LOGIN“ยินดีต้อนรับสู่นรก”
เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบเสียดยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของเธอจะเป็นของฉัน ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และการสูญเสียจนไม่เหลืออะไร เธอจะได้สัมผัสมันทุกอย่าง.... ลัลนลิน!”
เขาจงใจเน้นชื่อของเธอราวกับเป็นคำสาปแช่ง
น้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของลัลนลิน แต่เธอกะพริบมันกลับเข้าไปอย่างสุดความสามารถ จะไม่อ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาด
อคินทร์ผละออกไป ยืนหันหลังให้เธอ เขามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เห็นวิวตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างยกขึ้นคลายปมเนกไทเล็กน้อยราวกับกำลังรู้สึกอึดอัด
“อย่าคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้จะให้อะไรกับเธอ นอกจากสถานะภรรยาบนกระดาษแผ่นเดียว.... อย่าหวังความรัก อย่าหวังความปรานี และอย่าคิดว่าจะได้แตะต้องทรัพย์สินของฉัน หรือของบริษัทที่พ่อเธอโกงมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว”
“ฉันไม่เคยหวังอะไรทั้งนั้น”
ลัลนลินตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคงที่สุด แม้มันจะสั่นเครือจนน่าสมเพช
“ดี!” เขาหันกลับมาเผชิญหน้าเธออีกครั้ง แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยโทสะ “ก็จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เธอเรียกร้องอะไรเกินสิทธิ์ ฉันจะทำให้เธอรู้ว่าการตกจากที่สูงมันเป็นยังไง”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ทนายสมชายเดินกลับเข้ามาพร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลสองซอง เขาวางซองหนึ่งไว้หน้าลัลนลิน และอีกซองไว้หน้าอคินทร์
“นี่คือสำเนาทะเบียนสมรสสำหรับทั้งสองท่านครับ” เขากล่าว แต่แล้วสายตาก็หยุดอยู่ที่อคินทร์ “เอ่อ.... คุณอคินทร์ครับ ยังมีเอกสารส่วนตัวอีกหนึ่งฉบับที่คุณท่านเตชินทร์....คือคุณพ่อของคุณลัลนลิน ฝากไว้ให้ผมมอบกับคุณโดยตรงหลังจากที่คุณจดทะเบียนสมรสเรียบร้อยแล้ว”
ทนายสมชายยื่นซองจดหมายสีขาวสะอาดอีกซองหนึ่งซึ่งไม่ได้จ่าหน้าซองส่งให้อคินทร์เพียงผู้เดียว ลัลนลินมองซองนั้นด้วยความแปลกใจ พ่อของเธอไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน
อคินทร์รับซองมาด้วยสีหน้าเคลือบแคลง เขามองหน้าทนายสลับกับซองในมือ ก่อนจะใช้นิ้วโป้งกรีดเปิดผนึกซองอย่างรวดเร็ว ข้างในมีเพียงกระดาษพิมพ์ดีดแผ่นเดียวพับไว้อย่างเรียบร้อย
เขาคลี่กระดาษออกอ่าน ดวงตาคมกริบกวาดไล่ไปตามตัวอักษรแต่ละบรรทัดอย่างรวดเร็ว ตอนแรกใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย แต่แล้วลัลนลินก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง.... สันกรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง และดวงตาที่เคยเย็นชากลับลุกวาบขึ้นด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธแค้นที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า
มือข้างที่ถือกระดาษกำแน่นจนแผ่นกระดาษยับย่นเป็นรอย เสียงขบกรามดังพอให้ได้ยินในความเงียบ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไร!” เขาคำรามเสียงต่ำ จ้องทนายสมชายเขม็ง
“เป็น....เป็นไปตามพินัยกรรมฉบับเพิ่มเติมที่คุณท่านเตชินทร์จัดทำไว้ก่อนเสียชีวิตครับ เนื้อหาจะมีผลบังคับใช้ทันทีตามเงื่อนไขที่ระบุไว้”
ทนายตอบเสียงอ่อยลงเล็กน้อย พยายามหลบสายตาที่ราวกับจะแผดเผาของอคินทร์
อคินทร์ไม่พูดอะไรต่อ เขายัดกระดาษแผ่นนั้นลงในกระเป๋าเสื้อสูทด้านในอย่างแรง หันมาจ้องหน้าลัลนลินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป.... มันไม่ใช่แค่ความเกลียดชังอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังและถูกจองจำอย่างสมบูรณ์แบบ
“คิดว่าจะจับฉันได้อยู่หมัดสินะ” เขากระซิบเสียงลอดไรฟัน คำพูดนั้นไม่ได้ส่งตรงถึงเธอ แต่เหมือนกำลังพูดกับวิญญาณของพ่อเธอมากกว่า “พวกแกมันก็งูพิษเหมือนกันทั้งตระกูล!”
