Masukเช้าวันรุ่งขึ้น มหาวิทยาลัย Mittap University
ห้องผลิตสื่อโฆษณาดูคึกคักเป็นพิเศษในวันนี้ เพราะการสอนเน้นเนื้อหาการขาย โดยแต่ละกลุ่มต้องออกไปพรีเซนต์จุดเด่นของการขาย
ซึ่งใครที่สามารถครองใจอาจารย์และคะแนนเสียงได้มากที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ และผู้ที่สามารถครองใจอาจารย์ได้มากที่สุดก็คือไลลา กลุ่มของซันเดย์และวีด้านั่นเอง
“เยี่ยมไปเลย! แกไม่แค่เก่งเรื่องข่าวกรองของมหา'ลัยนะ ยังพูดมีชั้นเชิงจนมัดใจอาจารย์อยู่หมัดอีกต่างหาก”
คำชมของวีด้าไม่เกินจริง ไลลาแม้จะเป็นคนขี้เล่นแต่กลับมีพลังในตัวที่ทำให้คำพูดของเธอดูน่าเชื่อถือและหนักแน่น
ไลลายืดอกเชิดหน้าขึ้นยอมรับความจริงด้วยท่าทางสง่างาม ทำให้ทั้งคนชมและคนที่นั่งถัดออกไปขำออกมากับความขี้เล่น จากนั้นเธอก็เดินมาหยุดยืนระหว่างซันเดย์และวีด้า
“เพราะฉะนั้น... วันนี้พวกเธอสองคนต้องบริการเจ้าแม่โฆษณาอย่างฉันประดุจเจ้าหญิง เข้าใจหรือเปล่า?”
พอสิ้นคำพูดนั้นก็เรียกเสียงหัวเราะจากวีด้าและซันเดย์ได้พร้อมกัน ไลลาก็ยิ้มกว้างจนเหมือนซาลาเปาลูกน้อยที่มีความสุขมาก ระหว่างที่ทั้งสามกำลังหยอกล้อกันอยู่นั้น เพื่อนร่วมห้องก็มาตามวีด้าให้ไปข้างนอก พวกเธอจึงเดินออกไปพร้อมกัน
เย็นวันเดียวกัน หมู่บ้านกรีนวิลล์
การเคลื่อนไหวของร่างสูงเต็มไปด้วยความสุขุม ทุกย่างก้าวที่ย่ำลงจากชั้นบนทีละขั้นล้วนมั่นคง เยือกเย็น แม้กระทั่งอารมณ์ภายในก็ถูกกลบด้วยความสงบเฉียบคมราวกับคมมีด ระหว่างคุยสายกับผู้เป็น ‘พี่ชาย’
“ผมเข้าใจครับ แค่อยากรู้ว่า ‘อำนาจ’ ของท่านสามารถใช้กับที่นี่ได้มากแค่ไหน”
น้ำเสียงเรียบเย็นตัดผ่านอากาศอย่างเด็ดเดี่ยว เขาหยุดยืนกลางบ้าน กวาดมองโดยรอบเพื่อเช็กความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนจะไปยังสนามแข่ง
“ครับ ผมจะทำตามที่พี่สั่งทุกอย่าง ตอนนี้ผมต้องไปสนามแข่งแล้ว วางใจได้ครับที่นี่เรียบร้อยดี ผมวางสายนะครับ” วาจาแสดงถึงเคารพอย่างเห็นได้ชัดตัดลง หลังจากรายงานความเคลื่อนไหวให้กับอีกฝั่งได้รับรู้
เขาเกิดมาพร้อมหน้าที่ที่ต้องแบกรับตั้งแต่จำความได้ ผู้มีพระคุณหรือที่พวกเรามักเรียกกันว่า ‘ท่าน’ คือบุคคลที่ต้องตอบแทนตลอดชีวิต
เพราะหากไม่มีท่าน ป่านนี้ทั้งครอบครัวของเขาอาจไม่มีสิทธิ์หายใจอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
กลางถนนเต็มไปด้วยเสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์
“อืม กูใกล้ถึงแล้ว มึงมีอะไรหรือเปล่า?” ไลก้าพูดผ่าน Bluetooth Speakerphone ขณะบังคับพาหนะคู่ใจมุ่งหน้าไปยังสนามแข่ง YOLO ดวงตาคมกริบเหลือบมองกระจกทั้งสามอย่างรวดเร็วและแม่นยำ แม้จะติดสายสนทนา หากแต่ประสาทสัมผัสของนักแข่งอันดับสองยังทำงานเต็มประสิทธิภาพ
“เอาไว้ไปถึงแล้วกูไปดูเอง มึงไปด้านหลังได้เลย แค่นี้ต้องให้มึงย้ำเหรอ เจฟฟ์?” ช่วงท้ายเขาชักเริ่มหงุดหงิด ไม่ใช่เพราะคำถามแต่เพราะเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำพลาด “หรือถ้ามึงอยากจะควบอีกตำแหน่ง เดี๋ยวยกให้เลย เอาไหม?”
