LOGINแสงอรุณวันใหม่สาดส่องขับไล่เมฆทมิฬและพายุฝนโปรยปรายที่เคยปกคลุมเหนือผืนฟ้าพระราชวังหลวงต้องห้ามให้มลายหายสิ้นไปจนหมด เสียงสะท้อนของคมดาบและเสียงร่ำไห้โหยหวนของข้าหลวงทรราชสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ภายใต้การนำทัพขององครักษ์เงาพยัคฆ์ทมิฬจากแดนเหนือบวกรวมกับความเฉียบขาดของกองกำลังองค์รักษ์เกราะดำ
.
.
ที่ลานกว้างหน้าท้องพระโรงใหญ่...
‘เสนาบดีเว่ย’ และ ‘ฮองเฮา’ ในชุดไหมหรูหราที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบโลหิต ถูกควบคุมตัวพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนาเพื่อนำตัวไปรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกฎมณเฑียรบาลในข้อหากบฏลอบปลงพระชนม์โอรสสวรรค์ แววตาอันละโมบโลภมากของทั้งสองดับมอดลง เหลือเพียงความสิ้นหวังลนลานยามเมื่อก้าวเท้ามุ่งตรงสู่ลานประหาร
.
.
ในเวลาเดียวกัน...
ณ พระตำหนักกวางหมิง...ฮ่องเต้องค์เก่าผู้ประชวรเรื้อรังมานานปี ทรงได้สติคืนกลับมาเป็นเวลาสั้นๆ ราวปาฏิหาริย์จากโอสถระงับพิษของท่านอาจารย์หลี่ นัยน์ตาชราอันฝ้าฟางกวาดมอง ‘จูเซวียนหรง’ บุตรชายสายเลือดมังกรแท้จริงเพียงคนเดียวที่ทรุดกายคุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทม ฝ่าพระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปประทับลงบนบ่าแกร่งของรัชทายาทหนุ่มที่กำลังจะถูกสถาปณาขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป พลางเอ่ยสุรเสียงแหบพร่าทว่าเปี่ยมไปด้วยความโล่งพระทัยลึกซึ้ง
“เซวียนหรง...บุตรของข้า...เจ้าทำได้ดีนัก บัดนี้แผ่นดินของต้าหมิงปลอดภัยเพราะปัญญาของเจ้า...และสตรีแปลกประหลาดผู้นั้น พ่อขอมอบตราหยกมังกรตัวจริงและสิทธิ์เด็ดขาดนี้ให้แก่เจ้า...จงปกครองราษฎรด้วยความชอบธรรมเถิดบุตรข้า...”
สิ้นสุรเสียงโอรสสวรรค์องค์เก่า เพียงไม่นาน พระองค์ก็ทรงหลับพระเนตรลงและเสด็จสวรรคตไปอย่างสงบสุขท่ามกลางเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยของข้าราชบริพาร
.
.
สามวันต่อมา...
พิธีสถาปนาขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ใหม่ถูกจัดขึ้นอย่างอลังการยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ
เสียงแตรเขาสัตว์และกลองศึกรบดังก้องกังวานกึกก้องไปทั่ววังหลวง จูเซวียนหรงในฉลองพระองค์มังกรห้าเล็บสีทองอร่ามฉูดฉาดงดงามประทับยืนสง่างามอยู่เหนือแท่นพิธีสูงสุด ทรงประกาศราชโองการอุ้มชูแผ่นดินและกระจายเสบียงบรรเทาภัยแล้งแก่ราษฎรอย่างชอบธรรม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีทรงพระเจริญดังก้องฟ้าของขุนนางนับร้อยและราษฎรนับหมื่นที่คุกเข่าหมอบพื้นก้มศีรษะให้แก่จักรพรรดิองค์ใหม่
และในมุมหนึ่งของพลับพลาประทับชั้นใน ‘มัสยา’ ในร่างเสิ่นเมี่ยวหลิง และคู่หูเพื่อนรักอย่าง ‘กล้วยตาก’ ในชุดข้าหลวงสตรีโบราณเนื้อดี ยืนเคียงข้างมองดูความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้นด้วยดวงตาสั่นไหว
“มัส...แกดูสิ หล่อวัวตายควายล้มของจริงว่ะ”
กล้วยตากกระซิบชื่นชมองค์ฮ่องเต้องค์ใหม่พลางดึงทึ้งชายเสื้อเพื่อนรัก นัยน์ตาเบิกกว้างทึ่งในความอลังการและความหล่อเหลาของฮ่องเต้หนุ่ม
“องค์รัชทายาทในซีรีส์จีนเรื่องโปรดของแก บัดนี้กลายเป็นฮ่องเต้ตัวเป็นๆ ที่มีอำนาจล้นฟ้าไปแล้วนะแก อืม...แกทำสำเร็จแล้วนะมัส แผนลวงมังกรของแกช่วยชีวิตคนไว้ตั้งเท่าไหร่!”
