“เอาละ ๆ ในเมื่อไม่มีใครเอ่ยคัดค้านเรื่องนี้แล้วถ้าเช่นนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปยังบ้านของตนเองได้แล้ว”
หลังจากที่คังหนานเอ่ยจบเหล่าชาวบ้านหนานเจียง ต่างก็พากันแยกย้ายกลับบ้านของตนเองอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นในตอนนี้จึงเหลือเพียงครอบครัวบ้านเจียง หัวหน้าหมู่บ้านและสองสามีบ้านจางเพียงเท่านั้นที่ยังคงยืนพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย
เมื่อได้ข้อสรุปที่ลงตัวเสร็จเรียบร้อยเจียงไห่จึงได้เดินเข้าไปภายในบ้านเพื่อหยิบโฉนดที่ดินที่เป็นชื่อของน้องสาวเพียงคนเดียวออกมามอบให้กับเจียงหลินผู้เป็นบุตรสาวคนโต
ต่อหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านกับสองสามีภรรยาบ้านจางเพื่อให้ทั้งสามร่วมกันเป็นพยานในครั้งนี้
“นี่คือโฉนดที่ดินที่เป็นชื่อของเจียงหลันมารดาของเจ้าที่ทิ้งเอาไว้พวกเจ้าสามคนพี่น้อง”
เจียงไห่เอ่ยบอกกับหลานสาวคนโตพร้อมกับยื่นห่อม้วนกระดาษหนึ่งม้วนส่งไปให้กับเจียงหลินด้วยใบหน้าอบอุ่นเป็นครั้งแรก
“ขอบคุณท่านลุงไห่มากเจ้าค่ะ ท่านลุงทำหน้าที่ของตนเองได้ดีมากแล้วเจ้าค่ะ”
เจียงหลินที่หลังจากรับม้วนกระดาษออกจากมือผู้เป็นลุงมาถือเอาไว้แล้ว จึงได้เอ่ยบอกกับชายวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความจริงใจเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน
“ในเมื่อเรื่องราวจบลงแล้ว เช่นนั้นพวกเจ้าสามพี่น้องก็ย้ายออกไปตั้งแต่ตอนนี้เลยก็แล้วกันนะ บ้านข้าเองก็เหลือข้าวที่จะกรอกหม้อไม่พอสำหรับคนนอกแล้วเช่นกัน”
คำพูดของนางเจียงที่ออกปากไล่สามพี่น้องบ้านเจียงก็ดังขึ้นไล่หลังจากที่เจียงหลินยื่นมือออกมารับม้วนกระดาษจากมือของเจียงไห่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
ราวกับว่านางต้องการเร่งให้สามพี่น้องออกไปให้พ้นจากบ้านของตนเองให้เร็วที่สุดอย่างไรอย่างนั้น
“ได้เจ้าค่ะ เสี่ยวหยวน เสี่ยวหลาน พวกเจ้ารีบเข้าไปเก็บของ ของตนเองให้หมดนะพี่จะพากลับไปทำความสะอาดบ้านของเรากัน”
เจียงหลินเมื่อได้ยินคำพูดของนางเจียงก็ได้เอ่ยตอบรับคำของอีกฝ่าย จากนั้นนางจึงได้ก้มหน้าลงไปพูดกับน้องทั้งสองของตนเองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เพื่อให้เด็กน้อยทั้งสองเลิกหวาดกลัวแล้วยอมผละจากร่างของตนเองไปเก็บข้าวของที่นางจำได้ผ่านความทรงจำของเจ้าของร่างว่ามีไม่กี่ชิ้นเพียงเท่านั้น
“ขอรับ / เจ้าค่ะ”
ทางด้านเจ้าสองแฝดเองก็รีบเอ่ยตอบรับคำของพี่สาวแล้วกำลังจะผละตัวออกไปเก็บของตามที่เจียงหลินเอ่ยบอก
แต่แล้วร่างของเด็กน้อยทั้งสองก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะน้ำเสียงและคำพูดของนางเจียงผู้เป็นป้าสะใภ้ที่เด็กน้อยทั้งสองหวาดกลัวมากที่สุดในชีวิตดังขึ้น
