Masuk“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”
ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก
“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนาม
หลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)
และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!
“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”
กึก!
มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น
“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น
ซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพันระหว่างเธอกับผู้ชายคนนั้นมันเยอะจนยุ่งเหยิงไปหมด
“เอาเป็นว่าฉันโอเคดี” น้ำเสียงของเธอบ่งบอกว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ “ขอบคุณที่เป็นห่วง แล้วก็... ฉันไม่ยอมให้มันจบแบบนี้แน่ ต้องแก้มือกับเขาใหม่ให้ได้”
ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นกับการแก้มือ เธอไม่เชื่อว่าตัวเองจะเอาชนะเขาไม่ได้จริง ๆ
ไลลายิ้มค้างเมื่อเข้าใจไปว่าซันเดย์น่าจะยอมรับได้แล้ว แต่ที่ไหนได้...หญิงสาวถอนหายใจพรืดใหญ่ จากนั้นก็ก้าวไปยังจุดที่รถของเพื่อนจอดอยู่
“เอาที่แกสบายใจเลย ฉันจะไม่ปลอบใจอีกแล้ว งั้นเราแวะหาอะไรกินก่อนกลับดีไหม?”
ขณะที่ใกล้จะถึงรถ เจ้าของใบหน้าหวานก็หันกลับมาหาซันเดย์ที่ยังเดินรั้งท้าย
“อืม อยากกินร้านไหนก็บอก เดี๋ยวคนแพ้คนนี้จะเลี้ยงเอง” เห็นความสดใสของไลลาแล้ว ทำให้รอบตัวเธอรายล้อมไปพร้อมกับความรู้สึกดี
ยิ้มสวยระบายขึ้นเมื่อเพื่อนเดินแกมวิ่งเหยาะ ๆ ตรงไปยังรถ
ไลลาเลือกร้านก๋วยเตี๋ยวริมทางก่อนถึงหมู่บ้านไม่ไกลนัก เพราะเป็นคนไม่เลือกกินอยู่แล้ว ทั้งสองจึงไม่ยึดติดกับสถานที่ ขอเพียงแค่ให้ได้อิ่มท้องและสะอาดตามหลักอนามัยก็พอ
หลังจากท้องอิ่มซันเดย์ก็มาส่งไลลา และก็เหมือนทุกครั้งต้องรอให้ไฟในบ้านเปิดก่อนถึงจะถอยรถออกจากหน้าบ้านเพื่อน
เธอใช้เวลาเดินทางจากหมู่บ้านกรีนวิลล์มาถึงที่พักไม่ถึงชั่วโมง ทันทีที่ก้าวเข้ามายังอาณาเขตของตัวเอง เสื้อคลุมก็ถูกโยนทิ้งไว้ที่ขอบตะกร้าผ้า พอแอร์เย็นฉ่ำกระทบผิว ความเหนื่อยล้าก็เริ่มเล่นงาน แต่เพราะไม่ใช่คนที่จะนอนทั้งที่ยังเต็มไปด้วยกลิ่นควันรถแบบนี้ได้
ห้าทุ่มเศษ
ซันเดย์นอนกลิ้งอยู่บนที่นอน ทั้งที่บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นอะไร ไว้โอกาสหน้าค่อยแก้มือใหม่ก็ยังไม่สาย แต่พอเอาเข้าจริงกลับทำใจวางมันไม่ลง
ตาของเธอเบิกค้างจ้องอยู่ที่เพดานห้องสีครีมอย่างว่างเปล่า ภาพในหัววนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมซ้ำ ๆ แม้พยายามกดมันไว้แต่ก็ยังวนเวียนขึ้นมาอีกอยู่ดี
“เฮ้อ~” เธอดีดตัวขึ้นมานั่ง “ทำไมถึงเอาแต่คิดถึงนายไลก้าอะไรนั่นด้วยนะ” เสียงเหนื่อยใจบอกกับตัวเอง ใบหน้าบูดบึ้งเมื่อนึกถึงสีหน้ากวน ๆ ของเขา
ในเมื่อนอนไม่หลับและมองเวลาแล้วเกย์สันน่าจะอยู่ที่ร้านแล้ว เธอจึงคว้ามือถือมาเปิดไล่รายชื่อคนที่พอจะทำให้เธอนอนหลับได้ง่ายขึ้น
ไม่นานปลายสายก็รับโทรศัพท์ และทันทีที่ได้ยินเสียงจากคู่สนทนา ซันเดย์ก็แทบจะดึงสิ่งที่อยู่ในมือออกจากหูไม่ทัน
(นี่มันเวลาไหนแล้วซันเดย์? ไม่หลับไม่นอนแต่กลับมากวนฉันที่กำลังหวานอยู่กับแฟน ห๊า?)
