INICIAR SESIÓNบทที่5 นางทำได้อย่างไร
เมื่อเสียงฝีเท้าของขันทีดังลั่นเข้ามายังท้องพระโรง ขันทีซุ่นไห่ซึ่งเป็นคนสนิทของฮ่องเต้รีบคุกเข่ารายงานอย่างร้อนรน
“ถวายพระพรฝ่าบาท! องค์หญิงหลิงหลิง... องค์หญิงเสด็จไปยังตำหนักจิ่งฮวา และ...และได้ทรงช่วยชีวิตท่านสนมเยว่ซินไว้พะยะคะ!”
เฉียนหรงฮ่องเต้ที่กำลังพิจารณารายงานราชการถึงกับชะงัก ดวงตาคมเข้มเงยขึ้นด้วยความตื่นตกใจ
“ว่าอย่างไรนะ?! นางไปที่ตำหนักสนม? แล้วทำไมถึงช่วยชีวิตได้?” น้ำเสียงของพระองค์ทั้งตื่นตระหนกและเต็มไปด้วยความห่วงใย
ซุ่นไห่รีบอธิบายต่อ “องค์หญิงทรงตรัสว่า หากรอหมอหลวง พระสนมอาจสิ้นพระชนม์เสียก่อน จึงเสด็จไปเองและ และทรงใช้วิธีอันประหลาด มิใช่ยาสมุนไพรทั่วไป แต่เป็นการกดจุดตามลำคอ ใช้น้ำอุ่น เคล็ดลับบางอย่างที่ข้าเองก็ไม่อาจเข้าใจได้พะยะคะ”
เฉียนหรงฮ่องเต้นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางฮองเฮาหลี่ผู้กำลังนั่งอยู่ด้วยกันในตำหนักทรงพระอักษร ดวงตาของพระนางเต็มไปด้วยความตกใจปนความประหลาดใจ
“หลิงหลิงนางทำได้เช่นนั้นจริงหรือ?” ฮองเฮาหลี่เอ่ยเบา ๆ
“เรา เราไม่เคยสอนนางเรื่องพวกนี้เลย” ฮ่องเต้ตรัสเสียงต่ำ แววตาฉายแววสับสนปนวิตก
“หรือว่านางจะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ก่อนป่วย? เราไม่เคยเห็นนางอ่านตำราแพทย์ ใช่หรือไม่?” พระนางหลี่หันไปถามขันที
ซุ่นไห่พยักหน้าเบา ๆ “ไม่เคยมีใครเห็นองค์หญิงทดลองกับผู้ใดมาก่อนเลยพะยะคะ มีแต่เพียงท่าทีใคร่รู้...”
“ไม่ว่าจะเป็นเช่นไร” เฉียนหรงฮ่องเต้ลุกขึ้นจากบัลลังก์ “เราจะไปดูนางด้วยตาเราเอง”
พระองค์เสด็จออกจากท้องพระโรงโดยมีขบวนขันทีและองครักษ์ติดตามไปแน่นหนา ฮองเฮาหลี่เองก็เร่งติดตามสามีไปทันที
— — —
ณ ตำหนักของสนมเย่วซิน หลิงหลิงยังคงคอยเช็ดหน้าผากให้เยว่ซินที่นอนสงบอยู่บนเบาะ ทุกคนในห้องต่างมองนางด้วยสายตาเปลี่ยนไปจากเมื่อเช้า เดิมทีไม่มีใครคาดคิดว่าองค์หญิงจะยอมเหยียบย่างเข้ามายังเขตของสนมหลวง แถมยังกล้าแตะต้องร่างของสนมเยว่ซินต่อหน้าทุกคนอย่างคล่องแคล่ว
แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าตำหนัก ก่อนที่บานประตูจะเปิดออก
“หลิงหลิง!”
เสียงของฮ่องเต้ดังขึ้นอย่างร้อนรน
หลิงหลิงหันไปอย่างตกใจ รีบลุกขึ้นคุกเข่าถวายบังคม
“เสด็จพ่อ...”