ปลายสายตอบกลับมาอีกครั้ง เขาจึงใส่กลับไปอีกชุด
“เออ จะไปทางไหนก็ไป กวนอารมณ์ฉิบหาย” นิ้วเรียวกดปุ่มเชื่อมต่อกับมือถือ เสียงดนตรีที่เคยเล่นค้างไว้ก็ดังกลับขึ้นมาในห้องโดยสาร ดับไฟอุ่น ๆ ในหัวให้เย็นลงบ้าง
ไลก้าขยับริมฝีปากตามท่วงทำนองเพลงโดยไม่รู้ตัว จังหวะของมันเหมือนกับจังหวะหัวใจเขาในยามที่ยังควบคุมอารมณ์ไว้ได้
เมื่อมาถึงสนามแข่ง ไลก้าไม่ได้ขึ้นไปที่ชั้นบนห้องรวมของแก๊งสิงห์ แต่เลือกที่จะเดินไปยังโซนฝั่งซ้ายของสนามแทน จากเสียงเครื่องยนต์ที่ดังเป็นจังหวะอยู่ไกล ๆ คาดเดาได้ว่านักแข่งที่เข้ามาประลองคงลงสนามรอบแรกกันไปแล้ว
“เป็นไงบ้าง?” เขาตบไหล่ทีมงานที่กำลังเช็กสภาพยางของรถยนต์ โดยไม่หันไปมองหน้า ทว่าเสียงของเขานั้นทำให้คนตัวเล็กถึงกลับสะดุ้งเล็กน้อย
“เรียบร้อยดีครับ คันนี้ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยครับ แปลกไหมบอสว่า? แล้วยังเป็นผู้หญิงอีกด้วยนะครับ”
ทีมงานเอียงตัวเข้ามาพูดราวกับเป็นความลับสุดยอด ทั้งที่มันก็แค่เรื่องของ ‘เพศ’
ก็แค่... เป็นผู้หญิง!
ฝ่ามือใหญ่ที่ตบไหล่เบา ๆ ในตอนแรก บัดนี้ได้เพิ่มแรงลงบนไหล่ของทีมงานจนเกิดเสียงดัง ‘ตับ!’ อย่างชัดเจน
เสียงนั้นเรียกความสนใจจากคนในบริเวณใกล้เคียงให้หันมาดูว่าผู้ที่ยืนข้างเจ้านายปลอดภัยดีหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นสภาพของทีมงาน... ก็พูดได้คำเดียวว่า ‘หนัก’ ก่อนที่ทุกคนจะกลับไปทำหน้าที่ของตนต่อ
“ทำหน้าที่ของตัวเองไปก็พอ” เสียงเย็นเยียบเอ่ยใกล้หู ขณะทีมงานที่โดนตบไหล่ยังยกมือกุมไหล่ปอย ๆ “ห้าม แบ่งแยกหญิงหรือชาย เข้าใจหรือเปล่า?”
เขาบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ตะคอก ทว่าทุกคำกลับหนักแน่นพอที่จะทิ้งแรงกดดันไว้ในหัวคนฟัง
เจ้าตัวพยักหน้ารับแทบจะทันที ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้ไหล่อีกข้างอาจเจ็บตามไปด้วย
ไลก้ายกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจหลังจากนั้น และนี่คงเป็นเรื่องที่เพื่อนอยากให้เขาลงมาจัดการด้วยตัวเอง สนามแข่ง YOLO ไม่แบ่งแยกเรื่องเพศ มีแค่ความสามารถบนสนามเท่านั้นที่เอามาชี้วัด
และที่สำคัญที่สุดก็คือ แลมโบกีนี่สีส้มดำคันนี้เป็น ‘สิ่งต้องห้าม’ สำหรับทุกหัวข้อซุบซิบนินทาในสนามแข่ง ใครพูดถึงเตรียมตัวรับคำว่า ‘ปัญหา’ ที่จะตามมาถึงตัวได้เลย
ซันเดย์เดินออกมาจากห้องน้ำ หลังจากปลดทุกข์ที่ไม่อาจควบคุมได้ สองขาเรียวสับเร่งจังหวะเร็วขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกไม่ถึงยี่สิบนาที เธอต้องไปเตรียมตัวลงสนามหลังจากฝึกซ้อมจนคุ้นชินกับพื้นที่แล้ว
เรียวปากกระจับสีเชอร์รี่ยิ้มเมื่อหวนกลับไปนึกถึงวันที่ ‘ขอร้องแกมบังคับอชิตา’ เพื่อนใหม่ที่ทำงานอยู่กับสนามแห่งนี้โดยตรง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งพนักงานธรรมดา แต่หล่อนยังมี ‘อำนาจ’ มากพอที่จะจัดการระบบภายในได้ โดยไม่มีใครกล้าสงสัย
‘ช่วยทำยังไงก็ได้ ขอให้ฉันมีชื่อในรอบรองพิเศษนี้’ เสียงของเธอในวันนั้นยังคงลอยอยู่ในความทรงจำ เสียงที่ผสมความจริงจังเข้ากับลูกอ้อนระดับอันตรายให้รู้ไปสิว่าจะใจแข็งอยู่ได้
และแน่นอนคนอย่างอชิตาเมื่อเพื่อนขอแล้วมีหรือจะไม่ทำให้! หญิงสาวเข้าระบบรายชื่อ แล้วแอบลงนามแทนซันเดย์ประหนึ่งว่าเจ้าตัวมาลงเอง
และเหตุผลนี้จึงทำให้เธอได้เข้าร่วมการแข่งขันนัดนี้แบบ ‘ข้ามขั้นตอนทั้งหมด’ พร้อมใบหน้าแช่มชื่น
ทว่าเดินมายังไม่ถึงจุดพักรถก็ต้องชะงักฝีเท้าลง หัวใจที่เคยนิ่งสงบพลันเต้นแรงขึ้นทันที เมื่อสายตาของเธอปะทะกับใครบางคนที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอที่นี่...
‘ผู้ชายคนนั้นที่นอนอยู่บนกิ่งไม้ กับคนที่เอาเสื้อมาคลุมหัวเธอไว้... คือคนคนเดียวกัน?’
เธอไม่ใช่คนที่ตื่นกลัวหรือหวั่นไหวอะไรง่าย ๆ แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกสั่นไหว เพราะเรื่องราวสำคัญในรั้วมหา’ ลัย ล้วนมีเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง และอาจจะกุมความลับของเธอเอาไว้ด้วย
ลำคอของเธอแห้งผาก ความรู้สึกบางอย่างกำลังตีรวนในหัว จนไม่สามารถแยกได้ว่ามันคือ ‘ความกลัว’ หรือ ‘ความประหม่า’ หรืออาจเป็นทั้งสองอย่างที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก
“ทำไม? ตกใจเหรอที่เห็นฉันที่นี่?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
ไลก้าดันตัวออกห่างจากผนังสูง เดินเข้าหาเธอด้วยจังหวะที่เชื่องช้าแต่มั่นคง สายตาคมกริบมองตรงไปที่เธอ ‘นักแข่งหญิง’ ที่ยืนอยู่ในชุดนักแข่งเต็มยศ พร้อมที่จะลงสนามในไม่ช้า
“นายตามฉันมา? ต้องการอะไรกันแน่?”
