LOGINกว่าจะผ่านวันที่แสนเหน็ดเหนื่อย ก็กินเวลาไปเกือบเที่ยงคืน ตอนนี้ร่างผอมบางนอนอยู่ในห้องด้านล่างของบ้าน ที่มีกล่องขนมเต็มไปหมด พี่ฉิงชิวชวนเธอไปนอนด้วยแล้วแต่เธอเกรงใจ เป็นแค่ลูกจ้างเท่านั้นเธอไม่มีสิทธิ์ไปนอน
“เงินอีก10000หยวนนี่ ถ้าซื้อทองอีก1บาท จะเหลือแค่1000หยวน แบบนั้น…ก็ดีกว่าไม่มีเงินเลยสินะ” พึมพำเสร็จก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ก่อนจะพบว่า… ร่างกายเธอถูกดูดเข้ามาอีกแล้ว “เร็วเข้าๆ หอศึกษาเปิดแล้วต้องรีบเก็บของข้าบอกให้เก็บตั้งแต่เมื่อคืน ทำไมไม่เก็บ” ที่เดิมที่มาทุกเดือนแต่ทำไมเดือนนี้ถึงมาได้ทั้งที่ไม่ใช่5ค่ำกัน ร่างโปร่งแสงยืนดูคนโน้นทีคนนี้ที พบความวุ่นวายในหมู่บ้านเล็กๆนี่ไม่น้อย ”หมู่บ้านสกุลหม่าหรือ“ เธออ่านป้ายชื่อหมู่บ้านที่ปกติยามมาที่นี่เธอไม่เคยได้ทะลุมาแถวนี้สักทีนอกจากตลาด หรือในสวนผัก แม้แต่สำนักบวชก็เคยไปมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ชื่ออะไร ”เจ้าคนสกปรกออกไปให้มันไกลๆ ที่ของเจ้าคือท้ายหมู่บ้าน เหตุใดถึงมาเกะกะ“ เธอเห็นผู้ชายที่เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ารุงรังใส่เสื้อผ้าขาดๆแล้วรู้สึกรับไม่ได้ ”ท่านใจดีเกินไปท่านผู้นำ เป็นใครมาจากไหนไม่รู้เหตุใดจึงยอมให้อาศัย“ หญิงชราคนนึงที่รอลูกหลานขึ้นเกวียนหันมาต่อว่าบุรุษที่แต่งตัวดีฉอดๆ จนตัวเธอเองชักฉิวกับคนแบบนี้เหมือนกัน ”พวกเจ้าไม่รู้จักแต่ข้ารู้ เอาเถอะหน่าท้ายหมู่บ้านนั่นที่ข้า ข้าจะให้ใครอยู่มันก็เป็นสิทธิ์ของข้า ไปๆรีบไปส่งบุตรหลานเถิด“ เธอมองผู้นำหมู่บ้านที่มีใจเมตรตาก่อนอมยิ้ม ใจดีเหมือนคนบ้านป้าหลิวไม่มีผิด วูบ ”เฮือก“ ความร้อนของกำไรทำเธอสะดุ้งตื่น ยังไม่ทันได้ก้าวขาไปดูคนจรคนนั้นด้วยซ้ำ หน้าตาก็ไม่เห็นแปลกเสียจริง!! ”ไปบ่อยเกินไปแล้ว“ นี่คือเหตุผลนึงที่เธอคิดว่าจะได้ไปอยู่ที่นั่นจริงๆ เพราะช่วงนี้เธอถูกดูดเข้าไปบ่อยๆ คล้ายให้เธอไปดูวิถีชีวิตเพื่อปรับตัวอย่างไรอย่างนั้น กว่าจะหลับได้จริงๆเป็นเวลาเกือบตี1 เช้านี้เธอก็ตั้งใจลุกขึ้นมาทำความสะอาดหน้าร้านแต่เช้า “เจียวมี่มีแป้งข้าวเจ้าขายไหม” ลูกค้าเป็นคุณยายร้านขายขนมที่อยู่ท้ายสุดของตลาดเอ่ยถาม “มีค่ะ ถ้ารับเยอะฉันจะเข็ญรถไปส่ง” “เอาไปส่งแล้วกัน 30กิโล” เป็นแบบนี้ประจำ ส่วนนึงของงานเธอก็คือการวิ่งส่งของตามตลาดนี่แหละ “ทั้งหมด260หยวนค่ะ รอพี่ฉิวลงมาฉันจะรีบไปส่งค่ะ“ เธอจัดการลากรถเข็ญมารอ ก่อนหยิบตะกร้าวางและยกแป้งใส่อย่างขยันขันแข็ง รอเพียงไม่นานเมื่อฉิวชงลงมาเฝ้าร้านเธอก็จัดการเข็นรถไปส่ง ”อะนี่ค่าเหนื่อย“ สูกสาวของคุณยายที่รอรับของอยู่ที่ร้านให้เงินเธอมา6หยวนเป็นค่าจ้าง ซึ่งเธอชอบอะไรแบบนี้ที่สุด ”ตรงนั้นร้านทองมาเปิดใหม่เหรอคะ“ เธอถามเมื่อเห็นร้านเล็กๆตรงมุมถนนที่เมื่อก่อนเป็นร้านซักรีด ตอนนี้เปลี่ยนเป็นร้านทอง ”ใช่ ทำไมอยากได้ทองเหรอ“ สายตาเหมือนไม่แน่ใจของคนถามทำเธอยิ้มแหย ”จะได้ไปบอกป้าหลินค่ะ ตรุษจีนปีนี้เงินจะได้สะพัด“ พูดจบก็รีบออกมาทันที หากเธอเดินดุ่มๆเข้าไปซื้อทอง มีหวังเรื่องนี้ถึงหูย่ากับป้าสะใภ้แน่ๆ รีบไปปรึกษาพี่ฉิวดีกว่า….”หากเปิด พวกท่านคงหนาวตายเจ้าค่ะ แถมลูกค้าก็คงไม่มี เอาเวลาไปรักษาสุขภาพเสียดีกว่า“ นางบอกแม่ครัวประจำร้าน”เจียวมี่พวกข้าต้องขอบน้ำใจที่เจ้ามีจริงๆ เพราะตอนนี้บ้านพวกข้าแข็งแรงคุ้มกันภัยหนาวได้ และยังมีเสบียงไว้กักตุนไม่อดอยาก“ ”ใช่เจ้าค่ะ พวกข้าได้วิธีการวางแผนให้รอบครองมาจากท่าน ขอบคุณจริงๆเจ้าค่ะ“ นางยกยิ้มให้ คนพวกนี้เอาแต่ขอบคุณนางไม่หยุด จนนางเหนื่อยจะห้าม”ข้ารู้แล้วๆ พวกเจ้าไปเตรียมปิดร้านเถอะ พี่ซุยถัง กับข้าวที่เป็นพวกของสด อันไหนที่เหลือก็ทำแจกจ่ายกันไปเจ้าค่ะ นำไปแบ่งปันคนอื่นๆด้วย เอาให้ทั่วถึงกัน“ วันนี้นางต้องเก็บของสดออกจากในร้านทั้งหมด ส่วนหลิวหยางนั้น ไปช่วยกันเตรียมผ้ามาคลุมไว้รอบๆกันหิมะทลักเข้ามา ยังมีบุรุษในหมู่บ้านอยู่หลายคนที่จ้างมาช่วย เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจัดการส่งลูกค้าโต๊ะสุดท้ายเสร็จ นางจึงนำป้ายมาติดว่า ปิดร้านจนกว่าพายุหิมะจะผ่านพ้น“เจียวมี่ค่อยๆเดินหน่อย เจ้ารีบร้อนไปไหนกัน” หลิวหยางที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยรีบพานางกลับมาที่บ้านแต่ขอให้นางเดินช้าลงสักนิด“อย่าเป็นห่วงไปเจ้าค่ะ ข้าก็แค่อยากจัดการข้าวของในบ้านให้เรียบร้อย วันนี้จะทำสาลี่ตุ๋นรังนกด้ว
