LOGIN
กลิ่นกระดาษเก่าและเครื่องหนังจากเก้าอี้บุผนังห้องทำงานทนายความให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม เข็มนาฬิกาโบราณบนผนังไม้สักขยับเดินหน้าด้วยเสียงติ๊ก-ต็อก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบงันที่หนักอึ้งราวกับแผ่นหินกดทับอากาศภายในห้อง
บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีขัดเงา แผ่นกระดาษสีครีมหนาที่ประทับตราครุฑสีแดงสดวางอยู่ตรงหน้าลัลนลิน ตัวอักษรสีดำระบุสถานภาพใหม่ของเธอไว้อย่างชัดเจนจนแสบตา
‘ทะเบียนสมรส’
“เชิญครับคุณลัลนลิน” ทนายสมชายเอ่ยขึ้น
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นอับของห้องผสมกับโคโลญจน์กลิ่นเย็นเยียบของผู้ชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามทำให้เธอรู้สึกคลื่นเหียน มือขวาของเธอที่วางบนหน้าขาเริ่มสั่นน้อยๆ จนต้องใช้มือซ้ายกำชายกระโปรงผ้าไหมสีงาช้างของตัวเองไว้แน่นเพื่อข่มอาการ
เธอเหลือบมองเขา อคินทร์นั่งหลังตรงในชุดสูทสีเทาเข้มไร้ที่ติ ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอ ราวกับนักล่ากำลังมองเหยื่อที่ติดกับ…. ดวงตาคู่นั้นว่างเปล่า เย็นชา และเจือปนด้วยความเกลียดชังที่ไม่ได้ปิดบัง
มันเป็นสายตาที่เธอมองเห็นมาตลอดหลายปี แต่ไม่เคยชินชา
การแต่งงานครั้งนี้ คล้ายจะเป็นเทพนิยายแต่ก็ไม่ใช่ หากมันคือบทสรุปของโศกนาฏกรรมที่ถูกผูกมัดด้วยสัญญาทางธุรกิจ
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นจากการล่มสลายของเครือธุรกิจตระกูลเธียรประเสริฐ เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น โลกของอคินทร์ก็พังทลายลงอีกครั้งเมื่อบิดามารดาของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งใครๆ ก็ต่างสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้สินและความอัปยศ
ท่ามกลางความมืดมิดนั้น บิดาของลัลนลินกลับก้าวเข้ามาในฐานะผู้มีพระคุณ
เจ้าสัวเตชินทร์ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออคินทร์ จัดการเรื่องหนี้สิน และประคับประคองซากบริษัทที่เหลืออยู่ให้ดำรงต่อไปได้ ภาพลักษณ์นักบุญของเขาไร้ข้อกังขาในสายตาคนนอก แต่สำหรับอคินทร์ มันคือการหยามเหยียดที่เจ็บปวดยิ่งกว่าสิ่งใด
และแล้ว เมื่ออคินทร์กลับจากเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ข้อเสนอก็ถูกยื่นมาให้.... การแต่งงานระหว่างเขากับลัลนลิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการควบรวมสองบริษัทอย่างสมบูรณ์ และเพื่อมอบสิทธิ์ให้อคินทร์ได้กอบกู้เกียรติยศของตระกูลกลับคืนมาอีกครั้ง
มันคือพันธะสัญญาที่อคินทร์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับ
ทว่าโชคชะตากลับเล่นตลก บิดาของลัลนลินเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจกำเริบกะทันหันเพียงหนึ่งเดือนก่อนวันวิวาห์ ทิ้งไว้เพียงพินัยกรรมและสัญญาที่อคินทร์ไม่อาจบิดพลิ้วได้ เขาจึงยังต้องแต่งงานกับเธอ....
ผู้หญิงที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนที่ทำลายชีวิตเขา!
