Se connecterหลินเยว่ซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการค้าขายในห้องรับแขกเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ ความทรงจำของซูหว่านชิงบอกเธอว่าชายคนนี้คือสามีตามกฎหมาย แต่แทบไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสามีภรรยา
ไม่กี่อึดใจ ร่างสูงสง่าของกู้เหยียนเซียวก็เดินเข้ามา เขามีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาดำลึกคมกริบและท่าทางสุขุมเย็นชา เครื่องแบบทหารยิ่งขับให้บุคลิกของเขาดูน่าเกรงขาม
สายตาของทั้งสองสบกันเป็นครั้งแรกหลังจากหลินเยว่ฟื้นขึ้นมา
เธอลุกขึ้นยืนอย่างสุภาพ “คุณกลับมาแล้ว”
กู้เหยียนเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะซูหว่านชิงในอดีตมักรีบเดินเข้ามาเกาะแขนเขาและถามสารทุกข์สุกดิบไม่หยุด แต่วันนี้เธอกลับยืนห่างและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เขาเดินผ่านไปโดยไม่ตอบ ก่อนนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
“ได้ยินว่าคุณสร้างเรื่องอีกแล้ว”
หลินเยว่เลิกคิ้วนิด ๆ “คุณหมายถึงอะไร”
“ตบหน้าคนรับใช้”
“ถ้าคุณหมายถึงคนที่ดูถูกนายหญิงของบ้านต่อหน้าทุกคน ใช่ ฉันเป็นคนตบเอง”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้กู้เหยียนเซียวหันมามองเต็มตา
“คุณยอมรับง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ”
“เพราะเป็นเรื่องจริง”
“ทำไมต้องใช้กำลัง”
หลินเยว่วางหนังสือลงบนโต๊ะแล้วสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง
“ถ้ามีคนดูถูกคุณต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา คุณจะปล่อยผ่านหรือ”
นายพลหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง
เธอกล่าวต่อ “คนรับใช้คนนั้นไม่เพียงพูดจาหยาบคาย แต่ยังประกาศว่าฉันไม่มีค่าในบ้านหลังนี้ ถ้าฉันยังยอมเงียบ ทุกคนก็จะทำตาม”
กู้เหยียนเซียวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “การรักษาระเบียบมีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องตบหน้า”
“บางครั้งคำพูดไม่อาจทำให้คนที่เคยเหยียบหัวผู้อื่นมองเห็นขอบเขตของตัวเอง”
คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มประหลาดใจอีกครั้ง ผู้หญิงตรงหน้าไม่เหมือนคนเดิมเลยแม้แต่น้อย
เขาสังเกตท่าทางของเธออย่างเงียบ ๆ ไม่มีความตื่นตระหนก ไม่มีความน้อยใจ และไม่มีสายตาที่คอยอ้อนวอนเหมือนในอดีต กลับกัน เธอดูมั่นใจ สุขุม และสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
แม่บ้านใหญ่เดินเข้ามาพร้อมน้ำชา ก่อนรีบก้มหน้าเล่ารายละเอียดทั้งหมด หวังให้ท่านนายพลตำหนิภรรยา
“ท่านคะ คุณผู้หญิงตบอาเหมยต่อหน้าทุกคน แก้มบวมจนถึงตอนนี้”
กู้เหยียนเซียวถามสั้น ๆ “อาเหมยพูดอะไร”
แม่บ้านอึกอัก “ก็แค่พูดเล่นเล็กน้อย”
หลินเยว่หัวเราะเบา ๆ “ถ้าพูดเล่นคือการเรียกนายหญิงว่าไร้ค่า บอกว่าไม่มีใครต้องการ และยุให้คนอื่นหัวเราะเยาะ ฉันคิดว่าคำจำกัดความของคำว่าพูดเล่นของพวกคุณคงพิเศษมาก”
แม่บ้านหน้าเสียทันที กู้เหยียนเซียวหันไปมองแม่บ้านก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
“ให้คนรับใช้คนนั้นมาขอโทษคุณผู้หญิง”
ตอนที่ 4
คำสั่งนั้นทำให้ทุกคนในห้องตกใจแต่ยังไม่ทันที่หลินเยว่จะคิดว่าเขาเริ่มเข้าข้างเธอ นายพลหนุ่มก็พูดต่อ
“ส่วนคุณเองก็ควรควบคุมอารมณ์ อย่าใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็น”
เธอยิ้มบาง ๆ “ฉันเข้าใจ”
“หวังว่าจะเข้าใจจริง ๆ”