“ เจียวมี่เนื้อหมูและเนื้อวัวที่เจ้าสั่งให้ข้าหั่นแบบบาง เจ้าต้องการวันละเท่าใดก็ส่งคนมาแจ้งได้ ไม่ต้องรับไปจนหมดเอาที่เจ้าพอไหว ค่าบวกกำไรเพียงจินละห้าอีแป๊ะเท่านั้น” นี่อย่างไรที่นางบอกว่าคนในหมู่บ้านล้วนมีน้ำใจ แม้แต่การซื้อของก็บวกกำไรกับนางเพียงน้อยนิด“ ท่านป้าท่านสามารถบวกกำไรได้ตามที่ท่านเคยขายเลยเจ้าค่ะ อย่าลดให้ข้าเลยเจ้าค่ะ หากทำเช่นนั้นข้าจะรู้สึกเกรงใจ” นางไม่ต้องการเอาเปรียบแต่การเปิดร้านของนางเพื่อต้องการเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านเท่านั้น“ เจ้าเปิดโรงน้ำชาก็เพื่อช่วยเหลืออุดหนุนสินค้าของคนในหมู่บ้าน และยังสามารถเชิญชวนหมู่บ้านข้างเคียงเข้ามาเที่ยวในหมู่บ้าน มีพื้นที่ให้คนขายของด้านหน้าอีก เช่นนั้นข้าจะเอาเปรียบเจ้าได้อย่างไร” ด้านข้างโรงน้ำชานางปล่อยพื้นที่ให้เป็นตลาดเล็กๆ เผื่อชาวบ้านนำขนมมาขาย ซึ่งต้องเป็นของที่ทางโรงน้ำชาไม่มีขาย เช่นเครื่องประดับ เสื้อผ้าที่ทอมือ ผักสด ขนม เพื่อให้มีบรรยากาศที่ครึกครื้นและน่าสนใจต่อหมู่บ้านข้างเคียง“ เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณท่านป้าเจ้าค่ะ ส่วนนมวัวนั้น ค่ารับวันละหนึ่งถัง ส่งที่ร้านได้เลยเจ้าค่ะ” วัตถุดิบที่เป็นนมต้องได้ใช้ทุกวันอยู่แล้
กว่าพายุรักจะสงบลง ทั้งนางและเขาได้ตื่นเกือบเย็นตามที่นางตั้งใจไว้จริงๆ“ วันนี้ข้าจะไปคุยกับซีอันเรื่องหาคนมาทำโรงน้ำชา เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่” นั่งกินอาหารเย็นที่รวบรวมมื้อเช้าและมื้อกลางวันเข้าด้วยกันแล้ว เขาจึงตัดสินใจรีบจัดการเรื่องโรงน้ำชาทันที“ ท่านไปเถิดเจ้าค่ะ ข้ากำลังคิดว่าจะทำเมนูอะไรดี” ตอนนี้นางมีความสุขเหลือเกิน ได้แต่คิดว่าโรงน้ำชาของนางควรมีสิ่งใดบ้างที่ขายแล้วไม่เหมือนที่อื่นจึงอยากนั่งคิดไตร่ตรองดูสักนิด“ แล้วข้าจะรีบกลับมา” หลังหลิวหยางออกไปแล้วนางจึงเข้าไปสำรวจในมิติกำไล ว่าตอนนี้วัตถุดิบที่นางเอามาจากยุคเดิมมีอะไรบ้าง“ หากทำหม้อไฟขายได้ก็คงดี” นางจัดการจดลงไปในกระดาษถึงหม้อไฟร้อนที่นางชอบทำกินตอนพายุหิมะ“ ชาดอกหอมหมื่นลี้ข้ามีพอสมควร ดูท่าว่าอากาศเช่นนี้จะปลูกค่อนข้างยาก” นางเข้าไปค้นหาวัตถุดิบว่าตอนนี้ในมิติของนางนั้นมีชาชนิดใดอยู่บ้าง ก็พบว่าเป็นความโชคดี เมื่อนางเก็บชาที่ได้จากบ้านของป้าหลินที่นางเคยเข้าไปช่วยขายของไว้มากมายจนเต็มลังเกือบสิบลัง“ ดอกหอมหมื่นลี้ ดอกเจี้ยวฮวา ดอกบัวพันปี ชายอดน้ำค้าง ชาดอกมะลิ ถือว่าเยอะพอควร“ เมื่อนางตรวจดูแล้วพบว่ามันมีมากม
” สีนี้คงเป็นสีที่หายากพรุ่งนี้เราเข้าไปที่ตัวอำเภอกันเถอะ ข้าคิดว่าข้ากำลังจะได้เป็นเศรษฐีนี“ ในขณะที่ทั้งคู่กำลังชื่นชมความสวยงามของเม็ดไข่มุก ทั้งเขาและนางเงยหน้าขึ้นไปข้างบนก่อนจะเห็นบางสิ่ง ที่อยู่ติดกับหน้าผา” ตรงนั้นก็เป็นบ่อเงินบ่อทองของเจ้าใช่หรือไม่“รังนกนางแอ่นที่อยู่ติดบนหน้าผากว่า 500 ลังทำนางอ้าปากกว้างนั่นไม่ใช่ของหายากยิ่งกว่าทองคำหรอกหรือ “หลิวหยางท่านคิดว่าเรามีวิธีใดที่จะขึ้นไปเก็บได้บ้าง” ร่างหนาหัวเราะในลำคอแค่เห็นสายตานางแม้จะไม่รู้ว่าสิ่งของตรงหน้านั้นคืออะไร แต่เมื่อเห็นความแวววาวในดวงตากลมโตก็รู้ได้ทันทีว่ามันคงมีมูลค่ามหาศาล“เช่นนั้นคงต้องทำบันไดลิง ตัดไม้ไปทำเลยก็แล้วกัน” นางใช้เวลาคุณคิดอยู่เพียงครู่ ก่อนจะหันมาบอกเขา“ข้าคิดว่าควรเก็บในภายหลังเจ้าค่ะ เอาไว้ตอนที่เราจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ข้าจะค่อยๆทยอยมาเก็บทุกวัน แต่วันนี้ข้าจะเก็บไข่มุกไปขายก่อนท่านคิดเห็นว่าอย่างไร” เขาพยักหน้าและพร้อมตามใจนางทุกอย่าง“เอาที่เจ้าเห็นว่าสมควรเถิด” เมื่อพูดเช่นนั้นแล้วทั้งคู่จึงช่วยกันเก็บหอยขึ้นมาผ่าดูหาไข่มุก นางไม่ได้เก็บมาจนหมดแต่เก็บมาแค่เพียง 10 ตัวเท่านั้น และไ
“ห้องนอนทำเตียงยาวแบบนี้เจ้าค่ะ และเป็นเตียงอุ่นทั้งผืน” ความหนาวเหน็บมักเล่นงานตอนเวลานอนนี่แหละ หากเตียงไม่อุ่นพอ จะได้ย้ายมานอนหน้าเตาผิงอีกรอบเป็นแน่“ส่วนเตาผิง ข้าอยากทำปล่องควันใหญ่อีกหน่อย ใช้เหล็กทำเป็นตะแกร่งแบบนี้ ป้องกันหิมะเข้าได้ และทำให้มันระบายควันได้ดีเจ้าค่ะ” คราที่แล้วจุดเตาผิงยังต้องแง้มหน้าต่างให้ควันออก