ฮองเฮาหลี่ตามมาถึงในวินาทีนั้นพอดี ทรงถลาเข้ามากอดบุตรสาวไว้แน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “เจ้าทำอะไรน่ากลัวเช่นนี้ลูกแม่! แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าเล่า?”
หลิงหลิงซุกหน้าลงกับบ่ามารดา น้ำเสียงอ่อนลง “ลูกไม่ได้คิดจะผิดกฎระเบียบเพคะ แต่ถ้าลูกไม่ช่วย สนมเยว่ซินอาจสิ้นใจ...”
เฉียนหรงฮ่องเต้มองใบหน้าบุตรสาวด้วยความซับซ้อน แววตาทั้งภาคภูมิใจ ลังเลใจ และสงสัยในเวลาเดียวกัน
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าควรทำเช่นนั้น?”
“ข้าเพียงรู้สึกว่าเคยทำแบบนี้มาก่อน” หลิงหลิงกล่าวเบา ๆ “ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทันทีที่เห็นนางร่างกายของข้าเคลื่อนไหวไปเอง”
ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาต่างนิ่งไป สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยคำถามในใจ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าพูดมันออกมาตรง ๆ
ในขณะที่สนมเยว่ซินเริ่มฟื้นตัวพยายามที่จะลุกขึ้นถวายความเคารพต่อองค์หญิงและก้มศรีษะสำนึกในพระคุณ องค์หญิงหลิงหลิงยิ้มบาง ๆ สายตาของนางทอดมองออกไปนอกตำหนัก ลึกลงไปในจิตใจ นางรู้ดีว่า วันหนึ่ง ความลับของตนต้องเปิดเผย
...แต่ยังไม่ใช่วันนี้
หลังจากสนมเยว่ซินถูกพาไปพักรักษาตัวยังตำหนักส่วนในภายใต้การดูแลของหมอหลวง บรรยากาศภายในตำหนักจิ่งฮวาก็เริ่มผ่อนคลายลง ทว่า...คำถามมากมายยังคงค้างอยู่ในใจของทุกคน
เฉียนหรงฮ่องเต้เดินเคียงข้างองค์หญิงกลับมายังตำหนักด้วยท่าทีเงียบงันผิดปกติ เสี่ยวจูและอาหยางเดินตามหลังด้วยความเกรงใจ ขณะที่ฮองเฮาหลี่มองสามีอย่างมีความหมาย
ภายในห้องบรรทม หลิงหลิงนั่งเรียบร้อยอยู่หน้าพระบิดาและมารดา แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและกังวลว่าเธออาจทำผิดกฎในวังหลวง
เฉียนหรงฮ่องเต้ยกมือขึ้นลูบเคราช้า ๆ สายตามองหลิงหลิงอย่างแน่วนิ่ง “เจ้ารู้หรือไม่...ว่าการเข้าไปในตำหนักสนมโดยมิได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น ถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม”
หลิงหลิงก้มหน้างุด “หม่อมฉันรู้เพคะ แต่หม่อมฉันกลัวว่า หากมัวรอหมอหลวง ชีวิตของพระสนมจะไม่รอด…”
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางเป็นอะไร?” ฮองเฮาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความฉงน
“หม่อมฉันไม่รู้เพคะ แต่มันเหมือนกับว่ามือของหม่อมฉันจำได้ว่าต้องทำอย่างไร”
คำตอบนั้นทำให้ทั้งสองพระองค์เงียบไปอีกครู่
เฉียนหรงฮ่องเต้ทอดถอนพระทัย ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เดินเข้าไปใกล้บุตรสาว แล้วทรงวางพระหัตถ์บนศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครหรือมีความสามารถมาจากแห่งหนใด ขอเพียงเจ้าคือบุตรสาวของเรา เราก็จะคุ้มครองเจ้าตราบจนลมหายใจสุดท้าย”
หลิงหลิงเงยหน้าขึ้น ดวงตารื้นด้วยความตื้นตัน “เสด็จพ่อ...”
