แชร์

บทที่6 มันเป็นชะตา

ผู้เขียน: ไรท์มาย
last update วันที่เผยแพร่: 2026-04-24 16:03:10

บทที่6 มันเป็นชะตา

สามวันต่อมา

ท้องฟ้าเหนือวังหลวงเว่ยสดใสไร้เมฆ  เหนือยอดไม้สน เสียงนกร้องแว่วแผ่วในอากาศยามสายคล้ายวันสงบสุขเช่นเคย

ทว่า ณ หน้าประตูชั้นในของตำหนักเจิ้งซิน กลับมีข่าวที่ทำให้ขันทีซุ่นไห่ถึงกับหน้าตาตื่นรีบเร่งเข้าไปในท้องพระโรง

“ฝะ ฝ่าบาทพะยะค่ะ! ฮองเฮาพะยะค่ะ! เกิดเหตุไม่คาดฝันพะยะค่ะ!”

ฮ่องเต้เฉียนหรงที่ทรงนั่งพิจารณาราชฎีกาเงยพระพักตร์ขึ้นทันที “เกิดอะไรขึ้น?”

ซุ่นไห่พนมมือแนบอกอย่างลนลาน “มีผู้เฒ่าชราผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายเซียน ปรากฏตัวขึ้นหน้าวังโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทว่าหลังตรวจสอบจึงรู้ว่าเป็นท่านอาจารย์หานเจินพะยะค่ะ!”

“หานเจิน!?” ฮองเฮาอุทานขึ้นทันที พระพักตร์เปี่ยมด้วยความประหลาดใจ “มิใช่ว่าเราจะไปหาเขาที่วัดเฟิ่งหลิงหรือ”

“เขามาเองหรือ?” ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืน พระขนงขมวดแน่น “เขารู้ได้อย่างไรว่าเราจะไปหาเขา?”

ก่อนจะมีผู้ใดตอบทัน ทหารองครักษ์ก็เบี่ยงผ้าม่านประตูเปิดทางให้ชายชราในชุดผ้าแพรเรียบๆ สีอ่อน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยจากกาลเวลา ดวงตาทอแสงสงบลึก ลมหายใจของทุกผู้คนในตำหนักราวกับหยุดลงชั่วขณะ

หานเจินค้อมกายให้ตามธรรมเนียม แม้นจะไม่ได้อยู่ในวังหลวง แต่ทุกการเคลื่อนไหวกลับสง่างามเกินสามัญ

“หานเจินถวายบังคมฝ่าบาทและฮองเฮา”

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไปหา?” ฮ่องเต้ถามทันที พระสุรเสียงยังทรงไว้ซึ่งความนุ่มนวล แต่แฝงแววพิศวง

หานเจินยิ้มเพียงเล็กน้อย ดวงเนตรขุ่นมัวด้วยวัยชรากลับฉายแววปรีชาชัดเจน “หม่อมฉันเห็นในนิมิตพะยะค่ะ รุ่งอรุณหลายวันก่อนมีแสงหนึ่งแทรกสวรรค์ วิ่งตรงมาจากทิศบูรพาสู่พระราชวัง แสงนั้นมีพลังอันผิดวิสัยมนุษย์

หานเจินยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “หม่อมฉันทราบว่าอีกสามวันฝ่าบาทจะพาองค์หญิงเสด็จมายังวัดเฟิ่งหลิงและจะไปพบหม่อมฉัน กระหม่อมเกรงว่าองค์หญิงจะเหนื่อยล้าโดยไม่จำเป็น จึงขอมาเข้าเฝ้าแทน”

ฮ่องเต้เฉียนหรงเงียบไปนาน สีพระพักตร์เคร่งขรึมก่อนจะผ่อนคลายลง

“ท่านหานเจิน ท่านคงรู้อะไรมากกว่าที่พวกเรารู้สินะ”

“หม่อมฉันไม่กล้ารู้เหนือฟ้า เพียงแต่บางสิ่งในตัวองค์หญิง ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้” เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเบา ๆ อย่างมีนัย “หม่อมฉันเคยพบองค์หญิงมาแล้ว”

“พบมาก่อน?” ฮองเฮาตกพระทัย

หานเจินพยักหน้า ดึงผ้าไหมม้วนหนึ่งจากแขนเสื้อ เปิดออกเผยภาพวาดหมึกจีนแผ่วบาง ภาพนั้นคือองค์หญิงหลิงหลิงในชุดนอนเรียบง่าย ผมเผ้าสยาย ดวงตาหลับพริ้มอยู่บนตั่งผ้าไหม ล้อมรอบด้วยแสงเรืองรองราวเทพธิดา