ทรมานยิ่งนักที่ภายในบ้านอุ่นไม่พอ“เจ้าเก่งมาก…ดีเลย ข้าจะให้ช่างทำแบบนี้ หน้าหนาวคราหน้าข้ากับเจ้ารอดแล้ว” เขามองกระดาษในมือก่อนเตรียมหาช่าง หากคราก่อนเขาไม่มัวลังเล ตอนเจอพายุหิมะเขาและนางคงไม่ต้องทรมานเมื่อได้แบบบ้านและคุยกับช่างจนเข้าใจ ช่างที่ว่าจ้างจากหมู่บ้านใกล้เคียงก็เริ่มลงมือสร้างทันที ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อชาวบ้านเห็น ต่างก็อยากทำบ้านใหม่บ้าง บางคนถึงขนาดขายทองและของมีค่าเพื่อมาทำเลยทีเดียว “พวกเจ้ากำลังคิดสิ่งใดกัน บ้านช่องยังไม่ทันผุพังก็คิดจะทุบแล้วทำใหม่ บรรพบุรุษจะกลับบ้านไม่ถูก” เสียงหนึ่งดังขึ้นในบริเวณตลาดชุมชน เมื่อเจียวมี่หันไปมองก็พบว่าเป็นแม่ค้าหมู่บ้านข้างๆคุยกับแม่หม้ายหวังคล้ายติเตียนความคิดอุปทานหมู่ของคนในหมู่บ้านสกุลหม่า“พวกข้าก็แค่
”ท่านป้าหวังฝากมาให้เจ้าค่ะ“ พูดจบนางก็เดินกลับทันที ก่อนได้ยินเสียงเด็กๆดีใจกันยกใหญ่”แบบนี้ชาวบ้านที่อยู่ก็มีกำลังใจขึ้นมาหน่อยสินะ“ นางรู้สึกสุขใจไม่น้อย อย่างน้อยๆ ชาวบ้านที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีทั้งของกินประทังชีวิตและยังมีฟืนไว้ให้ร่างกายอบอุ่น “วันนี้เหมือนจะมีแดดส่อง” ผ่านไปกว่า10วันที่หิมะกระหน่ำเทลงมาไม่หยุด ชาวบ้านที่เป็นผู้ชายล้วนช่วยกันออกมาโกยหิมะเปิดทางเดิน จนวันนี้เริ่มเห็นแสงแดดรำไร และหิมะหยุดตกตั้งแต่เมื่อคืน“เป็นสัญญาณที่ดีเจ้าค่ะ ช่วยกันโกยหิมะดีกว่า” เมื่อนางและหลิวหยางออกมาทำการโกยหิมะไปทิ้งในส่วนที่เป็นแม่น้ำ น้ำตก ลำธาร ชาวบ้านก็เริ่มออกมาช่วยกันอีกครั้งอย่างรื่นเริง เพราะผ่านช่วงเวลายากลำบากมาแล้ว เมื่อวันนี้หิมะหยุดตกและยังพอมีแสงแดดส่องลงมาก็ออกมารับแสงกันอย่างสนุกสนาน“เสียดายที่ชาวบ้านทะยอยอพยพไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงครึกครื้นกว่านี้” ไค่เฉิงเป็นอีกหนึ่งบ้านที่กำลังจะอพยพแต่เจียวมี่ห้ามไว้เสียก่อนเพราะเขามีลูกอีก3คนให้ต้องดูแล“หากพายุสงบ พวกเขาก็คงกลับมาเจ้าค่ะ” ได้ยินภรรยาไค่เฉิงพูดเช่นนั้นเจียวมี่ก็สะท้อนในอก นางเองก็ภาวนา ภาวนาให้พวกเขากลั







