LOGINมาถึงตอนนี้ ลลิตาก็จับสังเกตได้หลายๆ เรื่องแล้ว ข้อแรกคือที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย ข้อสอง ตอนนี้ไม่ใช่ยุค 2025 แต่เป็นจีนยุคโบราณช่วงราชวงศ์ไหนสักราชวงศ์ เด็กโข่งไม่เก่งประวัติศาสตร์ได้แต่น้ำตาตกใน ไม่เข้าใจว่าหนีแผ่นดินไหวอยู่ดีๆ ทำไมถึงโผล่มาที่นี่ได้
หรือว่าเราตายไปแล้ว?
ลลิตาก้มดูสำรวจตัวเอง จับเนื้อจับตัวก็พบว่าไม่มีอะไรบุบสลาย เหมือนมาโผล่ที่นี่แบบดื้อๆ ไม่มีสัญญาณบ่งชี้อะไรสักนิด
“เอ่อ... ฉันชื่อลลิตาค่ะ ไม่ทราบว่า...”
“นางพูดอะไร ฟังไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
“นั่นสิ โถ…เด็กน้อย ดูสิ ตากลมแป๋วเชียว~” เสียงหวานยานคางดังขึ้นจากหญิงสาวที่ดูอายุมากกว่าคนอื่น
“นางพูดภาษาเราไม่ได้สินะ?” อีกคนลองเอ่ยช้าๆ พลางแตะคางตัวเองครุ่นคิด ลลิตากะพริบตาปริบๆ พยายามจับความหมายจากภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่สิ่งเดียวที่เธอเข้าใจคือทุกคนไม่ได้คิดร้ายกับเธอ ออกจะตื่นเต้นเพราะนานๆ ทีหอหยกเขียวจะมีเรื่องน่าสนุก
“ขนาดตัวเองชื่ออะไร ยังตอบไม่ได้เลย”
“เอ๊ะ หรือว่านางเสียความทรงจำ”
“เจ้าก็พูดไป นางแค่ไม่เข้าใจที่เราพูดเท่านั้นเอง”
"เจ้าเข้าใจที่พวกข้าพูดหรือไม่?" เหม่ยเหม่ยโน้มตัวเข้าไปใกล้พลางลองถาม แต่ลลิตาเพียงกระพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง
"ดูท่าจะไม่เข้าใจเลย" เซียงฮวาผู้เป็นคณิกาตัวเด่นที่สุดของหอ หัวเราะเบาๆ นางนั่งไขว่ห้างพลางใช้พัดเคาะลงบนฝ่ามือตนเอง "เอาอย่างนี้แล้วกัน ตั้งชื่อให้เจ้าก่อนดีหรือไม่? จะได้เรียกขานกันง่ายขึ้น"
"ใช่ๆ เรียกแต่ 'นางคนนั้น' หรือ 'เจ้าเด็กใหม่' ก็ดูใจร้ายไปหน่อย" เหม่ยเหม่ยพยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย นางเหลือบมองหญิงสาวที่ยังคงกะพริบตาอย่างงุนงงแล้วเอียงคอครุ่นคิด "เจ้าเป็นคนแปลกหน้าที่โผล่มาในหอนางโลมของพวกเรา งั้นข้าขอตั้งชื่อว่า 'เสี่ยวมี่' ดีหรือไม่? หมายถึงเด็กหลงทางน่ะ!"
“ไม่เอา น้องสาวช่างบอบบาง น่ารักแบบนี้ เรียกว่าหยางเสวี่ยดีไหม? (หิมะอ่อนโยน)”
“ไม่ดี ๆ นางน่ารักขนาดนี้ ต้องชื่อเสี่ยวเป่า (สมบัติน้อย) ต่างหาก!”
“พวกเจ้าคิดอะไรอยู่? ชื่อนั่นมันเหมือนหมาน้อยเลยนะ!” ซิงซิงแค่นเสียงพลางเบะปาก "ข้าว่านางดูเหมือนลูกแมวหลงทางมากกว่านะ เรียก 'เสี่ยวเหมียว' ดีไหม?"