“ไม่ได้! ในเมื่อตอนพวกเจ้ามาก็มาเพียงแค่ตัวเปล่า ๆ ตอนจากไปพวกเจ้าก็ต้องไปแต่ตัวเช่นเดียวกัน ข้าจะไม่มีทางยอมให้ข้าวของภายในบ้านต้องหายออกไปจากบ้านของข้าแม้แต่ชิ้นเดียว”
“เจียงหลี่เจ้าจะทำเกินไปหรือไม่ นั่นก็หลาน ๆ ของข้านะ เจ้าจะใจร้ายกับพวกเขาถึงขนาดนั้นได้อย่างไรกัน”
เจียงไห่รีบเอ่ยขึ้นกับภรรยาของตนเองอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมา ก่อนที่เขาจะเอ่ยขอร้องผู้เป็นภรรยาให้เปลี่ยนใจ
“ข้าพูดไปหมดแล้ว ถ้าใครยังกล้าขัดคำพูดของข้า เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน”
นางเจียงเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนเจียงไห่เองก็ไม่กล้าจะงัดข้อกับภรรยาของตนอีกแล้ว ทางด้านเจียงหลินเองก็เข้าใจถึงความลำบากของลุงของนางดี
เพื่อไม่ให้ท่านลุงของตนเองต้องมีปัญหากับภรรยาไปมากกว่านี้นางจึงได้เอ่ยขึ้นอีกครั้งเพื่อเป็นการจบปัญหาทุกอย่างลงโดยเร็วที่สุด เพื่อที่นางจะได้พาน้อง ๆ ทั้งสองกลับไปดูบ้านที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้มาตั้งสองปีเสียที
“ในเมื่อท่านป้าเจียงเอ่ยขึ้นมาถึงขนาดนี้ เช่นนั้นข้ากับน้อง ๆ คงไม่ขอรับอะไรจากบ้านของท่านลุงอีกต่อไป จากนี้ไปพวกเราสองครอบครัวก็ถือเสียว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กันอีกนะเจ้าคะ”
“และข้าหวังว่าท่านป้าสะใภ้จะไม่นำเรื่องบุญคุณเลี้ยงดูหรือว่าความเป็นญาติของพวกท่านมาเอาเปรียบพวกข้าสามคนพี่น้องในวันข้างหน้าเช่นกัน ขอให้ท่านหัวปู่หัวหน้าหมู่บ้านช่วยเป็นพยานให้กับข้าด้วยเจ้าค่ะ”
“ได้สิ ข้าจะเป็นพยานให้กับพวกเจ้าเอง รวมไปถึงพวกเจ้าด้วยนะ จางเจ๋อ นางจาง”
คังหนานเอ่ยตอบรับคำพูดของเด็กสาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มใจดีอีกครั้ง และยังเอ่ยบอกกับสองสามีภรรยาบ้านจางให้ร่วมกันเป็นพยานในครั้งนี้อีกแรง
เพราะพวกเขาสามพี่น้องเพียงมาอาศัยอยู่กับบ้านเจียงหาใช่ย้ายเข้ามาอยู่จึงไม่จำเป็นต้องทำหนังสือตัดขาดจากบ้าน
“ได้ / ได้”
“หึ! ข้าเกรงว่าจะเป็นพวกเจ้าเสียมากกว่าที่จะกลับมาทำตัวน่าสงสารให้สามีของข้าช่วยเหลือในวันข้างหน้า ถ้าเช่นนั้นท่านทั้งสามเองก็จงเป็นพยานให้กับข้าด้วยเช่นกัน”
“ว่าถ้าสามพี่น้องนี้กลับมาก่อความวุ่นวายที่บ้านของข้าอีกครั้ง ข้าจะจัดการอย่างไรกับพวกมัน พวกท่านก็ห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาดตกลงหรือไม่”
นางเจียงที่รู้สึกขบขันกับคำพูดของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมของเจียงหลินก็แทบจะอดใจรอวันที่สามพี่น้องจะซมซานกลับมาให้สามีของนางช่วยเหลือไม่ไหวเลยทีเดียว
นางเจียงจึงได้วางข้อตกลงในการจัดการกับสามพี่น้องที่น่ารำคาญนี้อย่างที่ตนเองจะไม่ต้องมานั่งสนใจทั้งสามคนอีกต่อไป
“ได้/ได้/ได้”
คังหนานพร้อมกับสองสามีภรรยาแซ่จางต่างก็เอ่ยตอบรับคำของนางเจียงในทันที เพราะพวกเขาเองก็ขี้เกียจจะต้องมานั่งมีปัญหากับสตรีวัยกลางคนผู้นี้แล้วเช่นเดียวกัน
