Masukเสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็ว
ความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้า
อีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดัน
เมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้
แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...
แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจ
อีกฝั่งหนึ่ง...
“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ความสะใจแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ เมื่อสามารถขึ้นนำ ‘นักแข่งผู้ปราดเปรียว ว่องไว’ จนใคร ๆ ก็ยกให้เป็นตำนาน
‘แล้วดูตอนนี้สิ! ไม่ใช่ว่ากำลังตามหลังเธออยู่หรอกเหรอ?’
ริมสนามแข่งโซน VVIP
ไลลากระโดดขึ้นด้วยความดีใจ รอยยิ้มหวานฉีกกว้างเมื่อเห็นเพื่อนกลายเป็นผู้ขึ้นนำ แม้ว่าจะแอบรู้สึกเสียดายที่วันนี้ฝีมือของไลก้าดูแผ่วไป
ทว่าเมื่อเห็นคนที่สามารถอยู่เหนือเขาได้มีแค่ซันเดย์ ความเสียใจก็แทบถูกกลืนหายไปกับความยินดี
“แกเก่งมากจริง ๆ ซันเดย์” เสียงหวานเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ ขณะทอดสายตามองเพื่อนควบคุมรถด้วยความเร็วราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างที่เคยเป็น
ห้องชมการแข่งขันชั้นสอง
“เฮ้ย!” วิกเตอร์กระโดดจากเก้าอี้บุนวมมายืนชิดกระจก “นั่นไอ้ก้ามันกำลังทำอะไรของมัน?”
เขาเท้าสะเอว หรี่ตามองรถสีเทาของเพื่อนที่การบังคับผิดจังหวะ ทั้งที่เป็นช่วงเร่งแซงกลับไม่ทำ กลับกันจังหวะที่ควรผ่อนกลับเร่งเครื่องไล่กวดรถคันสีส้มดำ
“แม่ง ทำเหมือนหมาหยอกไก่เลยเว้ย”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้น อชิระก้าวขึ้นมายืนเสมอวิกเตอร์นัยน์ตาสีซินนามอนพราวระยับด้วยแววรู้ทัน
“เพราะแบบนี้มันถึงลงแข่งทั้งที่ปฏิเสธมาตลอดสินะ”
“หมายความว่าไงวะ?” อาเชอร์ที่พึ่งก้าวเข้ามาถามด้วยสีหน้างุนงง ความสงสัยเรื่องการตัดสินใจของไลก้ายังไม่จางหายไปแม้แต่น้อย เพราะอะไรเพื่อนถึงเปลี่ยนใจเอานาทีสุดท้ายกับการลงแข่งแมตช์นี้
เจฟฟ์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่ใกล้ ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ก็เพราะมีบางอย่างหรืออาจจะบางคนที่ทำให้มัน ‘สนใจ’ ขึ้นมาละมั้ง คนอย่างมันถ้าไม่โดนแรงดึงดูดระดับพายุ ไม่มีทางลากมันลงไปได้หรอก”
คำพูดของเจฟฟ์ทำเอาทั้งสามหันขวับกลับมามองที่จุดเดียว คิ้วพาดเฉียงในแบบฉบับของตัวเองยกขึ้น?