"เหมียวพี่เจ้าสิ!" เหม่ยเหม่ยหัวเราะแล้วตีแขนซิงซิงเบาๆ
“ถ้างั้น…ลี่เซียง (หอมงาม) ล่ะ? หรือไป๋หนิง (ขาวบริสุทธิ์) ดี?”
เสียงเสนอชื่อต่างๆ ดังเซ็งแซ่ ลลิตาหันมองซ้ายทีขวาที พยายามทำความเข้าใจ พยายามบอกชื่อตัวเองว่าชื่อลลิตา แต่เพียงครู่เดียวก็หูอื้อตาลาย พวกพี่สาวพูดรัวเร็ว แย่งกันพูดแถมพูดกันคนละสำเนียง ยิ่งฟังยิ่งมึนเหลือเกิน!
แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางวง
“หลันลี่ฮวา (บุปผางามดุจกล้วยไม้) เป็นอย่างไร?”
ลลิตาเงยหน้าขึ้น หันไปโดยไม่รู้เหตุผล ดวงตาเป็นประกายก่อนหันไปยิ้มกว้างให้ทุกคน "โอ๊ะ ดูเหมือนเจ้าจะชอบชื่อนี้นะ!" เหม่ยเหม่ยอุทาน
"ลี่ฮวา? เจ้าชอบชื่อนี้หรือ?" เซียงฮวาถามพลางยิ้มอ่อนโยน
ลลิตาพยักหน้าหงึกๆ อย่างกระตือรือร้น ชื่อนี้ใกล้เคียงกับชื่อลลิตาที่สุดแล้ว ใบหน้าของลลิตาประดับด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มเล็กๆ ที่ข้างแก้ม คณิกาทั้งหลายเมื่อเห็นก็พลันหลุดหัวเราะกันยกใหญ่
“โอ๊ะ! ดูสิ นางยิ้มให้ชื่อนี้ล่ะ!”
“แปลว่าเจ้าชอบสินะ? ต่อไปนี้ เจ้าก็ชื่อ หลันลี่ฮวา นะ!”
หญิงสาวทั้งหลายพากันหัวเราะขบขัน ก่อนเข้ามารุมล้อมราวกับเจอของเล่นถูกใจ บางคนดึงมือเธอไปจับแก้มเบาๆ บางคนจับแขนเขย่าไปมา
“เด็กดี นับจากนี้ไปเจ้าคือหลันลี่ฮวาของพวกพี่ๆ แล้ว!”
“มอมแมมเหลือเกิน หาเสื้อผ้าให้นางใหม่ดีกว่า ในตู้ของข้ายังพอมีชุดอยู่ มันคับแล้ว เอาให้นางไปก็แล้วกัน”
หลังจากตั้งชื่อเรียบร้อย พี่สาวทั้งหลายก็พากันช่วยหาชุดใหม่ให้ลลิตา... เอ่อ ไม่สิ ต้องเรียกว่าหลันลี่ฮวาแล้ว หญิงสาวร่างสูงโปร่งหยิบเสื้อแพรบางๆ สีตุ่นๆ ออกมาแล้วเลิกคิ้ว “ตัวนี้ดีไหม?”
“ไม่ได้! ดูผิวขาว ๆ ของนางสิ ใส่แล้วซีดไปหมด”
“ถ้างั้นตัวนี้ล่ะ?” อีกคนยื่นเสื้อสีฟ้าอ่อนปักลายดอกบัวให้
“พอได้นะ แต่ข้าคิดว่าเสื้อสีเขียวมรกตจะขับผิวมากกว่า!”
หลันลี่ฮวาถูกดึงไปดึงมา ปล่อยให้พวกพี่ๆ ช่วยกันเลือกเสื้อผ้าให้ เธอพยายามจะปฏิเสธ แต่พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเข้าใจอยู่ดี
ชีวิตที่ไม่มีภาษานี่มันลำบากจริง ๆ!