ลัลนลินละสายตาจากใบหน้าหล่อเหลาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลกนั้น เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหยิบปากกาหมึกซึมด้ามสีเงินขึ้นมา จรดปลายปากกาลงบนกระดาษตรงช่องลายมือชื่อฝ่ายหญิง.... ความทรงจำที่เธอแอบรักเขาข้างเดียวมานานกว่าสิบปีไหลบ่าเข้ามาในหัว มันคือความรักที่โง่งมและไม่มีวันสมหวัง แต่เธอก็ยังเลือกที่จะทำ
เลือกที่จะยอมทุกอย่างเพื่อผูกมัดตัวเองไว้กับเขา แม้จะรู้ดีว่าปลายทางมีเพียงความเจ็บปวดรออยู่
น้ำหมึกสีน้ำเงินเข้มซึมลงบนเนื้อกระดาษ กรีดชื่อของเธอลงไปในพันธะที่ไม่อาจลบล้าง
เมื่อเธอวางปากกาลง อคินทร์ก็หยิบมันขึ้นมาต่อทันที ลายเซ็นของเขาตวัดเฉียบขาด หนักแน่น และรวดเร็วราวกับจะฟาดฟันกระดาษให้ขาดสะบั้น ทนายสมชายและพยานอีกสองคนลงนามเป็นลำดับสุดท้าย ก่อนจะเก็บเอกสารทั้งหมดใส่แฟ้มอย่างเป็นระเบียบ
“เรียบร้อยแล้วครับ ขอแสดงความยินดีกับคุณอคินทร์และคุณลัลนลินด้วยนะครับ” ทนายสูงวัยกล่าวด้วยรอยยิ้มทางธุรกิจ “เดี๋ยวผมขอตัวออกไปจัดการเรื่องสำเนาเอกสารให้ เชิญทั้งสองท่านตามสบายก่อนนะครับ”
บานประตูไม้หนักอึ้งปิดลง ทิ้งให้ภายในห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยกระแสแห่งความเกลียดชังที่พร้อมจะปะทุ
อคินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทอดทาบทับร่างของลัลนลินจนเธอดูกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของเธอ ร่างกายของลัลนลินแข็งทื่อเมื่อเขาก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนแก้มของเธอ ลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะปนด้วยกลิ่นโคโลญจน์หรูหรากรุ่นอยู่ที่ข้างหู
“ยินดีต้อนรับสู่นรก”
เสียงกระซิบของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบเสียดยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
“นับจากวินาทีนี้ไป ชีวิตของเธอจะเป็นของฉัน ความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวด และการสูญเสียจนไม่เหลืออะไร เธอจะได้สัมผัสมันทุกอย่าง.... ลัลนลิน!”
นามบัตรสีทองที่รุจน์ยัดใส่มือเธอยังคงนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมราวกับเป็นของร้อน แม้จะผ่านมาหลายวันแล้วนับจากเหตุการณ์น่าอัปยศที่หน้าบริษัทของเขาค่ำคืนนี้อากาศยังคงอบอ้าวแม้ลมด้านนอกจะเริ่มกรรโชกแรงขึ้น หอบเอากลิ่นดินและไอน้ำเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่เปิดประตูระเบียงทิ้งไว้ เสียงใบไม้เสียดสีกันดังหวีดหวิวเป็นสัญญาณของพายุฝนที่กำลังจะมาถึง ลัลนลินยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองบนบานประตูกระจกที่มืดสนิท ภาพของผู้หญิงในนั้นดูเลือนรางและบอบบางราวกับจะสลายไปกับสายลมเสียงรถยนต์ที่คุ้นเคยแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ดึงเธอออกจากภวังค์ ไม่นานนักร่างสูงของอคินทร์ก็ก้าวเข้ามาในห้อง เขาสะบัดหยดน้ำฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาจากเสื้อสูทตัวนอกอย่างไม่สบอารมณ์ กลิ่นโคโลญจน์ของเขาผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยปะปนในอากาศที่ตึงเครียด เขาไม่ได้มองเธอแม้แต่หางตา แต่กลับเดินตรงไปยังบาร์เครื่องดื่มที่มุมห้อง รินบรั่นดีสีอำพันใส่แก้วคริสตัล เสียงน้ำแข็งกระทบแก้วดังขึ้นทำลายความเงียบลัลนลินสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี เธอก้าวออกจากมุมมืดช้าๆ เสียงฝีเท้าเบาหวิวของเธอทำให้เขาชะงักมือที่กำลังจะยกแก้วขึ้นดื่ม“คุณอคินทร์คะ”
