LOGIN"สตรีแซ่เจียงอ่อนแอ เป็นหนามแหลมไร้ค่า น่ารำคาญ" คำปรามาสซึ่ง ๆ หน้า จากคนไม่รู้จักกัน กลายเป็นปมจนยากจะแก้ไข หลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น ทองคำแห่งราชวงศ์ฉินจึงถูกตราหน้าว่าเป็นบุรุษกำพร้าเมีย
View Moreกายสูงใหญ่กว่าบุรุษแคว้นฉินทั่ว ๆ ไป สะบัดชายอาภรณ์สีเข้มเต็มแรง แผ่นหลังกว้างหันหลังให้บัลลังก์มังกร ไม่สนใจน้ำเสียงกึ่งขอร้องของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
คำร้องขอซ้ำ ๆ ของผู้ปกครองแคว้น สร้างความหงุดหงิดในใจจนมิอาจแสดงท่าทีเมินเฉยอีกต่อไป
เขาแค่ไม่มีเมีย มันผิดมากนักหรือ!
“อาหลง เจ้ายังไม่มีชายาเลยสักคน แม้แต่สนมก็ไม่เคยมี จ้าวจินหงเป็นสตรีงามพร้อม มีฐานะเป็นถึงท่านหญิงขั้นหนึ่ง เหตุใดเจ้าจึงปฏิเสธนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
“สตรีล้วนไม่สำคัญ กระหม่อมไม่จำเป็นต้องรับสตรีเข้าตำหนัก”
วาจาหนักแน่นเอ่ยย้ำเฉกเช่นทุกครั้ง ทว่าชั่วครู่ในความรู้สึกเขากลับนึกถึงเสี้ยวหน้าด้านข้างของใครบางคน
“แต่นางมีใจให้เจ้า ส่วนข้ายังคงติดค้างเรื่องบิดาของนาง”
“ฝ่าบาทหากกระหม่อมต้องตามใจสตรีทุกนาง เห็นทีว่าป่านนี้ในตำหนักคงไม่เหลือแม้กระทั่งทางให้ก้าวเดิน”
“เฮ้อ แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้อุ้มหลานตัวเล็ก ๆ บุตรชายบุญธรรมของเจ้าก็พามาตอนเดินได้แล้ว ข้าไม่เคยได้อุ้มเด็กเลยสักครั้ง”
เมื่อเห็นว่าบังคับไม่ได้เช่นเคย ฉินหลางม่อเหลียนฮ่องเต้จึงยอมล่าถอย เปลี่ยนมาใช้วาจาอ้อนวอนแทนการบังคับ
“รออุ้มหลานจากโอรสธิดาของพระองค์เถิด ไม่ต้องสนใจกระหม่อม”
“เรื่องสตรีของเจ้าข้าจะไม่ยุ่งก็แล้วกัน แต่ในเมื่อมาแล้วเช่นนั้นจงไปจัดการเรื่องนี้ต่อเถิด ข้ายังไม่ได้ส่งเรื่องให้หัวหน้าผู้พิทักษ์แผ่นดิน”
กระดาษแผ่นเล็กสีน้ำตาลอ่อน ถูกยื่นส่งให้คนที่พระองค์ไว้ใจมากที่สุด
“จัดการให้เงียบที่สุด ข้าไม่อยากให้ขุนนางพวกนั้นรู้ตัว”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จวิ้นอ๋องฉินหลางหลง รับกระดาษแผ่นเล็กมาเก็บไว้ แล้วทำทีจะเดินจากไปดังเดิม หากไม่ได้ยินเสียงเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
“เอ่อ หากเป็นบุตรีอัครเสนาบดีเจียงเล่า เจ้าคิดเห็นเช่นไร”
สองขายาวหยุดชะงักทันที เมื่อพี่ชายกลับมากล่าวถึงสตรีอีกครั้ง ท่าทีแน่นิ่งประหนึ่งกำลังรอฟังเรื่องสำคัญ ทำให้ฮ่องเต้รีบกล่าวในสิ่งที่ตนคิด
“ถึงแม้เจียงม่านเย่วจะชื่อเสียงไม่ค่อยดี แต่ชาติตระกูลของนางเหมาะสมกับเจ้า ข้าได้ยินมาว่านางรูปโฉมงดงามเป็นหนึ่ง”
ฉินหลางม่อเหลียนฮ่องเต้ พยายามกล่าวรั้งพระอนุชาให้พูดคุยกันต่อ เพราะอีกไม่นานคนที่พระองค์กล่าวถึง คงเดินทางมาถึงพอดี
หากบุรุษกับสตรีได้พบหน้ากัน อาจจะหว่านล้อมได้ง่ายกว่าการมองจากรูปวาด ทว่าพระองค์ประเมินฝีปากของอนุชาต่ำเกินไป
“ฝ่าบาท สตรีแซ่เจียงล้วนไม่ต่างจากสตรีคนอื่น ๆ นางอ่อนแอ เปราะบาง น่ารำคาญ ต่อให้งดงามเพียงไร กระหม่อมก็ไม่สนใจ สตรีงามไม่ต่างจากหนามไร้ค่า”
กล่าวจบสองขามั่นคงคู่นั้น ก็ก้าวเดินออกจากท้องพระโรงทันที ไม่ฟังเสียงเรียกรั้งใด ๆ อีก
ในใจบุรุษไร้รัก กำลังนึกค่อนขอดสตรีทุกคน เขาจัดการความรู้สึกของชายหนุ่มได้ด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้สิ่งมีชีวิตน่ารำคาญ
ท่าทีนุ่มนิ่มของสตรี ทำให้ไม่อยากเข้าใกล้แม้เพียงช่วงแขน อีกทั้งเสียงร้องไห้ยามถูกขัดใจ ยังน่ารำคาญเกินกว่าจะทนรับไหว
ขณะเดินผ่านท้องพระโรงสู่ประตูทางออกทิศใต้ ฉินหลางหลงได้เดินสวนกับขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่ง เขารู้สึกผิดอยู่บ้างที่กล่าวถึงบุตรีคนผู้นี้ลับหลัง
“ถวายพระพรจวิ้นอ๋อง พ่ะย่ะค่ะ”
อัครเสนาบดีเจียงเจี้ยน ก้มหัวลงทำความเคารพผู้สูงศักดิ์เต็มพิธีการ
ถึงแม้จะไม่พอใจเลยสักนิด ที่อีกฝ่ายกล่าวลับหลังบุตรสาวของตน ทว่าต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ จำเป็นต้องเก็บงำความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้
“เสนาบดีเจียงไม่ต้องมากพิธี ข้ามีธุระขอตัวก่อน”
ทว่าขณะกำลังเดินก้าวข้ามธรณีประตู สายตาคมกริบได้สบเข้ากับดวงตากลมโตคู่หนึ่งเข้าพอดี
กึก!!!!
สองขาเพรียวยาวของผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งมีความสูงในระดับเดียวกับเอวคอดหยุดเดินทันที
สายตาคมปลาบของบุรุษแสนหยิ่งยโส จ้องมองสิ่งมีชีวิตรูปร่างอ้อนแอ้นแปลกตาตรงหน้าตาไม่กะพริบ มองตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า
มีทั้งส่วนบอบบางเท่ากำมือ ทว่าบางส่วนกลับโค้งเว้านูนเด่นยากจะคาดคะเน
ตึกตัก ตึกตัก
เสียงอวัยวะบางอย่างในอกข้างซ้าย ซึ่งซุกซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อหนั่นแน่นดังระรัว มันเต้นถี่จนเขาต้องใช้ฝ่ามือกดทับเอาไว้
เขาติดโรคประหลาดจากฝ่าบาทหรืออย่างไร!
สายลมขนาดย่อม ๆ พัดพาเส้นผมดกดำของดรุณีแรกแย้ม ให้ปลิวสยายพอประมาณ กลิ่นหอมอ่อน ๆ เฉพาะตัวโชยเข้าจมูกคนปากไวโดยไม่ทันตั้งตัว
ทางด้านคนถูกมองจาบจ้วง หลังจากเผลอสบสายตากับคนปากไม่ค่อยดี จึงรีบก้มหน้าหลบสายตาทันที
ถึงแม้ในใจจะอยากต่อว่าอีกฝ่าย ที่กล้ากล่าวถึงสตรีไม่รู้จักลับหลัง แต่เพราะเห็นแก่บิดาจึงยอมสงบวาจา
สองมือเล็กกำเข้าหากันแน่น หมายกดทับอารมณ์เลือดร้อนของตนซึ่งมีมาตั้งแต่อดีต
นางไม่เคยมีปัญหา หรือทำผิดกับคนผู้นี้เลยสักครั้ง เหตุใดจึงกล้านินทากันลับหลัง
เนื่องจากเดินตามหลังบิดามาไม่ห่าง อีกทั้งท้องพระโรงมีเพดานสูงโปร่ง เสียงพูดคุยกันด้วยอารมณ์โทสะ จึงดังก้องไปทั่วทุกทิศของประตูเข้าออก
นางได้ยินทุกคำกล่าวร้ายของเขาเลยแหละ!
‘โจวหนิงเสวี่ย ทำชื่อเสียงของนางย่ำแย่เพียงนี้เลยหรือ’
วันนี้เจียงม่านเย่ว บุตรีคนเล็กของอัครเสนาบดีเจียงเจี้ยน ติดตามบิดามาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ยังท้องพระโรง ตามคำกล่าวเชิญของผู้ปกครองแคว้น
น้ำเสียงเย้ยหยันของบุรุษผู้นั้น ยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัวไม่จางหาย
อ่อนแอ น่ารำคาญ หนามแหลมไร้ค่า!
สตรีควรอ่อนแอบ้างไม่ใช่หรอกหรือ หนามมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวมัน เหตุใดจึงถูกกล่าวว่าไร้ค่าเพียงด้านเดียว
หากความแข็งแกร่งเหมาะสมกับสตรีมากกว่า เหตุใดครั้งนั้นนางจึงถูกหักหลังกันเล่า
ระยะเวลาสิบกว่าปีมานี้ เจียงม่านเย่วใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูผู้ร่ำรวยมาโดยตลอด เมื่อได้ยินคำสบประมาทซึ่ง ๆ หน้า ตัวตนครึ่งหนึ่งที่ถูกฝังกลบมานาน จึงเริ่มตื่นตัวขึ้นทีละนิด ๆ
หางตาเรียวยกเชิดขึ้น เหลือบมองเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุรุษ ผู้ซึ่งมีฝีปากสวนทางกับใบหน้า คนกำลังโมโหรับรู้ได้ทันทีว่าคนปากเสียคือผู้ใด
เขาคือบุรุษที่สตรีทั่วทั้งแคว้นฉินชื่นชม และหวาดกลัวในนิสัยเลือดเย็นนั่นเอง
“ท่านพ่อ ไม่นะเจ้าคะ”
หากการถูกเรียกเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในวันนี้ เกี่ยวเนื่องกับคนที่เพิ่งเดินสวนกัน นางขอปฏิเสธทุกข้อเสนอ
“ไม่เป็นไร แค่เข้าเฝ้าธรรมดา” บุตรสาวพูดเพียงแค่ประโยคสั้น ๆ แต่ผู้เป็นบิดากลับเข้าใจถ่องแท้
“เจ้าค่ะ”
สองพ่อลูกเดินตามกันไปเข้าเฝ้าผู้ปกครองแคว้น ไม่ได้สนใจบุรุษที่ยืนแน่นิ่งอยู่หน้าประตูท้องพระโรงอีกเลย
แม่ทัพจ้าวจินหง กับซื่อจื่อฉินหลางหนานเค่อ มาร่วมแสดงความยินดีด้วยใจสงบสุขหลังจากเกิดเรื่องราวในวันนองเลือด แม่ทัพจ้าวจินหง จึงได้รู้แน่ชัดว่าตนเทียบไม่ได้กับพระชายาผู้งดงาม ทั้งด้านรูปโฉม ฐานะ และทักษะการเอาตัวรอดอีกทั้งเพิ่งจะรู้ชื่อแซ่ผู้มีพระคุณ ในงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อหลายเดือนก่อน จากการบอกเล่าของผู้บังคับบัญชานางรอดชีวิตมาได้ เพราะได้รับความช่วยเหลือทันท่วงที จากสตรีคนเดียวกับที่ช่วยเหลือฮองเฮาเจียงม่านเย่ว สตรีผู้มากฝีมือวันนี้ จ้าวจินหง จึงตั้งใจมาแสดงความยินดีจากใจจริง ไร้ซึ่งอคติใด ๆ ทั้งนั้นบรรยากาศภายในงาน อบอวลไปด้วยความสุข อัครเสนาบดีเจียงเจี้ยน มาพร้อมกับคนในครอบครัว ทุกคนยิ้มแย้มเปี่ยมสุข ดีใจที่ไข่มุกงามของตระกูลเจียง สุขสมหวังในความรักโต๊ะที่นั่งด้านข้างตระกูลเจียง เป็นของครอบครัวเสนาบดีฝ่ายซ้ายคนใหม่เนื่องจากเสนบดีฝ่ายซ้ายคนเดิม ต้องโทษประหารไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ข้อหาให้ความช่วยเหลือพวกเผ่าซยงหนูโจวหนิงเสวี่ย กับบุรุษในโรงน้ำชา ก็ถูกประหารชีวิตในวันเดียวกัน ตระกูลโจวต้องโทษเป็น ได้รับการละเว้นโทษตาย ถูกเนรเทศให้ไปใช้ชีวิตในเมืองชายแดน ห้ามกลับเข้าเมืองหลวงตลอ
ส่วนแม่ทัพจ้าวจินหง รีบหมอบลงตามคำสั่ง และเตรียมเข้าช่วยอารักขาสตรีสูงศักดิ์ ต่อให้นึกอิจฉาใครบางคนไม่หาย แต่ยามคับขันไม่จำเป็นต้องขัดขากันเมื่อเจียงม่านเย่ว วางร่างสั่นเทาลงในจุดปลอดภัย เจ้าของเสียงกัมปนาท จึงใช้สองนิ้วเป่าปากอย่างชำนาญ เพื่อส่งสัญญาณบางอย่าง‘สัญญาณสังหาร กวาดล้างให้สิ้นซาก’หลังจากลูกธนูหมดไป บุรุษใบหน้าถมึงทึงเกือบหนึ่งร้อยชีวิต ได้ก้าวเดินออกมาจากที่ซ่อน ยามนี้พวกมันแน่ใจในกำลังพลอารักขาแล้ว‘องครักษ์หลวงแค่ห้าสิบคน พวกมันเอาชนะได้ไม่ยาก’ทว่าก้าวเดินออกมายังไม่ทันไร ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มสตรีที่นอนหมอบหลบลูกธนูอยู่บนพื้น เงาร่างนับร้อยชีวิตจากอีกกลุ่ม ก็ปรากฏกายขึ้นเช่นกัน“พวกเรา หนีเร็ว กับดัก” เสียงของกลุ่มชายฉกรรจ์เกือบร้อยชีวิต ตะโกนบอกพรรคพวกร่วมเผ่าให้หลบหนีแต่สายเกินไปเสียแล้ว พวกมันถูกกองกำลังเงาทมิฬ ไล่ต้อนสังหารในดาบเดียวเลือดผู้บุกรุกไหลนองเต็มพื้นหญ้า แม่ทัพจ้าวจินหง รับอาสาต้อนกลุ่มสตรีพาเข้าไปหลบในที่ปลอดภัยทหารองครักษ์หลวงอีกห้าสิบนาย เข้าร่วมต่อสู้โรมรัน ใช้เวลาเพียงไม่นาน เจ้าของธนูพวกนั้นก็สิ้นชีพทุกคนไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิตเพื่อเค้นถามข้อมูล เ
ฮ่องเต้ดึงแขนอนุชาร่วมมารดา ให้ถอยห่างจากวงสนทนาหลายก้าว แล้วค่อยกระซิบถามเสียงเบา พระองค์รู้ว่าคำสั่งของฮองเฮา ไม่มีผลกับจวิ้นอ๋อง“เจ้าเห็นควรว่าอย่างไร”“ตามใจเมียของกระหม่อม พ่ะย่ะค่ะ”“เหอะ ตอนนี้มาทำพูดอวด เจ้าเกือบกำพร้าเมียแล้วไหมเล่า ราชโองการสมรสของข้า นึกว่าจะไม่มีโอกาสเปิดอ่านเสียแล้ว”“ฝีมือล้วน ๆ พ่ะย่ะค่ะ”“ฝีมือหรือแผนการกันแน่ เจ้าเจียงเจี้ยน มาร้องห่มร้องไห้ว่าเจ้ารังแกบุตรสาวให้ข้าฟังอยู่หลายวัน”“ท่านพ่อตาแม่ยาย จะได้มีบุตรเขยถูกต้องตามธรรมเนียมเร็ว ๆ กระหม่อมหวังดี เพราะต่อให้ความลับไม่แตก กระหม่อมก็ไม่ยอมกำพร้าเมียเด็ดขาด”จะลากตัวมาทำให้ร้องเสียงหวาน ๆ ใต้ร่างเขาคนเดียวไปตลอดชีวิต ต่อให้อีกฝ่ายไม่ยอมแต่งด้วย แต่ใช่ว่าเขาจะยอมจบเรื่องง่าย ๆ“เอาเถิด ข้ายอมแพ้เจ้า แล้วข้าต้องล่อพวกมันไปถึงจุดไหน”สายพระเนตร กวาดมองไปรอบ ๆ บริเวณ หลากหลายเรื่องราวของพวกซยงหนู พระองค์ได้รับรายงานทุกเรื่อง“มุ่งหน้าทิศเหนือไปเรื่อย ๆ กระหม่อมจะคอยคุ้มกันอยู่ไม่ไกล”“แล้วคู่หมั้นของเจ้าเล่า”“นางให้กระหม่อมมาดูแลพระองค์ ส่วนทางนั้นจะจัดการเอง”“เจ้าแน่ใจหรือ” สตรีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เ
เมื่อเห็นสายตาจ้องจับผิดหรี่มอง ท่าทียกคิ้วของศัตรูตัวฉกาจ ล้วนไม่เคยมีเรื่องดีเกิดขึ้น คนมีแผนการในใจจึงรู้สึกร้อนตัวครั้นเหลือบไปเห็นสตรีสูงศักดิ์เป้าหมายสำคัญ เดินเล่นอยู่กับนางกำนัลข้างกาย จึงรีบกล่าววาจาเพื่อตัดบทสนทนา“ข้ามาพบองค์หญิงใหญ่ ไม่ได้มาหาเจ้า”ก่อนเดินทางเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ โจวหนิงเสวี่ย พยายามหาทางตีสนิทองค์หญิงของแคว้น ผ่านทางสหายใหม่คนหนึ่งสหายหญิงผู้นั้น คือบุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายซ้าย และวันนี้ก็มาเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์ด้วยเช่นกันเมื่อมีโอกาสพูดคุยกับเป้าหมายเป็นครั้งแรก เรื่องราวแย่ ๆ ของเจียงม่านเย่ว กลายเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ ระหว่างสตรีสูงศักดิ์ กับบุตรีบัณฑิตธรรมดาผู้หนึ่งเปลี่ยนจากไม่อยากรู้จักเลยสักนิด กลายเป็นไว้ใจและอยากคบหาเป็นสหายเพราะมีศัตรูคนเดียวกัน เลยอยากคบหาด้วยนั่นเองยามนึกอิจฉามาก ๆ ก็ขุดเรื่องราวแย่ ๆ ของศัตรู มาพูดคุยเป็นประเด็นในวงน้ำชา กลายเป็นความสนุกผ่อนคลายอารมณ์“โจวหนิงเสวี่ย เจ้ามาแล้วหรือ เสด็จแม่กำลังรอที่กระโจม รีบไปกันเถิด”คนพูดใช้หางตามองสตรีอีกคน สตรีที่แย่งชิงบุรุษในใจของตนไปอย่างหน้าตาเฉย‘อิจฉามาก’ คำ ๆ นี้ผุดขึ












reviews