หลังอาหารค่ำ ทั้งสองเดินผ่านสวนด้านหลังโดยบังเอิญ บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านต้นไม้
กู้เหยียนเซียวหยุดเดินแล้วเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามอง
“ซูหว่านชิง ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากคุณฟื้น แต่ผมหวังว่าคุณจะไม่สร้างปัญหาให้บ้านหลังนี้”
หลินเยว่ตอบนิ่ง ๆ “ถ้าไม่มีใครมาหาเรื่องฉันก่อน ฉันก็ไม่คิดสร้างปัญหา”
ชายหนุ่มหันมาสบตา แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยความระแวง
“ผมไม่สนว่าคุณเปลี่ยนไปเพราะอะไร แต่ถ้าคุณก่อเรื่องจนกระทบชื่อเสียงของตระกูลกู้หรือการงานของผม”
เขาหยุดไปชั่วครู่ก่อนกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“ผมจะส่งคุณกลับบ้านเดิมทันที”
หลินเยว่เพียงยิ้มมุมปาก ไม่ตอบรับหรือโต้แย้งแม้แต่คำเดียว แต่ภายในใจกลับคิดอย่างเยือกเย็นว่า คนที่ควรกังวลไม่ใช่เธอ หากเป็นทุกคนที่เคยคิดว่าซูหว่านชิงคือผู้หญิงอ่อนแอ เพราะจากนี้ไปพวกเขาจะได้เห็นว่าคนที่ผ่านความตายมาแล้ว ไม่มีวันยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมอีกต่อไป
เช้าวันถัดมาหลังเหตุการณ์ตบหน้าคนรับใช้ บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลกู้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่ทุกคนกล้าพูดจาดูหมิ่นซูหว่านชิงอย่างเปิดเผย บัดนี้กลับระมัดระวังคำพูดมากขึ้น แม้ในใจยังคงดูแคลน แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำต่อหน้าคุณผู้หญิงอีก
หลินเยว่นั่งอยู่ในห้องหนังสือ พลิกดูสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายของคฤหาสน์ที่พ่อบ้านนำมาให้ตามคำขอ แม้จะเป็นเพียงตัวเลขธรรมดา แต่สำหรับอดีตหัวหน้าฝ่ายบัญชีแล้ว มันคือเบาะแสที่บอกถึงพฤติกรรมของผู้คนได้ดีที่สุด
เขามองกระดาษบนโต๊ะ “แล้วเขียนอะไร”เธอยิ้ม “จดหมายถึงเพื่อนเก่าค่ะ”กู้เหยียนเซียวไม่ได้ถามว่าเป็นใคร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยพยายามเปิดประตูบานที่เธอเลือกปิดเอาไว้ เขาเพียงเดินมานั่งข้าง ๆ“เขียนเสร็จหรือยัง”“ใกล้แล้วค่ะ”“ผมรอ”ซูหว่านชิงมองชายที่อยู่เคียงข้างตนมาตลอดชีวิต ก่อนก้มลงเขียนประโยคสุดท้าย“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย เพราะความกล้าของเธอในวันนั้น ทำให้ฉันมีวันนี้”เธอวางปากกา พับจดหมายเก็บไว้ในสมุดบันทึกแล้วปิดมันลง“เสร็จแล้วค่ะ”กู้เหยียนเซียวลุกขึ้นและยื่นมือมาให้เหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี“กลับบ้านกันเถอะ”ซูหว่านชิงวางมือลงบนมือของเขา“กลับบ้านกันค่ะ”ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยกันด้านนอกโรงงาน คนงานรุ่นใหม่กำลังเลิกงาน ผู้หญิงหลายคนเดินออกมาพร้อมหนังสือเรียนในมือ เพราะบริษัทเปิดชั้นเรียนภาคค่ำให้พนักงานที่ต้องการศึกษาต่อเด็กหญิงคนหนึ่งเห็นซูหว่านชิงแล้วรีบโค้งทักทาย“คุณหญิงคะ”เธอหยุดเดิน “มีอะไรหรือ”“หนูอยากขอบคุณค่ะ แม่ของหนูเคยเรียนตัดเย็บจากมูลนิธิ ตอนนี้แม่เปิดร้านของตัวเองและส่งหนูเรียนหนังสือ หนูอยากเป็นนักบัญชีค่ะ”ซูหว่านชิงย