ฮองเฮาหลี่เองก็น้ำตาซึม “เจ้าทำให้เราใจหาย แต่ก็ภูมิใจในตัวเจ้ามากลูกแม่”
ฮ่องเต้เฉียนหรงก็ทอดพระเนตรบุตรสาวที่ยืนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้า สีพระพักตร์ของหลิงหลิงแม้จะเปื้อนเหงื่อเล็กน้อย แต่ก็เต็มไปด้วยความตั้งใจจนเห็นได้ชัด
พระองค์เหลือบมองฮองเฮาหลี่ ก่อนตรัสอย่างหนักแน่น
“หลิงเอ๋อร์เจ้าจงกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักของเจ้าเถิด วันนี้เจ้าทำดีมากแล้ว อย่าฝืนตนเองให้เหนื่อยจนเกินไป”
หลิงหลิงย่อกายลงเบา ๆ “เพคะเสด็จพ่อ เสด็จแม่”
ฮ่องเต้พยักหน้า ก่อนหันไปสั่งเสี่ยวจูและอาหยางด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่เปี่ยมเมตตา
“เจ้าทั้งสองจงดูแลองค์หญิงให้ดี อย่าให้เหน็ดเหนื่อย อย่าให้ต้องร้อน ต้องลำบากแม้แต่น้อย หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบรายงานทันที”
“เพคะฝ่าบาท!” สองสาวใช้ประสานเสียงรับคำอย่างพร้อมเพรียง
หลิงหลิงถูกพากลับไปยังตำหนักอย่างเงียบสงบ ทิ้งไว้เพียงสองพระองค์ที่ยืนเคียงกันภายในห้องอันอบอุ่น
ฮองเฮาหลี่ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“ฝ่าบาทท่านเห็นหรือไม่?”
เฉียนหรงพยักช้า ๆ “เราเห็นแล้ว ตั้งแต่วันที่นางฟื้นขึ้นจากความตายครั้งนั้น ดวงตาของนางก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย”
“หลิงเอ๋อร์ในวันวานเป็นเด็กขี้โรค อ่อนแอ และมักหวาดกลัว... แต่หลิงเอ๋อร์ที่อยู่ตรงหน้าเราในวันนี้ กลับกล้าหาญ เด็ดขาด ราวกับวิญญาณของใครอีกคนเข้ามาแทนที่”
“เจ้ากำลังหมายความว่า”
“หม่อมฉันไม่กล้าคิดไปไกลเพคะฝ่าบาท”ฮองเฮาหลี่พูดเสียงเบา พลางกุมมือของพระสวามีไว้แน่น “แต่เราทั้งสองก็ย่อมรู้ดีที่สุด ว่านั่นไม่ใช่หลิงเอ๋อร์คนเดิมที่เราเคยรู้จัก”
ฮ่องเต้นิ่งงัน สายพระเนตรทอดยาวออกไปยังลานหน้าตำหนักที่ลมเย็นพัดพราย เส้นไหมของม่านกระเพื่อมเบา ๆ
“หากนางมิใช่หลิงเอ๋อร์คนเดิม” พระองค์ตรัสช้า ๆ “แต่นางกลับมีความกล้า ความรู้ และปัญญาที่สามารถใช้เพื่อแผ่นดินนี้ได้ เช่นนั้นเราควรจะยึดติดอยู่กับอดีต หรือเดินหน้าไปกับปัจจุบัน?”
ฮองเฮาหลี่หลุบตาลงอย่างพินิจ “ไม่ว่านางจะเป็นใคร นางก็ยังเป็นลูกของเรา”
“ใช่” เฉียนหรงพยักหน้าเบา ๆ “ตราบใดที่นางยังอยู่ตรงนี้ เรียกเราว่าพ่อ เรียกเจ้าว่าแม่ เราก็จะปกป้องนางไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
วันต่อมา
ฮองเฮาหลี่ทรงทอดพระเนตรไปยังทิวเขาด้านทิศตะวันตกของเมืองหลวงซึ่งเริ่มถูกไอหมอกยามเย็นกลืนกินอย่างช้า ๆ
“ฝ่าบาทเพคะ” พระนางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ขณะทอดพระเนตรผ่านม่านไม้ไผ่ที่ไหวระริก “หม่อมฉันอยากไปทำบุญที่วัดเฟิ่งหลิงในเช้าวันมะรืน นิมิตเมื่อคืนทำให้หม่อมฉันรู้สึกไม่สบายใจ”
“นิมิต?” ฮ่องเต้เฉียนหรงเลิกคิ้ว “เป็นนิมิตอย่างไร?”