“ในคืนหนึ่ง หม่อมฉันเดินทางมาเงียบ ๆ ด้วยแรงผลักดันจากดวงจิต ไม่รู้ตนเองว่ามาทำไม กระทั่งได้พบองค์หญิงที่กำลังหลับลึกอยู่ในตำหนัก เงารอบกายของนางไม่ใช่เพียงเงาของผู้หญิงผู้หนึ่ง หากเป็นเงาของดวงวิญญาณที่ถูกส่งมา”

บรรยากาศในห้องเงียบงัน จนได้ยินเสียงลมหายใจชัดเจน

“นางไม่ใช่แค่ฟื้นแต่นางกลับมา พร้อมบางสิ่งที่แม้สวรรค์ยังมิกล้าขัดขวาง”

ฮ่องเต้เฉียนหรงนิ่งเงียบ ฮองเฮาหลี่ ดวงพระเนตรวาววับด้วยความสับสนและห่วงใย “เจ้าว่าหลิงเอ๋อร์มิใช่คนเดิมแล้วเช่นนั้นนางเป็นผู้ใด?”

หานเจินยกมือขึ้นพนมช้า ๆ พลางหลับตา ราวกับทบทวนคำตอบจากจักรวาล “หม่อมฉันมิกล้ากล่าวว่านางมิใช่หลิงเอ๋อร์เพคะ แต่สิ่งที่อยู่ในกายนี้ กลับมิใช่จิตดวงเดียวกับองค์หญิงที่เคยอ่อนแอป่วยไข้ และหวาดกลัวเงาตนเอง”

เขาเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง “แต่จิตนั้นไม่ได้ร้าย ไม่ได้อัปมงคล ตรงกันข้ามกลับบริสุทธิ์และมีพลังแห่งเมตตาธรรมสูงส่งอย่างยิ่ง เหมือนมีดวงจิตหนึ่งจากแดนไกล ทะลุผ่านห้วงภพมา เพื่อยังภารกิจบางอย่างในวังหลวงแห่งนี้ให้ลุล่วง”

“ภารกิจ?” ฮ่องเต้ถามเสียงต่ำ ดวงเนตรขึงขัง

“หม่อมฉันยังไม่เห็นชัด” หานเจินส่ายหน้าเบา ๆ “แต่นิมิตที่หม่อมฉันได้รับในยามวิปัสสนา บ่งบอกว่าชะตาราชวงศ์จะสั่นคลอน และแสงเพียงหนึ่งเดียวที่จะรักษาแผ่นดินไว้ คือองค์หญิงหลิงหลิง”

ฮ่องเต้เฉียนหรงถอนพระทัยเฮือกใหญ่ ทรงทรุดพระวรกายลงบนบัลลังก์ทองคำอย่างครุ่นคิด “นางเพิ่งฟื้นกลับมาแข็งแรง ชาญฉลาด จู่ๆ ก็รักษาคนได้ พูดจาเด็ดขาดไม่เหมือนแต่ก่อน”

ฮองเฮาพึมพำ “นางช่างเหมือนเป็นคนละคน นัยน์ตาของนางมั่นคงเกินกว่าหญิงสาว”

“พะยะค่ะ” หานเจินพยักหน้า “หม่อมฉันขอทูลอีกสิ่ง แม้องค์หญิงหลิงหลิงจะเปลี่ยนไปแต่ดวงชะตาของนาง ยังคงผูกพันกับรัฐเว่ยอย่างลึกซึ้ง หนักแน่นกว่าใครในรั้ววังหลวงเสียอีก”

“นางเกิดมาเพื่อแผ่นดินนี้ ทว่ามิได้เติบโตเช่นคนในแผ่นดินนี้ นั่นแหละที่ทำให้นางแตกต่าง”

“ท่านต้องการให้เราทำสิ่งใด?” ฮ่องเต้เอ่ยถามเสียงเรียบ

หานเจินยกมือไหว้อีกครั้ง “หม่อมฉันขอเพียงพระองค์อย่าเร่งเร้าให้นางยึดติดกับบทบาทที่เคยเป็น นางจะเลือกเดินทางที่นางเห็นว่าสมควร หากพระองค์ไว้วางใจและเฝ้าสังเกตด้วยใจนิ่งสงบ จะได้เห็นแสงที่แท้ของหลิงหลิง”

“หม่อมฉันยังมีของอีกสิ่งมอบแด่พระองค์”

