Masukเธอสังเกตเห็นค่าใช้จ่ายบางรายการที่สูงผิดปกติ โดยเฉพาะของขวัญและเครื่องประดับที่ถูกซื้อออกไปเป็นประจำในนามของซูหว่านชิง ทั้งที่จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หญิงสาวแทบไม่เคยได้รับสิ่งของเหล่านั้นเลย
“แปลกจริง”
ยังไม่ทันได้คิดต่อ เสียงแม่บ้านก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
“คุณผู้หญิงคะ คุณหนูไป๋ลี่หรงมาขอพบเจ้าค่ะ”
เพียงได้ยินชื่อนั้น ภาพความทรงจำของซูหว่านชิงก็พรั่งพรูขึ้นมา
ไป๋ลี่หรง บุตรสาวตระกูลผู้ดี มีภาพลักษณ์อ่อนโยน ใจดี และเป็นที่รักของทุกคน นางคอยอยู่เคียงข้างซูหว่านชิงตั้งแต่วัยเยาว์ คอยปลอบใจ ให้คำแนะนำ และทำตัวเหมือนเพื่อนแท้
แต่ในทุกเหตุการณ์สำคัญ นางกลับเป็นคนผลักซูหว่านชิงให้ตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบเสมอ
หลินเยว่ปิดสมุดบัญชีลงช้า ๆ
“เชิญเข้ามา”
ไม่นานนัก หญิงสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนก็เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแสนอ่อนหวาน นางมีใบหน้าสะสวย กิริยาสุภาพ และแววตาที่ดูอ่อนโยนจนยากจะระแวง
“หว่านชิง”
ไป๋ลี่หรงรีบเดินเข้ามาจับมือเธอ
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าล้มป่วยจนหมดสติ รีบมาหาทันทีเลย เป็นห่วงแทบแย่”
หลินเยว่ยิ้มตอบเพียงบางเบา
“ขอบใจที่มาเยี่ยม”
อีกฝ่ายมองสำรวจเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ
“เห็นเจ้าฟื้นแล้วข้าก็โล่งใจ แต่สีหน้าของเจ้าดูเปลี่ยนไปมาก”
“คนที่เกือบตายย่อมเปลี่ยนไปบ้าง”
ไป๋ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปสั่งสาวใช้ของตนให้นำตะกร้าผลไม้เข้ามาวาง
“ข้านำของบำรุงมาฝาก หวังว่าเจ้าจะหายเร็ว ๆ”
หลินเยว่สังเกตว่าผลไม้ในตะกร้าหลายชนิดเป็นของราคาถูกที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่ถูกจัดวางอย่างสวยงามให้ดูมีราคา นางไม่พูดอะไร เพียงจดจำรายละเอียดไว้ในใจ
หลังนั่งสนทนาเรื่องทั่วไปอยู่พักหนึ่ง ไป๋ลี่หรงจึงค่อย ๆ เปลี่ยนหัวข้อ
“หว่านชิง ได้ยินว่าช่วงนี้ท่านนายพลยังคงกลับบ้านดึกเหมือนเดิมหรือ”
“ก็ประมาณนั้น”
“เขาคงยุ่งกับงาน”
หลินเยว่ตอบเรียบ ๆ “อาจจะใช่”
ไป๋ลี่หรงทำหน้าเห็นใจแล้วจับมือเธอแน่น
“ข้าสงสารเจ้าจริง ๆ แต่งงานมานานแต่กลับต้องอยู่คนเดียว หากเป็นข้านะ ข้าคงไม่ยอมเด็ดขาด”
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร”
หญิงสาวยิ้มอ่อน
“ข้าจะร้องขอความเป็นธรรม จะถามเขาให้รู้เรื่อง หรือไม่ก็ทะเลาะให้เขารู้ว่าเราเสียใจ”