ฮองเฮาหลี่นิ่งครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “ในฝัน หม่อมฉันเห็นหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่กลางทะเลหมอก รอบตัวนางมีเพลิงแดงล้อมอยู่ แต่บนหน้าของนางไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย มีเพียงดวงตาคู่นั้น ที่แข็งแกร่งราวผู้มีชะตาเหนือปวงชน”
“เจ้ากำลังเป็นห่วงชะตาของลูก” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเบา
“เพคะฝ่าบาท” พระนางพยักหน้า “และหม่อมฉันอยากจะพานางไปด้วย ให้ใจสงบ ให้จิตผ่องใสในร่มเงาของพระธรรม”
ฮ่องเต้เฉียนหรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“หากเจ้าต้องการจะขอพรเพื่อคลายใจ วัดเฟิ่งหลิงนั้นเหมาะสมแล้ว แต่ถ้าเจ้าหวังจะรู้ความลึกซึ้งของชะตาก็ควรไปพบท่าน ‘อาจารย์หานเจิน’ ด้วย”
เพียงเอ่ยนามนั้น ลมเย็นก็พลันพัดผ่านม่านบางราวกับฟ้ารับรู้
หานเจิน — ปราชญ์ผู้ลี้เร้น ผู้คนในวังหลวงต่างเรียกขานว่า “ผู้วิเศษแห่งโชคชะตา” บุรุษผู้ไม่สังกัดวังหลวง มิรับทอง มิหวังยศ มิขอชื่อเสียง แต่คำพยากรณ์ของเขาแม่นยำดุจฟ้าบอกทาง
“เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันตั้งใจจะไปหาท่านหานเจินด้วยเช่นกัน” ฮองเฮาหลี่พยักหน้าแน่น “และหม่อมฉันอยากพาหลิงเอ๋อร์ไปด้วย”
เฉียนหรงนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ดวงพระเนตรวาววับราวประเมินอะไรบางอย่าง
“เจ้าคิดว่าท่านหานเจินจะช่วยไขปริศนาในตัวของหลิงเอ๋อร์?”
“หม่อมฉันไม่แน่ใจแต่ในใจหม่อมฉันบอกว่า ท่านหานเจินรู้อะไรมากกว่าที่เรารู้”
ทั้งสองทรงตกลงกันว่าจะเดินทางไปในอีกสองวัน และมีคำสั่งให้ขันทีซุ่นไห่จัดเตรียมขบวนอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้เป็นที่ครหาในวังหลวง
แต่สิ่งที่ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮามิได้ล่วงรู้ คือการพบกันระหว่าง องค์หญิงหลิงหลิง กับ อาจารย์หานเจิน ได้เคยเกิดขึ้นแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ สาดทาบพื้นหินอ่อนหน้าตำหนักเจิ้งซิน ขันทีซุ่นไห่เดินเร็วไปยังตำหนักหงส์ฟ้าตามรับสั่งของฮ่องเต้เฉียนหรง
“องค์หญิงหลิงหลิง ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าในตำหนักว่าราชการพะยะค่ะ”
หลิงหลิงเงยหน้าขึ้นจากตำราที่อ่านอยู่ใต้ศาลา นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เสี่ยวจู อาหยาง ไปด้วยกัน”
เมื่อนางก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงเล็ก ก็พบว่าฮ่องเต้และฮองเฮาทรงประทับอยู่ร่วมกัน ทั้งสองพระองค์ไม่ได้ทรงชุดพิธีการเต็มยศ หากแต่แต่งกายเรียบง่าย บรรยากาศรอบกายอบอุ่นราวกับห้องพักผ่อนในครอบครัว
“ถวายพระพรเสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ” หลิงหลิงคุกเข่าคำนับงดงาม
“ลุกขึ้นเถิด หลิงเอ๋อร์” เสียงฮ่องเต้เฉียนหรงอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง
พระองค์พยักหน้าให้ขันทีและนางกำนัลถอยออกไปเหลือเพียงครอบครัวสามคนอยู่ด้วยกัน
“เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ มีเรื่องอยากบอกเจ้า” ฮองเฮายิ้ม พลางเอื้อมมาจับมือนางไว้
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของพระองค์ ก่อนตรัส
“อีกสามวัน พ่อจะพาแม่เจ้าไปทำบุญที่วัดเฟิ่งหลิง และเข้าเฝ้าท่านอาจารย์หานเจินด้วยเราอยากให้เจ้าไปด้วย”
“เพคะ?” หลิงหลิงเบิกตากว้าง “ไปหาท่านผู้วิเศษ?”