ไม่นานนัก เสื้อผ้ามากมายถูกนำมากองอยู่ตรงหน้า แต่ละชุดดูหรูหรากว่าที่ลลิตาเคยแตะต้อง เสื้อผ้าในยุคนี้มีชั้นซ้อนซับกว่าเสื้อกับกางเกงของเธอมาก
"เจ้าสวมชุดพวกนี้เองได้หรือไม่?" เหม่ยเหม่ยลองถาม ผายมือคะยั้นคะยอ
ลลิตากะพริบตาปริบๆ มองดูแขนเสื้อกว้างแล้วหันไปมองเสื้อคลุมยาว พยายามทำความเข้าใจว่าต้องเริ่มจากตรงไหนก่อน แต่มันซับซ้อนจนสุดท้าย ลลิตาพยายามลองสวม ดึงสายตรงนั้นผูกตรงนี้ สุดท้ายได้แต่ยิ้มแหยๆ และส่ายหน้าช้าๆ เพื่อบอกว่าใส่ไม่เป็น
"ข้าเดาไว้แล้วว่าเจ้าคงทำเองไม่ได้ ฮ่าๆ มาเถอะ พวกเราจะช่วยแต่งตัวให้เจ้าเอง" เซียงฮวาหัวเราะแล้วดึงนางให้ยืนขึ้น
เหล่านางคณิกาช่วยกันจับแขนนาง ลากไปที่หน้ากระจกทองเหลือง ก่อนจะช่วยกันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลลิตา เธอรู้สึกเหมือนตุ๊กตากระดาษที่ถูกจับแต่งตัว ด้านหนึ่งก็เขินอายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ได้แต่ปล่อยให้พวกนางจัดการกันไป
ซิงซิงยืนกอดอกพลางมองด้วยสายตาเย้ย ๆ "แม้แต่ใส่เสื้อผ้ายังทำไม่ได้ นี่เจ้ามาจากบ้านนอกแห่งหนไหนกันแน่?"
"ซิงซิง อย่าไปว่านางเลย ดูสิ นางเหมือนกระต่ายตื่นตูมไปหมดแล้ว" เซียงฮวาปรามก่อนจะยิ้มปลอบโยนให้ลลิตา "ไม่ต้องกังวลนะลี่ฮวา อยู่ที่นี่เดี๋ยวเจ้าก็จะเรียนรู้ได้เอง พวกเราอยู่กันเหมือนพี่น้อง ไม่มีใครทิ้งใครหรอก"
น้ำเสียงอ่อนโยนของเซียงฮวาทำให้ลลิตารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด แม้ว่านางจะยังฟังภาษาไม่ได้ทั้งหมด แต่ความอ่อนโยนของหญิงสาวตรงหน้าก็ทำให้นางรู้สึกว่าอย่างน้อย เธอก็ยังไม่โดดเดี่ยวเสียทีเดียว
ระหว่างที่กำลังแต่งตัวให้ แม่เล้าก็ให้เด็กมาตามพี่สาวแสนสวยไปรับแขกทีละคน สองคน ลลิตามองตามหลังไปเห็นลูกค้าท่าทางกลัดมันโอบเอวลูบคลำเนื้อตัวพวกนาง ลลิตาก็เริ่มปะติดปะต่อได้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน ก็จะมีสักกี่แห่งเล่าที่มีสาวๆ แต่งตัวแทบเปลือยเปล่ารวมตัวกันอยู่มากมายแบบนี้
อา... นางเอกเรื่องอื่นทะลุมิติเข้าวัง ไม่ก็ทะลุมิติมาเจอพระเอกหล่อๆ แต่ชะตาของหนูทะลุมิติมาอยู่ซ่อง วาสนาของเราจริงๆ
หลังจากเลือกชุดเสร็จแล้ว คณิกาผมสีน้ำตาลเข้มที่ชื่อเหม่ยเหม่ยก็ตักข้าวให้กิน ก่อนออกเสียงช้า ๆ
“หมี่ฟ่าน ข้าว”
หลันลี่ฮวากะพริบตาปริบๆ มองพี่สาวอีกคนที่ถือเหยือกน้ำขึ้นมา
“สุ่ย น้ำ”
อ๋อ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทุกคนพยายามสอนภาษาให้!
“อี้…เอ้อ…ซาน…” พี่สาวหุ่นอวบอั๋นที่ชื่อเซียงฮวาพยายามชูนิ้วทีละนิ้ว “หนึ่ง…สอง…สาม…”
ลลิตาอ้าปากพยายามออกเสียงตาม “อี้…เอ๋อ…ซาม…?”
“ฮ่าๆๆ นางพูดผิดไปหมดแล้ว!”
เสียงหัวเราะดังลั่นห้อง แต่ไม่มีใครรังเกียจหรือเยาะเย้ย กลับพากันยิ้มอย่างเอ็นดู พร้อมลูบศีรษะเธอเบาๆ
หลันลี่ฮวาแม้จะยังสับสนกับสถานการณ์ทั้งหมด แต่ก็พยายามเรียนรู้ ค่อยๆ ปรับตัว พอกินข้าวอิ่มแล้วก็เริ่มมีแรงฮึด จะอยู่วังหรืออยู่ซ่อง ถ้าใจเราเบิร์นนิ่งก็ไม่มีอะไรต้องกลัว สู้ว้อย!!
กระทั่งวันเวลาผ่านไปสามปีจะว่าเร็วก็เร็ว จะว่าช้าก็ช้า... ลลิตานั่งมองมือของตนเองที่เปื้อนกลิ่นสมุนไพรและน้ำมันหอม พลางหลับตาลงอย่างเงียบงัน มีจดหมายที่ท่านชายอวิ๋นหลงเขียนมาอวดว่าลูกชายคนที่สองจากเมียคนที่สามคลอดแล้ว จดหมายนั้นเต็มไปด้วยมิตรภาพถึงน้องสาวอย่างลลิตา ทำให้เธอหลุดยิ้มได้ทุกครั้งที่ได้อ่านจดหมายของท่านชายส่วนเซียวอ๋อง...ตั้งแต่วันนั้น... ทั้งเธอและเซียวอ๋องต่างก็ไม่เคยพบหน้ากันอีก แต่ก็พอได้ยินข่าวคราวของพระองค์อยู่เนืองๆ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางที่ไม่มีวันบรรจบ ลลิตาเข้าใจดีหลายวันต่อมาเซียวอ๋องนั่งบนชั้นสองของภัตตาคาร อยู่ห่างจากร้านชิงเหอฟางที่ลลิตาเปิดสาขาอยู่ในย่านพลุกพล่านของเมืองหลวง เขาสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ นั่งมองร้านเครื่องสำอางของลลิตาอย่างเหม่อลอยลลิตาสวยโดดเด่นท่ามกลางฝูงชนที่เดินไปมาผ่านหน้าร้านเสมอ เธอดูสุขสบายดี ทำงานคล่องแคล่ว ค้าขายจนกลายเป็นมหาเศรษฐีนีที่แม้แต่ขุนนางยังต้องเกรงใจ และเป็นแม่หญิงที่เผยแพร่ความรู้จนการทำเครื่องสำอางแพร่หลาย กลายเป็นสิน
ลลิตาเห็นแววตาที่กลับมามีประกายเหล่านั้น เธอจึงเริ่มต่อยอดธุรกิจ ให้พวกอดีตคณิกาสามารถนำสินค้าไปขายต่อได้ โดยแบ่งกำไรจากยอดขายอย่างเป็นธรรม หลายคนเริ่มเก็บเงินได้พอที่จะกลับบ้านเกิด ไปตั้งตัวใหม่ในฐานะแม่ค้าบางคนขายเก่งจนร่ำรวย เปิดร้านของตนเอง และกลายเป็นเครือข่ายกระจายสินค้าของลลิตาทั่วทั้งแคว้นจากห้องเล็กๆ หลังร้าน กลายเป็นศูนย์ส่งสินค้าจากพี่สาวไม่กี่คน กลายเป็นชุมชนของหญิงสาวที่ลุกขึ้นยืนด้วยสองเท้าชื่อของ “หลันลี่ฮวา” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของหญิงคณิกาที่เคยงดงามในหอหยกเขียวอีกต่อไปแต่มันกลายเป็น สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ถูกกล่าวถึงสินค้าเธอโด่งดังไปถึงต่างแคว้นลลิตาไม่เพียงขายเครื่องสำอาง แต่เธอขายความหวัง และศักดิ์ศรีที่ถูกพรากไปจากผู้หญิงจำนวนมาก ให้กลับคืนมาในรูปแบบที่ไม่มีใครกล้าลบล้างได้อีกต่อไป---------------ซิงซิงได้เป็นคนโปรดของท่านขุนนางอยู่ประมาณครึ่งปี ความรุ่งโรจน์ของนางก็อยู่ได้ไม่นาน ขุนนางคนนั้นมีความเบื่อหน่ายเร็วพอๆ ก
“ข้าทำให้ท่านอ๋องผิดหวังแล้ว... ตั้งแต่วันนั้น ข้าก็ไม่ได้พบท่านอ๋องอีกเลยเจ้าค่ะ”“เอาเถอะ ข้าเชื่อว่าเขาเองก็คิดถึงเจ้าไม่แพ้ข้าแน่นอน หากมีโอกาสข้าจะแวะมาเยี่ยมเจ้า ขอให้เจ้าโชคดี ลี่ฮวา หากฟ้าลิขิตให้เราพบกันอีกครั้ง ข้าหวังว่าจะได้เห็นเจ้าที่ยิ้มจากหัวใจให้ข้า ไม่ใช่เพราะต้องฝืน”“ฮิๆ นั่นเขาเรียกว่ายิ้มการค้าเจ้าค่ะ ริจะเป็นแม่ค้าแล้วจะไม่ยิ้มได้อย่างไร”“เถียงเก่งนัก หากต้องการให้ข้าช่วยเหลือก็จงติดต่อไป อย่าได้ลังเล”“ข้าจะพยายามไม่ให้มีวันนั้นเจ้าค่ะ”“เขียนจดหมายหาข้าบ้าง อย่าได้เงียบหายไป อย่างน้อยข้าได้สบายใจว่าเจ้าสุขสบายดี” เขาดีดนิ้วใส่หน้าผาก ก่อนจะหันหลังจากไปอย่างเงียบงัน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมของชา และคำพูดสุดท้ายที่ยังอ้อยอิ่งในอากาศ ลลิตาออกไปโบกมือส่งหลังจากไถ่ตัวเองออกจากหอหยกเขียว ลลิตารู้ดีว่าผู้หญิงอย่างเธอในยุคนี้ไม่มีทางรอด หากไม่ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเมื่อเริ่มจากร้านเสริมสวยเล็กๆ ข้างตลาดในย่านกลางเมือง
บทส่งท้ายหลังจากตัดสินใจแน่วแน่ ลลิตาก็ไถ่ตัวเองออกจากหอหยกเขียวด้วยเงินที่สะสมมาในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา พวกรุ่นพี่ในหอหยกเขียวต่างร้องห่มร้องไห้ อวยพรให้เธอโชคดี จะมีก็แต่ซิงซิงที่ปรบมือดีใจลลิตาเลือกเช่าห้องเล็กๆ ริมถนนสายหนึ่งในเมือง และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นร้านเสริมสวยสำหรับสตรี ไม่ใช่แค่แต่งหน้าแต่งผม