มัสยายิ้มทั้งน้ำตา ทว่าดวงตากลมโตคู่สวยที่จดจ้องมองแผ่นหลังกว้างสง่างามของจูเซวียนหรงกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างในส่วนลึกของจิตใจ
“อืม...ก็จริงนะ...คงสำเร็จแล้วแหละยัยตาก ปลอดภัยกันหมดทุกคนแล้ว...ฉันดีใจจังเลย อย่างน้อยฉันก็พอจะมีประโยชน์ในโลกโบราณแห่งนี้ ความคลั่งซีรีส์ของฉัน มันช่วยได้เยอะเลยนะ”
.
.
ยามค่ำคืนดึกสงัด...
ฟ้าหลังฝนแผ่กลิ่นอายอันเงียบสงบอบอุ่น ภายในห้องบรรทมมังกรส่วนพระองค์ แสงเทียนสีนวลวับแวมส่องกระทบเครื่องเรือนไม้แกะสลักหรูหรา จูเซวียนหรงที่เพิ่งเสร็จสิ้นพระราชพิธีอันเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน สืบเท้าก้าวเดินเข้ามาด้านในอย่างเงียบเชียบ ทันทีที่พระองค์เห็นร่างระหงของมัสยายืนกอดอกทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง พระองค์ก็มิอาจสะกดกลั้นกระแสความรักโหยหาในดวงใจได้อีกต่อไป
วรกายสูงใหญ่หนาแน่นถลันเข้าประชิดจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งตวัดโอบรัดรั้งร่างอวบอิ่มระหงของมัสยาเข้ามาแนบชิดติดแผงอกหนาแน่นของพระองค์ทันทีอย่างแสนรักหวงแหน!
“อุ้ย! ท่าน...ฝ่าบาท! ปล่อยข้านะเพคะ ยามนี้ท่านเป็นฮ่องเต้แล้วนะ บังอาจมาฉวยโอกาสกอดรัดสตรีธรรมดาเยี่ยงนี้ได้ยังไง!”
มัสยาตื่นตระหนกขยับดิ้นพล่าน หน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู
“ข้ามิปล่อย...”
จูเซวียนหรงเอ่ยสุรเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า พลางซุกพระพักตร์หล่อเหลาลงเบียดชิดข้างแก้มเนียนนุ่มละเอียดอมชมพูของนางอันเป็นที่รักอย่างลึกซึ้ง
“ต่อให้ข้าเป็นโอรสสวรรค์ มีอำนาจล้นฟ้าเหนือผู้ใดในใต้หล้า...ทว่ายามอยู่ต่อหน้าเจ้า ข้าก็ยังคงเป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่ตกเป็นทาสรักในปัญญาและดวงใจของเจ้าเท่านั้น เสิ่นเมี่ยวหลิง...ข้าขอขอบใจเจ้า ขอบคุณปัญญาและสมองอนาคตของเจ้าที่ช่วยกู้ราชบัลลังก์มังกรและแผ่นดินนี้ไว้ให้แก่ข้า”
มัสยาชะงักกึก สัมผัสอุ่นร้อนระคนแววตาพญาเหยี่ยวที่ทอดมองมาด้วยกระแสความคลั่งรักหนักหน่วงและจริงใจปิดไม่มิด ทำเอาหัวใจดวงน้อยของเธอสั่นสะท้าน เต้นรัวแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก
จูเซวียนหรงขยับร่างจับมือน้อยสองข้างขึ้นมากุมไว้แน่น แววตาของพระองค์ฉายประกายแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
“คืนพิษราคะครั้งนั้น...ข้ากระทำรุนแรงฝังรอยช้ำชอกจนเนื้อมลทินของเจ้าต้องแปดเปื้อน ข้าจำได้มิเคยลืม ยามนี้ฟ้าหลังฝนแล้ว ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติและชีวิตของจักรพรรดิแห่งต้าหมิง...ข้าจะล้างมลทินเรื่องราวบาดหมางทั้งหมด และจะออกราชโองการตบแต่งตั้งสถาปนาเจ้าขึ้นเป็น ‘ฮองเฮาคู่บัลลังก์มังกร’ เคียงข้างข้าอย่างสมเกียรติยศสูงสุดที่สตรีทั้งแผ่นดินต้องก้มหัวกราบไหว้! เจ้า...ยอมตกลงเป็นฮองเฮาของข้าหรือไม่ เมี่ยวหลิง?”
