Masukอาทิตย์ต่อมา
ครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ
เธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้ง
ดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้ง
ต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไป
หลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้น
ระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน
“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รันเวย์อีกครั้ง
แต่ก็ใช่ว่าไลลาและอชิตาจะไม่สำคัญต่อเธอ เพียงแต่ว่าตำแหน่งที่หนึ่งมันก็ต้องมีแค่คนเดียวจริงไหม!
ซึ่งวีด้าดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าเธอเสียอีก หรืออาจจะเป็นเพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เพื่อนได้มาดูการแข่งของเธอด้วยมั้ง
พอถึงเวลาที่ต้องลงสนามแล้วจริง ๆ เราต่างก็แยกย้ายกันไป
อชิตากลับไปตำแหน่งควบคุมระบบ
วีด้าและไลลาไปรอที่ริมขอบสนาม
ส่วนเธอก็ไปประจำตำแหน่งผู้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยอันแสนภาคภูมิใจของตัวเอง
รอบพิเศษนัดนี้ ดูเหมือนว่าจะมีนักแข่งหน้าใหม่เพิ่มเข้ามาหลายคัน ซันเดย์ดึงสายตาที่กวาดมองรอบ ๆ หันไปให้ความสนใจกับทางเบื้องหน้า
แม้จะรู้สึกเสียดายที่ผู้ชายคนนั้นไม่ลงแข่งด้วย แต่มันก็ไม่มีผลสำหรับเธออีกแล้ว
หากแต่ทว่า...
“หวังว่านายจะไม่หลบเหมือนเต่าอยู่แบบนี้ตลอดไปนะ!”
เสียงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยแววยิ้มเยาะ เพราะหากไม่กลัวจะแพ้ แล้วทำไมถึงต้องชิ่งหนี?
3
2
Let Go…
ปัง~
.
เมื่อเสียงสัญญาณออกตัวดังขึ้น นักแข่งหญิงกดคันเร่งเต็มน้ำหนัก ปลายเท้าปล่อยคลัตช์อย่างแม่นยำ เสียงยางบดพื้นกึกก้อง ล้อหลังสะบัดก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างดุดัน
ซันเดย์ควบคุมพวงมาลัยไว้อย่างมั่นคง รถของเธอพุ่งทะยานไปข้างหน้า ดั่งสายน้ำที่เชี่ยวกรากแต่ไร้คลื่นกระเพื่อม สายตาปราดเปรียวอ่านเกมการแข่งขันอย่างช่ำชอง
เสียงเครื่องยนต์คำรามผสานกับจังหวะหัวใจของเธอให้เป็นจังหวะเดียวกันดังกระหึ่มอยู่ในอก ริมฝีปากสวยได้รูปกระตุกยิ้มอย่างมั่นใจ
เธอพุ่งแซงคู่แข่งทีละคันไม่ใช่เพราะความได้เปรียบ แต่เป็นความรู้สึกที่ได้ปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริง
“นี่แหละที่ของเธอ... ซันเดย์” เสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากหมวกนิรภัย เหมือนถ้อยคำที่เธอกระซิบย้ำกับหัวใจตัวเอง ให้อยู่กับสิ่งนี้
โซน VVIP
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าเรียบเฉย ก้มมองการสั่นแจ้งเตือนจากมือถือที่รายงานการทำงานภายใน Pit Garage
ไลก้ากระตุกมุมปากยิ้มชอบใจให้กับรายละเอียดทุกขั้นตอน ราวกับว่าหากขาดไปแม้ประโยคเดียว ผู้ส่งข้อมูลอาจ ‘ไม่รอด’ เขาหย่อนมันกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนอย่างเดิม สายตาเฉียบคมทอดมองไปที่การแข่งขันนัดพิเศษรอบสุดท้าย ซึ่งไม่คิดจะลงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
แม้เพื่อนจะแสดงความไม่เข้าใจก็ตาม
“ได้เห็นอะไรมัน ๆ ตรงนี้ไม่ดีกว่าหรือไง?” ไลก้าพึมพำเหมือนให้คำตอบกับตนเองมากกว่าจะไปอธิบายกับเหล่าเพื่อน ๆ
แลมโบกีนี่สีส้มดำแล่นไปด้วยความเร็ว แม้จะมองแทบไม่ทันแต่ผู้ที่จดจ่อแค่เธอนั้น จึงเห็นพลังขับเคลื่อนที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นของนักแข่งหญิงเพียงหนึ่งเดียว ได้อย่างชัดเจน
“ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ เธอก็ไม่เคยเปลี่ยน” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแผ่วเบาราวกับพูดถึงวันวาน เป็นเสียงที่เมื่อระลึกถึง ก็ทำให้ยิ้มกระตุกขึ้นสูงได้ทุกครั้ง
มาถึงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน เสียงเชียร์ดังกึกก้องรอบสนามไม่มีหยุดแม้เสี้ยววินาที เมื่อรถสปอร์ตสองคันที่นำอยู่ผลัดกันแซงและไล่ตามกันอย่างสุดระทึก
ซันเดย์ยิ้มมุมปากเมื่อสามารถขึ้นนำอีกฝ่ายได้ ชัยชนะครั้งนี้เธอจะต้องคว้ามาให้ได้
จิตใจที่เต็มไปด้วยพลังทำให้ปลายเท้าเหยียบคันเร่งจนสุดแรง หัวใจเต้นระรัวไปกับเส้นชัยที่อยู่เบื้องหน้า
หากแต่ทว่าความมุ่งมั่นที่มีมากเกินไปนั้น ทำให้เธอไม่ทันระวังภัยที่กำลังจะมาถึง...
โครม!
เสียงชนจากท้ายรถทำให้ซันเดย์หัวใจสะดุด ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนหลั่งไหลเข้ามาในหัว เสียงยางเสียดสีกับพื้นแทร็คกรีดร้องแหลมสูง รถหมุนคว้างเหมือนหลุดจากแรงโน้มถ่วง
โลกทั้งใบหมุนไปพร้อมกับตัวรถ ควันสีขาวบดบังวิสัยทัศน์
แรงเหวี่ยงกระชากร่างเธอแนบกับเบาะ กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งไปหมด หัวใจเต้นโครมคราม
เธอกัดฟันแน่นเมื่อเสียงเครื่องยนต์ยังคำราม ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที แต่มันยาวนานพอที่จะได้ยินเสียงตัวเองในใจ
‘อย่าหยุด… อย่าปล่อยมือ...’
เธอจึงยึดพวงมาลัยไว้แน่น แม้สายตาจะมองไม่เห็นทาง แม้สมองจะยังหาทิศไม่เจอ ทว่าหัวใจยังยืนยันว่าจะสู้กับแรงเหวี่ยงนี้ แม้รถจะพาเธอหมุนจนมองเห็นรอบตัวไม่ชัดเจน แต่ในใจของเธอทุกอย่างกลับนิ่งสงบ
ซันเดย์สูดลมหายใจเข้าลึก มือข้างหนึ่งกระชับพวงมาลัยแน่น อีกข้างขยับเกียร์ลงต่ำในจังหวะที่แม่นยำ เท้าซ้ายแตะเบรก ขณะที่เท้าขวาปล่อยคันเร่ง ก่อนกดซ้ำ
แรงดึงมหาศาลยังเล่นงานล้อหลัง ทว่าเธอ... ไม่คิดต้าน แล้วพยุงมันไว้ด้วยสัญชาตญาณ ท้ายรถปัดไปอีกหนึ่งจังหวะ ก่อนจะล็อกกลับเข้าทิศทางเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นควบคุมอยู่
เมื่อควันเริ่มจาง ภาพรอบข้างชัดเจนขึ้น เธอจึงดึงรถกลับมาอยู่ในเส้นทางเหมือนเดิม ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย หากแต่เพราะเธอเชื่อในฝีมือของตัวเอง
“แกทำได้แล้วซันเดย์!” เสียงสั่นลอดออกจากริมฝีปากที่ยังสั่นระริกภายใต้หมวกกันน็อกนิรภัย
นักแข่งหญิงพุ่งทะยานไปข้างหน้า เร็วกว่าเดิมและดุดันยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้!
