Masukแรงกระชากอย่างไม่เบามือส่งผลร่างระหงที่ยังคงเปียกปอนของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ ให้ถลันเข้าไปภายในตัวรถม้าหรูหราทันที ประตูไม้หนาหนักถูกปิดกระแทกลงเสียงดังลั่น ก่อนที่ตัวรถม้าจะเริ่มเคลื่อนที่ออกตัวอย่างรวดเร็วตามแรงขับเคลื่อนของม้าศึก
ภายในพื้นที่อันจำกัดและแสงค่อนข้างสลัวของตัวรถม้า บรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายอันหนักหน่วงชวนให้หายใจขัด ‘จูเซวียนหรง’ ยืนตระหง่านค้ำร่างของหญิงสาวเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักบัดนี้มืดครึ้มราวกับพายุฝน นัยน์ตาคมกริบลุกโชนด้วยเพลิงโทสะและอารมณ์หึงหวงที่ปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด ลมหายใจของพระองค์สั่นสะท้านด้วยความโกรธจัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เจ้าทำตัวเหลวไหลสิ่งใดลงไป! เสิ่นเมี่ยวหลิง!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าวระคนเดือดดาล พระองค์ก้าวเข้าประชิดจนระยะห่างระหว่างทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ
“เป็นถึงสตรีในห้องหอ แต่กลับกระโดดโลดเต้นลงน้ำท่ามกลางสายตาบุรุษนับร้อย มิหนำซ้ำยังยอมให้ชายอื่นแตะเนื้อต้องตัวกอดประคองอย่างง่ายดาย! เจ้าไม่รู้จักคำว่ารักนวลสงวนตัวเลยหรืออย่างไร!”
มัสยาในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงที่กำลังสั่นสะท้านเพราะความหนาว เงยหน้ามองสบตาคู่คมนั้นด้วยความโกรธจัด และไม่มีความคิดที่จะเกรงกลัวเลยสักนิด สัญชาตญาณสาวไทยยุคปัจจุบันทำให้เธอรู้สึกว่าคนตรงหน้านี้ช่างไร้เหตุผลและบ้าเผด็จการสิ้นดี
“ข้าทำตัวเหลวไหลตรงไหนฮะ!”
เมี่ยวหลิงเถียงกลับอย่างไม่ลดละ พลางยกมือขึ้นกอดอกกระชับผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนา
“เด็กคนนั้นกำลังจะจมตายต่อหน้าต่อตา จะให้ข้ายืนดูเฉยๆ หรือไง! แล้วอีกอย่าง...การแตะเนื้อต้องตัวกันเพื่อช่วยเหลือหรือทักทายในโลกที่ข้าจากมาน่ะ มันเป็นเรื่องธรรมดามาก! ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย!”
“ธรรมดางั้นหรือ?!”
จูเซวียนหรงแค่นเสียงหัวเราะอย่างเยือกเย็น ทว่านัยน์ตากลับทวีความดุดันกร้าวร้าว
“ในแผ่นดินต้าหมิง สตรีที่ปล่อยให้บุรุษอื่นสัมผัสกายต่อหน้าธารกำนัล ถือเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างถึงที่สุด! แล้วเจ้ายังกล้ารับเอาฉลองพระองค์ขององค์ชายรองมาสวมใส่เยี่ยงนี้...เจ้าต้องการยั่วยวนให้องค์ชายรองหลงใหลในตัวเจ้าหรืออย่างไร!”
“ท่านจะบ้าหรือไง! ทำไมต้องไม่พอใจและอารมณ์เสียขนาดนี้ด้วยฮะ!” เมี่ยวหลิงตวาดกลับอย่างดุเดือด
“องค์ชายรูปงามคนนั้นน่ะ เค้ามีน้ำใจเห็นข้าหนาวจนตัวสั่นเลยถอดเสื้อคลุมผืนนี้มาให้ ข้าหิว ข้าหนาว เค้าก็หวังดีจะพาไปกินข้าว! มีแต่ท่านนั่นแหละที่บ้าอำนาจ ลากข้าออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา!”