“เจ้าตกใจ?” ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ “เราคิดว่าเจ้าอาจเบื่อวังหลวงเต็มทีแล้ว ออกไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ดี อีกอย่าง... พวกเราก็อยากให้เจ้าสงบจิตใจ สะสมบุญเพื่อชะตาในวันหน้า”
หลิงหลิงนิ่งคิด แม้จะมีความลับมากมายในใจ แต่ก็รู้สึกอุ่นวาบกับความห่วงใยของทั้งสองพระองค์
“แต่งานในวังช่วงนี้เยอะมาก...” ฮ่องเต้กล่าวต่อ “พ่อต้องสะสางพระราชกิจให้เสร็จเสียก่อน อาจใช้เวลาสักสองหรือสามวัน เมื่อถึงเวลา...พ่อจะส่งคนมารับเจ้าออกเดินทางพร้อมกัน”
“เพคะ” หลิงหลิงก้มศีรษะ “ขอบพระทัยเสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ หม่อมฉันยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมเดินทางด้วย”
“ดีมาก” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมรอยยิ้ม “พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมอ่านตำราเกินไป... ข้าเห็นเจ้าตื่นเช้าทุกวัน อ่านถึงดึกแทบทุกคืน นี่หรือคนป่วยออด ๆ แอด ๆ เมื่อก่อน?”
หลิงหลิงหลบสายตาเล็กน้อย ยิ้มอ่อน “บางทีการหลับใหลนานก็ทำให้เห็นโลกเปลี่ยนไปเพคะ”
ฮองเฮาเงียบไปครู่หนึ่ง มองบุตรสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ดวงเนตรเปี่ยมด้วยความรักและสงสัย
“ลูกของแม่กลับมาพร้อมแววตาที่เปลี่ยนไปจริง ๆ...” นางกระซิบเบา ๆ “แต่ก็ยังเป็นหลิงเอ๋อร์ของเราอยู่ดี”
บทที่43 อาหลานและหรูอี้ฤดูร้อนในกรุงเทพฯ ท้องฟ้าใส อบอุ่นแต่ไม่ร้อนจัดไม่นานหลังจากพิธีรับปริญญา หรูอี้และอาหลานก็กลับถึงบ้านพร้อมใบปริญญาในมือ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสองสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจหลิงหลิงกับอิฐต้อนรับหรูอี้กลับบ้านด้วยอ้อมกอดแน่น ๆ ส่วนเยี่ยนเฉินกับลูกปลาเตรียมอาหารเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับลูกสาวคนเก่งอย่างอาหลานในมื้อเย็นวันนั้น โต๊ะอาหารของบ้านหลังใหญ่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยถึงวันรับปริญญา ภาพบัณฑิตสาวในชุดครุยยังคงปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของพ่อแม่แต่ละคนที่เลื่อนดูวนไปวนมาไม่รู้เบื่อแต่เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงพูดค่อย ๆ เบาลง ก่อนที่หลิงหลิงจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาสำคัญหลิงหลิงยิ้มมองอาหลาน“อาหลานก็เรียนจบแล้วสินะ เร็วเหมือนกันนะลูก เวลาผ่านไปแป๊บเดียว”ลูกปลาพยักหน้าตาม“วันนั้นที่เธอยังเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนเราเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”อิฐวางช้อนลง“พวกเราสองครอบครัวก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ เรื่องแต่งงานของอาเว่ยกับอาหลาน...”ห้องทั้งห้องเงียบลงนิดหนึ่ง แต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นเยี่ยนเฉิน“ความจริงเราอยากจะรอให้ลูกทั้งสองคนเรียนจบก่อน แล