ซูหว่านชิงนิ่งไปคำพูดของเด็กวัยสิบสามทำให้เธอนึกถึงความตั้งใจของตนเองในวันที่เริ่มสร้างกิจการเธอยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาว“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเก่งกว่าแม่ให้ได้”หว่านอิงยิ้มกว้าง “แน่นอนค่ะ”“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง”“อะไรคะ”“อย่าเก่งเพียงเรื่องหาเงิน ต้องเก่งเรื่องดูแลคนด้วย”เด็กสาวพยักหน้า “หนูจำได้ค่ะ”ซูหว่านชิงมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายชีวิตก่อนของเธอเคยอยู่ในโลกที่ผู้หญิงสามารถเรียน ทำงาน และเลือกอนาคตของตัวเองได้มากมาย เมื่อมาถึงยุคนี้ เธอจึงพยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน วันนี้ เธอกำลังเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เคยทำ ไม่ใช่เพียงจากโรงงานหรือมูลนิธิ แต่จากความคิดของเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าตนเองสามารถทำอะไรได้หรือไม่ พวกเธอเพียงถามว่าอยากทำอะไร และต้องพยายามอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นหลายปีต่อมา กู้หว่านอิงเข้าเรียนด้านการค้าและการบริหาร ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว เธอนำแนวคิดใหม่เข้ามาพัฒนาระบบการผลิตและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จนกิจการของตระกูลเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าวันที่ลูกสาวนำรายงานผลประกอบการฉบับแรกมาวางตรงหน้า ซูหว่านชิงเปิ
กู้เหยียนเซียวมองลูก ก่อนมองภรรยา และถอนหายใจเหมือนนายทหารที่รู้ว่าการรบครั้งนี้ไม่มีทางชนะ“พ่อเล่นด้วยก็ได้”เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นทั่วลานซูหว่านชิงยืนมองสามีถูกลูกสองคนลากไปยังสนามหญ้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ไม่มีใครในกองทัพคงเชื่อว่า นายพลกู้เหยียนเซียวผู้เด็ดขาดสามารถยอมแพ้ได้ง่ายถึงเพียงนี้แต่สำหรับเขา การยอมให้คนที่รักบงการชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้กลับเป็นความสุขที่ครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีและนับจากวันนั้น คนในคฤหาสน์ต่างรู้กันโดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้านไม่ได้สวมเครื่องแบบนายพลแต่คือคุณหญิงซูหว่านชิง ผู้สามารถสั่งนายพลผู้เกรียงไกรให้กลับมากินข้าว เล่นกับลูก และพักผ่อนให้ตรงเวลาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำลูกสาวของคุณหญิงจอมบงการสิบปีผ่านไป เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งตามกู้เหยียนเซียวไปทั่วคฤหาสน์เติบโตเป็นเด็กสาววัยสิบสามปี นามว่า “กู้หว่านอิง”หว่านอิงมีใบหน้างดงามเหมือนมารดา แต่ดวงตากลับเหมือนบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ที่สำคัญคือนิสัยเด็ดเดี่ยวและความคิดเป็นของตัวเองจนคนทั้งคฤหาสน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหญิงซูหว่านชิงมีผู้สืบทอดแล้
นายพลผู้แพ้ทางภรรยาหลังจากเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดผ่านพ้น ชีวิตสมรสครั้งใหม่ของซูหว่านชิงและกู้เหยียนเซียวกลับไม่ได้เต็มไปด้วยพิธีการหรือความเคร่งขรึมอย่างที่คนภายนอกจินตนาการ ตรงกันข้าม ภายในคฤหาสน์ตระกูลกู้กลับมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยให้คนรับใช้แอบหัวเราะกันแทบทุกวันโดยเฉพาะเรื่องของท่านนายพลผู้เด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ยกเว้นภรรยาของเขาเพียงคนเดียวเช้าวันหนึ่ง กู้เหยียนเซียวกำลังจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เขาแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยและเดินลงมาถึงห้องโถงแล้ว แต่กลับพบซูหว่านชิงยืนกอดอกขวางประตูอยู่“จะไปไหนคะ”“กองบัญชาการ”“อาหารเช้าล่ะ”ชายหนุ่มชะงัก “ผมจะกินที่นั่น”“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเฉินกั๋วเฉียงบอกว่าคุณไม่ได้กินอะไรจนบ่าย”กู้เหยียนเซียวเหลือบมองคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที เฉินกั๋วเฉียงรีบก้มหน้า“ผมไม่ได้ตั้งใจฟ้องครับ”ซูหว่านชิงหันไปมองสามี “กลับไปนั่งค่ะ”นายทหารที่สามารถสั่งกำลังพลนับพันคนได้โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม กลับหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย คนรับใช้รอบห้องพยายามกลั้นหัวเราะสุดความสามารถ ซูหว่านชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเลื่อนชาม
หลินเยว่เดินตรวจโรงงานเช่นเคย แม้ทุกคนจะเรียกเธอว่า “คุณหญิง” ด้วยความเคารพ แต่เธอก็ยังทักทายคนงานทุกคนด้วยรอยยิ้ม และจำชื่อของหลายคนได้อย่างแม่นยำ ระหว่างทาง เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา“คุณหญิงคะ หนูสอบเข้าโรงเรียนบัญชีได้แล้ว”หลินเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กน้อย “เก่งมาก ตั้งใจเรียนนะ”“โตขึ้นหนูจะกลับมาช่วยมูลนิธิเหมือนคุณหญิง”คำตอบไร้เดียงสาทำให้ผู้ใหญ่รอบข้างหัวเราะด้วยความเอ็นดูในอีกด้านหนึ่ง กู้เหยียนเซียวเองก็ได้รับการยกย่องในฐานะนายพลผู้ซื่อสัตย์ เขายังคงรับราชการด้วยความเที่ยงธรรมและได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บังคับบัญชาและประชาชนแม้งานจะหนักเพียงใด แต่เขาไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเยว่ ทุกเย็น หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เขาจะกลับมารับประทานอาหารกับครอบครัวเสมอหลังจากทั้งสองเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่ได้ไม่นาน คฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝดที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้บ้านกู้เหยียนเซียวซึ่งเคยเป็นนายทหารผู้เคร่งขรึม กลับยอมกลายเป็นม้าจำเป็นให้ลูก ๆ ขี่เล่นทั่วสวน ขณะที่หลินเยว่มักนั่งหัวเราะมองภาพนั้นอยู่ใต้ต้นเหมย วันหนึ่ง คุณย่าตระกูลกู้เอ่ยกับหลินเย
ระหว่างเดินทางกลับคฤหาสน์ คำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ คืนนั้น เธอเปิดสมุดบันทึกที่ใช้เขียนความคิดมาตลอดหลายปี พลิกย้อนกลับไปยังหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มีหน้าหนึ่งเขียนถึงวันที่กู้เหยียนเซียวช่วยเธอจากการลอบสังหาร อีกหน้าหนึ่งบันทึกคืนที่เขายอมรับผิดและขอเริ่มต้นใหม่ และอีกหลายหน้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบาก เธอค่อย ๆ เขียนบรรทัดใหม่ลงไป“บางที ฉันอาจไม่ได้กำลังรอคำตอบจากหัวใจ แต่กำลังรอให้ตัวเองกล้าพอที่จะมีความสุข”เช้าวันถัดมา หลินเยว่เป็นฝ่ายส่งจดหมายถึงกู้เหยียนเซียวแทน ข้อความมีเพียงประโยคเดียว“วันนี้หลังพระอาทิตย์ตก ขอให้มาพบกันที่เนินเขาเดิม”เมื่อถึงเวลา กู้เหยียนเซียวเดินทางมาถึงสถานที่ที่เคยขอเธอแต่งงานครั้งก่อน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งต้นไม้ ลมเย็น และแสงสุดท้ายของวัน สิ่งที่แตกต่างคือ หลินเยว่มายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอสวมชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน มือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า กู้เหยียนเซียวเดินเข้าไปหา“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เธอยิ้ม“ครั้งก่อน คุณเป็นคนถามฉัน วันนี้ ขอให้ฉันเป็นคนพูดบ้าง”ชายหนุ่มมองเ