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้เจ้าค่ะ ไปกันเถิดเสี่ยวหลานเสี่ยวหยวนพี่จะพาพวกเจ้ากลับไปอยู่บ้านของพวกเรากัน”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ”
สองฝาแฝดเอ่ยขานรับคำพูดของพี่สาวอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ข้าขอขอบคุณท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านกับท่านลุงจางท่านป้าจางมากนะเจ้าคะที่ช่วยออกหน้าเป็นธุระเรื่องในวันนี้ให้กับพวกข้าสามพี่น้อง ข้าขอตัวพาน้อง ๆ ไปทำความสะอาดบ้านก่อนนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจียงหลินจึงได้เอ่ยบอกกับน้องทั้งสองของตนเอง ก่อนที่นางจะหันกลับไปเอ่ยขอบคุณทั้งสามคนที่ช่วยออกหน้าให้กับนางในครั้งนี้ด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
หลังจากที่เอ่ยลาจบเจียงหลินก็ได้จูงมือของน้องฝาแฝดคนละข้างแล้วเดินออกจากบ้านเจียงที่เหมือนกับขุมนรกสำหรับตนและน้องทั้งสองของเจ้าเจียงหลินคนก่อน
ทุกย่างก้าวของเจียงหลินในตอนที่ก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนี้มันทำให้นางรู้สึกเหมือนกับว่าภายในใจที่หนักอึ้งเหมือนมีหินมาถ่วงเอาไว้อยู่ตลอดเวลา
มันค่อย ๆ เบาขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดในก้าวสุดท้ายที่ร่างเล็กของเจียงหลินก้าวพ้นประตูรั้วบ้านออกไปได้นั้น ภายในใจของนางก็เบาหวิวขึ้นมาอย่างสบายใจ
เจียงหลินพาน้องทั้งสองของตนเองเดินตามถนนของหมู่บ้านเพื่อกลับไปยังบ้านของพวกตนตามความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง และได้คบคิดทบทวนความทรงจำตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กสาวนามว่าเจียงหลินผู้นี้อีกครั้ง
ดังนั้นตลอดทางที่สามคนพี่น้องบ้านเจียงเดินกลับไปจึงมีเพียงความเงียบงัน ส่วนเจ้าสองแฝดเองก็เหมือนจะรับรู้ว่าในตอนนี้พี่สาวของตนเองคงจะกำลังใช้ความคิดอยู่พวกเขาจึงได้ทำเพียงแค่เดินตามแรงจูงของผู้เป็นพี่สาวไปอย่างว่าง่าย
ใช้เวลาราว ๆ หนึ่งก้านธูปสามพี่น้องบ้านเจียงก็ได้เดินมาหยุดลงที่หน้าทางเข้าบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง
มันคือบ้านของพวกเขาสามพี่น้องที่อาศัยอยู่กับมารดาเมื่อสองปีก่อน ก่อนที่มารดาของพวกเขาจะจากไปด้วยโรคร้าย
ในความทรงจำของเจียงหลินคนก่อนนั้น หมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้อยู่ติดกับภูเขาที่เป็นเขตแบ่งระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเหลียง ที่มีภูเขาขนาดหลายสิบลูกล้อมรอบเอาไว้
หมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้เป็นหมู่บ้านติดภูเขา อยู่ห่างจากตัวเมืองหนานหยางไม่ไกลมากนัก
ถ้าเดินทางด้วยเกวียนวัวของหมู่บ้านก็จะใช้เวลาเดินทางเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น (ประมาณ1 ชั่วโมง)
แต่ถ้าหากว่าเดินทางด้วยเท้าก็จะใช้เวลาเดินทางถึงหนึ่งชั่วยามเลยทีเดียว ยังดีที่หมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้มีเกวียนวัวของหมู่บ้านอยู่จึงไม่ลำบากในการเข้าเมืองมากนัก
*****************************************************************************************************************
เอาละแยกบ้านแล้ว ได้เวลาออกไปเฉิดฉายแล้วเด็ก ๆ
“พี่ใหญ่ ข้าขออุ้มเสี่ยวไป๋ได้หรือไม่ขอรับ”เจียงหยวนที่ชมชอบสัตว์ตัวเล็กน่าตาน่ารักอยู่แล้ว ก็อดใจไม่ไหวจนต้องเอ่ยขออนุญาตพี่สาวของตนเองเพื่อที่จะอุ้มเจ้าเสี่ยวไป๋ดูสักครั้ง“ว่าอย่างไรเล่าเสี่ยวไป๋ เจ้าจะให้เสี่ยวหยวนอุ้มดูสักครั้งหรือไม่?”เจียงหลินที่เห็นน่าตาออดอ้อนของน้องชายก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาภายในใจจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเพื่อเป็นการถามความเห็นของอีกฝ่ายช่วยน้องชายอีกแรงหนึ่ง“เฮ้อ… ก็ได้ ๆ แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ”เสี่ยวไป๋ที่รู้สึกพ่ายแพ้ให้กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังจ้องมองมาด้วยสายตาคาดหวังอย่าเต็มเปี่ยม ทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาด้วยความจำยอม ก่อนที่เขาจะเอ่ยอนุญาตอีกฝ่ายออกไป“เสี่ยวหยวน เสี่ยวไป๋อนุญาตให้เจ้าอุ้มได้ แต่แค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ”เจียงหลินร้องขึ้นด้วยความยินดี จากนั้นนางจึงได้หันหน้ากลับไปเอ่ยบอกกับน้องชายตัวน้อยของตนเองที่ยังคงนั่งทำหน้าตาออดอ้อนอยู่ไม่ห่าง“ขอบรับพี่ใหญ่ ข้าจะอุ้มเจ้าให้เบามือที่สุดนะเสี่ยวไป๋”เจียงหยวนเอ่ยขอบคุณพี่สาวของตนเองจบ มือน้อย ๆ ของเขาก็ยื่นออกไปตรงหน้าเพื่อเตรียมรอรับร่างเล็ก ๆ
ต้นยามเหม่าเจียงหลินก็ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่าข้าง ๆ ตัวของนางในตอนนี้ได้มีเจ้าก้อนกลม ๆ กำลังนอนขดตัวหลับอยู่อย่างสบายใจ ริมฝีปากบางสวยจึงเผลอยกยิ้มด้วยความเอ็นดูในความน่ารักของมันไม่ได้เจียงหลินค่อย ๆ พาตัวเองลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับของเจ้าตัวเล็ก จนสามารถพาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงนอนได้สำเร็จเมื่อเจียงหลินลงมายืนบนพื้นได้อย่างมั่นคงดีแล้วนางก็ได้เดินออกไปจากห้องนอนเพื่อไปเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคนในทันทีโดยอาหารเช้าในวันนี้เจียงหลินเลือกทำเป็นโจ๊กหมูสับ เพื่อให้ง่ายต่อการย่อยของเด็ก ๆ ส่วนอาหารมื้อเช้าของเจ้า เสี่ยวไป๋ เป็นชื่อที่นางตั้งให้กับเจ้าตัวเล็กในห้องนอนนั่นเองเจียงหลินทำหมูย่างให้กับเจ้าเสี่ยวไป๋แทน เพราะนางเองก็ไม่คิดว่าลูกพยัคฆ์จะสามารถกินอาหารหมากับแมวได้แต่ขนาดตัวของก็พอ ๆ กับแมวขนาดโตเต็มวัยอยู่ แต่มันก็ยังดูตัวเล็กในความรู้สึกของเจียงหลินอยู่เช่นเดิมถ้ามองจากรูปร่างของเจ้าเสี่ยวไป๋ในตอนนี้มันก็คงอายุได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นมันก็คงจะสามารถทานหมูย่างได้แล้วเมื่อคิดได้แบบนั้นเจียงหลินจึงได้เลือกทำหมูย่างให้มันน
หลังจากที่เจียงหลินพูดคุยกับน้องทั้งสองจนเข้าใจกันดีแล้วนั้น ไม่นานนางจางที่ขายหมูจนหมดแล้วก็ได้กลับมาหาเจียงหลินอีกครั้งในช่วงปลายยามเซินเพื่อนำเงินกลับมามอบให้กับเด็กสาวอีกครั้ง และในการขายเนื้อหมูป่าในครั้งนี้ทำเงินให้กับเจียงหลินถึงห้าร้อยอีแปะ ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มากสำหรับชาวบ้านยากจนเช่นพวกนางหลังจากที่นางจางมอบเงินให้กับเจียงหลินเสร็จเรียบร้อยนางก็ขอตัวกลับบ้านไปในทันที เพราะนางเองก็ยังมีงานบ้านรออยู่อีกมากไหนจะยังมีข้าวเย็นที่ยังไม่ได้ทำอีกเล่า เจียงหลินเองก็เข้าใจถึงเรื่องนี้ดี นางจึงคิดที่จะรบกวนหญิงวัยกลางคนไปมากกว่านี้ต้นยามโหย่วก็ถึงเวลาที่เจียงหลินจะต้องลงมือทำอาหารเย็นแล้ว และนี้ก็ยังเป็นครั้งแรกที่เจียงหลินต้องมาทำอาหารที่โลกแห่งนี้ แทนที่จะเป็นบ้านของตนเองในอีกที่แทนเพียงแต่ในตอนนี้ห้องครัวของนางยังคงขาดแคลนเครื่องมืออยู่มาก เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เจียงหลินจึงได้เลือกหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสหมูสับห่อใหญ่ออกมาห้าซองและนำไข่ไก่ออกมาอีกหนึ่งแผง ถ้วยอีกห้าใบ และสิ่งสุดท้ายที่สามารถนำออกมาได้ก็คือหม้อต้มเมื่อได้ของครบตามต้องการแล้วเจียงหลินจึงได้เริ่
เจียงหลินใช้เวลาเก็บกวาดและล้างทำความสะอาดทั่วทั้งห้องครัวอยู่เกือบหนึ่งชั่วยามจึงแล้วเสร็จในตอนนี้ภาพห้องครัวเก่า ๆ โทรม ๆ เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนหน้านั้น ในตอนนี้กลายเป็นห้องครัวที่ดูสะอาดขึ้นมาในทันทีแต่ภายในห้องนอกจากเตาดินเผาภายในห้องก็ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นเลย พวกหม้อ กระทะ ถ้วนชาม ช้อน เครื่องปรุงต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ยังไม่มีทั้งสิ้นแต่เจียงหลินก็ไม่ได้กังวลมากนัก เพราะนางมีข้าวของทุกอย่างครบอยู่ภายในมิติอยู่แล้ว จะติดก็เพียงแค่นางจะนำออกมาอย่างไรไม่ให้น้อง ๆ และท่านป้าจางสงสัยต่างหากเพราะเหตุนั้นเองนางจึงจำเป็นจะต้องหาตำลึงเงินมาไว้ในมือเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการนำข้าวของต่าง ๆ ออกมาได้อย่างไม่ต้องถูกสงสัยหลังจากที่ทำความสะอาดห้องครัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งในตอนนี้เจ้าสองแฝดเองก็ยังไม่ตื่นขึ้นมา เจียงหลินจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในห้องนอนใหญ่ที่ตกเป็นของตนเองแทนในตอนแรกนางตั้งใจจะให้น้องทั้งสองนั้นนอนที่ห้องนอนใหญ่ ส่วนตัวเองจะไปนอนห้องนอนที่เล็กลงกว่านี้แต่น้องทั้งสองของนางกลับไม่ยอมและยังบังคับให้นางนอนห้องนี้ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ห้องนอนใหญ่ที่ถึงจะบอกว่ามันใหญ่
เจียงหลินเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ชาวบ้านพากันใช้เดินทางจนในที่สุดก็ไปโผล่ที่ลำธารสายหลักของหมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้ได้ในที่สุดและตลอดทางที่นางเดินผ่านไปนั้นทั้งสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นหญ้ารกบ้าง เตี้ยบ้าง บ้างก็มีผักป่าที่คนภายในหมู่บ้านไม่รู้จักและไม่กล้าเก็บมันกลับไปทำอาหารแต่สำหรับเจียงหลินที่รู้จักผักพวกนั้นแล้ว นางก็ไม่รอช้ารีบเก็บผักป่าพวกนั้นลงไปในตะกร้าเก่า ๆ ที่สะพายอยู่บนบ่าติดตัวมาด้วยอย่างขยันขันแข็งจนในที่สุดเจียงหลินก็เดินมาถึงลำธารที่เป็นเป้าหมายหลักในครั้งนี้ เมื่อมาถึงจุดหมายเป็นที่เรียบร้อย นางก็เริ่มมองสำรวจลำธารตรงหน้าในทันทีเพื่อหาดูว่ามีสิ่งใดที่น่าสนใจเหมาะสำหรับนำกลับไปทำเป็นอาหารเย็นของวันนี้ด้วยบ้าง และสายตาของเจียงหลินก็พบเข้ากับผักบุ้งน้ำที่เกิดขึ้นอยู่ตามริมฝั่งของลำธารสายนี้ที่มีจำนวนมากมายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อนางมองเลยไปอีกเล็กน้อยที่มีต้นผักตบชวาขึ้นอยู่ไม่ไกล จู่ ๆ สายตาของนางก็สบเข้ากับเจ้าก้อนกลม ๆ สีขาวที่คล้ายกับลูกแมวตัวเล็กกำลังติดอยู่บนกอผักตบชวาเหล่านั้นด้วยความสงสารและนางเป็นคนที่รักสัตว์อยู่แล้วเจียงหลินจึงได้เร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังริ
“ข้านะหรือเนรคุณ?”เจียงหลินเอ่ยสวนกลับนางเจียงด้วยน้ำเสียงไม่พอใจขึ้นมาถึงกับกล่าวหาที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย“ใช่! เจ้ามันเนรคุณ แทนที่ได้อาหารดี ๆ จะนำไปแบ่งให้กับท่านลุงของเจ้าที่อุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้ากับน้อง ๆ มาตั้งหลายปี”“แต่นี่เจ้ากลับบอกให้พวกข้านำข้าวสารมาแลกเพื่อจะได้เนื้อหมูนี้ไปมันใช้ได้ที่ไหนกัน”นางเจียงที่ไม่ต้องการเสียข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียวให้กับเจียงหลินจึงได้เอ่ยต่อว่าอีกฝ่ายโดยอ้างบุญคุณของสามีขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กสาวตรงหน้ายอมมอบเนื้อหมูให้กับตนเองเปล่า ๆ เพื่อแทนคำขอโทษ“ท่านป้าสะใภ้นี่ช่างทำให้ข้าเปิดหูเปิดตายิ่งนัก ในเมื่อท่านกล้ายกเรื่องบุญคุณขึ้นมาเช่นนี้ ข้าเองก็ขอยกบุญคุณที่ท่านพ่อท่านแม่เคยช่วยเหลือพวกท่านขึ้นมาพูดบ้างดีหรือไม่เจ้าคะ”“เงินสามตำลึงที่พวกท่านหยิบยืมจากท่านแม่ของข้า พวกท่านจะชดใช้ให้กับข้าเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ?”“!!!”จบคำพูดของเจียงหลินใบหน้าของนางเจียงก็ตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที เพราะนางไม่คาดคิดว่าเด็กสาวน่าตายตรงหน้าจะกล้าเอ่ยทวงหนี้ตนเองต่อหน้าสองสามีภรรยาบ้านจางอย่างไม่ไว้หน้าตนเองเช่นนี้“ตำลึงอะไร?ข้าเคยหยิบยืมมารดาของเจ้ามา