ซันเดย์สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเก็บอาการแม้ข้างในจะปั่นป่วน เมื่อต้องสบตากับความเย็นยะเยือกของคนตัวสูง ได้อยู่ใกล้กลิ่นอายในวันนั้นก็ทำให้ภาพในหัวกลับมาชัดเจนอีกครั้ง
‘เขาดูร้ายกาจจนหัวใจบีบรัดแน่นราวกับถูกกำไว้ด้วยมือเปล่า’
“หึ! ทำไมถึงคิดว่าฉันตามเธอ? ไม่คิดว่าเธอเป็นคนตามฉันเองบ้างเหรอ?” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบแต่แฝงแววหยอกเย้ายากจะคาดเดา แม้ว่าเธอจะแสดงชัดเจนว่า ‘ไม่ชอบใจ’ แต่เขากลับยิ่งอยากเห็นแววตา ‘ถือดี’ นั้นชัด ๆ ว่าเป็นแบบไหน
ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครหลบสายตา ไม่ถอยห่าง มีเพียงกลิ่นอายแห่งการเผชิญหน้าในความเงียบ เหมือนสนามแข่งที่ไร้เสียงเครื่องยนต์แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันรอบตัว
ซันเดย์แม้จะรู้ว่าตนเองตกเป็นรอง หากแต่ก็ไม่ยอมก้มหัวให้ ‘ผู้ชายปริศนา’ ข่มขู่ให้ยอมแพ้ เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย ไม่ยอมถอย ยืนหยัดในมุมของตัวเองและไม่ยอมก้มหัวให้ง่าย ๆ!
ไลก้าผู้เหนือชั้นกว่ามาก ทว่ามีอะไรบางอย่างในตัวเธอทำให้เขา ‘ยังไม่อยากจบเกม’ ตอนนี้ๆ
เขาทำเหมือนทอมกับเจอร์รี่ แมวที่วิ่งไล่จับหนูแต่ไม่ยอมกัดหรือทำร้ายมัน!
“หึ” แต่สุดท้ายก็เป็นไลก้าที่ยอมล่าถอย ร่างสูงก้าวไปด้านหลัง เมื่อเห็นว่าเรียวปากกระจับสีเชอร์รี่เริ่มขึ้นรอยฟัน เพราะเจ้าตัวกัดมันแน่นอย่างไม่รู้ตัว ราวกับพยายามระบายความโกรธที่อัดแน่นในใจ
เขายักไหล่เบา ๆ คล้ายจะบอกว่าไม่ได้ทำตามที่เธอกล่าวหา
“ฉันเป็นแค่นักแข่งคนหนึ่ง ไม่ได้ตามเธอหรืออะไรทั้งนั้น” สุ้มเสียงราบเรียบหยุดเพื่อรอจังหวะ จากนั้นก็หย่อนเบ็ดลงน้ำ
เพื่อล่อเหยื่อ...
“แค่อยากรู้ว่า ผู้หญิงเวลาอยู่ในสนามจะออกมาเป็นแบบไหน?”