ในขณะที่แต่ละคนในห้องชมการแข่งขันต่างวิเคราะห์พฤติกรรมของไลก้าไปสารพัด
เจ้าตัวที่ตกเป็นประเด็น กลับยิ้มออกมาท่ามกลางความฮึกเหิมภายในห้องโดยสาร
รอยยิ้มที่ไม่เผยให้ใครเห็นถูกซ่อนอยู่ในแววตาคมกริบราวกับเหยี่ยวนั้นแน่วแน่ มั่นคง และเต็มไปด้วยพลัง คล้ายกับสามารถควบคุมทุกอย่างที่อยู่ในระยะสายตาทั้งหมด
รวมถึงรถคันสีส้มดำที่อยู่ตรงหน้านั้นด้วย
เขาตั้งพิกัดไปยังเส้นทางเบื้องหน้าอย่างมุ่งมาด หัวใจเต็มไปด้วยแรงขับเคลื่อนที่ไม่ได้เกิดจากแค่เครื่องยนต์เท่านั้น แต่เป็นความตั้งใจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ายานพาหนะทั้งสนาม
ลมหายใจถูกสูดเข้าไปเต็มปอด ก่อนจะพ่นมันออกมาอย่างแรง
“ขอโทษนะ เด็กน้อย... แต่ฉันคงให้เธอชนะไม่ได้”
สิ้นเสียงนั้นไลก้ากระแทกเกียร์ลงหนึ่งจังหวะ เสียงเครื่องยนต์คำรามกระชากแรงพุ่งทะยาน พร้อมกับตัวรถที่แซงในช่วงไม่กี่วินาทีก่อนถึงเส้นชัย
โดยที่ซันเดย์ไม่มีโอกาสได้แก้ตัว เมื่อหัวรถสีเทาได้แตะเข้าเส้นชัย อย่างเหนือชั้นกว่ามาก
ตุบ!
กำปั้นเล็กกระแทกลงบนพวงมาลัยอย่างแรง ซันเดย์กัดฟันแน่นเมื่อความโกรธแล่นพล่านไปทั่วตัว เธอทั้งเกรี้ยวกราดและหงุดหงิดอย่างถึงขีดสุด เพราะมั่นใจว่าชัยชนะวันนี้ต้องเป็นของตัวเองแน่
แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่คิด!
ผู้ชายร้ายกาจคนนั้น เขาถือไม้เด็ดไว้ตั้งแต่ต้น จงใจทำให้เธอเชื่อมั่นว่าไม่มีทางขึ้นนำได้แน่ และเธอก็ดันเชื่อ! ด้วยความชะล่าใจของตัวเองด้วย
ประมาทเพียงเสี้ยววินาทีในจังหวะสุดท้าย หากไม่มัวแต่หันไปมองกระจกหลัง แล้วเลือกเหยียบคันเร่งจนสุดแรงไปซะ ก็คงไม่ต้องมานั่งเจ็บใจแบบนี้
“เฮ้อ ~” เธอหลับตาพลางพ่นลมร้อนออกมาแรง ๆ ขับไล่อารมณ์ขุ่นมัวให้สงบลง แม้ในใจจะยังคงปวดหนึบ ทว่าการแข่งขันก็ย่อมเป็นการแข่งขัน
‘ต่อให้เสียใจแค่ไหน คนที่เข้าเส้นชัยก็คือผู้ชนะ’
ซันเดย์เปิดประตูรถออกมา แรงอารมณ์ยังกรุ่นอยู่ข้างใน เธอถอดหมวกกันน็อกนิรภัยมาถือไว้ข้างลำตัว ทันทีที่เงยหน้าขึ้นก็ปะทะเข้ากับร่างสูงภายใต้ชุดรัดกุมสีแดง
ช่วงขายาวก้าวด้วยจังหวะมั่นคง ไม่รีบร้อนแต่แฝงแรงดึงดูดบางอย่างที่ทำให้เธอไม่อาจละสายตาได้
จนกระทั่งเจ้าของความสูงที่ทำให้เธอต้องแหงนหน้าขึ้นมอง ยกมือถอดหมวกกันน็อกนิรภัยออกจากศีรษะอย่างเชื่องช้า
แสงสะท้อนที่ค่อย ๆ เคลื่อนพ้นใบหน้า ทันทีที่ภาพนั้นปรากฏชัด หัวใจของเธอก็เต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่รถกำลังจะพุ่งทะยานเข้าสู่เส้นชัยเสียอีก
ริมฝีปากหยักสีชมพูธรรมชาติเม้มแน่นสนิท จมูกโด่งคมเข้ารูปรับกับกรอบหน้าแข็งแกร่ง และนัยน์ตาสีเทาเข้มที่เคยสบประสานภายใต้เสื้อฮู้ดปิดบังหน้านั้นคือ... ไลก้า
ซันเดย์ยืนนิ่งราวกับเวลาโดยรอบหยุดเคลื่อนไหว ผู้หญิงที่ไม่เคยสนใจใคร ไม่เคยมีใครอยู่ในสายตา กลับยอมรับว่าภาพตรงหน้า ทำให้เธอใจสั่นไหว!
“ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะ เด็กน้อย” เสียงทุ้มต่ำแฝงแววหยอกเย้าเอ่ยขึ้นในจังหวะที่เขาโน้มตัวลงมาใกล้ พอจะเห็นว่าใบหน้าสวยเริ่มขึ้นสี ดวงตาดื้อรั้นที่บัดนี้มีบางอย่างซ่อนอยู่
จมูกเรียวเล็กรับกับปากกระจับสีเชอร์รีที่ถูกฟันเม้มแน่นจนขึ้นรอย เขาเกือบจะยื่นปลายนิ้วไปแตะเบา ๆ เพื่อห้ามปรามว่าอย่าทำร้ายตัวเองแบบนั้นอีก ทว่าก็ยับยั้งตัวเองเอาไว้ได้
“ใครเด็ก?!” เสียงหวานตวัดกลับทันควัน แฝงความไม่พอใจไว้ชัดเจน ดวงตาวาวโรจน์สบเขม็งขึ้นมา “ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น มาเรียกแบบนี้ได้ยังไง!”
อารมณ์ที่คุกรุ่นจากในสนามยังไม่ทันจาง ตอนนี้เหมือนมีเชื้อไฟมาเติมให้ลุกโชนอีกระลอก เขากำลังปั่นหัวเธอ เล่นกับความรู้สึกอย่างจงใจ
ผู้ชายสวมฮู้ดผู้ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอวันนั้น กับไลก้าหนึ่งในแก๊งสิงห์ทั้งสองคือตัวตนเดียวกัน!
มือที่ว่างเปล่ากำแน่น หากตรงนี้ไม่ใช่ลานกว้างกลางสนามแข่ง เธอคงระเบิดอารมณ์ใส่เขาที่ยืนด้วยรอยยิ้มกวน ๆ ล้มคว่ำเพราะหมัดเธอไปแล้ว
“นายจงใจ?”
“เรื่อง?”
“นายรู้ดีอยู่แก่ใจยังจะมาถาม?”
ซันเดย์กัดฟันแน่น รู้สึกเหมือนถูกยั่วให้เดือดเต็มที่ ทั้งหมดนี้ถ้าไม่ใช่ความตั้งใจแล้วเขาทำไปเพื่ออะไร?
แก้แค้น? เอาคืนจากเรื่องวันนั้นงั้นเหรอ? ก็เธอแค่หลงทาง ไม่ได้ตั้งใจไปรบกวนและเข้าไปในเขตของเขาสักหน่อย
“ฉันทำอะไรเธอ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อน “แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ หรือเธอไม่ยอมรับ?”
พลางเอียงหน้ามอง ในมุมที่ยิ่งทำให้ซันเดย์หน้าแดงจัดขึ้นไปอีก
“หรืออยากให้ฉันกลับไปแข่งกับเธอใหม่อีกสักรอบ?” เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงยั่วโมโหสุด ๆ
ซันเดย์ไม่เคยต้องระงับโทสะหรือมานั่งอธิบายอะไรแบบนี้ แต่ดูเขาตอบ! เขาคิดว่าเธอโกรธจนไม่ยอมรับความจริงงั้นเหรอ?
เธอหันหน้าหนีพลางสบถบางคำที่คนฟังคงไม่อยากได้ยิน ก่อนจะดึงหน้ากลับมาเผชิญกับเขาอีกครั้ง
“ถึงฉันจะไม่พอใจเรื่องในสนามก็จริง แต่ไม่ได้ใจแคบขนาดไม่ยอมรับผลแพ้ชนะหรอกนะ” เธอกดเสียงต่ำทับอารมณ์ที่ใกล้จะระเบิดเต็มที ก่อนจะเชิดหน้าสูงขึ้นอีกนิด “นายบอกไม่ตามฉัน แต่... เสื้อนั่น ไหนจะเรื่องวันนั้นด้วยนายเห็นมันใช่ไหม แล้วทำไมถึงไม่รายงานเรื่องของฉัน?”
ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างใช้ความคิด สำรวจสายตาที่ยังแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เธอไม่เคยไว้ใจใคร ไม่พอใจอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าและใช้กำลังตัดสินทุกอย่าง ถ้ายังเป็นแบบนี้ อีกไม่นานคงนำภัยมาหาตัวเองแน่นอน
ไลก้ายังคงไม่ปริปาก และความเงียบของเขายิ่งทำให้ซันเดย์เดือด เธอกำมือแน่นจนข้อมือขึ้นสีขาว และก้าวพรวดเข้าไปหาเขาหมายจะเค้นคำตอบให้ได้เสียที
“ซันเดย์~”
ทว่า... เสียงใสของไลลาดังขึ้นข้างสนาม พร้อมร่างเล็กที่วิ่งเข้ามาอย่างร่าเริง ทำให้เอต้องละสายตาไปมอง
“อ้าว! มาไม่ทันพี่ไลก้าเลย!”
ซันเดย์พรูลมหายใจฟึดฟัด เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง แล้วพบว่าผู้ชายคนนั้นไม่ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว!
เธอยืนขึ้น หมุนหน้าไปยังผนังห้อง แล้วรูดซิปจากต้นคอลงมาจนถึงช่วงเอว ค่อย ๆ ถอดแขนเสื้อออกทีละข้างอย่างระมัดระวัง รวบแขนเสื้อทั้งสองมัดไว้ที่เอว ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไลก้าไม่ได้สนใจจึงหันกลับมาเต็มตัวแล้วก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา“นายทำเป็นใช่ไหม”“มาถึงขั้นนี้เธอจะปฏิเสธได้เหรอ?” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำหลุดออกจากลำคอ ขณะถามคนที่เข้ามายังพื้นที่ส่วนตัว และยังถอดเสื้อจนเหลือแค่เสื้อกล้ามกับชุดนักแข่งครึ่งตัว แล้วมาถามคำนี้?เธอแค่อยากจะอธิบาย เพราะร่างกายมันไม่เหมือนที่เขาคิดไว้“ฉัน…”“หันหลังมา” ไลก้าขัดขึ้นก่อนที่เธอจะได้พูดจบ“อืม” ซันเดย์ตอบรับแล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา ยอมทำตามแต่โดยง่าย เพราะส่วนที่เจ็บที่สุดคือไหล่ข้างขวาที่ตึงมาก ๆเธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เขาคงยกกล่องสีขุ่นนั้นไปวางที่อื่นแล้ว ในขณะที่เธอก็เงยหน้ามองผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดบอดี้รถจากมุมต่าง ๆ มีทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และแม้แต่แค่ล้อเขาคงจะชอบพวกมันมาก แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ ในเมื่อสนามแข่งรถก็สร้างขึ้นมาด้วยฝีมือของเขานี่นาแต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็แค่จะทายาให้ไม่ใช
“จ้องพอหรือยัง ฉันจะได้ถอดโม่งนั้นออกให้” ไลก้ายืดตัวขึ้นเมื่อทั้งสองหยุดนิ่งอยู่ในท่านั้นนานหลายวินาที“ฉันถอดเองได้ นายไม่ต้อง!” แขนของซันเดย์ยกขึ้น แต่สะดุดอยู่จังหวะหนึ่งก่อนจะดึงเกาะป้องกันชิ้นสุดท้ายของใบหน้าออกไป ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็กลัวว่าจะไม่ทัน เดี๋ยวคนมือไวจะทำมันเสียก่อนทว่ามันไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของเธอก็ถูกดึงไปอยู่ในวงแขนของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว“ทำอะไรของนาย?” เธอถามด้วยความตกใจ แต่ก็คว้าลำคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่น กลิ่นหอมเหมือนไม้แห้งสะอาดทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นแม้จะลดแรงดิ้น แต่เธอไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสนาม“ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ!”