คำสารภาพรักและคำขอแต่งงานอันอลังการลึกซึ้งเยี่ยงนั้น ควรจะทำให้สตรีทั้งใต้หล้าดีใจจนสิ้นสติ ทว่ามัสยากลับนิ่งเงียบไปทันควัน ดวงหน้างดงามล่มเมืองหม่นแสงลง นัยน์ตากลมโตสั่นระรัวด้วยความกังวลใจและรอยแผลปริศนาที่ยังคงคาใจเธออยู่ล้นอก
“ฝ่าบาท...” มัสยาเอ่ยเสียงแผ่วเบาพลางเบือนหน้าหลบสายตาคมคาย
“หม่อมฉันขอบพระคุณในความรักและเกียรติยศที่ท่านมอบให้...แต่ว่า ภายในใจของข้า ยามนี้กลับมีปมปริศนาเรื่องการมาของข้าที่ยังไม่ชัดเจนเลยสักนิด ข้ามาจากโลกอนาคต ข้าตกน้ำข้ามมิติมาอยู่ที่นี่ดั่งเรื่องตลกของโชคชะตา...แล้วถ้าเกิดวันหนึ่ง สวรรค์เกิดเล่นตลกกับข้าและท่านอีกเล่าเพคะ? ถ้าอยู่ดีๆ พรุ่งนี้วิญญาณของข้าหลุดลอย*วาร์ปกลับคืนสู่โลกปัจจุบัน หรือสวรรค์กระชากร่างของข้าให้หายวับไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่มีวันกลับมาอีก...แล้วถึงเวลานั้น องค์รัชทายาท...เออ ฮ่องเต้เยี่ยงท่าน จะทำเช่นไรเพคะ? ท่านจะมิเสียใจหรืออย่างไร?”
คำถามบีบคั้นอารมณ์และสะท้อนความจริงอันน่าหวาดกลัว ทำเอาวงแขนแกร่งของจูเซวียนหรงยิ่งกระชับร่างอวบอิ่มแน่นเข้าหากายหนากว่าเก่า พระองค์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสั่นไหวของนางด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคลั่งรักดื้อดึงกร้าวดุดันขีดสุด
“หากวันใดสวรรค์นั้นกล้าเล่นตลกกระชากตัวเจ้าไปจากข้าจริง...” จูเซวียนหรงแค่นเสียงเฉียบขาด สุรเสียงทรงอำนาจสั่นสะท้านไปด้วยกระแสความเด็ดเดี่ยว
“ข้า...จูเซวียนหรง ผู้นี้ ขอสาบานต่อฟ้าดิน! ข้าจะละทิ้งราชบัลลังก์มังกร ทิ้งแผ่นดินต้าหมิง ทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ทุกชิ้น แล้วข้าจะกระโดดดิ่งลงสู่สระน้ำหลวง หรือแม่น้ำเจ้าพระยาอะไรตามที่เจ้าอ้าง! ข้าจะตามล่าดำดิ่งสืบหาดวงวิญญาณของเจ้าข้ามภพข้ามชาติข้ามโลกอนาคตไปทุกแห่งหน! ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ข้าก็จะกระชากตัวเจ้ากลับคืนสู่อ้อมกอดของข้าให้จงได้! เจ้าได้ยินชัดเจนหรือไม่...เสิ่นเมี่ยวหลิง เจ้าไม่มีวันหนีข้าพ้นหรอก!”
คำประกาศกร้าวราวกับคนคลั่งรักหนักหน่วงและเผด็จการทว่าลึกซึ้งกินใจแบบนั้น ทำเอาขอบตาของมัสยาร้อนผ่าว น้ำตาไหลรื้นออกมาด้วยความซาบซึ้งใจสั่นสะท้าน เธอทำได้เพียงทุบแผงอกหนาแกร่งของเขาไปเบาๆ เพื่อแก้เขินอาย
“คนบ้าอำนาจ! เผด็จการข้ามมิติจริงๆ เลยท่านเนี่ย! ขู่ฟ่อๆ ขู่เก่งชะมัด!”