คำยกยอที่นางมีให้แก่น้องชายต่างมารดาว่า ‘องค์ชายรูปงาม’ และ ‘มีน้ำใจ’ ยิ่งเหมือนเป็นการเติมน้ำมันลงบนกองเพลิงริษยาในอกขององค์รัชทายาทหนุ่มให้ระเบิดออก
“หุบปาก! ข้าสั่งให้เจ้าถอดมันออก!”
“ไม่ถอด! ข้าหนาว!” เมี่ยวหลิงส่ายหน้า กอดผ้าคลุมแน่น
“ถ้าเจ้าไม่ถอด ข้าจะถอดให้เอง!”
จูเซวียนหรงไม่พูดเปล่า พระองค์เอื้อมมือเข้ากระชากผ้าคลุมขนสัตว์หรูหราผืนนั้นออกจากลาดไหล่บางของเมี่ยวหลิงอย่างแรงด้วยพระหัตถ์อันสั่นเทา ก่อนจะเปิดหน้าต่างรถม้าแล้วโยนผ้าคลุมผืนนั้นทิ้งออกไปเบื้องนอกทันทีอย่างไร้เยื่อใย!
ทางด้านนอกรถม้า...‘เสี่ยวหลาน’ สาวใช้คนสนิท และ ‘เจี้ยน’ องครักษ์มือขวาที่กำลังขี่ม้าคนละตัวตามประกบข้างรถม้า ต่างพากันสะดุ้งสุดตัว นัยน์ตาเบิกกว้างมองผ้าคลุมราคาแพงลิ่วขององค์ชายรองที่ปลิวละลิ่วตกไปบนพื้นฝุ่นริมทางด้วยความตกใจอย่างถึงที่สุด พวกเขาไม่เคยเห็นองค์รัชทายาทผู้สุขุมลุ่มลึกเกิดอาการ ‘ตบะแตก’ เพราะสตรีคนไหนขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ภายในรถม้า เมี่ยวหลิงมองตามผ้าคลุมที่หายไปต่อหน้าต่อตา ความโมโหพุ่งขึ้นฉับพลันจนหน้าแดงก่ำ
“ไอ้คนบ้า! เผด็จการ! จิตใจคับแคบชะมัด!”
เมี่ยวหลิงโวยวายลั่น เธอรีบรุดตรงไปยังประตูรถม้าทันที เพื่อต้องการหลีกหนีจากชายเผด็จการตรงหน้า
“ข้าไม่อยู่กับท่านแล้ว! จอดรถเดี๋ยวนี้! ข้าจะลงไปเก็บเสื้อคลุม แล้วจะเดินกลับไปหาองค์ชายรอง ดีกว่าอยู่กับคนบ้าประสาทอย่างท่าน!”
“เจ้ากล้าพูดคำว่ากลับไปจูอวี่เฉินต่อหน้าข้าเยี่ยงนั้นเชียวหรือ?!”
เพลิงริษยาและอารมณ์หึงหวงขั้นสุดบดบังเหตุผลทุกอย่างไปจนสิ้น จูเซวียนหรงกระชากร่างระหงของเสิ่นเมี่ยวหลิงเข้ามาปะทะแผงอกหนาแน่นของพระองค์อย่างรุนแรง เมี่ยวหลิงตื่นตระหนกพยายามจะอ้าปากด่าทอขัดขืนต่อ ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
ริมฝีปากหยักลึกอันร้อนผ่าวขององค์รัชทายาทหนุ่มก็ฉกวูบลงมาบดจูบปิดปากบางของเธอทันทีเพื่อสั่งสอนและปิดเสียงไม่อยากให้นางเอ่ยคำที่ทำให้พระองค์คลั่งอีก!
“อื้อออ!...”