เสียงของเกย์สันดังลอยเข้ามา เธอพอเดาได้ว่ารุ่นพี่คงกำลังวอแวฟาเร่อยู่แน่ ๆ
(โทรมาแล้วไม่พูด ฉันจะบินไปตีเธอดีไหมซันเดย์?)
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดแต่เธอก็รู้ดีว่าเกย์สันไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้น รอยยิ้มขบขันจึงผุดขึ้นทั่วใบหน้าสวย
“พี่จะมาจริงเหรอ? เดี๋ยวซันจะไปรอที่สนามบินเลย”
เจ้าของโทรศัพท์ยังไม่หยุดเย้าแหย่ปลายสายที่คงเริ่มหัวเสียจากเธอ ที่ไม่ยอมอ่อนลงให้ก่อน แต่ครั้งนี้จะยอมเพราะมีบางอย่างกวนใจมากจริง ๆ
“เกย์สัน!”
อีกฟากฝั่งพอได้ยินเสียงรุ่นน้องที่อยู่คนละประเทศเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายกับไม่สบาย คำที่กำลังจะพ่นออกมาพลันกลืนมันลงไป เปลี่ยนเป็นเอ่ยถามขึ้นมาแทน
(มีอะไรเหรอ หรือ...)
เกย์สันหยุดเสียงที่กำลังจะเอ่ยออกมา เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะพูดดีไหม แต่ในเมื่อตอนนี้ซันเดย์ไม่ได้อยู่ใกล้แค่ขับรถไม่กี่นาทีแล้วไปหาได้ แต่เป็นซีกโลกหนึ่ง แต่หากปล่อยไปจะทำให้เธอยิ่งจมกับความทุกข์นั่น เขาจึงเลือกที่จะเอ่ยถึงเรื่องนั้น...
(ฝันถึงมันอีกเหรอ? ไหวหรือเปล่า? ฉันสามารถเคลียร์ร้านแล้วไปหาเธอได้เลยนะ)
“ใจเย็น ๆ ก่อนเกย์สัน”
ซันเดย์ขมวดคิ้วเมื่อน้ำเสียงของรุ่นพี่จริงจัง ซ้ำยังเอ่ยถึงเรื่องนั้น... ซึ่งนับตั้งแต่ย้ายมาเมืองไทยเธอยังไม่เคยฝันถึงอดีตที่ฝังใจมาตลอดเลย!
“คือที่โทรมาไม่ได้จะให้มาปลอบกันนะ”
(หื้ม?)
“ซันแค่นอนไม่หลับ แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้น”
พอจับน้ำเสียงของรุ่นน้องได้ เกย์สันก็เหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ซันแพ้”
(หึ ๆ แล้วมันจะแพ้ไม่เป็นเลยหรือไง?)
“อย่าใช้น้ำเสียงแบบนั้นถามกันได้ไหม ไม่ใช่จะแพ้ไม่ได้ แต่คนที่ทำให้แพ้ต่างหากคือปัญหา”
(…..)
ชายหนุ่มไม่ถามเพราะอยากจะรู้ว่าอะไรที่ทำหุ่นน้อง นักแข่งผู้ที่ไม่เคยยึดติดกับผลการแข่งขัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็เป็นเพียงแค่เกมเท่านั้น แต่ครั้งนี้ถึงขั้นทำให้นอนไม่หลับ และยังไม่เกี่ยวกับฝันร้ายนั่นด้วย ตกลงที่นั่นมันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่?