จูเซวียนหรงคลี่รอยยิ้มละมุนตาสง่างาม ประคองดวงหน้างดงามล่มเมืองเข้ามาใกล้ ก่อนจะก้มลงมอบรสจูบอันนุ่มนวล ซาบซ่าน และเต็มไปด้วยความผูกพันลึกซึ้งสัญญารักใต้แสงเทียนสีทองสลัว ปิดฉากราตรีแห่งการผลัดแผ่นดินด้วยไออุ่นแห่งความหวังชั่วนิรันดร์!
............................
กดหัวใจ คอมเมนท์ = หนึ่งกำลังใจนะคะ ฝากกดติดตาม เพิ่มเข้าชั้น และรับแจ้งเตือนตอนใหม่ เรื่องใหม่ค่ะ ทรายแมว : เขียน
แสงอรุณวันใหม่สาดส่องขับไล่เมฆทมิฬและพายุฝนโปรยปรายที่เคยปกคลุมเหนือผืนฟ้าพระราชวังหลวงต้องห้ามให้มลายหายสิ้นไปจนหมด เสียงสะท้อนของคมดาบและเสียงร่ำไห้โหยหวนของข้าหลวงทรราชสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ภายใต้การนำทัพขององครักษ์เงาพยัคฆ์ทมิฬจากแดนเหนือบวกรวมกับความเฉียบขาดของกองกำลังองค์รักษ์เกราะดำ..ที่ลานกว้างหน้าท้องพระโรงใหญ่... ‘เสนาบดีเว่ย’ และ ‘ฮองเฮา’ ในชุดไหมหรูหราที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นและคราบโลหิต ถูกควบคุมตัวพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนาเพื่อนำตัวไปรับโทษทัณฑ์สูงสุดตามกฎมณเฑียรบาลในข้อหากบฏลอบปลงพระชนม์โอรสสวรรค์ แววตาอันละโมบโลภมากของทั้งสองดับมอดลง เหลือเพียงความสิ้นหวังลนลานยามเมื่อก้าวเท้ามุ่งตรงสู่ลานประหาร..ในเวลาเดียวกัน...ณ พระตำหนักกวางหมิง...ฮ่องเต้องค์เก่าผู้ประชวรเรื้อรังมานานปี ทรงได้สติคืนกลับมาเป็นเวลาสั้นๆ ราวปาฏิหาริย์จากโอสถระงับพิษของท่านอาจารย์หลี่ นัยน์ตาชราอันฝ้าฟางกวาดมอง ‘จูเซวียนหรง’ บุตรชายสายเลือดมังกรแท้จริงเพียงคนเดียวที่ทรุดกายคุกเข่าอยู่ข้างแท่นบรรทม ฝ่าพระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปประทับลงบนบ่าแกร่งของรัชทายาทหนุ่มที่กำลังจะถูกสถาปณา
เสียงฝีเท้าย่ำหนักและเสียงเสื้อเกราะเหล็กกระทบกันดังกังวานกระหึ่มมาจากภายนอกท้องพระโรง บานประตูศิลาขนาดยักษ์ถูกพังทลายออกอย่างรุนแรงตามแผนสำรองของขุนนางทรราช‘องค์ชายรอง จูอวี่เฉิน’ ควบม้าศึกสีนิลทะยานนำกองทัพทหารรักษาพระองค์ส่วนที่เหลือบุกเข้ามากลางสภาไต่สวน ทหารข้าหลวงชักดาบกวัดแกว่งไกวส่งเสียงกู่ร้องก้องลานพิธีเพื่อเตรียมฆ่าล้างบางและโยนความผิดกบฏปลงพระชนม์ให้แก่รัชทายาท“เสด็จพี่! แผนการลวงมังกรสลับฉากของท่านสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้แล้ว!”จูอวี่เฉินตวาดลั่น นัยน์ตาพญาหงส์ลุกโชนด้วยเพลิงริษยาและโทสะหมายมั่นจะเด็ดหัวพี่ชาย“ยามนี้ข้านำกองกำลังมาปราบกบฏชั่วช้าที่บังอาจวางยาพิษเสด็จพ่อและข่มขู่เสด็จแม่! ทหาร! ล้อมท้องพระโรงไว้จับกุมคนฝ่ายรัชทายาทให้หมด!”ฮองเฮาและเสนาบดีเว่ยคลี่รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมสะใจล้นอกเมื่อเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม...ทว่า...โชคชะตามิได้เข้าข้างคนชั่วช้าเสมอไป!ปัง! ปัง! ปัง!ก่อนที่กำลังพลของจูอวี่เฉินจะทันได้รุกฆาตล้อมโถงพิธี ประตูทางเข้าทุกทิศทางและหน้าต่างรอบท้องพระโรงใหญ่กลับถูกปิดกระแทกลงอย่างรัดกุมพร้อมกัน พร้อมกับการปรากฏตัวของกองกำลัง ‘หน่วยองครักษ์เงาดำพยัคฆ์