ดวงตากลมโตของเมี่ยวหลิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและช็อกหนักมาก ร่างกายของเธอนิ่งค้างแข็งทื่อราวกับถูกสาป มัสยาในโลกปัจจุบันขยันทำงานสู้ชีวิตจนไม่เคยมีเวลาสนใจเรื่องความรัก จูบแรกในชีวิตของเธอถูกพรากไปโดยองค์ชายโบราณผู้เอาแต่ใจคนนี้อย่างกะทันหันไม่ทันตั้งตัว สัมผัสแรกนั้นเต็มไปด้วยความดุดันและเอาแต่ใจจากอารมณ์โกรธ
ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ความดุดันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อน หนักหน่วง และซาบซ่านอย่างลึกซึ้งเมื่อจูเซวียนหรงเริ่มลืมตัว พระองค์บดเบียดริมฝีปากอวบอิ่มสีเชอร์รี่สุกนั้นอย่างหิวกระหาย เรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปพัวพันตักตวงความหวานละมุนภายในโพรงปากของเด็กสาวอย่างหนักหน่วง กลิ่นอายอันหอมสะอาดของเด็กสาวยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดิบในกายบุรุษเพศให้ตื่นตัวสั่นสะท้าน
รสจูบเนิ่นนานผ่านไปหลายนาที จากความรุนแรงเริ่มเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลซาบซ่านระคนเร่าร้อนลึกซึ้งที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนสมองของเมี่ยวหลิงเริ่มขาวโพลน ร่างกายบอบบางเริ่มอ่อนระทวยเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสแปลกใหม่ที่ชวนให้หัวใจเต้นระเบิด มือหนาของจูเซวียนหรงที่เคยโอบรัดเอวบางเริ่มไม่อยู่นิ่ง พระองค์ขยับลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างระหงอ้อนแอ้นที่เปียกปอน ผ่านส่วนโค้งเว้าอันได้สัดส่วนอย่างลุ่มหลงจนลืมพระองค์
ทว่า...ในจังหวะที่ฝ่ามือร้อนผ่าวขยับลูบไล้ผ่านขึ้นมาถึงเนินอกอวบหยุ่น ความเย็นเยียบของเนื้อผ้าที่แนบผิวและความรุกรานที่มากเกินไปก็จุดชนวนสติของมัสยาให้ฟื้นคืนกลับมาทันที!
‘เฮ้ย! นี่มันลวนลามกันแล้ว!’
เมี่ยวหลิงพยายามรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี ผลักแผงอกแกร่งของจูเซวียนหรงออกอย่างสุดกำลังจนพระองค์ผงะถอยหลัง และโดยที่องค์รัชทายาทหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือบางก็ตวัดฟาดเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาด้านซ้ายอย่างจัง!
เพียะ!!!
เสียงฝ่ามือตบหน้าฉาบใหญ่ดังก้องกังวานสะท้อนออกไปนอกรถม้าอย่างชัดเจน จนเสี่ยวหลานและเจี้ยนที่ขี่ม้าอยู่ด้านนอกถึงกับสะดุ้งสุดตัว หันมามองหน้ากันด้วยความเลิกลักและเสียวสันหลังวาบ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสถานการณ์ข้างในรถม้านั้นดุเดือดและอันตรายขนาดไหน
จูเซวียนหรงหน้านิ่งหันไปตามแรงตบ ความเจ็บแปลบที่ข้างแก้มซ้ายบวกกับแรงอารมณ์เมื่อครู่ทำให้พระองค์ได้สติฟื้นคืนมา นัยน์ตาคู่คมกริบจดจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าที่บัดนี้ยืนหอบหายใจสะอื้น ริมฝีปากบวมเจ่อแดงก่ำจากการบดจูบอันยาวนาน
“เจ้า...”
จูเซวียนหรงเอ่ยเสียงรอดไรฟัน พยายามเก็บกักอารมณ์สั่นไหวหวั่นใจลึกๆ
“อย่าทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก...ไม่อย่างนั้น บทลงโทษครั้งต่อไปจะหนักหนากว่านี้มาก นัก!”