“ซันไปท้าแข่งกับคนคนหนึ่งมา... แล้วเขาก็ชนะซันแบบเฉียดฉิว อีกแค่นิดเดียวซันก็จะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว แต่กลับแพ้น่ะเกย์สัน”
เสียงเธออ่อนลงในตอนท้าย เพราะทุกครั้งที่คิดถึงมัน หัวใจเธอก็ปวดหนึบ เจ็บใจที่ปล่อยให้โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าต่อให้เป็นผู้หญิงก็ใช่ว่าจะให้ใครมาดูถูกเธอได้
แต่สุดท้ายปลายทางที่เต็มไปด้วยแสงสว่างก็ดับวูบลงเพราะผู้ชายคนนั้นใช้กลยุทธ์อะไรก็ไม่รู้มาทำให้ตายใจ แล้วก็แซงหน้ากันไปดื้อ ๆ แบบนี้จะให้ข่มตาหลับลงได้ยังไง?
(เธอกำลังจะบอกว่า เขาเล่นตุกติกทำให้เธอเสียโอกาสไปอย่างงั้นเหรอ?)
“เปล่า! ซันเองต่างหากที่ชะล่าใจ คิดว่าอีกแค่นิดเดียวยังไงซะเขาก็ตามไม่ทันแน่”
เกย์สันเข้าใจสิ่งที่ทำให้รุ่นน้องนอนไม่หลับแล้ว เธอกำลังโทษตัวเองที่ใจไม่เด็ดเดี่ยวพอ คู่แข่งที่มีทีเด็ดแต่ไม่เผยออกมาตั้งแต่แรก แล้วปล่อยให้เธอเข้าใจผิดไปเองว่ายังไงต้องชนะแน่!
(ฮ่าฮ่าฮ่า... เพราะเธอรู้สึกเสียหน้าใช่ไหมซันเดย์ ถึงได้นอนไม่หลับแบบนี้?)
ปลายสายปล่อยเสียงหัวเราะลั่น
“ใจจืดใจดำ อำมหิตที่สุด หัวเราะดังขนาดนี้ ไม่สมน้ำหน้าออกมาเลยละ เกย์สัน”
นี่เธอโทรไปเพื่อหาที่ระบาย หรือโทรให้ถูกซ้ำเติมกันแน่?
(ก็ไม่ได้อยากซ้ำนะ)
แต่เสียงที่ยังกลั้วหัวเราะอยู่นั้นกลับสวนทางอย่างที่พูด!
“จะเชื่อค่ะ” เธอตอบรับเสียงหมั่นไส้ พลางย่นจมูกแสดงอาการนั้นออกไป “เกย์สัน ซันถามอะไรหน่อยสิ”
ยังมีเรื่องหนึ่งที่ติดอยู่ในใจมาพักใหญ่แล้ว เรื่องที่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ก็ยังนึกไม่ออก
(อืม)
เสียงทุ้มในสายขานรับ รอคอยสิ่งที่รุ่นน้องอยากรู้ เขาอมยิ้มเมื่อเสียงของซันเดย์สดใสขึ้น นั่นหมายความว่าที่นั่นคงเป็นที่น่าสนใจจริง ๆ
“คนที่ช่วยซันไว้ครั้งนั้น เขาเป็นใครเหรอคะ?”
(ซันเดย์!)
เกย์สันอึ้งกับคำถามนั้นทำให้เสียงที่เรียกเธอแผ่วลง ไม่มีใครอยากเข้าไปแตะต้องเหตุการณ์หลังจากนั้น เพราะร่องรอยของความเจ็บปวดที่ทิ้งไว้ในใจของเธอมันแสนสาหัส จนต้องใช้แพทย์เข้ามาให้คำปรึกษา
แต่วันนี้กลับเป็นคนเอ่ยมันขึ้นมาเอง ตกลงนี่มันดีหรือเปล่าที่เลือกส่งเธอไปอยู่ที่เมืองไทยเพียงลำพัง?
“บอกซันมาเถอะค่ะ เขาเป็นใครกันแน่ ทำไมทุกคนถึงไม่เคยบอกซันเลย?”
ความผิดพลาดในครั้งนั้นไม่ได้ทำร้ายแค่ตัวเธอเอง แต่ยังกระจายไปหาทุกคนรอบตัว
แม่ที่ร้องไห้เสียน้ำตาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
รุ่นพี่ที่ไม่เป็นอันเรียนเพราะคอยเทียวมาหาวันละสามเวลา
และสองพ่อลูกนั่นที่เหมือนจะพลอยมีผลกระทบตามไปด้วย
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต







