต่หนึ่งทุ่มนะ” เธอถามเขาเสียงเบา
เจียงอวี่เซิงเป็นคนที่เธอพูดด้วยมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นในตระกูลเจียง อาจจะด้วยเพราะเรามีอายุใกล้เคียงกัน และอาจเพราะพวกเรามีหัวข้อที่พูดคุยเหมือนกันมากขึ้น
เจียงอวี่เซิงเดินตรงมาหาเธอ โดยเอามือไพล่หลัง พร้อมยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า “พี่เข้าร่วมการแข่งขันที่โรงเรียนและชนะได้ถ้วยรางวัลมาด้วย ตอนนี้อยู่ชั้นล่าง พี่อยากให้น้องถิงถิงของพี่ได้ดู”
ต้องการที่จะโชว์ให้ฉันดู? ทำไมเขาถึงไม่หยิบถ้วยรางวัลขึ้นมาด้วยเล่าถ้าอยากให้เธอดู?
เธอลุกจากเตียงด้วยความสับสนงุนงง แต่เธอเห็นเจียงอวี่เซิงพยายามซ่อนแขนไว้ด้านหลัง เธอจึงเดินเข้าไปจับแขนของเจียงอวี่เซิงออกมาดู ก็เห็นรอยแผลและมีเลือดออกอยู่บนแขนและข้อศอกของเจียงอวี่เซิง
"เกิดอะไรขึ้น?" เธอถามเขาด้วยความเป็นกังวล
เจียงอวี่เซิงยิ้มอย่างเขินอาย ยื่นมือยกขึ้นไปเกาศรีษะและเลื่อนสายตาไปที่โคมไฟเล็ก ๆ บนโต๊ะของถิงถิงราวกับว่าเขาไม่ต้องการจะบอกเธอว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการแข่งขันมาได้อย่างไร เพราะเขาอยากจะอวดความเก่งต่อหน้าน้องถิงถิงของเขามาโดยตลอด เขาอยากเห็นถิงถิงรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขา
เมื่อเห็นว่าเจียงอวี่เซิงไม่ตอบคำถามเธอ เธอจึงลงไปชั้นล่างเพื่อค้นหากล่องยา
“ทำไมถึงต้องทุ่มเทจนได้รับบาดเจ็บขนาดนี้ ถ้วยรางวัลกินก็ไม่ได้ เปลี่ยนเป็นเงินก็ไม่ได้...” เธอบ่นพึมพำในขณะที่มองหากล่องยา
เมื่อเดินมาถึงห้องนั่งเล่น เธอเห็นถ้วยรางวัลของเจียงอวี่เซิงวางอยู่บนโต๊ะ มันมีขนาดเล็ก เธอเดินเข้าไปจับถ้วยรางวัลดูใกล้ ๆ เห็นมีชื่อของเจียงอวี่เซิงอยู่ด้วย เธอรู้สึกภาคภูมิใจกับเขาด้วย
ถิงถิงคิดว่าคงจะดีหากเธอเป็นผู้เขียนชื่อของเจียงอวี่เซิงลงไปบนถ้วยรางวัลนี้ด้วยตัวเอง
ความคิดเล็ก ๆ นี้ผุดขึ้นมาในใจของเธอ เพราะเธอใช้เวลามากมายในการฝึกเขียนชื่อของเจียงอวี่เซิงอย่างจริงจังอย่างยิ่ง จนตอนนี้เธอสามารถเขียนตัวอักษรชื่อ เจียงอวี่เซิง ได้งดงามและคมชัดมาก
ถิงถิงคว้ากล่องยาในตู้และถือขึ้นไปชั้นบนและพูดกับเจียงอวี่เซิงว่า “ใส่ยาที่แผลคงเจ็บหน่อยนะ แผลใหญ่ตรงนี้น่าจะเจ็บแสบและปวดมาก”
“สบายมาก พี่เป็นผู้ชายไม่กลัวความเจ็บปวด” เจียงอวี่เซิงพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่ก็ถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นของเจียงอวี่เซิงก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของเธอไปได้ มันทำให้เธอถึงกับหัวเราะออกมา จากนั้นเธอก้มศรีษะลงและทายาให้เจียงอวี่เซิงอย่างมีสมาธิ และทำอย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่าจะทำให้เจียงอวี่เซิงเจ็บปวดมากขึ้น
เด็ก ๆ จากครอบครัวที่ยากจนอย่างเธอมักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทายาตั้งแต่เด็ก อาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้สำหรับเธอนั้นแทบจะไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับเจียงอวี่เซิงที่เป็นเด็กที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่และปกป้องอย่างดี หลังจากถูกทายาไปไม่นาน ดวงตาของเขาก็แดงก่ำ เขากัดฟันและหลั่งน้ำตาแต่ไม่พูดอะไร
“ทำไมพี่ไม่ทำแผลมาจากที่โรงเรียนก่อนกลับมาล่ะ?” เธอถามพลางเหลือบมองเขา
“พี่อยากกลับมาเร็ว ๆ จะได้โชว์ถ้วยรางวัลให้น้องถิงถิงดู”
เธอชะงักไปแล้วพูดเบา ๆ “พี่เก่งมาก ฉันเห็นถ้วยรางวัลจากการทุ่มเทของพี่แล้วชอบมาก ต่อไปในอนาคตพี่ต้องเอาถ้วยรางวัลใหญ่ ๆ มาให้ฉันด้วยนะ เอาแบบใหญ่เป็นพิเศษเลย!”
“ได้ น้องถิงถิงคอยดูได้เลย!” น้ำเสียงเบาแต่หนักแน่นของเจียงอวี่เซิง เหมือนดั่งเป็นคำสัญญา
หลังจากนั้นเจียงอวี่เซิงก็เก็บสะสมถ้วยรางวัล เมื่อเราทั้งสองคนเติบโตขึ้น ถ้วยรางวัลของเจียงอวี่เซิงก็เต็มตู้
เจียงอวี่เซิงมักจะเอาถ้วยรางวัลออกมาเช็ดทำความสะอาดเมื่อเขาว่าง เหมือนเขาจะทำโดยอัตโนมัติแบบไม่รู้ตัว ถ้วยรางวัลของเขาไม่เคยปล่อยให้มีฝุ่นเกาะเลย เขามักจะบอกกับเธอว่า “น้องถิงถิงของเขา ชอบให้เขาเอาถ้วยรางวัลมาให้ ดังนั้นถ้วยรางวัลทุกอันต้องดูใหม่เสมอ”
เธอรู้สึกทั้งขำทั้งซาบซึ้งกับคำพูดของเจียงอวี่เซิงมาก เธอยิ้มกว้างให้เจียงอวี่เซิง
เธอคิดว่านั้นเป็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดที่เจียงอวี่เซิงได้เคยเห็น และยังเป็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดที่เธอเคยยิ้มมาเลย ]
ถิงถิงวางปากกาลงแล้วขยี้ตา ชีวิตในตระกูลเจียงน่าเบื่อมาก ไม่มีอะไรจะเขียนจริง ๆ
หลังจากที่คุณยายของเธอเสียชีวิต ถิงถิงชอบที่จะอยู่ในอาการงุนงงอยู่เสมอ เธอสามารถจ้องมองไปในความมืดของคืนที่มืดมิดนอกหน้าต่างนาน ๆ ด้วยความเหม่อลอยงุนงง เมื่อก่อนเธอชอบมองท้องฟ้านอกหน้าต่างพร้อมเพ้อฝันเกี่ยวกับน้ำทะเลสีฟ้าและท้องฟ้าสีคราม แต่ตอนนี้เธอชอบมองความมืดนอกหน้าต่างและไม่มีอะไรให้เพ้อฝัน .... คุณยายที่รักเธอที่สุดไม่อยู่แล้ว
หากคนตระกูลเจียงไม่ขับไล่คุณยายของเธอที่กำลังป่วยออกมา คุณยายคงมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นกว่านี้ เจียงอวี่เซิงเองก็เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับเธอ...เขาก็เป็นคนตระกูลเจียง
แต่เธออายุยังน้อยนะ ...ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่สามารถลืมเลือนความเกลียดชังได้หรอกหรือ?