เจ้าของห้องนอนโทนสีเทาเบจ ทิ้งเรือนร่างบอบบางลงบนเตียงกว้าง เขาขยับเข้าใกล้ วางเข่าลงบนที่นอนนุ่ม ก่อนจะเท้าแขนคร่อมร่างที่หอมกรุ่นยั่วเย้าแม้พึ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา ทว่ากลิ่นกายที่ผสานฟีโรโมนและน้ำหอมกลับยิ่งขับให้เธอเร่าร้อนลำคอของเขาแห้งผากดั่งถูกไฟลน ดวงตาเต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างสัตว์ป่าผู้หิวโหย“พี่บอกจะทายาให้ซัน” เสียงของเธอสั่นไหวแผ่วเบา ขณะที่ท่อนแขนเรียวออกแรงดันแผงอกแน่นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่ง ไม่ให้เขาโน้มเข้ามาใกล้ไปกว่านี้ลมหายใจของเขาเป่ารดใบหน้าอย่างร้อนระอุ ราวกับจะเผาให้ใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำนัยน์ตาคมกริบสีเทาเข้มคู่นั้นทั้งลึกซึ้งและเปล่งประกายด้วยแรงปรารถนา ตรึงสายตาเธอเอาไว้จนไม่กล้าละไปไหนเธอรู้ดีถึงจุดประสงค์ของการมาที่นี่ ไลก้าไม่ได้แค่ต้องการแค่ ‘ทายา’ ให้อย่างที่พูดแต่ถึงจะรู้อย่างนั้น... เธอก็ไม่คิดจะทัดทาน ตรงกันข้ามกลับ ‘ยินยอม’ ให้มันเกิดขึ้นอย่างเต็มใจ“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน... มีอย่างอื่นที่อยากทำกับเธอมากกว่า” เสียงแหบห้าวกระซิบชิดข้างหู ปลายลิ้นอุ่นสากระคายลากไล้เลียติ่งหูขาวอย่างละเมียดละไม จนน้ำลายฉ่ำวาวยามสะท้อนแสงไฟสลัวเหนือหัวเตี
“ซันไม่เป็นไร” เสียงของซันเดย์เบาทว่าหนักแน่น เธอคว้าต้นแขนไลก้าเอาไว้ ทั้งเพื่อพยุงตัว และเพื่อยืนยันว่าตนเองยังยืนไหว หากแต่สายตากลับกดต่ำไปยังวัตถุสีเงินแวววาวในมืออีกข้างของเขา‘พกของพวกนี้ติดตัวมาด้วยเหรอ’ก่อนจะดึงสายตากลับมาบนใบหน้าคมเข้มที่ยังเต็มไปด้วยความเครียดขึง‘เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?’ไลก้าเหมือนรับรู้ถึงสายตานั้น เขาลดความแข็งกระด้างของสีหน้าและเปลี่ยนแววตาให้อ่อนลง ระหว่างที่หันมามองใบหน้ารูปไข่ทันทีเมื่อรอยช้ำบนแก้มและมุมปากของซันเดย์ปรากฎแก่สายตา กรามก็ขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน เสียงสบถคำหยาบไม่น่าฟังลอดไรฟันออกมาจนจับใจความไม่ชัด ก่อนจะปรับใช้เสียงที่อ่อนลงกับคนตรงหน้า“หนีเที่ยวจนได้เรื่อง ไว้พี่จะจัดการเธอทีหลัง”ซันเดย์ไหนเลยจะเกรงกลัวคำขู่ เธอเม้มปากพร้อมทั้งย่นคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์เช่นกัน“ซันไม่ได้หนี แค่ไม่ได้บอก แล้วก็แค่มาเที่ยว ต้องขอพี่ก่อนด้วยหรือไง?”“เธอนี่มัน...” คำที่ไม่ควรพูดติดค้างอยู่กลางลำคอ เขากลืนมันลงไปพร้อมกับพรูลมหายใจหนัก ๆ สมองเต้นตุบเมื่อต้องควบคุมอารมณ์กับเธอ ซึ่งมันยากกว่าใช้กับคนพวกนั้นเสียอีกวิกเตอร์เมื่อเห็นว่าตอนนี้สถานการณ์สงบ