เสียงกลองสัญญาณยามสามดังก้องกังวานสะท้อนฝ่าม่านหมอกเหมันตฤดูอันเหน็บหนาว บานประตูวังหลวงเหล็กกล้าขนาดยักษ์ค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ ‘จูเซวียนหรง’ องค์รัชทายาทหนุ่มผู้มีพระพักตร์หล่อเหลาราวเทพบุตร ทว่าบัดนี้กลับนิ่งขรึมและฉายประกายเด็ดเดี่ยวเด็ดขาด...พระองค์ยอมให้ทหารรักษาพระองค์ฝ่ายองค์ฮองเฮาเข้าล้อมรอบและพันธนาการพระวรกายอันกำยำแข็งแกร่งด้วยโซ่ตรวนเหล็กเส้นหนา ท่วงท่าก้าวเดินส้นเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังก้องกังวานสะท้อนทั่วท้องพระโรง ซึ่งพระองค์ยอมทำตามเกมกลลวงมังกรสลับฉากที่สตรีนางในดวงใจได้วางไว้ล่วงหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัวใดๆทันทีที่องค์รัชทายาทก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงใหญ่กวางหมิง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนางนับร้อยก็ดังเซ็งแซ่ ‘ฮองเฮา’ ที่ประทับอยู่บนแท่นบัลลังก์มังกร และ ‘เสนาบดีเว่ย’ ที่ยืนกุมเชิงอยู่ด้านข้าง ต่างพากันเหยียดยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาด้วยความลำพองใจล้นอกเมื่อเห็นเสือป่าบาดเจ็บตกอยู่ในหลุมพราง“จูเซวียนหรง! เจ้าคนอกตัญญูชั่วช้า!” ฮองเฮาแผดสุรเสียงตวาดลั่นชี้พระหัตถ์มาทางองค์รัชทายาท“เจ้าวางยาพิษปลงพระชนม์เสด็จพ่อของเจ้าจนประชวรปางตาย ทั้งยังริอ่านนำกองกำลั
สายลมหนาวซัดสาดฝุ่นละอองกระจายไปทั่วหน้าประตูวังหลวงค่ายทหาร บรรยากาศยามราตรีกาลชวนให้สั่นสะท้าน ทว่าความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเกือกม้าศึกนับสิบตัวที่ควบตะบึงฝ่าม่านหมอกมาด้วยความเร็วสูง...ร่างสูงใหญ่กำยำของ ‘จูเซวียนหรง’ ประทับอยู่บนหลังม้าศึกสีทมิฬ นัยน์ตาคู่คมประดุจพญาเหยี่ยวฉายประกายกร้าวดุดันแกมกังวลพระทัย ทว่าในวินาทีที่แสงคบเพลิงส่องกระทบเงาร่างระหงของสองสตรีที่ควบม้าสวนทางมาตรงประตูค่าย...หัวใจขององค์รัชทายาทหนุ่มก็กระตุกวาบ!“เมี่ยวหลิง!...”สุรเสียงทุ้มต่ำอุทานลั่นด้วยความตื่นตะลึงระคนยินดีขีดสุด จูเซวียนหรงไม่รอช้าขยับกระชากบังเหียนม้าให้หยุดนิ่ง ก่อนจะเหวี่ยงวรกายลงจากหลังม้าอย่างดุดัน ทรงรีบพุ่งพรวดทะยานเข้าหาตัวสตรีอันเป็นที่รักทันทีที่นางกำลังจะลงจากหลังม้า วงแขนแกร่งดุจคีมเหล็กตวัดรวบกอดรัดตรึงเรือนร่างอวบอิ่มระหงของ ‘มัสยา’ เข้ามาแนบชิดกับแผงอกหนาของพระองค์ด้วยความคิดถึงคนึงหาและคลั่งรักหวงแหนจนสั่นสะท้านไปทั้งพระวรกายราวกับกลัวว่านางจะหายวับไปจากชีวิตอีกครา!“อุ้ย! ท่าน...องค์รัชทายาท ปะ-ปล่อยข้าก่อน! ข้าหายใจไม่ออกแล้ว!”มัสยาโวยวายอู้อี้พยายามทุบแผงอกรัชทา