หานเจินหยิบซองผ้าไหมอีกผืนขึ้นมา เปิดออกเป็นผงสมุนไพรบางอย่าง สีทองอ่อนเรืองแสงจาง ๆ ราวกับมีชีวิต

“นี่คือ ‘หญ้าหวั่งหรู’ หายากยิ่งจากยอดเขาเหนือเมฆาหากวันใดองค์หญิงเจ็บไข้ อ่อนแรง หรือเกิดภยันตรายต่อจิตวิญญาณจงให้ดื่มยาที่มีสมุนไพรนี้ละลายไว้ จะคุ้มครองดวงจิตได้หนึ่งคืนหนึ่งวัน”

ฮองเฮารับไว้ด้วยสองมือ พลางก้มศีรษะเบา ๆ “ขอบใจท่านอาจารย์ยิ่งนัก ขอบใจที่เมตตาหลิงเอ๋อร์ของข้า”

หานเจินยิ้มเพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวส่งท้าย

“เด็กคนนี้ ถูกส่งมาเพื่อ ‘เปลี่ยน’ สิ่งที่มิอาจเปลี่ยนได้ ให้เปลี่ยน”

“ไปตามนางมา” ฮ่องเต้ตรัสขึ้น

ไม่นานนัก ร่างบอบบางขององค์หญิงในชุดสีชมพูอ่อนขลิบทองเดินเข้าสู่ตำหนัก ท่ามกลางสายตาและผู้เฒ่าผู้รู้แห่งยุทธภพ ดวงพักตร์ของนางสงบนิ่ง ทว่าดวงเนตรกลับเปี่ยมด้วยความเฉียบคมและมั่นใจ

“เสด็จพ่อเสด็จแม่ เรียกหาลูกหรือเพคะ?” เสียงของหลิงหลิงไม่เบาเกินไป ไม่แข็งกระด้าง หากแต่ทรงพลังพอดี

ฮ่องเต้เฉียนหรงทอดพระเนตรบุตรีอย่างลึกซึ้งก่อนจะเอ่ย “อาจารย์หานเจินมีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้าเกี่ยวกับตัวเจ้า และชะตาของแผ่นดิน”

หลิงหลิงปรายตาไปยังชายชราผู้เปี่ยมบารมีที่ยืนอยู่ด้านข้าง เขายิ้มให้เพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น แม้นนุ่มนวล หากทุกคำกลับเสมือนคลื่นเสียงสั่นสะเทือนใต้ผืนฟ้า

“ยามใดที่ดวงจิตต่างภพทะลุข้ามฟ้า มักมิได้มาผู้เดียว”

หลิงหลิงนิ่ง ราวกับถูกกระแสลมพัดแผ่วแต่แทรกลึกสู่หัวใจ

“หม่อมฉันใคร่จะกราบทูลให้ทราบว่า อีกไม่นานจะมีผู้หนึ่งเดินทางมาถึงรัฐเว่ย”

“ผู้ใด?” ฮ่องเต้ถามทันที พระขนงขมวดเข้าหากัน

หานเจินหันไปมองหลิงหลิงโดยตรง ดวงตาของเขาทอแสงลึกลับ “เป็นบุรุษ ผู้ที่มีดวงชะตาแห่งจักรพรรดิ หากมิใช่ศัตรูของรัฐเว่ย ก็ต้องเป็นผู้ครองร่วมแผ่นดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์หญิง”

หลิงหลิงหัวใจเต้นแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเย็นวาบแล่นผ่านต้นคอราวกับวิญญาณในอดีตกำลังกระซิบ

“เขามาจากรัฐฉิน” หานเจินพูดต่อ “เป็นรัชทายาทผู้มีพลังกล้าหาญ โอบเอื้อผู้คนแต่ดวงชะตาของเขามิได้เชื่อมโยงกับรัฐฉินเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกไว้กับ เจ้า”

“ข้า?” หลิงหลิงเอ่ยเสียงเบา ดวงตาสั่นระริก

หานเจินพยักหน้าช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยปริศนา “เขาคือผู้ที่ตามเจ้าข้ามภพมา เจ้ามิได้อยู่เดียวดายแต่มีเงาของอดีตเดินทางเคียงเจ้ามาด้วย”

หลิงหลิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกใครบางคนบีบรัด ภาพบางภาพพลันปรากฏขึ้นในห้วงนึก สียงแตรรถ ชายคนหนึ่งในชุดสูทกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ มือที่เอื้อมคว้ามือเธอไว้ก่อนความมืดมิดจะกลืนกิน

”อิฐ?” เธอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว

หานเจินยิ้มอย่างรู้ทัน “หม่อมฉันไม่ทราบว่าเขาคือผู้ใดในภพก่อนแต่ในชะตานี้ เขาคือรัชทายาทแห่งรัฐฉิน ผู้จะมาถึงดินแดนเว่ยในไม่ช้า ด้วยเหตุผลที่ยังลี้ลับ...”