แต่ไลก้าไม่ได้ยอมทำตาม เขาก้าวห่างจากรถไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับแก๊งสิงห์ที่ยืนหอบกันอยู่ตรงหน้า!“วิ่งช้ากันฉิบหาย” เขาสบถ ก่อนจะหันไปมองวิกเตอร์ที่ขยับเข้ามาใกล้“ไหวไหม ให้กูช่วยหรือเปล่า?” วิกเตอร์ถาม เมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อน แต่กลับถูกหยุดด้วยเสียงแข็งของไลก้าเสียก่อน“ไม่ต้อง แล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ต้องเข้ามาใกล้” เขาสั่งเสียงเย็น พลางหันไปมองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ ซึ่งต่างเข้าใจสถานการณ์ดียกเว้นแค่วิกเ
อาทิตย์ต่อมาครั้งแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางนักแข่ง ซันเดย์ก็ไม่เคยคิดจะค้นหาคำตอบอีกว่ามีอะไรที่เธอชอบอีกไหม เพราะได้เลือกแล้วว่าการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แล้วมุ่งตรงไปข้างหน้าด้วยความเร็ว คือคำตอบที่ดีที่สุด มันทำให้ความรู้สึกที่มันอัดแน่นอยู่ในหัวใจของเธอเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยความตื่นเต้นเร้าใจเธอสลัดสิ่งรบกวนที่ทำให้ไขว้เขวทิ้ง และกลับมายืนอยู่ในสนามแข่งขันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยพลังอีกครั้งดังนั้นก่อนวันแข่งรอบพิเศษเธอจึงขอให้อชิตาลงชื่อเพื่อกลับมาพิสูจน์จุดยืนของตัวเองอีกครั้งต่อให้ไม่มีใครมาเป็นเครื่องยืนยัน เธอก็ยังคงเป็นซันเดย์ เป็นนักแข่งแบบนี้ต่อไปหลังจากทีมงานตรวจเช็กเครื่องยนต์เป็นพิเศษ ซึ่งก็พิเศษมากจริง ๆ พวกเขาทำเหมือนกับว่าลูกรักของเธอเป็นรถ VVIP ที่ต้องดูแลอย่างพิถีพิถันขนาดนั้นระหว่างที่รอเวลาลงสนาม เธอเฝ้ารอเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่พอคิดถึง... ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“โชคดีที่มาทัน” เสียงหวานที่เอ่ยออกมาคือวีด้านั่นเอง แม้ว่าหลายวันมานี้เราจะไม่ค่อยมีเวลาให้กันสักเท่าไหร่ แต่ก็มีแค่เจ้าของใบหน้าสวยตรงหน้าคนนี้ที่ทำให้ยิ้มได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะไปสู่รั
กลิ่นไหม้ฉุนจนแสบจมูกฟุ้งกระจาย กลิ่นน้ำมันตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่ และประกายไฟที่เกิดขึ้นรอบ ๆ รถที่คว่ำจนไม่เหลือเค้าเดิมเขากับฟาเร่วิ่งสุดฝีเท้าจากริมสนามอีกฝั่งด้วยหัวใจที่เต้นรัว สองเท้าสับถี่จนเหมือนจะลอยได้ แต่กลับยิ่งทำให้พวกเราหายใจไม่ออก เมื่อเห็นภาพในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้อยู่ตรงหน้าร่างที่โชกไปด้วยน้ำสีแดงถูกลากออกมาจากซากรถซันเดย์ในเวลานั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นโคม่า ลมหายใจที่รวยรินกับเสียงไอเป็นระยะทำให้เขาควบคุมสติไม่อยู่ ร้อนรนไปหมด ไม่รู้จะต้องทำอะไรก่อนดีฟาเร่ที่นั่งคุกเข่าข้าง ๆ ก็ปล่อยโฮออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นกันยกเว้นชายหนุ่มคนนั้น เขาเรียกสติของซันเดย์ตลอดเวลา ไม่แตะต้องในส่วนที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเธอ และยังปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ไม่ข้ามไปแม้แต่จุดเดียวใบหน้าที่นิ่งสงบราวกับรูปปั้นแกะสลัก ไม่แสดงความตื่นกลัวต่อบาดแผลที่เห็นอยู่เบื้องหน้า นอกจากเสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมานั้นที่ยืนยันว่าเขาก็คือมนุษย์คนหนึ่งกระทั่งทีมแพทย์มาถึงและยกซันเดย์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพาเธอขึ้นรถเพื่อย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาล พวกเราจึงได้เห็นใบ