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปไวกว่าที่คิด ร่างกายของลัลนลินฟื้นตัวจากพิษไข้เกือบเป็นปกติแล้ว แผลเป็นเล็กๆ ที่ขมับซ่อนอยู่ใต้ไรผม แทบมองไม่เห็นหากไม่ตั้งใจสังเกต แต่ความทรงจำในวันนั้นยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานเช้านี้เธอตัดสินใจลงมาที่ห้องอาหารเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ไม่ใช่เพราะความหิว แต่เพราะความอึดอัดที่ถูกกักขังอยู่ในห้องนอนสี่เหลี่ยมมันมีมากเกินไปแล้ว บรรยากาศในคฤหาสน์ยังคงเย็นเยียบและเงียบสงัดเช่นเคย ราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ขณะที่เธอกำลังรินน้ำเปล่าใส่แก้ว สาวใช้คนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีนอบน้อม แต่แววตากลับว่างเปล่าไร้ความรู้สึก“คุณผู้หญิงคะ คุณอคินทร์สั่งให้คุณผู้หญิงนำแฟ้มเอกสารนี้ไปส่งที่บริษัทด่วนค่ะ”ลัลนลินชะงักมือ หันไปมองแฟ้มหนังสีดำที่คนรับใช้ถืออยู่ ความหวังลมๆ แล้งๆ ที่เธอพยายามกดมันเอาไว้ลึกสุดใจผุดขึ้นมาอีกครั้ง.... เขาต้องการให้เธอช่วยงานงั้นเหรอ“เขา....อยู่ที่บริษัทแล้วเหรอคะ” เธอถามเสียงแผ่ว“ค่ะ ออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วค่ะ”หญิงสาวรับแฟ้มมาถือไว้ในมือ มันหนักกว่าที่คิด ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอสัมผัสได้ถึงความสำคัญของเอกสารที่อยู่ข้างใน เธอพยักหน
ความร้อนรุมเร้าอยู่ภายในกายราวกับมีเปลวไฟซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง ผ่านมาหลายวันแล้วนับจากเหตุการณ์ในห้องสมุด บาดแผลที่ขมับแม้จะเริ่มแห้ง แต่กลับทิ้งความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วศีรษะและลามลงมาจนถึงต้นคอ.... ลัลนลินลืมตาขึ้นมาในแสงสลัวของยามเช้า ภาพเพดานห้องนอนพร่าเลือนอยู่เบื้องหน้า ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าและหนักอึ้งราวกับไม่ใช่ร่างกายของตนเองเธอพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก โลกทั้งใบหมุนคว้างจนต้องยกมือกุมศีรษะไว้ เสียงหัวใจเต้นดังตุบๆ อยู่ในหู หญิงสาวกัดริมฝีปากซีดเผือดของตนเองเพื่อข่มความรู้สึกคลื่นไส้ เธอรู้ดีว่านี่คืออาการของไข้ขึ้นสูง แต่ในคฤหาสน์หลังนี้ ความเจ็บป่วยไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการละเลยหน้าที่ ‘ภรรยาทาส’ ที่เขาตีตราไว้ให้เธอ เป็นตำแหน่งที่ไม่มีวันหยุดพัก ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง และไม่มีแม้แต่ความเห็นใจลัลนลินก้าวลงจากเตียง ขาสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ เธอใช้ผนังห้องเย็นเฉียบเป็นที่ยึดเกาะ เดินไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดมหึมาที่กินพื้นที่ผนังไปทั้งด้าน ที่นี่ไม่มีเสื้อผ้าของเธออยู่เลยแม้แต่ชิ้นเดียว มันคืออาณาจักรของอคินทร์โดยสมบูรณ์.... หน้าที่ของเธอในทุกเช้าคือการเลือกสูท เชิ้ต
อคินทร์ก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้ากระทบพื้นไม้เก่าดังก้องไปทั่วห้อง เพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัวลัลนลิน ก่อนที่เธอจะได้ทันเอ่ยคำอธิบายใดๆ มือหนาของเขาก็กระชากอัลบั้มออกจากตักเธออย่างรุนแรงจนหน้ากระดาษบางส่วนที่เปื่อยยุ่ยอยู่แล้วฉีกขาดติดมือเธอมาด้วย“ใครอนุญาตให้เธอยุ่งกับของของฉัน!”เขาตะคอกเสียงดังลั่นจนผนังห้องสะเทือน แววตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจราวกับว่าเธอเป็นสิ่งสกปรกที่น่าขยะแขยงที่สุดในโลก“ฉะ.....ฉันแค่ทำความสะอาด.....” เธอพยายามอธิบายเสียงสั่น ลนลานจนพูดไม่เป็นประโยค “ฉันไม่เห็นว่า.....”