แต่เป็นสถานที่ที่ผู้หญิงธรรมดาจะได้รู้สึกว่างาม งดงามอย่างที่พวกเธอเป็นร้านเล็กๆ บนถนนรองซึ่งเคยเงียบเหงา บัดนี้กลับกลายเป็นที่สะดุดตาของผู้คน ป้ายไม้ที่เขียนว่า “ชิงเหอฟาง” หรือ ห้องงามสงบ แขวนไว้หน้าร้าน มีภาพดอกเหมยเบ่งบานเคียงคำว่า “เสริมงามให้ใจ งามได้ไม่ว่าชนชั้น”ลลิตาในชุดผ้าฝ้ายเรียบแต่สะอาดสะอ้าน ผูกผมขึ้นสูงอย่างคล่องแคล่ว กำลังใช้แปรงถ่านไม้แต่งคิ้วให้หญิงชราเจ้าของร้านเย็บผ้าข้างๆ“เพียงปรับปลายคิ้วขึ้นหน่อย ท่านก็จะดูสดใสขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”หญิงชราส่องกระจกทองเหลืองก่อนจะหัวเราะเสียงใส &
รูเสียวบีบรัดแน่น กระตุกรัดเป็นจังหวะอย่างเสียวซ่าน ทำเอาท่านชายอวิ๋นหลงแหงนศีรษะผงะหงาย กล้ามเนื้อทุกมัดเครียดเกร็งถี่ร้อน การเคลื่อนไหวเร่งร้อนเมามันส์“จะแตกแล้ว อ๊าๆๆ”“อ๊าๆๆ อะโอ้ววว ตะ...แตกแล้ว อา... น้ำแตกออกมาเต็มเลย”พรวดดดด....น้ำกามพุ่งออกมาพร้อมๆ กันทั้งสองคน ราดรดเปรอะเต็มเนื้อตัวร้อนระอุ ลลิตาหอบหายใจแรงและร้องครางกระเส่าออกมาอีกครั้งเมื่อแท่งหยกร้อนๆ ทั้งสองแท่งนั้นค่อยๆ ถอนออกไป แต่อึดใจต่อมารูแฉะๆ ก็โดนสอดใส่เข้ามาซ้ำอีก“อา... เสียวดีจังเลย” ร่างบางกอดรัดเซียวอ๋องไว้พร้อมเงยหน้ารับจุมพิตจากท่านชายอวิ๋นหลง ขยับโยกไหวไปตามจังหวะเร่าร้อน จะเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ จวบจนฟ้าใกล้สาง...ลลิตานอนมองชายหนุ่มทั้งสองที่ต่างก็รอคำตอบจากปากเธอ ราวกับเธอเป็นของรางวัล แต่เธอ…ไม่ใช่ของรางวัลใครทั้งนั้น“เจ้าต้องให้คำตอบพวกเราได้แล้ว เจ้าจะเลือกใคร”พวกเขาต่างเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ดวงตาของหญิงสาวกลับสงบนิ่ง ลลิตาลุกขึ้นช้าๆ ก้าวมายืนระหว่างคนทั้งคู่ พลางกวาดตามองพวกเขาด้ว
“ซี้ดด อา... อูวว ปี้แรงๆ ซี้ดด อา... ซี้ดดดด เสียวจังเลย”รูเสียวแน่นปั๋งดูดกลืนแท่งหยกอวบๆ จนปลิ้น คายน้ำหวานอาบเยิ้ม กระแทกเข้าหากัน ช่างร้อนแรงจนท่านชายอวิ๋นหลงไม่อาจละสายตา ลลิตาน้อยครวญครางเสียงกระเส่า แอ่นกลีบให้ปี้อย่างร้อนแรง หัวนมสีชมพูพุ่งเสียดอากาศสั่นระริก“อ๊ะ อ๊าๆๆ อร๊างง ท่านอ๋อง ข้าเสียว”“อา... ปี้อร่อยดีจัง ตอดแรงกว่าเดิมอีก”“อ๊าๆๆ เสียวอ่า...”“แหน่ะ!”แม่เล้าสะดุ้งสุดตัว ยกมือปิดอกแล้วหันขวับไปด้านหลัง เจอเซียงฮวาและเหม่ยเหม่ยยืนยิ้มแป้น ราวกับกำลังจับได้คาหนังคาเขา“ท่านแม่ก็อยากรู้นี่นา~” เหม่ยเหม่ยว่าเสียงหวานยานคาง เซียงฮวาหัวเราะพรืดแม่เล้าหรี่ตาแล้วสะบัดพัดในมือปิดปาก ส่งสายตาค้อนปะหลับปะเหลือก “เงียบเลย! ข้าฟังเพราะต้องดูความปลอดภัยของลูกสาวในสังกัดต่างหาก!”“แน่ใจนะเจ้าคะว่าไม่ใช่เพราะอยากรู้ว่าลี่ฮวาจะเลือกใคร?”“ยังเลือกไม่ได้หรอก ดูเอาเองก็แล้วกัน”สอ
บทที่ 2 รับแขกอาชีพนางโลมที่ใครต่อใครคิดว่าต้อยต่ำ แท้จริงแล้วน่ายกย่องมากต่างหาก พวกนางต้องแสร้งยิ้ม สร้างความสุขและรองรับความใคร่ แม้ในวันที่เหนื่อยล้าและเจ็บปวด หลายคนถูกขายเข้าหอมาโดยไม่มีทางเลือก และไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้ เว้นแต่มีผู้มาไถ่ตัว และหนึ่งในคนที่ระทมอมทุกข์ที่สุดก็คือลลิตาทำง
หลังจากเลิกงาน แม่เล้ากำลังลงบัญชีส่วนแบ่งค่าตัวให้แต่ละคน แม่เล้าเอ่ยชมเหม่ยเหม่ยว่าทำงานได้ดี ลูกค้าฝากชมเชยมาให้ เหม่ยเหม่ยยิ้มดีใจ ส่วนซิงซิงเดินตรงไปหาเหม่ยเหม่ย พลางกระซิบเสียงเย็นชา“แต่งหน้าแบบนี้ไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก คืนหน้าก็คงกลับไปนั่งแห้งเหี่ยวเหมือนเดิม!”เหม่ยเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย ทำหน้
ที่ผ่านมาเธอทำงานจิปาถะเพื่อแลกข้าวกับที่นอน ถ้าจะหาเงินในหอนางโลมก็มีแค่วิธีเดียว...ลลิตามองไปที่กลุ่มแขกเหรื่อ แต่ละคนประคองสาวสวยนุ่งลมห่มฟ้า ทั้งกอดทั้งล้วง เสียงหัวเราะเจื้อยแจ้วของเหล่าคณิกาดังขึ้นเบาๆ ปะปนกับเสียงพิณและขลุ่ยที่ลอยผ่านม่านไหมโปร่ง เธอเห็นซิงซิงกำลังหัวเราะคิกคักอยู่กับแขกประ
“ต่อไปก็น้ำอุ่น”ลลิตาปาดเหงื่อ กว่าจะเก็บกวาดทำความสะอาดเสร็จ ก็ปาไปเกือบเที่ยง บ่าวจะนำอ่างน้ำอุ่นมาให้พวกคณิกาที่เพิ่งตื่นนอนล้างหน้าล้างตา จากนั้นพวกนางต้องจัดแต่งทรงผมและแต่งกายให้เรียบร้อย เพราะแม้จะอยู่ภายในหอ ก็ไม่อาจปล่อยตัวให้ดูโทรมได้ ลลิตาจะช่วยพวกบ่าวยกสำรับอาหาร เก็บล้าง กว่าจะเสร็จงา