สายลมหนาวหวีดหวิวซัดสาดฝุ่นละอองกระจายไปทั่วหล้า ยามนี้...กลางตลาดหมู่บ้านสามัญชนอันคึกคัก ‘มัสยา’ ในร่างของเสิ่นเมี่ยวหลิง และ ‘กล้วยตาก’ กำลังช่วยกันจัดเตรียมโต๊ะไม้และเตาถ่านหมายจะตั้งแผงลอยค้าขายด้วยเงินทุนก้อนแรกที่ได้จากการขายเครื่องประดับหยก...ทว่า...ในจังหวะที่มัสยากำลังก้มผูกผ้ากันเปื้อนอยู่นั้น เสียงเกือกม้าศึกฝ่าฝูงชนก็ดังระทึกขึ้น ก่อนที่ร่างในชุดอำพรางของกลุ่มองครักษ์เกราะดำสายตรงขององค์รัชทายาทจะกระโดดลงจากหลังม้าแล้วตรงดิ่งเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้ามัสยาทันที“แม่นางเสิ่น! ในที่สุดพวกกระหม่อมก็พบตัวท่านแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”หัวหน้านายทหารม้าเร็วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีล้นอก ใบหน้ากรำแดดเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคลมัสยาชะงักกึก นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างด้วยความระแวง รีบก้าวขาถอยหลังไปหลบเบื้องหลังกล้วยตากทันที“เฮ้ย! พวกพี่ๆ องครักษ์เกราะดำ! จะตามมาจับฉันกลับไปรับโทษที่หนีออกมาอีกรึไงฮะ! ข้าบอกแล้วไง ว่าข้าไม่อยากจะกลับไปวังหลวงอีกแล้ว”“หามิได้พ่ะย่ะค่ะแม่นางเสิ่น!”นายทหารรีบประสานมือทูลลนลาน“ยามที่องค์รัชทายาททรงทราบความว่าท่านแอบหลบหนีออกจากตำหนักอัปสรขององค์ชายรองได้สำเร็จ พระอง
สายลมหนาวพัดโบกสะบัดจนใบไผ่แห้งร่วงกราวลงบนพื้นดิน สองฝีเท้าของหญิงสับวิ่งไม่คิดชีวิตจนกระทั่งแสงแดดรำไรเริ่มสาดส่องเผยให้เห็นหลังคาบ้านเรือนดินเผาเบื้องหน้า มัสยาในร่างของ ‘เสิ่นเมี่ยวหลิง’ และ ‘กล้วยตาก’ หอบหายใจแฮ่ก ลากสังขารที่เปื้อนฝุ่นพ้นแนวป่าไผ่เข้าสู่เขตตลาดหมู่บ้านสามัญชนชายขอบเมืองหลวงได้สำเร็จ เสียงพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายผ้าและผักป่าดังก้องช่วยให้สองสาวรู้สึกถึงไออุ่นของโลกมนุษย์อีกครั้ง“ฮัดเช่ย! มัส...หยุดก่อน ฉันไม่ไหวแล้ว ขาฉันเปลี้ยเหมือนเส้นขนมจีนต้มเละแล้วเนี่ย!”กล้วยตากร้องโวยวาย พลางทรุดตัวลงนั่งยองๆ บนขอบแคร่หินริมทาง มือบางกุมหน้าอกที่สั่นกระเพื่อม“หนีพ้นแล้วใช่ไหมแก? แล้วนับจากนี้พวกเราจะเอายังไงต่อ เงินสักแดงติดตัวมาก็ไม่มี ข้าวของที่จิ๊กมาจากบ้านตายายเมื่อกี้ก็กินประทังได้แค่มื้อเดียวเองนะแก”มัสยายืนเท้าสะเอวหอบหายใจดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองแผงค้าขายรอบกายอย่างใช้ความคิด สมองอันชาญฉลาดและพรสวรรค์หัวการค้าอันดับหนึ่งเริ่มทำงานทันที เธอเอื้อมมือขึ้นไปคลำที่มวยผมและลำคอระหง ก่อนจะคลี่รอยยิ้มกริ่มออกมาด้วยความดีใจที่ตนเองและเพื่อนหาทางออกได้แล้ว“แกอย่าเพิ่งเครียดเลย