จากริมสนามโซน VVIP ภาพที่เห็นจากระยะไกลทำให้หัวใจของไลก้าหยุดเต้นไปชั่วขณะ เขาลุกพรวดจากที่นั่ง แล้วสับฝีเท้าเร่งความเร็วไปตามเส้นทางรอบสนาม มุ่งหน้าไปยังจุดที่ยังมองไม่เห็นรถสองคันที่เต็มไปด้วยกลุ่มควัน
“เวรเอ๊ย! ทำไมเธอไม่เข็ดสักทีวะ” เสียงสบถลั่นลอดไรฟันขบกันแน่น นัยน์ตาสีเทาเข้มขึ้งเคียดและวาวโรจน์
‘ภาพในหัวเหมือนม้วนฟิล์มย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน’
สภาพรถที่พังยับเยินถูกคลุมด้วยกลุ่มควันสีเทา กลิ่นไหม้ของล้อยางตีขึ้นสมอง มันยังเปรียบเทียบไม่ได้กับร่างบอบบางที่อยู่ภายใต้ชุดนิรภัย ซึ่งโชกไปด้วยเลือด
แรงกดดันมหาศาลบีบรัดหัวใจที่เฉยชาของเขาให้เต้นเร็วขึ้น ลมหายใจที่กระชากรุนแรงเมื่อเห็นสองแขนพยายามดันตัวเองออกจากซากรถ!
‘ชะ... ช่วยฉันด้วย แคก ๆ’ น้ำเสียงแผ่วเบาแสดงความอ่อนแรงที่ร้องขอการมีชีวิตรอด
เขาเคยแย่งชีวิตนั้นมาจากมือมัจจุราชได้แล้วครั้งหนึ่ง และเขาก็จะทำมันอีกครั้งเช่นกัน! พลันความอึดอัดที่บีบรัดแน่นในทุกจังหวะฝีเท้า ก็เริ่มคลายลงเมื่อรถที่ฝ่ากลุ่มควันออกมาคือ... ซันเดย์!
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ไลก้าก็ยังเร่งฝีเท้าไปข้างหน้า เขามาถึงจุดของเส้นชัยช้ากว่าเจ้าของแลมโบกีนี่สีส้มดำเพียงแค่ยี่สิบก้าวเท่านั้น
จากวิ่งแปรเปลี่ยนเป็นเดินเร็ว เมื่อถึงบอดี้รถก็ไม่รอให้ผู้เป็นเจ้าของเปิดประตูเอง เขากระชากมันออกอย่างรวดเร็ว
“อยากตายมากนักหรือไง ห๊ะ!” เสียงเย็นเฉียบเค้นออกมาจากความรู้สึกที่อัดแน่นในตัวจนเกือบจะระเบิดออกมา “อย่าขยับ!”
เขากระชากเสียงแข็งเมื่อเห็นเธอที่ยังอึ้งกับความเกรี้ยวกราดของตน กำลังจะก้าวลงจากรถ พลางก้มตัวลงไปหาผู้โดยสาร
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
สายตาของเขากวาดไปทั่วเรือนร่างคนตัวเล็ก ที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดนิรภัยซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันการกระแทกโดยเฉพาะ ก่อนจะหยุดที่ดวงตากลมโตสีน้ำตาลหม่นของเธอ
“ไม่”
เขาพยักหน้ารับคำตอบ ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“ฉันจะถอดหมวกให้นะ อย่าขยับ” เขากดปุ่มล็อกแล้วค่อย ๆ ประคองหมวกกันน็อกออกจากใบหน้าของเธออย่างระมัดระวัง
เขาวางหมวกกันน็อกลงข้างตัวคนขับ โดยที่ทั้งสองคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเสียดสีกันได้
ไลก้าไม่แสดงอาการใด ๆ แต่ซันเดย์รู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น ร้อนผ่าวทั้งสองพวงแก้มอย่างควบคุมไม่ได้ เพราะการสัมผัสในระยะใกล้ชิดนั้นทำให้รู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอ
ในความหวาดหวั่นของหัวใจนั้น เธอรู้สึกถึงความแปลกประหลาดบางอย่าง การเคลื่อนไหวที่มั่นคง เสียงทุ้มต่ำที่พูดอย่างนุ่มนวล และดวงตาสีเทาเข้มที่จับจ้องในระยะประชิด
‘ไม่เอาแล้วใช่ไหมชีวิต?’ เสียงนั้นไม่ได้ตะโกน แต่กลับดังก้องอยู่ในหัว ราวกับตกค้างมาจากที่ไหนสักแห่งในความฝัน หรืออาจไม่ใช่ฝัน... แต่มันคือความจริงที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และยังคงวนเวียนในความคิดของเธอ
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต







