LOGIN
**คำเตือน**
-นิยายนามปากกา ศศิชา เป็นนิยาย PWP สำนวนอีโรติก -ไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี -เรื่องทุกเรื่องเป็นเรื่องแต่ง ไม่มีตัวละครอยู่จริงและแสดงถึงความกระหายด้านมืดของตัวละคร โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเสียงม่านแพรกระพือตามสายลมดังแผ่วเบา แสงเทียนสลัวส่องลอดผ่านผ้าสีแดงฉานที่ปกคลุมห้องไว้ กลิ่นกำยานหอมอบอวลชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในความฝัน ทว่าร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลักกลับรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งอยู่ในฝันร้ายเสียมากกว่า
ช่วยด้วย... ใครก็ได้ช่วยด้วย...
“ดูนางสิ โดนโจรปล้นมารึไงเนี่ย”
“รีบเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเร็วเข้า ไปเจออะไรมานะ ฝุ่นเปรอะเต็มตัวเลย”
เสียงพูดคุยจ่อกแจ่กดังรอบตัว ลลิตาอยากจะลืมตา อยากจะเปล่งเสียงออกมาแต่มันช่างยากลำบาก ทั้งปากทั้งจมูกมีฝุ่นผงติดเต็มไปหมด เนื้อตัวก็เจ็บแปลบ คันยิบๆ เมื่อมีคนช่วยเช็ดหน้าให้ ลลิตาถึงได้หายใจคล่องขึ้น
ลลิตาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทัศนียภาพตรงหน้าทำให้หัวใจเธอเต้นระรัว เธอไม่ได้อยู่ในห้องพักเล็กๆ ของอพาร์ตเมนต์ใจกลางเมืองอีกต่อไปแล้ว ผนังไม้หนาหนัก ฝ้าเพดานฉลุลวดลายแบบจีนแท้ ผ้าปูเตียงปักลวดลายวิจิตร และร่างของหญิงสาวหลายคนที่รายล้อมเธออยู่
"นางฟื้นแล้ว!" เสียงหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงถอนหายใจโล่งอกของใครหลายคน
หญิงสาวรอบตัวแต่งกายด้วยชุดแพรโปร่งบาง เนื้อผ้าแนบไปกับเรือนร่างเผยให้เห็นทรวดทรงงดงาม เส้นผมดำขลับม้วนเป็นทรงสูงปักปิ่นทองระยับ ทุกคนล้วนงดงามราวกับภาพวาด ทว่าดวงตาคู่งามเหล่านั้นฉายแววเข้มแข็ง ใช้ชีวิตผ่านโลกมาไม่น้อย
“ยังไม่ต้องรีบลุก นอนลงไปก่อนเถอะแม่หนู”
“โอย...” ลลิตาพยายามขยับตัว แต่ศีรษะปวดหนึบเหมือนถูกทุบด้วยก้อนหิน เธอพยายามเปล่งเสียง แต่สิ่งที่หลุดออกมากลับเป็นเสียงแหบพร่า
“เอ้าๆ ดื่มน้ำก่อนค่อยพูด”
พี่สาวคนสวยยื่นถ้วยน้ำให้ ลลิตาคว้าไปดื่มรวดเดียวจนหมด เธอต้องซัดน้ำไปเต็มๆ ถึงสามถ้วยใหญ่ๆ ถึงได้สดชื่นขึ้น
“ขอบคุณนะคะ ฉันนึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว”
"เอ๊ะ นางพูดอะไรน่ะ?" หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปมองสหายข้างกาย
"หรือว่านางจะมาจากต่างแดน " อีกคนกระซิบเบาๆ
ลลิตากะพริบตาปริบ ๆ ฟังไม่ออกเลยว่าคนพวกนี้พูดอะไร แต่จากน้ำเสียงและสีหน้า เธอเดาได้ว่ากำลังเป็นที่จับตามอง ลลิตามองไปรอบๆ ต่างฝ่ายต่างงุนงง เธอลองหลับตาแล้วลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ทุกอย่างรอบตัวดูแปลกไปหมด
ข้างตัว... มีผู้หญิงหลายคน ใบหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่เธอคุ้นตาในภาพวาดจากหนังสือที่เคยอ่าน เสียงพูดดังขึ้นรอบตัว แต่มันไม่เหมือนกับภาษาที่ลลิตารู้จักแม้แต่น้อย… หัวเธอร้อนจี๊ดไปหมด คำพูดของพวกนางเหมือนเสียงนกที่เธอไม่เคยได้ยิน เพราะทุกคำไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้เลย…
ลลิตาพยายามเอ่ยอะไรออกไป แต่มันก็ออกมาเป็นเสียงแปลกๆ ชวนให้ตกใจและไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดออกไป...
เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่ที่ไหน? แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
เกิดอะไรขึ้น? ที่นี่ที่ไหน? แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร
ความทรงจำสุดท้ายก็คือตอนที่เธอกำลังวิ่งหนีลงมาจากตึกที่กำลังสั่นไหวรุนแรง แผ่นดินไหว? หัวใจลลิตาคล้ายจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ มองไปที่ใบหน้าทุกใบที่หันมามอง พวกนางยิ้ม ทุกอย่างรอบตัวคืออะไรกัน? เธออยู่ที่ไหน?
ห้องพักนี้… เสื้อผ้า... ท่าทางของพวกนาง… ทุกอย่างดูโบราณ โบราณแต่ไม่เก่าโทรม เป็นโลกโบราณที่มีชีวิตจริงๆ ทุกสิ่งมันต่างไปจากชีวิตที่เธอรู้จักทั้งนั้น...
“ทะ... ที่นี่... ที่ไหนกัน?” ลลิตาถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง พวกนางทำหน้าประหลาดใจ และบางคนก็หัวเราะเบาๆ ลลิตาพยายามตั้งสติ แล้วรู้สึกถึงน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น เธอไม่ได้อยู่ในโลกของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ความกลัวเข้ามาแทนที่ ความสับสนและความกลัวท่วมท้นจนทำให้ลลิตารู้สึกเหมือนจะสูญเสียทุกสิ่งในชีวิต...
นางคนหนึ่งยิ้มให้ ยื่นมือออกมาอย่างอ่อนโยนแล้วพูดอะไรบางอย่างที่ลลิตาไม่เข้าใจ…
“ไม่ต้องกลัว เจ้าปลอดภัยแล้ว”
ลลิตาค่อยๆ ยิ้มตอบเป็นการขอบคุณ… พวกนางดูเหมือนจะไม่ทำร้ายอะไร... แต่ดูเหมือนจะแย่งกันพูดกันจนลลิตาตื่นตกใจ
“เจ้าชื่ออะไร มาจากที่ไหน”
“นั่นสิๆ จู่ๆ เจ้าก็หล่นตุบลงมาจากอากาศ เจ้าเป็นใครกัน”
“คงไม่ใช่ผีใช่มั้ย”
“เจ้าแต่งตัวดูแปลกๆ” พี่สาวคนหนึ่งสนใจบราเซียร์กับชุดนอนบางๆ ที่ลลิตาสวมติดตัว “การตัดเย็บแปลกแต่สวยดี ข้าจะลองตัดเย็บดูบ้าง”
“นางแต่งกายอวดเรือนร่างแบบนี้ คงจะอาชีพเดียวกันสินะ” เหล่าพี่สาวต่างหัวเราะคิกคัก ลลิตานั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกผ้านวมเนื้อนิ่ม ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบตัวด้วยความงุนงงสุดขีด รายล้อมรอบตัวเธอคือหญิงสาวสวยในชุดแพรพรรณบางเบา บ้างก็มีปิ่นทองปักผม บ้างก็มีพัดลายงดงามอยู่ในมือ อย่าบอกนะว่า... ที่นี่คือ...
“ที่นี่คือหอหยกเขียว หอนางโลมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง” หญิงชราแต่งกายหรูหราเดินแหวกทางเข้ามา นางหลุบตาจ้องมองลลิตาอย่างประเมินราคา เชยคางพลิกซ้ายพลิกขวาและพยักหน้าเบาๆ
“มอมแมมไปหน่อย แต่หน้าตาจิ้มลิ้มไม่น้อย มาจากสังกัดไหนล่ะนี่”
“โธ่ ท่านแม่ นางกำลังขวัญผวาอยู่นะ ข้าว่านางคงจะหนีมาแน่ สั่นเป็นลูกนกขนาดนี้ เราให้นางอยู่ที่นี่ไปก่อนเถอะนะ”
“ไม่ได้ๆ ถึงจะค้าขายเนื้อหนังของผู้หญิง แต่ข้าก็มีจรรยาบรรณ จะไปยึดตัวเด็กของสังกัดอื่นไว้ไม่ได้ หากมีคนมาตาม ข้าก็ต้องคืนนางไป”
“ไม่มีคนมาตามหรอกเจ้าค่ะ ข้าเห็นกับตาว่านางหล่นลงมาจากอากาศ ไม่มีใครเชื่อข้าสักคน”
“ก็เจ้าชอบเพ้อเจ้อน่ะสิ ฮิๆ” พวกสาวสวยต่างหยอกล้อกัน ส่งเสียงวี้ดว้าย แม่เล้าจึงต้องปราม
“อย่ามัวแต่เล่นกัน อีกประเดี๋ยวก็จะมีลูกค้าเข้ามาแล้ว รีบแยกย้ายไปเตรียมตัวซะ”
แม่เล้าดุใส่ เอาไม้เท้าตีสะโพกสาวๆ ให้แยกย้าย อย่าเอาแต่มุงดูเด็กหลง แต่พอแม่เล้าเดินออกไป พวกพี่สาวก็กลับมารวมตัวมุงที่เตียงของลลิตาตามเดิม
หลายเดือนต่อมา ข่าวลือเรื่องการหายตัวไปของจางถิงถิง ธิดาคนเล็กแห่งตระกูลจางก็เริ่มซาลงไป แต่แล้ว... เมืองหลวงก็ต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งด้วยข่าวที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าขบวนสมบัติอันวิจิตรตระการตาเคลื่อนผ่านถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลจาง ขบวนสมบัตินั้นนับมากองจนล้นหน้าจวน ทั้งผ้าไหมหายาก ทองคำแท่ง เครื่องประดับล้ำค่า และเครื่องเรือนแกะสลักอย่างประณีต ผู้คนในเมืองหลวงต่างฮือฮา ต่างสงสัยว่าใครกันที่กล้าทุ่มเททรัพย์สมบัติมากมายเพียงนี้รถม้าหรูหราที่สุดหยุดลงหน้าประตูจวน ท่านเสวียนหย่ง บุรุษผู้ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุดในแคว้น ก้าวลงมาจากรถม้าด้วยท่าทางสง่างามดุจเทพเซียน และยื่นมือไปประคองถิงถิง ผู้เป็นภรรยาให้ก้าวลงมาถิงถิงในชุดฮูหยินที่ปักด้วยด้ายทองคำ ดูงดงามและเปล่งประกายยิ่งนายท่านจางและฮูหยินจางออกมายืนต้อนรับด้วยความตื่นตะลึง ราวกับยังไม่สามารถเรียกสติกลับคืนมาได้ พวกเขาไม่คิดเลยว่าเจ้าขอทานตัวสกปรกคือบุรุษผู้ได้ชื่อว่ามั่งคั่งที่สุดในแคว้น"ท่านพี่..." ฮูหยินจางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ข้ายังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า... ขอทานผู้นั้นคือท่านเสวียนหย่ง""ถิงถิง... นางกล้าทิ้งทุกอย่าง
การเดินทางของถิงถิงดำเนินต่อไปอย่างยากลำบาก แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาผิวกายที่บอบบางของนางจนแดงก่ำ รองเท้าผ้าไหมที่นางสวมใส่เริ่มขาดวิ่นเพราะต้องเดินผ่านทางที่ขรุขระและเต็มไปด้วยก้อนกรวด นางรู้สึกกระหายน้ำและหิวโหย แต่ในใจของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นนางเดินตามร่องรอยสุดท้ายที่อาเหยาทิ้งไว้ จนกระทั่งมาถึงบริเวณที่เป็นเหมืองทองคำขนาดใหญ่ เสียงค้อนกระทบเหล็กและเสียงคนงานดังระงมไปทั่วบริเวณ แสงสะท้อนจากแร่ทองคำที่กองพะเนินอยู่ทำให้บริเวณนั้นดูสว่างไสวถิงถิงเห็นชายชราผู้หนึ่งกำลังยืนควบคุมดูแลคนงานอยู่ ชายชราผู้นั้นมีใบหน้าที่เปื้อนฝุ่น แต่ดวงตาของเขาส่องประกายแห่งความเฉลียวฉลาดและความมั่งคั่งถิงถิงเดินเข้าไปหาชายชราด้วยความอ่อนล้า"ท่านลุงเจ้าคะ" นางเอ่ยด้วยเสียงที่แหบแห้ง "ท่านเห็นขอทานที่ชื่ออาเหยาเดินผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ"ชายชรามองถิงถิงด้วยความสงสาร เขาหยิบน้ำเต้าที่บรรจุน้ำสะอาดส่งให้นาง"ดื่มน้ำก่อนเถิดคุณหนู" เขากล่าวอย่างใจดี ถิงถิงรับน้ำเต้ามาดื่มอย่างกระหาย เมื่อความชุ่มชื้นกลับคืนสู่ลำคอ นางก็ถามซ้ำอีกครั้ง"ท่านเห็นขอทานร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเคราครึ้มหรือไม่เจ้าคะ"
บทส่งท้ายอาเหยาทิ้งไว้เพียงร่องรอยที่เขาทำเครื่องหมายไว้บนพื้นดิน ถิงถิงต้องเดินทางเพียงลำพัง นางเดินตามสัญลักษณ์ง่ายๆ ที่ทำจากกิ่งไม้หรือก้อนหินที่วางเรียงกันเป็นรูปทรงแปลกตา นางเดินไปตามทางที่คดเคี้ยวและเปลี่ยวร้างนานหลายชั่วยาม แสงแดดเริ่มร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เสื้อผ้าที่เรียบง่ายของนางเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกายที่อ่อนแอของธิดาผู้สูงศักดิ์ นางไม่เคยต้องเดินไกลเช่นนี้มาก่อนในที่สุด นางก็มาถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งมีไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ต้นข้าวโพดสูงใหญ่เรียงรายเป็นระเบียบราวกับกองทัพสีเขียวขจีถิงถิงมองหาอาเหยา แต่ไม่พบร่องรอยของเขาอีกต่อไป นางรู้สึกสับสนและเริ่มหวาดหวั่นเล็กน้อยทันใดนั้น นางก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเดินตรวจตราอยู่ตามแนวไร่ ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านและดูภูมิฐาน แม้จะดูเป็นคนดูแลไร่ แต่ก็มีท่าทางน่าเคารพ ถิงถิงเดินเข้าไปหาชายผู้นั้นด้วยความอ่อนน้อม"ท่านลุงเจ้าคะ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน "ท่านเห็นขอทานรูปร่างสูงใหญ่ มีหนวดเคราเดินผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ"ชายผู้นั้นมองถิงถิงตั้ง
อาเหยาออกเดินนำไปโดยทิ้งเครื่องหมายบอกเอาไว้ เป็นสัญลักษณ์ง่ายๆ ที่ทำจากกิ่งไม้หรือก้อนหินที่วางเรียงกันเป็นรูปทรงแปลกตา ร่องรอยเหล่านั้นนำพานางออกนอกเขตเมืองหลวง เข้าสู่ชนบทที่กว้างใหญ่ไพศาล"จางถิงถิง! เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!"ถิงถิงหันกลับไปมองด้วยความตกใจ นางเห็น เยว่ซิน พี่สาวคนโต ลี่ฮวา พี่สาวคนรอง และ เหมยลี่ พี่สาวคนที่สาม กำลังเดินตรงมาหานางด้วยสีหน้าโกรธจัด"เจ้ากล้าดียังไงถึงหนีตามขอทานไป!" เยว่ซินตวาดเสียงดัง "เจ้าไม่รู้หรือว่าการกระทำของเจ้าจะทำให้ชื่อเสียงของตระกูลจางต้องเสื่อมเสียป่นปี้!""พวกเรากำลังจะแต่งงานกับคุณชายผู้สูงศักดิ์" ลี่ฮวาเสริมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ "หากเรื่องนี้แพร่ออกไป พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! เจ้าทำลายชีวิตของพวกเรา!""ข้า... ข้าขออภัยท่านพี่ทั้งสามเจ้าค่ะ" ถิงถิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "แต่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าไม่สามารถแต่งงานกับคนที่ข้าไม่ได้รักได้""รัก? เจ้าพูดถึงความรักกับขอทานสกปรกอย่างนั้นหรือ!" เหมยลี่หัวเราะเยาะอย่างดูถูก "เจ้ามันโง่เขลา! เจ้ามันต่ำทราม! เจ้ามันไม่คู่ควรที่จะเป็นธิดาของตระกูลจาง!"“แล้วไหนเล่า? ขอทานที่เจ้ารักน
ถิงถิงพยักหน้าช้าๆ ความเชื่อมั่นในดวงตาของอาเหยาได้สั่นคลอนความลังเลในใจของนางจนหมดสิ้นฮูหยินจางกำลังจิบชาอยู่ในเรือน เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากบ่าวรับใช้ นางก็แทบจะสำลักชา"อะไรนะ! ถิงถิงจะติดตามขอทานสกปรกผู้นั้นไปตามหาคู่ครองที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือ! นางเสียสติไปแล้วหรือ!" มารดาของนางตวาดเสียงดังด้วยความโกรธ นางเดินเข้ามาประจันหน้ากับบุตรสาวคนเล็ก"เจ้าเป็นธิดาของตระกูลจาง! เจ้าจะทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ไม่ได้! เจ้าจะเอาเกียรติยศของตระกูลไปทิ้งไว้ข้างถนนไม่ได้!" มารดาของนางยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและเด็ดขาด "ฟังข้าให้ดีนะถิงถิง... ยาจกตัวเหม็นจะไปรู้จักคนรวยๆ ได้อย่างไร เสวียนหย่งเป็นใคร ข้าไม่เคยได้ยินชื่อ หากเจ้าก้าวออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาอีก"คำขู่ของมารดาไม่ได้ทำให้ถิงถิงหวาดหวั่น นางเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน"ท่านแม่เจ้าคะ... หากความสุขของข้าคือการต้องก้าวออกจากบ้านหลังนี้ ข้าก็ยินดีที่จะไม่กลับมาอีก"ถิงถิงโค้งคำนับมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกจากเรือนไปอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่มีอะไรติดตัวไปแม
"หยุดเดี๋ยวนี้!"จางถิงถิงผู้มีจิตใจอ่อนโยนและบริสุทธิ์ดุจดอกบัวแรกแย้ม นางรีบวิ่งออกมาจากด้านใน เมื่อเห็นรอยแส้บนหลังของอาเหยาและสีหน้าเจ็บปวดของเขา นางก็รู้สึกสงสารจับใจ ถิงถิงเดินเข้าไปหาอาเหยาอย่างไม่รังเกียจ นางนั่งยองๆ ลงข้างๆ และหยิบซาลาเปาที่นางแอบเก็บไว้ในแขนเสื้อออกมา"ท่าน... ท่านคงจะหิวมากแล้ว" ถิงถิงยื่นซาลาเปาให้เขาด้วยมือสั่นเทา "ท่านกินนี่เสียเถิด แล้วรีบลุกขึ้นไปจากที่นี่เถิดนะ หากท่านยังอยู่ที่นี่ต่อไป พวกเขาจะทำร้ายท่าน"อาเหยาเงยหน้าขึ้นมองดวงตาที่เจ็บปวดและเต็มไปด้วยความอ่อนโยนของถิงถิง เขารับซาลาเปามาถือไว้ในมือที่หยาบกร้านและสกปรก"คุณหนูสี่..." เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำ "ความเมตตาของท่าน... ข้าจะตอบแทน"เยว่ซิน ลี่ฮวา และเหมยลี่มองน้องสาวคนเล็กด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม พวกนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดถิงถิงจึงลดตัวลงไปยุ่งเกี่ยวกับขอทานสกปรกเช่นนี้"ตอบแทน? ยาจกเช่นเจ้าจะเอาอะไรมาตอบแทนได้" ลี่ฮวาเยาะเย้ยอาเหยาไม่สนใจคำพูดของใคร เขาจ้องมองถิงถิงด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและจริงจัง"ความเมตตาอันบริสุทธิ์ใจของคุณหนูสี่ ตัวข้าได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจ ข้าจะช่วยสรรหาคู่ครองที่ดีที่
สุดยอดเลย...ลลิตากระพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อ สาวใช้ข้างตัวจึงรีบกระซิบว่า "ห้องนี้เป็นห้องพิเศษ ถ้าแขกคนไหนกระเป๋าหนักก็เปิดห้องนี้สุขสันต์กับคณิกาที่ถูกใจได้ คืนหนึ่งต้องจ่ายถึงสามพันตำลึง! แต่ท่านอ๋องช่างใจกว้างนัก จ่ายล่วงหน้าไว้ให้พี่ใช้นอนเล่นหนึ่งปีเต็ม"ลลิตาสำลัก
“เห็นหรือไม่? ถ้ายังเล่นผิดอีก ก็เตรียมใจถูกลงโทษได้เลย”“ชาติก่อนท่านเป็นมารใจยักษ์แน่ๆ ส่วนชาตินี้เป็นยักษ์ใจมาร!” ลลิตาพึมพำกับตัวเองเบาๆ เพราะเขาทำร้ายจิตใจนางด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนให้คณิกาคนอื่น แต่กับนางกลับดุจังว้อย! ตีเอาตีเอาเซียวอ๋องชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากของเขาจะยกขึ้นราวกับกำลังสนุก
ลลิตามองพิณในมืออย่างสิ้นหวัง เธอต้องเล่นอีกแล้วหรือ? ช่างแม่ง เธอก็แค่ดีดมั่วไปเรื่อยก็แล้วกัน… ลลิตาเค้นพลัง ยืนโซโล่พิณตะแหง่วๆ แต่วๆๆ ควงพิณแกว่งๆๆ คนเล่นมันส์ แต่คนฟังหูดับไปแล้วผ่านไปไม่นาน มือของเธอก็เริ่มรู้สึกชา ปลายนิ้วเริ่มแดงและปวดแสบ แต่เซียวอ๋องกลับยังไม่ละสายตาไปจากเธอ“ท่านอ๋อง หนว
“ท่านอ๋อง~ จะให้หม่อมฉันรินสุราให้หรือไม่เพคะ?” ซิงซิงที่เห็นสายตาของเซียวอ๋องเหม่อไปทางอื่นก็รีบเข้าประชิดตัวเขา พลางส่งเสียงหวานเชิญชวน“ไม่ต้อง” เซียวอ๋องตอบเสียงเรียบ ดวงตายังจับจ้องไปที่ลลิตาในขณะนั้นเอง ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งเดินเซมาทางเวที มีกลิ่นเหล้าคลุ้งเต็มตัว เขามองลลิตาด้วยสายตากระหาย “เ