เขาหันหลังกลับและก้าวฉับๆ ออกจากห้องไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันมามองเธออีก ปล่อยให้ประตูไม้สักเหวี่ยงปิดตามหลังเสียงดังปัง!
ความเงียบที่น่าอึดอัดกลับเข้ามาครอบงำอีกครั้ง ลัลนลินนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่เข้าใจว่าในกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าอะไร สิ่งที่รู้คือมันได้จุดไฟนรกในใจของอคินทร์ให้ลุกโชนรุนแรงยิ่งกว่าเดิมหลายร้อยเท่า
ทนายสมชายถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะโค้งศีรษะให้เธอเล็กน้อย
“ผมขอตัวก่อนนะครับคุณลัลนลิน หากมีอะไรให้รับใช้เพิ่มเติม ติดต่อมาได้เสมอครับ”
แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้เธอนั่งอยู่ตามลำพังในห้องทำงานที่กว้างขวางและหนาวเหน็บ บนโต๊ะตรงหน้ามีเพียงสำเนาทะเบียนสมรสที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนเส้นแรกวางอยู่ ลัลนลินค่อยๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสกระดาษแผ่นนั้น ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามชื่อของเขากับเธอที่อยู่เคียงคู่กันบนนั้น.... สถานะใหม่ที่เธอได้มา แลกกับอิสรภาพและหัวใจที่กำลังจะแหลกสลายของตัวเอง
ค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจนอคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกเขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันน
หลายวันผ่านไป ผ้าพันแผลบนนิ้วของลัลนลินถูกแกะออกแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเกลียดชังของอคินทร์ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งกัดกินหัวใจเธอมากขึ้น.... มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลบอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเก่าเก็บที่เจ้าของไม่เคยเหลียวแล แต่ตัวอักษรก็ไม่สามารถทำให้เธอหลุดพ้นจากความคิดถึงบ้านและอ้อมกอดของพ่อแม่ได้ความคิดถึงนั้นทับถมจนกลายเป็นความปวดร้าวที่ทนทานได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันมีแต่ไม้ประดับราคาแพงที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบจนดูแข็งทื่อ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เธอขออนุญาตป้านวลใช้วันหยุดหนึ่งวันกลับไปที่บ้านเดิม บ้านที่ตอนนี้ถูกปิดตายรอการจัดการทรัพย์สินลัลนลินใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายที่นั่น สูดกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอไม่ได้หยิบฉวยของมีค่าใดๆ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือกระถางกุหลาบพันธุ์โบราณหลายกระถางที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนเพาะชำหลังบ้าน…. กุหลาบที่แม่ข
กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวและรากผักชีที่โขลกละเอียดลอยอวลอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนและสเตนเลสเงาวับผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้วที่ลัลนลินมาอยู่ที่นี่ ในแต่ละวันเธอใช้ชีวิตอย่างเงียบเชียบราวกับเงา หลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอคินทร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจ ตรงกันข้าม มันยิ่งตอกย้ำความห่างเหินและสถานะนักโทษของเธอในคฤหาสน์หลังนี้วันนี้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง เธอจำได้เลาๆ จากครั้งหนึ่งที่พ่อเคยชวนเขามาทานอาหารที่บ้านเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ อคินทร์ในวัยหนุ่มดูจะโปรดปรานเมนูง่ายๆ อย่าง ‘หมูทอดน้ำปลา’ เป็นพิเศษ.... ความทรงจำนั้นเลือนรางแต่ก็ชัดเจนพอที่จะเป็นความหวังริบหรี่ให้เธอยึดเหนี่ยว ลัลนลินลงมือหมักหมูด้วยตัวเอง คลุกเคล้าเครื่องปรุงอย่างตั้งใจ กลิ่นหอมของน้ำปลาชั้นดีที่เริ่มซึมเข้าเนื้อทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยนี่อาจจะเป็นก้าวแรก.... ก้าวเล็กๆ ที่จะทลายกำแพงน้ำแข็งที่อคินทร์สร้างขึ้นเธอจัดอาหารทุกอย่างใส่จานกระเบื้องเคลือบเนื้อดีลายครามอย่างประณีต ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่โถไว้อย่างเรียบร้อย เธอประคองถาดอาหารเดินไปย