บทที่42 อาเว่ยของอาหลานแสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนผืนน้ำที่สะท้อนระยิบระยับ ลมทะเลพัดเบา ๆ พอให้ผมของอาหลานปลิวไหว เธอสวมเดรสสีครีมอ่อนเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังเดินเท้าเปล่าลงบนผืนทรายข้าง ๆ อาเว่ยที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงผ้าสบาย ๆอาเว่ยถือรองเท้าแตะของอาหลานในมือ เดินไปข้างเธอไม่ห่างเลยแม้ก้าวเดียวอาหลาน “อาหลานชอบทะเลนะ มันเงียบดี ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย”อาเว่ยยิ้มมองด้านข้าง “แล้วถ้าอยู่กับพี่ ทะเลเงียบเกินไปมั้ย?”อาหลานหัวเราะเบาๆ “ก็ไม่เงียบเท่าไหร่หรอกค่ะ พี่ชอบแกล้งอาหลานมากกว่า”อาเว่ย “พี่ไม่ได้แกล้ง พี่กำลังจีบอยู่ต่างหาก”อาหลานหน้าแดงในทันที หันหน้าไปทางทะเลแทน ไม่กล้าสบตาอาหลาน “พี่เว่ย...พูดแบบนี้อีกแล้ว”อาเว่ย เดินมาขวางหน้าแล้วก้มลงมองเธอในระยะใกล้“ก็อาหลานน่ารัก พี่ห้ามใจไม่ไหวหรอก จะให้พี่พูดแต่เรื่องงานได้ยังไง?”เธอขำแต่หน้าแดงจัด พี่เว่ยจับมือเธอเอาไว้แน่นแล้วเดินต่อไปยังชายหาดที่คนบางตาอาเว่ย “อาหลานรู้ไหม พี่รอมานานมากเลย กว่าจะได้เที่ยวกับเธอแบบนี้ สองคน”อาหลานอมยิ้ม “อาหลานก็นึกว่าพี่จะไม่พูดสักที…”อาเว่ย “ก็พี่กลัว กลัวเธอจะไม่มองพี่แบบเดียวกัน พอรู้ว
บทที่41 โตแล้ว20 ปีผ่านไป ท่ามกลางความนิ่งสงบที่ไม่เสื่อมคลาย อาเว่ยเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มวัย 24 ปี รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ ส่วนอาหลานและหรูอี้ต่างก็เข้าสู่วัย 20 ปี หน้าตาและร่างกายยังคงความสดใสและสง่างามดุจดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้าหลิงหลิง อิฐ ลูกปลา และอาเฉิน กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย พลังวิเศษที่ได้รับจากพรของอาจารย์หานเจิน ทำให้พวกเขาคงความเยาว์วัยและสุขภาพสมบูรณ์เสมอเหมือนกับหนุ่มสาวตลอดกาล ลูกๆ ของพวกเขาก็ได้รับพรนี้สืบทอดต่อ ทำให้ครอบครัวนี้เป็นเหมือนตระกูลนิรันดร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกันวาปกลับสู่รัฐฉิน บ้านเกิดที่มีอดีตและความทรงจำลึกซึ้ง แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไทเฮาไป๋อวิ๋นได้สวรรคตลงแล้วก่อนหน้านี้ ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงอย่างหนักหน่วง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหลิงหลิงก็ได้จากไปเช่นกัน เหลือเพียงความทรงจำและความรักที่ยังคงประทับอยู่ในใจของทุกคนพอทุกคนวาปกลับมาถึงรัฐฉิน ดินแดนที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา หลิงหลิง อิฐ ลูกปลา อาเฉิน และลูกๆ ทั้งอาเว่ย อาหลาน หรูอี้ ต่างเดินทอดน่องไปยังที่ที่เค