“แผ่นดินจะสั่นสะเทือน แต่การมาของเขา มิใช่เพื่อศึกสงคราม หากเพื่อทดสอบหัวใจขององค์หญิง และทางเลือกของแผ่นดินนี้”

ฮ่องเต้ขมวดพระขนงแน่นกว่าเดิม “หมายความว่า เราจะมีว่าที่ลูกเขยเป็นรัชทายาทของรัฐฉินจริงๆหรือ!?”

ฮองเฮาหลี่ถึงกับอ้าปากค้าง สีพระพักตร์แปรเปลี่ยนวูบไหว “แต่รัฐฉินเป็นอริราชศัตรูมิใช่หรือ? จะไว้ใจได้อย่างไร ยิ่งตอนนี้พวกฉินกำลังรบเพื่อรวมแผ่นดิน?”

หานเจินยืนนิ่ง สีหน้าสงบนิ่ง “หม่อมฉันบอกได้เพียงว่า...แม้ชาติกำเนิดของเขาจะเป็นเช่นไร แต่ดวงจิตที่อยู่ในเรือนร่างนั้น มิใช่ของโลกนี้ทั้งหมดแต่แรกเช่นเดียวกับองค์หญิงเขาจึงไม่ใช่ศัตรูในความหมายเดิม”

หลิงหลิงกัดริมฝีปากแน่น หัวใจร้อนรุ่มปนหวั่นไหว “อิฐตามข้ามาจริง ๆ หรือ”

“แต่เขาจะจำข้าได้หรือไม่ หรือเขาจะเปลี่ยนไปดั่ งข้าที่ไม่เหมือนคนเดิมอีก?”

หานเจินคล้ายจะฟังความคิดนั้นได้ทั้งหมด เขายิ้มเพียงน้อย “เจ้าทั้งสองกส่งมา เพื่อเติมเต็มกันและกันหรือทำลายกันและกัน ก็ขึ้นอยู่กับใจ”

“และเมื่อวันนั้นมาถึง...เจ้าจะต้องเลือก”

เสียงลมหายใจของหลิงหลิงหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ หัวใจเธอเต้นรัวจนแทบหลุดจากอก

อิฐ...ชายหนุ่มที่เธอทั้งรัก ทั้งเจ็บใจ และหนีจากในวันสุดท้ายของชีวิตเดิม...กำลังจะกลับมา

ในร่างใหม่พร้อมตำแหน่งรัชทายาทแห่งรัฐศัตรู

เมื่อหานเจินกล่าวจบ ทุกถ้อยคำยังคงดังก้องอยู่ในใจของทุกผู้คนในท้องพระโรง

เขาค้อมกายอีกครั้งอย่างสำรวม “หม่อมฉัน...ขอถวายบังคมลากลับพะยะค่ะ เรื่องที่ควรถูกเปิดเผย หม่อมฉันกล่าวหมดแล้ว ส่วนทางเลือกเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร...ย่อมขึ้นอยู่กับผู้มีชะตาเกี่ยวพันโดยแท้”

“ขอทรงประทานอภัยที่หม่อมฉันมาโดยไม่บอกกล่าว และลาล่วงหน้าเช่นนี้”

ฮ่องเต้เฉียนหรงยังทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ

“เดินทางปลอดภัย หานเจิน”

“ท่านอาจารย์อย่าเพิ่งไป” หลิงหลิงรีบเอ่ยออกไป

“ท่านคือบุรุษคนเดียวกันกับที่วาดภาพให้ข้าใช่หรือไม่”

“ถูกต้อง ฮาฮ่าฮ่า”

หลังจากจบสนทนาอาจารย์หานเจินก็ได้จากไป

“อิฐ…”

เสียงหลิงหลิงเอ่ยออกมาแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน ราวเสียงลมหายใจสุดท้ายของใครบางคนที่จากไปแสนนาน

ร่างของเธอสั่นเล็กน้อย ก่อนจะทรุดลงกลางท้องพระโรงทันทีราวกับดวงใจรับไม่ไหว

“หลิงหลิง!”

“ลูก!”