คำเตือนคาดโทษแฝงไปด้วยความแหบพร่าประดุจจะตราประทับความหมายอันลึกซึ้ง
เมี่ยวหลิงไม่ตอบโต้ใดๆ อีกต่อไป เธอนั่งทรุดกายลงที่มุมรถม้า ขยับตัวซุกเข้าหาซอกมุมเงียบๆ ขาเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นกอดเข่าเอาไว้แน่น ใบหน้าสะสวยก้มลงจนชิด อ้าปากหอบหายใจนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาไปตลอดทาง
ทว่าภายในใจของสาวไทยสู้ชีวิตข้ามมิตินั้นกลับไม่ได้สงบนิ่งเหมือนท่าทาง รอบกายของเธอคล้ายยังมีกลิ่นอายกายสาวและสัมผัสอันเร่าร้อนขององค์รัชทายาทอบอวลอยู่ หัวใจดวงน้อยสั่นแรงถี่ระรัว และเกิดความหวั่นไหวแปลกๆ ลึกซึ้งชวนให้ว้าวุ่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต...
.............................
ความมืดมิดคืบคลานเข้าปกคลุมตำหนักคุนหนิงอันเป็นที่ประทับขององค์ฮองเฮาผู้ทรงอำนาจเหนือวังหลัง ภายในห้องบรรทมอันหรูหราที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานราคาแพงลอยละล่อง แสงเทียนวับแวมส่องกระทบดวงหน้างดงามทว่าบัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาล พระนางเพิ่งได้รับรายงานจากองครักษ์เงาที่ส่งไปติดตามความเคลื่อนไหวขององค์รัชทายาทกลางตลาดหลวง“แผนการบูชายันต์เด็กสาวล้มเหลวไม่เป็นท่า หากไม่เป็นเพราะจูเซวียนหรงส่งคนมาลอบขัดขวาง ยามนี้มันยังบังอาจพาสตรีนางนั้นไปเดินชูคอสำรวจฝั่งน้ำในตลาดอีกด้วย!”ฮองเฮาตบโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังสนั่น นัยน์ตาคู่งามฉายประกายเหี้ยมเกรียมระคนไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด“ข้าเริ่มรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก แผนการใหญ่คืบหน้าไปไม่ถึงไหนก็มีมารผจญอย่างองค์รัชทายาทมาคอยขัดขวางรั้งก้าวอยู่ร่ำไป หากปล่อยไว้เช่นนี้ บัลลังก์มังกรจะตกเป็นของบุตรชายข้าได้อย่างไร!”‘เสนาบดีเว่ย’ ที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดเบื้องหลังม่านไหม คลี่รอยยิ้มเยือกเย็นแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ลึกล้ำอันน่าสะพรึงกลัว กำลังก้าวเท้าออกมาข้างหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงกระซิบของอสรพิษ“ฮองเฮาโปรดทรงพระทัยเย็น
ขบวนเดินทางลับของ ‘จูเซวียนหรง’ เคลื่อนตัวลัดเลาะผ่านแนวป่าทึบและโขดหินสูงชัน มุ่งหน้าสู่พิกัดชายขอบแม่น้ำสายใหญ่ที่ทอดยาวเป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงแผ่นดิน ทว่าในจังหวะที่ขบวนม้าศึกกำลังจะก้าวพ้นชายป่า สัญชาตญาณอันเฉียบคมของ ‘เจี้ยน’ และ ‘หมิงอวี่’ ก็ทำงานประสาทขึ้นพร้อมกัน หูของม้าศึกขยับลู่ ลมหายใจแผ่วเบาของบุรุษลึกลับที่ซ่อนตัวตามพุ่มไม้ไม่อาจเล็ดลอดการจับตาฟึ่บ! พลั่ก! เคร้ง!“มีผู้ลอบโจมตี! คุ้มกันองค์รัชทายาท!”เสียงของเจี้ยนตวาดลั่น พร้อมกับกลุ่มชายชุดพรางกายสีเข้มเกือบสิบนายที่พุ่งตัวลงมาจากด้านบน ชักกระบี่สั้นเข้าจู่โจมขบวนลับทันที ทหารเกราะเหล็กแฝงตัวรีบชักดาบเข้าปะทะอย่างดุเดือด เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นระคนเสียงม้าศึกแผดร้องโกลาหล ทหารฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นคนของ ‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ที่ถูกส่งมาลอบสังเกตการณ์พยายามพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางทว่า...