velvet Roomเสียงเบสกระแทกลงมาหนักแน่นดังกระหึ่มก้องไปทั่วทั้งพื้นที่ นักท่องราตรีต่างโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะบีทเร้าใจกลางฟลอร์ราวกับถูกสะกดโดยจังหวะดนตรีแสงไฟสลัว ๆ สาดส่องไปทั่วทั้งผับยิ่งเพิ่มความลึกลับและชวนหลงใหล เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยปะปนกับจังหวะเพลงเป็นบรรยากาศที่สนุกสนานเร้าใจมากขึ้นซันเดย์กับไลลาอยู่ตรงโซนส่วนตัวของพวกเธอ ทำให้ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังหลุดออกมาอีกโลกหนึ่งไลลายิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับสะท้อนแสงไฟข้างฟลอร์ ซันเดย์เอนหลัง ช้อนตาขึ้นมองกลุ่มคนที่เต้นกันเหมือนโดนมนตร์สะกดก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วดื่มอีกอึกใหญ่พื้นที่โดยรอบอบอวลไปด้วยกลิ่นแอลกอฮอล์ และกลิ่นน้ำหอมสุดเซ็กซี่ เสียงหัวใจเต้นตามจังหวะเพลงร่างกายของทุกคนในที่แห่งนี้เหมือนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับบีทไปแล้วโดยเฉพาะหญิงสาวที่กำลังหยัดตัวขึ้นจากที่นั่ง“แก~ ออกไปเต้นกันเถอะ” ไลลาแตะปลายนิ้วลงบนหัวไหล่เพื่อนที่นั่งเอนตัวพิงพนักโซฟา ท่อนขาเรียวไขว่ห้างมองดูคนอื่นสนุกกัน ทั้งที่ก็ตั้งใจมาเพื่อสิ่งนี้แต่กลับเอาแต่นั่งดื่มเฉย ๆ จะเรียกว่ามาปลดปล่อยได้ยังไง“ไม่ดีกว่า แกไปเต้นเถอะเดี๋ยวฉันดูตรงนี้
“มึงอยากรู้อะไรก็มุดเข้ามาถามกูในนี้เลย ไอ้เตอร์” เสียงเย็นเฉียบของไลก้าดังขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน เขารับรู้การเคลื่อนไหวของอีกคนมาตั้งแต่ต้น แต่ไม่คิดจะเอ่ยอะไรเพราะขี้เกียจพูดให้เสียเวลา แต่ดูเหมือนเพื่อนจะสนใจเรื่องเขามากเป็นพิเศษ หรือจะพูดให้ถูกคือสนใจเรื่องของเพื่อนทุกคนนั่นแหละ ถึงได้พยายามหาส่วนร่วมแต่คราวนี้ดันพลาด เพราะเจฟฟ์ไม่เล่นด้วยอย่างที่หวังไว้ พอไม่ได้คำตอบตามต้องการ ก็เลยหัวเสีย“เอ่อ...”‘เชี้ยแล้วไง!’คำสบถในใจผุดขึ้นทันทีที่วิกเตอร์ได้ยินเสียงไลก้า ยังไม่ทันจะได้ลุกไปไหน ร่างสูงใต้ท้องรถค่อย ๆ สไลด์ตัวออกมาเชื่องช้าแต่ทุกจังหวะของเขากลับกดดันยิ่งกว่าคำพูด ทำให้คนอยากรู้อยากเห็นเหมือนถูกล็อกไว้กับพื้น ลำคอแห้งผากจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง“กูก็แค่เป็นห่วง กลัวมึงหายใจไม่ออก” วิกเตอร์ยิ้มแหย ส่งเสียงกลั้วหัวเราะฝืดคอให้กับสายตาเย็นเฉียบของเพื่อนยังนอนราบตรงหน้ารอยยิ้มของเขานั้นไม่ช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นแม้แต่น้อย กลับยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดที่ลอยอบอวลอยู่รอบตัว และก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้อีกไลก้าก็ดันตัวขึ้นเหนือพื้นมือที่ยังคงกำประแจไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดขดรอบท่อนแขน สอดร