“เลิกทำหน้าแบบนั้นได้แล้วน่า”ไลลาพูดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ หลังจากการแข่งขันจบลง แต่เพื่อนก็ยังทำหน้าเครียดไม่เปลี่ยน เธอเตือนไปแล้วว่าไลก้าไม่เหมือนคนอื่น ให้เผื่อใจไว้บ้าง เวลาผลมันออกมาเป็นแบบนี้จะได้ไม่ผิดหวังมาก“ไม่ได้ไม่ยอมรับอะไรขนาดนั้น แค่รู้สึกไม่ดี... นิดหน่อย” ซันเดย์ตอบเสียงเรียบขณะเดินเคียงกัน ตอนนี้เธอเปลี่ยนกลับมาอยู่ในชุดลำลองเหมือนเดิม พวกเรากำลังเดินกลับไปยังรถที่ทีมงานเอามาจอดไว้รอด้านนอกสนามหลังจากเขาหลบไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ไลลาก็พูดคำนี้เป็นครั้งที่ร้อย (ออกจะดูเว่อร์ไปหน่อย)และไม่ใช่แค่ไลลา ยังมีอชิตาที่เข้ามาร่วมผสมโรงตอกย้ำความจริงที่ว่า... ไม่มีอะไรต้องเสียใจถ้าคนที่แพ้ให้เป็นไลก้า!“เข้าใจได้ ไม่มีใครจะยินดีที่ตัวเองแพ้หรอก”กึก!มันจะรู้สึกไม่ดีก็ตอนนี้ ซันเดย์คิดในใจ พลางหยุดมองเพื่อนที่หันมายิ้มแหย่ให้ แล้วก็เม้มปากตัวเองเอาไว้แน่น“ฉันขอโทษถ้าทำให้รู้สึกไม่ดี แต่ฉันแค่ไม่อยากให้แกไม่สบายใจแล้วเก็บไปคิดมาก” ไลลาอธิบายด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นซันเดย์พยักหน้ารับรู้ถึงความห่วงใยนั้น และไม่รู้จะบอกกับไลลาว่ายังไงดี เพราะเรื่องราวที่มันพัวพัน
เสียงปืนส่งสัญญาณการออกตัว ซันเดย์ดึงสติกลับมาแล้วพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนลูกศรที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับ เมื่อเข้าสู่รันเวย์แห่งศักดิ์ศรีของความเร็วความฮึกเหิมก็เข้ามาแทนที่ แรงกดดันที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกสลัดทิ้งไว้ข้างหลัง เธอมีเพียงเป้าหมายเดียวคือเส้นทางสีดำที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ความกังวลถูกบดขยี้ภายใต้แรงเหยียบของฝ่าเท้าอีกด้านหนึ่งของสนาม ไลก้านักแข่งเท้าไวผู้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้! ปลายเท้าใหญ่เหยียบคันเร่งจนมิด ตามสไตล์ดุดันเมื่อเสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น นั่นคือการประกาศว่าไม่มีใครสามารถขึ้นนำเขาได้แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น...แลมโบกีนี่สีส้มดำของซันเดย์แซงเขาไปเพียงเสี้ยววินาทีราวกับพายุที่ซัดผ่านโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทิ้งไว้เพียงภาพท้ายรถที่ค่อย ๆ ห่างออกไป“ยังเร็วไปเด็กน้อย!” เสียงทุ้มเย็นยะเยือกลอดผ่านริมฝีปากหยักได้รูปภายใต้หมวกนิรภัย น้ำเสียงของเขาไร้ความตื่นเต้น ในขณะที่มีความขบขันมากกว่าความกังวลหรือเสียใจอีกฝั่งหนึ่ง...“หึ! ก็แค่นี้” นัยน์ตาสีน้ำตาลหม่นทอดมองผ่านกระจกด้านข้าง สะท้อนเงาของรถสีเทาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปนอกครรลองสายตา รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นโดยไม่รู้ต