“ทำความสะอาด? หรือว่ามารื้อค้นหาความลับของฉันกันแน่!” เขาเหยียดมุมปากหยัน ยิ่งเห็นเศษกระดาษแผ่นนั้นที่เธอยังกำไว้ในมือ ความโกรธก็ยิ่งปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟระเบิด “ผู้หญิงอย่างเธอมันก็เท่านี้ สอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นไปทั่ว!”“ฉันไม่ได้ตั้งใจนะคะ ฉัน.....”“หุบปาก!”เขาสั่งเสียงกร้าวราวกับเสียงคำราม ความอดทนของเขาขาดสะบั้นลง ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาใกล้จนเธอต้องแหงนหน้ามอง ก่อนที่ลัลนลินจะทันได้ตั้งตัว เขาก็ผลักเธออย่างแรงจนร่างบางเซถลาไปด้านหลัง“ออกไปให้พ้นหน้าฉัน!”ลัลนลินเสียหลักล
ค่ำคืนนั้น สายลมพัดเอื่อยพาเอากลิ่นดินและกลิ่นช้ำๆ ของกลีบกุหลาบโชยเข้ามาทางหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน แสงจันทร์สีนวลส่องกระทบลงบนสนามหญ้า เผยให้เห็นร่องรอยความพินาศบนผืนดินเล็กๆ มุมหนึ่งอย่างชัดเจนอคินทร์ยืนอยู่ในความมืดของห้องทำงาน แก้วบรั่นดีในมือของเขานิ่งสนิท ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวในตอนกลางวัน บัดนี้ทอประกายสับสนและวูบไหว เขามองลงไปยังแปลงกุหลาบที่ถูกทำลายยับเยินไม่วางตา ภาพของหญิงสาวที่นอนร้องไห้ฟูมฟายบนพื้นดินยังคงติดตรึงอยู่ในม่านตาในห้วงความคิดอันเงียบงัน ภาพความทรงจำในอดีตอันไกลโพ้นก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน.... ภาพของเด็กชายอคินทร์ในวัยสิบห้าที่ไปรอพ่อคุยธุรกิจที่บ้านของลัลนลิน เขานั่งรออยู่คนเดียวที่ศาลาริมสวนด้วยความประหม่า แล้วผู้หญิงคนหนึ่ง....แม่ของลัลนลิน....ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน เธอยื่นแก้วน้ำเย็นฉ่ำที่ลอยดอกมะลิให้เขาพร้อมกับพูดว่า“ดื่มน้ำก่อนสิจ๊ะหนู หน้าแดงหมดแล้ว อากาศร้อนๆ”ความใจดีเล็กๆ น้อยๆ ในวันนั้นยังคงชัดเจนในความรู้สึกเขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ความทรงจำนั้นเป็นเหมือนเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงเข้ามาในใจ เขาเกลียดมัน เกลียดความรู้สึกอ่อนแอที่มันน
หลายวันผ่านไป ผ้าพันแผลบนนิ้วของลัลนลินถูกแกะออกแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเกลียดชังของอคินทร์ ในแต่ละวันที่ผ่านไป ความเงียบในคฤหาสน์หลังนี้ยิ่งกัดกินหัวใจเธอมากขึ้น.... มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่มองไม่เห็น เธอใช้เวลาส่วนใหญ่หลบอยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือเก่าเก็บที่เจ้าของไม่เคยเหลียวแล แต่ตัวอักษรก็ไม่สามารถทำให้เธอหลุดพ้นจากความคิดถึงบ้านและอ้อมกอดของพ่อแม่ได้ความคิดถึงนั้นทับถมจนกลายเป็นความปวดร้าวที่ทนทานได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นสวนกว้างใหญ่ที่ได้รับการดูแลอย่างดีแต่กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา มันมีแต่ไม้ประดับราคาแพงที่จัดวางอย่างสมบูรณ์แบบจนดูแข็งทื่อ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง เธอขออนุญาตป้านวลใช้วันหยุดหนึ่งวันกลับไปที่บ้านเดิม บ้านที่ตอนนี้ถูกปิดตายรอการจัดการทรัพย์สินลัลนลินใช้เวลาเกือบทั้งบ่ายที่นั่น สูดกลิ่นอายของความทรงจำที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เธอไม่ได้หยิบฉวยของมีค่าใดๆ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือกระถางกุหลาบพันธุ์โบราณหลายกระถางที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนเพาะชำหลังบ้าน…. กุหลาบที่แม่ข