ท่ามกลางมหาสงครามย่อยๆ ที่ดาบปลิวว่อนและโลหะเชือดเฉือน มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ ที่นั่งอยู่ข้างหน้าบนหลังม้าตัวเดียวกับองค์รัชทายาท กลับนั่งตาปริบๆ มองดูภาพการต่อสู้ตรงหน้าด้วยความนิ่งเฉยอย่างเหลือเชื่อ ไม่มีแม้แต่แววตาตื่นตร
แสงเทียนภายในห้องทรงอักษรวูบไหวตามสายลมหนาวที่พัดรอดเข้ามาทางช่องหน้าต่าง หลังจากผ่านพ้นค่ำคืนอันเหนื่อยล้าจนเสื้อผ้าแห้งสนิท บัดนี้ความเงียบงันถูกเข้าแทนที่ด้วยเสียงขยับพู่กันจีนและกระดาษเซวียนจื่อ ‘จูเซวียนหรง’ ประทับนั่งนิ่ง ใบหน้าคมคายเคร่งขรึมทอดสายตามองสตรีเบื้องหน้าที่เพิ่งผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนัก บัดนี้แววตาดื้อรั้นของ ‘มัสยา’ ในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิงกลับคืนมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง“ในเมื่อเจ้าอ้อนวอนขอกลับบ้านเกิด ข้าก็สัญญาว่าจะไม่ตระบัดสัตย์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ“ทว่าเงื่อนไขข้อพิสูจน์ที่เจ้าต้องทำเพื่อยืนยันว่ามิใช่คนของฮองเฮา คือเจ้าต้องวางแผนเปิดร้านค้าและทำมาค้าขายเพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตเสบียงในภัยแล้งครั้งนี้ ข้าต้องการให้เครือข่ายของเจ้าเป็นหูเป็นตาและกระจายข้าวปลาแก่ราษฎรโดยไม่ผ่านการควบคุมของเสนาบดีเว่ย ยามนี้เข้าสู่เหมันตฤดู ดินฟ้าอากาศแห้งแล้งจนเพาะปลูกสิ่งใดไม่ได้ เจ้าที่อ้างว่ามาจากอนาคตจะทำเยี่ยงไร”มัสยายกยิ้มกริ่ม สมองระดับนักศึกษาโบราณคดีที่แม่นยำเรื่องอารยธรรมเกษตรกรรมพรั่งพรูความคิดออกมาทันที“เพาะปลูกในฤดูหนาวน่ะไม่ใช่เรื่องยากหรอกท่าน ปัญหาคือพวกท่าน
สายน้ำในสระหลวงแตกพรายเป็นระลอกคลื่นเมื่อร่างสูงใหญ่ของ ‘จูเซวียนหรง’ ทะยานพุ่งเข้าชาร์จรวบตัวสตรีในชุดองครักษ์บุรุษเอาไว้ได้จากทางด้านหลัง มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ พยายามสะบัดกายว่ายน้ำหนีสุดชีวิต ทว่าแรงอันน้อยนิดของสตรีหรือจะสู้พละกำลังมหาศาลของบุรุษผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชน วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กรัดรอบเอวบางของเด็กสาวเอาไว้แน่นหนา ก่อนจะพาร่างของทั้งสองแหวกพ้นเหนือน้ำ ทะยานขึ้นสู่ฝั่งหินอ่อนอย่างรวดเร็ว“ปล่อยนะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”ทันทีที่แผ่นหลังแตะพื้นหินอ่อน มัสยาที่เนื้อตัวเปียกปอนก็เดือดดาลอย่างที่สุด ความโกรธและความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาสองวันเต็มระเบิดออกมาจนหมดสิ้น ทรงผลักอกหนาแกร่งขององค์รัชทายาทออกอย่างแรง ก่อนจะตะโกนต่อว่าพระองค์เป็นการใหญ่โดยไม่สนหัวโขนหรืออาญาสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น“ทำไมท่านไม่ปล่อยข้าไปฮะ! จะตามจับข้าไว้ทำไมกันเนี่ย ข้าบอกแล้วไงว่าข้าต้องการกลับบ้านเกิด! ข้าไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เลยสักนิด!”หยดน้ำตาที่ผสมปนเปไปกับหยาดน้ำในสระหลวงเริ่มไหลอาบแก้มเนียนอมชมพู มัสยาเริ่มร้องไห้สะอื้นออกมาจนตัวโยนด้วยความอ้างว้างโดดเดี่ยว“อยู่ที่นี่มีแต่คนบ้าเอะอะก็จะตัดห
แสงเงินแสงทองแรกแห่งวันใหม่ค่อยๆ โผล่พ้นผ่านขอบฟ้าบดบังความมืดมิดของราตรี แสงอรุณทอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาภายในห้องนอนอันอบอุ่นของจวนลับทหารหลวง ทว่าสตรีที่ควรจะนอนหลับอุตุด้านบนเตียงอย่าง ‘มัสยา’ ในร่างของเด็กสาวที่ชื่อ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ กลับลุกขึ้นมานั่งเบิกตากว้างตื่นแต่เช้าตรู่ด้วยจิตใจที่จดจ่ออยู่กับแผนการใหญ่ที่แอบวางไว้เมื่อคืนเด็กสาวรีบลุกขึ้นยืน พลางเหลือบมองชุดกระโปรงจีบม้าและเสื้อไหมยาวรุ่มร่ามของสตรีโบราณที่วางพาดอยู่บนตั่งไม้ด้วยความขัดใจในอก‘ไม่ได้การละ...ขืนฉันใส่ชุดกระโปรงบ้าหอบฟางนี่กระโดดลงไปในน้ำ เนื้อผ้าหนาๆ หนักๆ พวกนี้ต้องอมน้ำแล้วถ่วงน้ำหนักจนฉันจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งชัวร์ คราวนี้แหละได้ตายจริงแถมไม่ได้กลับบ้านเกิดแน่ๆ ยัยมัสเอ๊ย!’สมองอันชาญฉลาดคัดค้านทันควัน เธอต้องหาชุดที่กระชับ รัดกุม และคล่องตัวกว่านี้“เสี่ยวหลาน! เข้ามาข้างในหน่อย”มัสยาเอ่ยปากเรียกสาวใช้ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องทันทีเมื่อเสี่ยวหลานก้าวเข้ามาในห้องเพื่อเตรียมจะปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า มัสยาก็สร้างเรื่องหลอกล่อสาวใช้ทันที“เสี่ยวหลาน พี่สาวคนดี...ไปหาชุดบุรุษแบบเดียวกับที่พวกพี่ๆ องค์รักษ
ทันทีที่รถม้าหรูหราของตำหนักรัชทายาทหยุดนิ่งลงภายในอาณาเขตของจวนลับอันเงียบสงบ ร่างสูงใหญ่ของ ‘จูเซวียนหรง’ ก็ก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่ยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายอันหนักหน่วง ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรยังคงนิ่งขรึม ทว่านัยน์ตาพญาเหยี่ยวกลับวูบไหวด้วยร่องรอยของอารมณ์บางอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นบนรถม้า พระองค์ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสตรีที่นั่งคุดคู้สูญเสียจิตวิญญาณอยู่ภายในรถ แต่รีบสืบเท้าก้าวตรงไปยังห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ทันที‘เจี้ยน’ องครักษ์มือขวาคนสนิทก้าวตามหลังมาติดๆ ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความสงสัยระคนกังวล เจี้ยนเติบโตและฝึกฝนวิชาการต่อสู้ร่วมกับองค์รัชทายาทมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองจึงไม่ใช่เพียงแค่เจ้านายกับสุนัขรับใช้ แต่เปรียบเสมือนพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายที่รู้ไส้รู้พุงกันดีที่สุดเมื่อประตูห้องทรงอักษรปิดลงอย่างมิดชิด เจี้ยนจึงตัดสินใจเอ่ยปากถามในสิ่งที่ค้างคาใจทันที“ทูลองค์รัชทายาท...กระหม่อมมีเรื่องเคลือบแคลงใจยิ่งนัก เหตุใดเมื่อครู่บนรถม้า พระองค์ถึงได้...ทรงขาดสติกระทำการเช่นนั้นกับแม่นางเสิ่นพ่ะย่ะค่ะ?”คำถามตรงไปตรงมาของมือขวาทำเอาจอกชาในพระหัตถ์ของจู