ถิงถิงมองออกไปนอกหน้าต่างอีกพักหนึ่งจากนั้นก็ปิดไฟแล้วเข้านอน
“ฉันคิดถึงเธอมาก”เจียงอวี่เซิงสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงของถิงถิง เขารู้สึกมึน ๆ งง ๆ เล็กน้อย รอให้ดวงตาเริ่มชินกับความมืดของห้องแล้วจึงเอื้อมมือไปกดเปิดโคมไฟ เขาใช้เวลาเพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าถิงถิงนอนละเมออย่างไรก็ตามมันแปลกจริง ๆ ทั้งที่เขาและถิงถิงแต่งงานกันแล้ว แต่ถิงถิงยังคงนอนละเมอแบบนี้ มันอาจจะสามารถอธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ว่า ถิงถิงได้บันทึกและเก็บรักษาอารมณ์และความรู้สึกในตอนนั้นไว้ในหน่วยความจำส่วนลึกในสมองของเธอ ความคิดถึงที่ฝังแน่นและทำให้ถิงถิงสะเทือนใจเป็นพิเศษเจียงอวี่เซิงถอนหายใจอย่างโล่งอกและเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อสี่ปีก่อนหลังจากที่เขาและถิงถิงพูดคุยทางโทรศัพท์ในวันนั้น เขาซื้อตั๋วเครื่องบินเพื่อกลับไปพบกับถิงถิง ภาพความทรงจำยังคงชัดเจนเสมอหลังจากลงเครื่องที่สนามบินแล้ว เขานั่งแท็กซี่ตรงไปยังบ้านตระกูลเฟยทันที ถิงถิงร้องไห้อย่างหนักเมื่อพบเขาและพูดซ้ำ ๆ ว่า “ฉันคิดถึงเธอมาก คิดถึงเธอมากที่สุด ฉัน..ฉันได้ทุนการศึกษาไปต่างประเทศ ฉันสอบได้...ได้ทุนการศึกษา...ฉันจะได้ไปหาเธอแล้ว...ฮือ ฮือ” ถิงถิงโชว์หน้าเว็บไซด์ประกาศผลสอบชิงทุนการศึกษาให้เจียง
“ถิงถิงสบายดีไหม?” เจียงอวี่เซิงแทบจะรอไม่ไหวที่จะถามถึงถิงถิง พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าเขาคิดถึงถิงถิงมากแค่ไหนในช่วงหนึ่งปีหกเดือนที่ผ่านมา เขาต้องต่อสู้กับใจตัวเองที่จะไม่ให้ส่งข้อความและโทรหาถิงถิงเพื่อฝึกให้ตัวเองค่อย ๆ ชินกับชีวิตที่ไม่มีถิงถิง “ไม่ดีเลย... แต่นายจะยืนคุยกับฉันตรงนี้เหรอ?” เฟยหลิงเหอมองไปรอบ ๆ ผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน “อ่อ..ขอโทษที ฉันลืมไป งั้นไปที่บ้านฉันดีกว่า” บ้านที่คุณปู่เจียงซื้อไว้ที่ลอนดอนเป็นบ้านสไตล์มิวส์ขนาดห้าห้องนอนใกล้ไฮด์ปาร์ค ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าเซาท์เคนซิงตัน เจียงอวี่เซิงอาศัยอยู่ที่นี้คนเดียว ยกเว้นในช่วงสุดสัปดาห์เจียงฮวาจะนำอาหารจีนมาให้เขา พร้อมทั้งพาแม่บ้านมาทำความสะอาด ดังนั้นตามปกติบ้านค่อยข้างจะเงียบมากทีเดียว เจียงอวี่เซิงไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องอื่นใดอีก เขาคิดถึงคำพูดของเฟยหลิงเหอที่พูดกับเขาที่สถานีรถไฟคิงส์ครอสก่อนหน้านี้ “ไม่ดีเลย” “ถิงถิงเป็นอะไร เธอไม่สบายหรือเปล่า?” เจียงอวี่เซิงถามเฟยหลิงเหอทันทีที่เปิดประตูบ้าน เขาผายมือเชิญเฟยหลิงเหอเข้าบ้าน “นั่งก่อน