ฮ่องเต้เฉียนหรงกับฮองเฮาหลี่ร้องออกมาพร้อมกัน พระบาทรีบก้าวลงจากบัลลังก์มาทั้งสองพระองค์ ประคองร่างของบุตรีคนเดียวที่แน่นิ่งทรุดลงกับพื้น

ดวงตากลมโตของหลิงหลิงเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตา ราวกับเขื่อนที่กั้นอารมณ์ถูกพังทะลาย

“ทำไมเขาต้องตามมาด้วย” เสียงของเธอสั่นพร่า แทบจะไม่สามารถควบคุมได้

“ข้า ข้าหนีมาแล้วนี่” น้ำตาเม็ดโตหลั่งรินไม่ขาดสาย “ทำไมเขายังงตามมาอีก”

พระหัตถ์ของฮองเฮาหลี่โอบกอดลูกสาวไว้แน่น พระเนตรแดงก่ำอย่างอดกลั้น “ไม่เป็นไรลูก เจ้ายังมีพ่อแม่อยู่ตรงนี้ไม่ต้องกลัว”

ฮ่องเต้เฉียนหรงกุมมือของหลิงหลิงไว้แน่น “ต่อให้เขาจะมา ข้าาก็จะไม่ให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าเด็ดขาด!”

แต่คำปลอบโยนนั้นกลับไม่อาจกลบคลื่นความหวั่นไหวในใจหญิงสาว เพราะเธอรู้...

อิฐมิใช่คนอื่น มิใช่เพียงแค่ใครสักคนในอดีตแต่เขาคือแผลลึกที่ยังไม่เคยสมานดี

และหากเขาจำเธอได้—เธอก็ไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร

หากเขาจำเธอไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าหัวใจจะแตกสลายมากเพียงใด

เสียงสะอื้นยังคงดังแผ่วในอ้อมแขนของสองพระบิดามารดาและข้างนอก ท้องฟ้าเว่ยกลับเปลี่ยนเป็นหม่นมัว ลมเหนือเริ่มพัดแรง...ราวกับฟ้ากำลังล่วงรู้ว่า—สายลมจากรัฐฉิน...กำลังพัดมาถึง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่43 จบ

    บทที่43 อาหลานและหรูอี้ฤดูร้อนในกรุงเทพฯ ท้องฟ้าใส อบอุ่นแต่ไม่ร้อนจัดไม่นานหลังจากพิธีรับปริญญา หรูอี้และอาหลานก็กลับถึงบ้านพร้อมใบปริญญาในมือ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าสองสาวเต็มไปด้วยความภูมิใจหลิงหลิงกับอิฐต้อนรับหรูอี้กลับบ้านด้วยอ้อมกอดแน่น ๆ ส่วนเยี่ยนเฉินกับลูกปลาเตรียมอาหารเลี้ยงเล็ก ๆ ต้อนรับลูกสาวคนเก่งอย่างอาหลานในมื้อเย็นวันนั้น โต๊ะอาหารของบ้านหลังใหญ่มีเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยถึงวันรับปริญญา ภาพบัณฑิตสาวในชุดครุยยังคงปรากฏอยู่ในโทรศัพท์ของพ่อแม่แต่ละคนที่เลื่อนดูวนไปวนมาไม่รู้เบื่อแต่เมื่ออาหารจานสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ เสียงพูดค่อย ๆ เบาลง ก่อนที่หลิงหลิงจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาสำคัญหลิงหลิงยิ้มมองอาหลาน“อาหลานก็เรียนจบแล้วสินะ เร็วเหมือนกันนะลูก เวลาผ่านไปแป๊บเดียว”ลูกปลาพยักหน้าตาม“วันนั้นที่เธอยังเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนเราเหมือนเพิ่งผ่านไปเมื่อวานเอง”อิฐวางช้อนลง“พวกเราสองครอบครัวก็คุยกันมาหลายรอบแล้วนะ เรื่องแต่งงานของอาเว่ยกับอาหลาน...”ห้องทั้งห้องเงียบลงนิดหนึ่ง แต่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นเยี่ยนเฉิน“ความจริงเราอยากจะรอให้ลูกทั้งสองคนเรียนจบก่อน แล