บทที่40 อาเว่ยของพ่ออออหลายเดือนต่อมา — เช้าแรกของการเปิดเทอมแสงแดดส่องลอดผ้าม่านสีขาวในห้องนอนของครอบครัวหลิงหลิงเสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!” แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเสียงหนึ่งกรี๊ดลั่น…หลิงหลิงเสียงดังลั่น“อิฐ! ตื่นนนนน!! วันนี้อาเว่ยเข้าโรงเรียนวันแรก!!!”อี้หลง งัวเงีย“หา...วันนี้เหรอ? ไม่ใช่พรุ่งนี้เหรอ...?”หลิงหลิง“อิฐจะให้ลูกไปสายวันแรกเลยเหรอ! ตื่นไปเตรียมกระเป๋า! เอาชุด! เอาหมีนอนลูกออกมาด้วย!!”(10 นาทีต่อมา)ทั้งครอบครัวยืนอยู่หน้ากระจกอี้หลงกำลังใส่เป้อุ้มหรูอี้ (ที่หลับอยู่แบบไม่สนโลก) ส่วนอาเว่ยยืนน้ำตาคลอในชุดนักเรียนอินเตอร์สุดหล่ออาเว่ยเสียงสั่น“แม่ ไม่อยากไปโรงเรียนอ่ะ หนูอยากอยู่กับน้อง”หลิงหลิง ลูบหัว“อาเว่ยลูก โรงเรียนสนุกนะ มีของเล่น มีเพื่อน มีข้าวกลางวัน…”อี้หลง นั่งยองๆ ข้างลูก“ลูก…ไม่ต้องไปก็ได้ก็ได้นะ ฮืออออ ลูกยังเล็ก เดี๋ยวพ่อไปเรียนแทนเอง!”หลิงหลิง ตะโกนใส่ผัว“อิฐ! ลูกจะกลัวเพราะอิฐเนี่ยแหละ! หยุดร้องเลย!”อี้หลง สะอื้นเบาๆ“ก็พ่อรักลูก ฮือออออออ”หลิงหลิง“รักก็หุบปาก แล้วอุ้มหรูอี้ไปขึ้นรถ!”ที่หน้าโรงเรียนนานาชาติชื่อดังใกล้คอน
บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้าหลิงหลิงกับอี้หลงและลูก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในวังเว่ยอย่างสงบสุขตลอดสองเดือน เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็เอ็นดูหลานทั้งสองมาก จนหลิงหลิงเองก็แทบไม่อยากกลับแต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังรับประทานผลไม้ยามค่ำในตำหนักเกิดลมพัดแปลก ๆ ขึ้นกลางอากาศเสียงฉึก! พร้อมแสงแวววับของเวทมิติก็ผ่าเข้ากลางลานหินก่อนที่ “เยี่ยนเฉิง” จะทะลุเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกเยี่ยนเฉิง (หอบหายใจ)“ลูกปลา! นางเจ็บท้องหนักมาก ข้า ข้าไม่รู้จะทำยังไง!”หลิงหลิง“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่พาไปโรงบาล!?”เยี่ยนเฉิง“นางไม่ยอมไปไหนถ้าไม่มีพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้!”อี้หลง รีบวางผลไม้“จัดของ พาเด็ก ๆ กลับก่อน แล้วตามไปเลย!”หลิงหลิงรีบวิ่งไปลาท่านพ่อท่านแม่ที่ท้องพระโรงน้ำเสียงนางเร่งรีบแต่นอบน้อม ท่านทั้งสองเข้าใจทันทีและโบกพระหัตถ์อนุญาตฮองเฮาหลี่ ยิ้มอ่อน“กลับไปเถิดลูก ปลาต้องการเจ้า อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยมาให้ข้าชมด้วยนะ”ทันทีที่ข้ามมิติกลับมาถึงคอนโดหลิงหลิงก็พบลูกปลานอนร้องไห้ด้วยความเจ็บอยู่บนโซฟาเส้นผมเปียกชื้น หน้าซีด มือกุมท้องแน่นลูกปลา เสียงเบา“กูเจ็บ… กูเจ
บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัวหลายเดือนผ่านไปในกรุงเทพฯ...ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่เริ่มหล่อหลอม "เยี่ยนเฉิง" มากขึ้นทุกวัน — จากคนที่ใช้ดาบ กลับกลายเป็นคนที่ถือช้อนส้อมได้คล่อง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไม่หลง ฟังเพลงจากมือถือเป็นแล้ว และเริ่มมีท่าทางเหมือน "พ่อบ้านใจกล้า" มากขึ้นทุกวันแต่ลึกลงไปในใจ...เยี่ยนเฉิงยืนนิ่งริมระเบียงคอนโด มองออกไปยังแสงไฟเมืองที่ไม่เคยหลับ แสงจันทร์เหนือกรุงเทพฯ ต่างจากจันทร์ในแคว้นฉู่ แต่มันก็ทำให้เขานึกถึง “แผ่นดินที่จากมา” อย่างเงียบๆเยี่ยนเฉิง “เสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี...กลิ่นหญ้าตอนเช้าก็ไม่มี ข้าคิดถึง”เบื้องหลังเขา ลูกปลานั่งทาโลชั่นคนท้องอยู่บนโซฟา เปิดทีวีดูซีรีส์ไทยอย่างอินจัด หัวเราะออกมาที อาเฉินก็สะดุ้งนิดๆ แล้วหันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยนลูกปลา “คิดถึงบ้านล่ะสิ?”เยี่ยนเฉิง พยักหน้า “ข้าไม่เคยจากถิ่นเกิดนานขนาดนี้มาก่อนเลย”ลูกปลา “เอ้า ก็กลับไปดูได้นี่ เดี๋ยวปลากับลูกตามไปทีหลัง ปลายังไม่ไหว ท้องจะเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว”เยี่ยนเฉิง “ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”ลูกปลา “ขอบใจนะ แต่เอางี้ ถ้าคิดถึงมาก เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันก็ได้ รอปลาคลอดก่อนน
บทที่7 สงครามรวมแผ่นดินณ โลกปัจจุบัน กาลเวลาล่วงเลยไปนานนักนับจากวันที่ แพทย์หญิงหลิงหลิง เกียรติไพบูรณ์ ขับรถตกสะพานหายไปในแม่น้ำใหญ่ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสังคม ข่าวการหายตัวของเธอเป็นข่าวใหญ่ในเวลานั้น—และค่อย ๆ เงียบหายไป พร้อมคำว่า "ยังไม่พบศพ"โลกเปลี่ยนไป วิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่มีใครพบเ
บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNCลูกปลายังคงจับแขนเสื้อของเยี่ยนเฉิงไว้แน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ไหวติงจากใบหน้าเขา“ข้าจะช่วยท่าน” เสียงเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ไม่ใช่เพราะท่านเคยเป็นใคร หรือกำลังจะกลายเป็นอะไร... แต่เพราะข้าเชื่อว่า ในใจท่าน ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่”เยี่ยนเฉิงไม่พูดอะไร เพียงจ้อ
บทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ยกองคาราวานของคณะทูตรัฐฉินออกเดินทางจากนครหลวงใต้แสงอรุณของฤดูปลายใบไม้ผลิ รถม้าทรงสี่เหลี่ยมสีดำล้อมด้วยขุนนาง ผู้ติดตาม และทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบประจำราชสำนักฉิน เส้นทางทอดยาวจากเทือกเขาสู่ทุ่งหญ้า ผ่านลำธารและป่าร่มครึ้มที่เต็มไปด้วยหมอกจาง ท่ามกลางหมู่คนผู้เงียบขรึมแ
บทที่6 มันเป็นชะตาสามวันต่อมาท้องฟ้าเหนือวังหลวงเว่ยสดใสไร้เมฆ เหนือยอดไม้สน เสียงนกร้องแว่วแผ่วในอากาศยามสายคล้ายวันสงบสุขเช่นเคยทว่า ณ หน้าประตูชั้นในของตำหนักเจิ้งซิน กลับมีข่าวที่ทำให้ขันทีซุ่นไห่ถึงกับหน้าตาตื่นรีบเร่งเข้าไปในท้องพระโรง“ฝะ ฝ่าบาทพะยะค่ะ! ฮองเฮาพะยะค่ะ! เกิดเหตุไม่คาดฝันพะ