พิธีวิวาห์ที่ควรจะชื่นมื่นกลับเงียบเชียบราวดั่งงานศพ แขกเหรื่อมีเพียงญาติผู้ใหญ่ไม่กี่คนของฝ่ายอคินทร์ที่มองมายังหลานสะใภ้ ลูกสาวเศรษฐีด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้รอยยิ้ม ไร้คำอวยพร มีเพียงความเย็นชาที่กรีดลึกลงในใจผ่านไปหนึ่งสัปดาห์หลังจากการจดทะเบียนสมรสที่เปรียบเสมือนการตีตราทาส ลัลนลินก็ถูกส่งตัวมายังคฤหาสน์ของตระกูลเธียรประเสริฐในฐานะภรรยาตามกฎหมายรถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวผ่านประตูเหล็กดัดขนาดมหึมาที่เปิดออกอย่างเชื่องช้า เสียงล้อบดเบียดกับพื้นกรวดละเอียดดังแผ่วเบา สวนสไตล์ยุโรปที่เคยเห็นเพียงในรูปถ่ายปรากฏแก่สายตา สนามหญ้าเขียวขจีได้รับการตัดแต่งอย่างประณีต น้ำพุหินอ่อนรูปคิวปิดตั้งตระหง่านอยู่กลางวงเวียน ทว่าความงดงามของมันกลับไม่สามารถทำให้หัวใจที่หนักอึ้งของเธอเบาลงได้เลยแม้แต่น้อย.... คนขับรถจอดเทียบหน้าทางเข้าและรีบลงมาเปิดประตูให้ด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ห่างเหิน เขาโค้งศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง ปล่อยให้เธอยืนเผชิญหน้ากับกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ถูกนำลงจากท้ายรถมาวางไว้บนพื้นกรวดแต่เพียงลำพังลัลนลินสูดหายใจลึก เธอเกร็งมือจับคันลากกระเป๋าเดินทาง ลากมันข้ามธรณีประตูหินอ่อนเข้
“ยินดีต้อนรับสู่นรก” เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบเสียดยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ“นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของเธอจะเป็นของฉัน ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และการสูญเสียจนไม่เหลืออะไร เธอจะได้สัมผัสมันทุกอย่าง.... ลัลนลิน!”เขาจงใจเน้นชื่อของเธอราวกับเป็นคำสาปแช่งน้ำตาเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของลัลนลิน แต่เธอกะพริบมันกลับเข้าไปอย่างสุดความสามารถ จะไม่อ่อนแอให้เขาเห็นเด็ดขาดอคินทร์ผละออกไป ยืนหันหลังให้เธอ เขามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เห็นวิวตึกสูงระฟ้าของกรุงเทพฯ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง ส่วนอีกข้างยกขึ้นคลายปมเนกไทเล็กน้อยราวกับกำลังรู้สึกอึดอัด“อย่าคิดว่าการแต่งงานครั้งนี้จะให้อะไรกับเธอ นอกจากสถานะภรรยาบนกระดาษแผ่นเดียว.... อย่าหวังความรัก อย่าหวังความปรานี และอย่าคิดว่าจะได้แตะต้องทรัพย์สินของฉัน หรือของบริษัทที่พ่อเธอโกงมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว”“ฉันไม่เคยหวังอะไรทั้งนั้น”ลัลนลินตอบกลับไปด้วยเสียงที่พยายามคุมให้มั่นคงที่สุด แม้มันจะสั่นเครือจนน่าสมเพช“ดี!” เขาหันกลับมาเผชิญหน้าเธออีกครั้ง แววตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยโทสะ “ก็จำคำพูดของตัวเองเอาไว้ให้ดี เพราะถ้าเมื่อไหร่
กลิ่นกระดาษเก่าและเครื่องหนังจากเก้าอี้บุผนังห้องทำงานทนายความให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เข็มนาฬิกาโบราณบนผนังไม้สักขยับเดินหน้าด้วยเสียงติ๊ก-ต็อก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับแผ่นหินกดทับอากาศภายในห้องบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา แผ่นกระดาษสีครีมหนาที่ประทับตราครุฑสีแดงสดวางอยู่ตรงหน้าลัลนลิน ตัวอักษรสีดำระบุสถานภาพใหม่ของเธอไว้อย่างชัดเจนจนแสบตา‘ทะเบียนสมรส’“เชิญครับคุณลัลนลิน” ทนายสมชายเอ่ยขึ้นหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับของห้องผสมกับโคโลญจน์กลิ่นเย็นเยียบของผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน มือขวาของเธอที่วางบนหน้าขาเริ่มสั่นน้อยๆ จนต้องใช้มือซ้ายกำชายกระโปรงผ้าไหมสีงาช้างของตัวเองไว้แน่นเพื่อข่มอาการเธอเหลือบมองเขา อคินทร์นั่งหลังตรงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ที่ติ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอ ราวกับนักล่ากำลังมองเหยื่อที่ติดกับ…. ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเจือปนด้วยความเกลียดชังที่ไม่ได้ปิดบังมันเป็นสายตาที่เธอมองเห็นมาตลอดหลายปี แต่ไม่เคยชินชาการแต่งงานครั้งนี้ คล้ายจะเป็นเทพนิยายแต่ก็ไม่ใช่ หากมันคือบทสรุปของโศกนาฏกรรมที่ถู




![เพลินพิศวาส [20++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