เรื่องการเรียนและการทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยของถิงถิงว่ายุ่งแล้ว การเรียนรู้งานในต้าเฟยกรุ๊ปของเฟยหลิงเหอยิ่งยุ่งมากกว่า เฟยหมิงให้คำชี้แนะเฟยหลิงเหอด้วยตัวเอง และยังพาเฟยหลิงเหอไปร่วมงานเลี้ยงทางธุรกิจด้วยทุกงาน รวมถึงการเดินทางไปดูงานและตกลงการค้ากับลูกค้าในต่างประเทศ ทั้งคู่ไปต่างประเทศบ่อยมาก และทุกครั้งคนที่บ้านก็ไม่เคยต้องไปส่งพวกเขาที่สนามบินเลย ในความเป็นจริง ไม่นานหลังจากเจียงอวี่เซิงจากไป และเฟยหลิงเหอสอบโครงการจบเสร็จสิ้นไปแล้วและไม่ได้มามหาวิทยาลัยอีกในช่วงนี้ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีสายตาที่เฉียบแหลมก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของ ถิงถิงกับเจียงอวี่เซิงไม่ใช่ของจริงเพราะมันเต็มไปด้วยความสภาพและห่างเหิน และความสัมพันธ์ของถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ไม่ใช่ของจริงเพราะถึงแม้พวกเขาจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ทั้งคู่ก็ยังดูมีระยะห่างอยู่ ต่างจากคู่ที่เป็นแฟนกันอย่างแท้จริงอย่างจ้าวเซียวและแฟนของเธอ ซึ่งหวานหยดและใกล้ชิดกันตลอด อย่างไรก็ตามไม่มีนักศึกษาชายคนใดเข้ามาจีบถิงถิงเลย ไม่ใช่เพราะถิงถิงไม่สวย แต่เป็นเพราะถิงถิงไม่ชอบเข้าสังคม แต่ละวันในมหาวิทยาลัย
เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก เฟยหลิงเหอกำลังเตรียมตัวสอบโครงการจบการศึกษา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีงานยุ่งมากอยู่ตลอดเวลา อนาคตของเฟยหลิงเหอเป็นอะไรที่ชัดเจนมาก เฟยหมิงเตรียมการไว้ให้เขาทั้งหมดแล้วในต้าเฟยกรุ๊ป และโดยพื้นฐานเฟยหลิงเหอก็เป็นคนเก่งรอบด้านและมีความรับผิดชอบสูงมาตั้งแต่เด็ก ถิงถิงเป็นนักศึกษาปีสามแล้ว เธอเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และยุ่งอยู่กับการทำการบ้าน อ่านหนังสือและงานในสหภาพนักศึกษา จนวัน ๆ หนึ่ง เธอพูดเพียงไม่กี่คำแม้แต่กับเฟยหลิงเหอ และทุกคืนก่อนนอนเธอจะเปิดวีแชทโมเมนต์ดูว่ามีอัพเดทใหม่อะไรจากเจียงอวี่เซิงหรือไม่...เมื่อปีที่แล้วเธอสังเกตเห็นว่าเจียงอวี่เซิงปลี่ยนชื่อวีแชทเป็นเอสเอฟที เฟยหลิงเหอรู้สึกว่าถิงถิงกำลังตั้งใจทำอะไรบางอย่าง เขาเป็นห่วงถิงถิงมากแต่เขาไม่ได้พูดออกมา เขาเพียงรอให้เธอมาบอกเขาเองเมื่อเธอพร้อมที่จะบอก คนทั้งครอบครัวพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อทำให้ถิงถิงมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ถิงถิงยังคงพูดน้อย ถึงแม้ว่าถิงถิงจะเรียนรู้ที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสทุกครั้งที่พบเห็น
ถิงถิงยังคงจดจำวันนั้นได้ วันที่เจียงอวี่เซิงมาไหว้คุณยายของเธอที่สุสาน แม้วันเวลาจะผ่านไปหนึ่งปีครึ่งแล้ว แต่ภาพนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของเธอ ไม่รู้นานเท่าใดแล้วที่ถิงถิงยืนอยู่หน้าสุสานของคุณยายมา พื้นที่รอบ ๆ บริเวณว่างเปล่าและเงียบมากจนดูเหมือนว่าเข็มที่ตกลงพื้นก็จะสามารถได้ยินเสียงสะท้อนของมันได้ จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของถิงถิง เธอต้องการไปคฤหาสน์บ้านตระกูลเจียง เธออยากกลับไปดูห้องที่คุณตาคุณยายเคยอาศัยอยู่ และห้องของเธอเอง...ไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากตัดสินใจแล้วถิงถิงจึงโทรบอกเฟยหลิงเหอ และเดินออกมาเรียกแท็กซี่ที่ประตูด้านหน้าของสุสาน ถิงถิงกดกริ๊งที่หน้าประตูรั้วคฤหาสน์ตระกูลเจียง รออยู่ประมาณห้านาทีลุงเป่ยคนรับใช้เก่าแก่ของตระกูลเจียงก็เดินออกมาเปิดประตูให้ แน่นอนว่าลุงเป่ยจำถิงถิงได้ เขายิ้มให้ถิงถิง หลังจากทั้งคู่ทักทายกันเล็กน้อยแล้ว ถิงถิงก็บอกลุงเป่ยว่า “ฉันมาขอพบคุณลู่เสียน รบกวนลุงช่วยแจ้งให้ด้วยนะคะ” “ได้ ซักครู่นะให้ลุงโทรถามคุณนายก่อน” ลุงเป่ยตอบรับอย่า
งานของสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้ถิงถิงยุ่งมากจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ๆ ต่าง ๆ นานา และแน่นอนว่าเฟยหลิงเหอซึ่งเป็นประธานของสหภาพนักศึกษาก็มีงานยุ่งมาก ทั้งคู่จึงไม่มีเวลาแม้แต่จะออกไปทานข้าวด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามถิงถิงได้รับการดูแลอย่างดีจากนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ทำงานในสภาพนักศึกษา เพราะทุกคนต่างก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของเธอกับเฟยหลิงเหอ การได้ร่วมทำงานในสหภาพนักศึกษาของมหาวิทยาลัยคือการได้พัฒนาทักษะในการการทำงานร่วมกับผู้อื่น เรียนรู้การเข้าสังคม และเรียนรู้ความสามัคคีในองค์กร เมื่อก่อนถิงถิงเป็นผู้รอเฟยหลิงเหอเพื่อจะได้กลับบ้านพร้อมกัน แต่เดี๋ยวนี้บางครั้งเธอต้องบอกให้เฟยหลิงเหอรอเธอด้วย ถิงถิงเพิ่งรู้ว่างานในแผนกวางแผนเป็นแผนกที่ยุ่งที่สุดในสหภาพนักศึกษา เพราะมักจะมีกิจกรรมในมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงต้องวางแผนการจัดกิจกรรมเหล่านั้น และต้องฝึกอบรมบุคลากรอย่างจริงจังสำหรับดำเนินงาน แต่เธอรู้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว เธอไม่อาจล้มเลิกที่จะทำงานในแผนกวางแผนได้ ดูเหมือนว่าตั้งแต่เจียงอวี่เซิงไม่อยู่แล้ว ถิงถิงกับเฟยหลิงเหอก็ใกล
เฟ่ยหลินตกตะลึง หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่ง เธอยังคงยิ้มเมื่อเผชิญหน้ากับถิงถิงที่หน้าตาดูคล้ายเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกผิดของเธอเพิ่มมากขึ้น เมื่อนึกถึงวันที่เธอจากถิงถิงไปอย่างโหดร้าย เธอเป็นต้นเหตุให้ถิงถิงมีบุคลิกเช่นนี้ “ลูกดื่มนมแล้ว นอนหลับให้สบายนะ” “ค่ะ ค
ถิงถิงอยากนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ แต่ตรงนี้มีเสียงดังเหลือเกิน เฟ่ยชิงชิงนั่งอยู่ข้างเฟ่ยหลินและพูดคุยอย่างมีความสุข เธอขอให้เฟ่ยหลินทาเล็บให้ ในขณะเดียวกันก็คอยหันมามองถิงถิงพร้อมรอยยิ้มบ่อยครั้ง ถิงถิงตัดสินใจปิดหนังสือลงแล้วหยิบแก้วน้ำเพื่อนำไปเก็บในห้องครัว แล
วันครบรอบการเสียชีวิตของคุณยายของถิงถิงทุกปี เฟ่ยหลิงเหอมักจะเห็นถิงถิงนั่งอยู่บนพรมพื้นห้องนอนในตอนกลางคืน ค่อย ๆ จิบนมและมองภาพของคุณยาย และเปิดเพลงในโทรศัพท์มือถือซึ่งเฟ่ยหลิงเหอไม่รู้ความหมาย ถิงถิงบอกเขาว่ามันเป็นเพลงไทยที่คุณยายมักจะร้องให้เธอฟังตอนเธอเป็นเด็ก ถิงถิงเรียนรู้ที่จะร
“ถิงถิง ฉันจะปกป้องเธอ และฉันจะรักเธอตลอดไป” นี่คือสิ่งที่เจียงอวี่เซิงพูดข้างหูของถิงถิงในชั้นเรียนที่มีแค่เขากับเธอ โดยมีชานมรสสตรอเบอรี่ของเฟ่ยหลิงเหอที่มีกลิ่นหอมหวานเป็นพยาน ถิงถิงนึกถึงสีหน้าที่จริงจังมากของเจียงอวี่เซิงขณะที่พูดประโยคนั้น มันทำให้เธอตกใจกลัวและเกือบจะ