“พี่จะเอาน้ำเปล่าไหม หรือรอเฉย ๆ อุ๊ย!” ซันเดย์เอี้ยวหน้ามาถามคนด้านหลัง แต่เพราะไม่คิดว่าร่างสูงจะเดินมาประชิดตัว เธอจึงชนเข้ากับแผงอกเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นเข้าอย่างจัง“อะไรของพี่เนี้ย?”“แล้วถ้าไม่อยากรอเฉย ๆ แล้วก็ไม่กินน้ำเปล่าด้วยต้องทำไง” ท่อนแขนใหญ่เป็นมัดโอบเอวเล็ก พลางกระชับให้เนื้อตัวเสียดสีกันอย่างจงใจไลก้าโน้มใบหน้าลงสูดดอมดมความหอมเย้ายวน จากเจ้าของผิวเนียนละเอียด ซ้ำยังตั้งใจลากปลายจมูกผ่านหูเธอไป ครั้นเห็นอากัปกิริยาเปลี่ยนไปของซันเดย์ยิ้มร้ายก็แต่งแต้มมุมปากฝ่ายถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน หดคอหลบสัมผัสวาบหวาม นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เธอพยายามเว้นระยะจากคนอ้างสิทธิ์ ที่อยากจะหอม จะจูบเมื่อไหร่ก็ได้ซันเดย์ดันไหล่กว้างพลางหันหน้าหลบ“พอเลย! เสื้อซันยับหมดแล้วเห็นไหม” เสียงขุ่นกล่าวห้ามปราม“เดี๋ยวรีดให้ใหม่” ยิ่งคนตัวเล็กพยายามดันตัวออกห่าง เขาก็กระชับท่อนแขนหนักขึ้น และการทำแบบนั้นส่วนที่เสียดสีกันก็ยิ่งเพิ่มความร้อนระอุ แล้วตอนเช้าอะไร ๆ มันก็ตื่นง่ายเสียด้วย“พี่ไลก้า! ซันบอกให้พอไงคะ” เธอขึ้นเสียงกว่าครั้งแรก รู้สึกถึงความร้อนผ่าวจากร่างสูงที่แนบชิด ‘บางอย่าง’ ดุนบริ
กายหนาโยกขยับกดเอวสอบลงลึก เมื่อซันเดย์ปรับสภาพได้แล้วกับการมีตัวตนของเขาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่คับแคบบั้นท้ายแน่นหนั่นดึงตัวออกถอดถอนเอ็นร้อนมาเกินครึ่ง แล้วตอกเอวกระแทกเข้าลึกจนเสียงหน้าขากระทบบั้นท้ายนุ่มดัก ‘ปึก’ จากนั้นเสียงหวีดร้องก็ดังลั่นห้อง ไลก้ากระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ“คนบ้า! บอกให้เบาไม่ได้กระแทกจนสุดลำแบบนี้” ซันเดย์จุกท้องจนน้ำตาเล็ด กำผ้าปูจนยับยู่ยี่ไปกับความเสียดท้องน้อย ใบหน้าเหยเก น้ำตาซึมเธอสบถให้เขาอีกหลายคำก่อนที่จะกดนัยน์ตาดุยิ่งกว่าแม่เสือมองคนยิ้มกริ่มตั้งตัวตรงอยู่ด้านบน“สงสัยพี่จะจำสลับกัน แต่ซันก็รับแรงกระแทกพี่ได้ดีอยู่นะ” ยิ้มร้ายเพิ่มระดับมากขึ้นเมื่อพูดคำนั้น “ข้างในเธอตอดจนพี่จะเสร็จ!”ระหว่างนั้นที่ยังสบตากันอย่างไม่มีใครยอมกัน ไลก้ายึดเอวคอดก่อนจะตอกเอวย้ำความดิบเถื่อนของตนเอง เข้าใส่ร่องสวาทที่ร้ายไม่แพ้กัน บีบรัดถี่ยิบจนเขาเสียวไปทั้งลำ“ซี้ดด... เป็นไงซันเดย์” เขากัดฟันข่มความกระสันเสียดเสียว ถามเสียงสั่นพร่าผู้ถูกกระแทกเอวเข้าใส่ไม่ยั้งจนตัวสั่นหัวคลอนไปตามแรงอารมณ์ สมองพร่าเบลอ ส่ายหน้าเร่าเหมือนไม่รู้กับคำถามนั้นทว่าสะโพกกลับส่ายร่อนเอ