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่42 อาเว่ยของอาหลาน

    บทที่42 อาเว่ยของอาหลานแสงแดดยามบ่ายทอดยาวลงบนผืนน้ำที่สะท้อนระยิบระยับ ลมทะเลพัดเบา ๆ พอให้ผมของอาหลานปลิวไหว เธอสวมเดรสสีครีมอ่อนเรียบง่ายแต่ดูดี กำลังเดินเท้าเปล่าลงบนผืนทรายข้าง ๆ อาเว่ยที่สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงผ้าสบาย ๆอาเว่ยถือรองเท้าแตะของอาหลานในมือ เดินไปข้างเธอไม่ห่างเลยแม้ก้าวเดียวอาหลาน “อาหลานชอบทะเลนะ มันเงียบดี ไม่เหมือนในกรุงเทพเลย”อาเว่ยยิ้มมองด้านข้าง “แล้วถ้าอยู่กับพี่ ทะเลเงียบเกินไปมั้ย?”อาหลานหัวเราะเบาๆ “ก็ไม่เงียบเท่าไหร่หรอกค่ะ พี่ชอบแกล้งอาหลานมากกว่า”อาเว่ย “พี่ไม่ได้แกล้ง พี่กำลังจีบอยู่ต่างหาก”อาหลานหน้าแดงในทันที หันหน้าไปทางทะเลแทน ไม่กล้าสบตาอาหลาน “พี่เว่ย...พูดแบบนี้อีกแล้ว”อาเว่ย เดินมาขวางหน้าแล้วก้มลงมองเธอในระยะใกล้“ก็อาหลานน่ารัก พี่ห้ามใจไม่ไหวหรอก จะให้พี่พูดแต่เรื่องงานได้ยังไง?”เธอขำแต่หน้าแดงจัด พี่เว่ยจับมือเธอเอาไว้แน่นแล้วเดินต่อไปยังชายหาดที่คนบางตาอาเว่ย “อาหลานรู้ไหม พี่รอมานานมากเลย กว่าจะได้เที่ยวกับเธอแบบนี้ สองคน”อาหลานอมยิ้ม “อาหลานก็นึกว่าพี่จะไม่พูดสักที…”อาเว่ย “ก็พี่กลัว กลัวเธอจะไม่มองพี่แบบเดียวกัน พอรู้ว

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่41 โตแล้ว

    บทที่41 โตแล้ว20 ปีผ่านไป ท่ามกลางความนิ่งสงบที่ไม่เสื่อมคลาย อาเว่ยเติบโตขึ้นเป็นหนุ่มวัย 24 ปี รูปร่างสูงโปร่งเต็มไปด้วยพลังและความมั่นใจ ส่วนอาหลานและหรูอี้ต่างก็เข้าสู่วัย 20 ปี หน้าตาและร่างกายยังคงความสดใสและสง่างามดุจดั่งดวงดาวที่เปล่งประกายในท้องฟ้าหลิงหลิง อิฐ ลูกปลา และอาเฉิน กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเลยแม้แต่น้อย พลังวิเศษที่ได้รับจากพรของอาจารย์หานเจิน ทำให้พวกเขาคงความเยาว์วัยและสุขภาพสมบูรณ์เสมอเหมือนกับหนุ่มสาวตลอดกาล ลูกๆ ของพวกเขาก็ได้รับพรนี้สืบทอดต่อ ทำให้ครอบครัวนี้เป็นเหมือนตระกูลนิรันดร์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันในวันหนึ่ง ทุกคนพร้อมใจกันวาปกลับสู่รัฐฉิน บ้านเกิดที่มีอดีตและความทรงจำลึกซึ้ง แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ไทเฮาไป๋อวิ๋นได้สวรรคตลงแล้วก่อนหน้านี้ ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงอย่างหนักหน่วง เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของหลิงหลิงก็ได้จากไปเช่นกัน เหลือเพียงความทรงจำและความรักที่ยังคงประทับอยู่ในใจของทุกคนพอทุกคนวาปกลับมาถึงรัฐฉิน ดินแดนที่เคยเป็นบ้านของพวกเขา หลิงหลิง อิฐ ลูกปลา อาเฉิน และลูกๆ ทั้งอาเว่ย อาหลาน หรูอี้ ต่างเดินทอดน่องไปยังที่ที่เค

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่40 อาเว่ยของพ่อ

    บทที่40 อาเว่ยของพ่ออออหลายเดือนต่อมา — เช้าแรกของการเปิดเทอมแสงแดดส่องลอดผ้าม่านสีขาวในห้องนอนของครอบครัวหลิงหลิงเสียงนาฬิกาปลุกดัง “ปี๊บ ปี๊บ ปี๊บ!” แต่ไม่มีใครสนใจ จนกระทั่งเสียงหนึ่งกรี๊ดลั่น…หลิงหลิงเสียงดังลั่น“อิฐ! ตื่นนนนน!! วันนี้อาเว่ยเข้าโรงเรียนวันแรก!!!”อี้หลง งัวเงีย“หา...วันนี้เหรอ? ไม่ใช่พรุ่งนี้เหรอ...?”หลิงหลิง“อิฐจะให้ลูกไปสายวันแรกเลยเหรอ! ตื่นไปเตรียมกระเป๋า! เอาชุด! เอาหมีนอนลูกออกมาด้วย!!”(10 นาทีต่อมา)ทั้งครอบครัวยืนอยู่หน้ากระจกอี้หลงกำลังใส่เป้อุ้มหรูอี้ (ที่หลับอยู่แบบไม่สนโลก) ส่วนอาเว่ยยืนน้ำตาคลอในชุดนักเรียนอินเตอร์สุดหล่ออาเว่ยเสียงสั่น“แม่ ไม่อยากไปโรงเรียนอ่ะ หนูอยากอยู่กับน้อง”หลิงหลิง ลูบหัว“อาเว่ยลูก โรงเรียนสนุกนะ มีของเล่น มีเพื่อน มีข้าวกลางวัน…”อี้หลง นั่งยองๆ ข้างลูก“ลูก…ไม่ต้องไปก็ได้ก็ได้นะ ฮืออออ ลูกยังเล็ก เดี๋ยวพ่อไปเรียนแทนเอง!”หลิงหลิง ตะโกนใส่ผัว“อิฐ! ลูกจะกลัวเพราะอิฐเนี่ยแหละ! หยุดร้องเลย!”อี้หลง สะอื้นเบาๆ“ก็พ่อรักลูก ฮือออออออ”หลิงหลิง“รักก็หุบปาก แล้วอุ้มหรูอี้ไปขึ้นรถ!”ที่หน้าโรงเรียนนานาชาติชื่อดังใกล้คอน

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้า

    บทที่39 ลูกปลาคลอดแล้วจ้าหลิงหลิงกับอี้หลงและลูก ๆ ใช้ชีวิตอยู่ในวังเว่ยอย่างสงบสุขตลอดสองเดือน เสด็จพ่อเสด็จแม่ก็เอ็นดูหลานทั้งสองมาก จนหลิงหลิงเองก็แทบไม่อยากกลับแต่ในคืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งครอบครัวกำลังรับประทานผลไม้ยามค่ำในตำหนักเกิดลมพัดแปลก ๆ ขึ้นกลางอากาศเสียงฉึก! พร้อมแสงแวววับของเวทมิติก็ผ่าเข้ากลางลานหินก่อนที่ “เยี่ยนเฉิง” จะทะลุเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกเยี่ยนเฉิง (หอบหายใจ)“ลูกปลา! นางเจ็บท้องหนักมาก ข้า ข้าไม่รู้จะทำยังไง!”หลิงหลิง“อะไรนะ! แล้วทำไมไม่พาไปโรงบาล!?”เยี่ยนเฉิง“นางไม่ยอมไปไหนถ้าไม่มีพวกเจ้า! พวกเจ้าต้องกลับไปเดี๋ยวนี้!”อี้หลง รีบวางผลไม้“จัดของ พาเด็ก ๆ กลับก่อน แล้วตามไปเลย!”หลิงหลิงรีบวิ่งไปลาท่านพ่อท่านแม่ที่ท้องพระโรงน้ำเสียงนางเร่งรีบแต่นอบน้อม ท่านทั้งสองเข้าใจทันทีและโบกพระหัตถ์อนุญาตฮองเฮาหลี่ ยิ้มอ่อน“กลับไปเถิดลูก ปลาต้องการเจ้า อย่าลืมพาเจ้าตัวน้อยมาให้ข้าชมด้วยนะ”ทันทีที่ข้ามมิติกลับมาถึงคอนโดหลิงหลิงก็พบลูกปลานอนร้องไห้ด้วยความเจ็บอยู่บนโซฟาเส้นผมเปียกชื้น หน้าซีด มือกุมท้องแน่นลูกปลา เสียงเบา“กูเจ็บ… กูเจ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัว

    บทที่38 ชีวิตทั้งสองครอบครัวหลายเดือนผ่านไปในกรุงเทพฯ...ความคุ้นชินกับวิถีชีวิตในโลกยุคใหม่เริ่มหล่อหลอม "เยี่ยนเฉิง" มากขึ้นทุกวัน — จากคนที่ใช้ดาบ กลับกลายเป็นคนที่ถือช้อนส้อมได้คล่อง ไปซูเปอร์มาร์เก็ตไม่หลง ฟังเพลงจากมือถือเป็นแล้ว และเริ่มมีท่าทางเหมือน "พ่อบ้านใจกล้า" มากขึ้นทุกวันแต่ลึกลงไปในใจ...เยี่ยนเฉิงยืนนิ่งริมระเบียงคอนโด มองออกไปยังแสงไฟเมืองที่ไม่เคยหลับ แสงจันทร์เหนือกรุงเทพฯ ต่างจากจันทร์ในแคว้นฉู่ แต่มันก็ทำให้เขานึกถึง “แผ่นดินที่จากมา” อย่างเงียบๆเยี่ยนเฉิง “เสียงจิ้งหรีดก็ไม่มี...กลิ่นหญ้าตอนเช้าก็ไม่มี ข้าคิดถึง”เบื้องหลังเขา ลูกปลานั่งทาโลชั่นคนท้องอยู่บนโซฟา เปิดทีวีดูซีรีส์ไทยอย่างอินจัด หัวเราะออกมาที อาเฉินก็สะดุ้งนิดๆ แล้วหันไปมองด้วยแววตาอ่อนโยนลูกปลา “คิดถึงบ้านล่ะสิ?”เยี่ยนเฉิง พยักหน้า “ข้าไม่เคยจากถิ่นเกิดนานขนาดนี้มาก่อนเลย”ลูกปลา “เอ้า ก็กลับไปดูได้นี่ เดี๋ยวปลากับลูกตามไปทีหลัง ปลายังไม่ไหว ท้องจะเข้าเดือนที่เจ็ดแล้ว”เยี่ยนเฉิง “ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าไว้คนเดียวหรอก”ลูกปลา “ขอบใจนะ แต่เอางี้ ถ้าคิดถึงมาก เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันก็ได้ รอปลาคลอดก่อนน

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNC

    บทที่24 อยู่ต่อได้ไหมNCลูกปลายังคงจับแขนเสื้อของเยี่ยนเฉิงไว้แน่น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นไม่ไหวติงจากใบหน้าเขา“ข้าจะช่วยท่าน” เสียงเธอนุ่มนวลแต่หนักแน่น “ไม่ใช่เพราะท่านเคยเป็นใคร หรือกำลังจะกลายเป็นอะไร... แต่เพราะข้าเชื่อว่า ในใจท่าน ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่”เยี่ยนเฉิงไม่พูดอะไร เพียงจ้อ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ย

    บทที่8 เดินทางไปรัฐเว่ยกองคาราวานของคณะทูตรัฐฉินออกเดินทางจากนครหลวงใต้แสงอรุณของฤดูปลายใบไม้ผลิ รถม้าทรงสี่เหลี่ยมสีดำล้อมด้วยขุนนาง ผู้ติดตาม และทหารองครักษ์ในชุดเครื่องแบบประจำราชสำนักฉิน เส้นทางทอดยาวจากเทือกเขาสู่ทุ่งหญ้า ผ่านลำธารและป่าร่มครึ้มที่เต็มไปด้วยหมอกจาง ท่ามกลางหมู่คนผู้เงียบขรึมแ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่7 สงครามรวมแผ่นดิน

    บทที่7 สงครามรวมแผ่นดินณ โลกปัจจุบัน กาลเวลาล่วงเลยไปนานนักนับจากวันที่ แพทย์หญิงหลิงหลิง เกียรติไพบูรณ์ ขับรถตกสะพานหายไปในแม่น้ำใหญ่ ท่ามกลางความตื่นตระหนกของสังคม ข่าวการหายตัวของเธอเป็นข่าวใหญ่ในเวลานั้น—และค่อย ๆ เงียบหายไป พร้อมคำว่า "ยังไม่พบศพ"โลกเปลี่ยนไป วิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่มีใครพบเ

  • ทะลุมิติมาป่วนวังหลวง   บทที่5 นางทำได้อย่างไร

    บทที่5 นางทำได้อย่างไรเมื่อเสียงฝีเท้าของขันทีดังลั่นเข้ามายังท้องพระโรง ขันทีซุ่นไห่ซึ่งเป็นคนสนิทของฮ่องเต้รีบคุกเข่ารายงานอย่างร้อนรน“ถวายพระพรฝ่าบาท! องค์หญิงหลิงหลิง... องค์หญิงเสด็จไปยังตำหนักจิ่งฮวา และ...และได้ทรงช่วยชีวิตท่านสนมเยว่ซินไว้พะยะคะ!”เฉียนหรงฮ่องเต้ที่กำลังพิจารณารายงานราชกา

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status