หลินเยว่ฟังอย่างเงียบ ๆ
อีกฝ่ายพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจจนคนทั่วไปคงเชื่อสนิท
“ผู้ชายแบบท่านนายพล ถ้าเจ้าไม่เรียกร้อง เขาก็จะยิ่งเมินเฉย เจ้าเคยคิดไหมว่าบางทีควรไปที่หน่วยทหารแล้วถามเขาต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา จะได้รู้ว่าเขาเห็นเจ้าเป็นภรรยาหรือไม่”
คำแนะนำนั้นทำให้หลินเยว่หรี่ตาเล็กน้อย
หากซูหว่านชิงคนเดิมทำตามจริง ผลลัพธ์ย่อมมีแต่ทำให้กู้เหยียนเซียวอับอาย เสียภาพลักษณ์ และยิ่งเกลียดภรรยามากกว่าเดิม นี่ไม่ใช่คำแนะนำจากเพื่อนที่หวังดี แต่เป็นการผลักอีกฝ่ายลงเหวชัด ๆ หลินเยว่จึงถามกลับอย่างใจเย็น
“แล้วถ้าฉันทำแบบนั้น เขาจะรักฉันขึ้นหรือ”
ไป๋ลี่หรงชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนรีบตอบ
“อย่างน้อยเขาก็ต้องหันมาสนใจเจ้า”
“สนใจเพราะรัก หรือสนใจเพราะโกรธ”
คำถามนี้ทำให้อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นนางก็เปลี่ยนเรื่องทันที
“อ้อ อีกอย่าง ข้าได้ยินว่าคนรับใช้ในบ้านเจ้าถูกเจ้าตบหน้า ข่าวแพร่ไปทั่วเลยนะ ถ้าท่านนายพลไม่พอใจ เจ้าควรรีบไปขอโทษเขา บางทีเขาอาจใจอ่อน”
หลินเยว่ยิ้มบาง ๆ
“เขาไม่ได้ขอให้ฉันขอโทษ”
“แต่ถ้าเป็นข้า ข้าจะทำ”
“น่าเสียดาย เจ้าคงไม่มีโอกาส”
คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มของไป๋ลี่หรงแข็งค้างเพียงชั่วขณะ แต่ก็กลับมาอ่อนโยนดังเดิมอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองนั่งดื่มชาต่ออีกพักใหญ่ ระหว่างนั้นหลินเยว่ตั้งใจสังเกตทุกอากัปกิริยาของหญิงตรงหน้า
ทุกครั้งที่พูดถึงกู้เหยียนเซียว ดวงตาของไป๋ลี่หรงจะสว่างขึ้นเล็กน้อย
ทุกครั้งที่แนะนำให้ซูหว่านชิงทำเรื่องหุนหันพลันแล่น มุมปากของนางจะยกขึ้นนิด ๆ อย่างแทบมองไม่เห็น
และทุกครั้งที่หลินเยว่ไม่คล้อยตาม นางจะรีบปกปิดอารมณ์ด้วยการยิ้มอ่อนโยน
ก่อนกลับ ไป๋ลี่หรงลุกขึ้นจับมือเธออีกครั้ง
“หว่านชิง ข้าหวังดีกับเจ้าจริง ๆ มีอะไรก็บอกข้าได้เสมอ”
“แน่นอน”
“เราเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดกันนี่”
หลินเยว่พยักหน้าช้า ๆ “ใช่ เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด”
เขามองกระดาษบนโต๊ะ “แล้วเขียนอะไร”เธอยิ้ม “จดหมายถึงเพื่อนเก่าค่ะ”กู้เหยียนเซียวไม่ได้ถามว่าเป็นใคร ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เขาไม่เคยพยายามเปิดประตูบานที่เธอเลือกปิดเอาไว้ เขาเพียงเดินมานั่งข้าง ๆ“เขียนเสร็จหรือยัง”“ใกล้แล้วค่ะ”“ผมรอ”ซูหว่านชิงมองชายที่อยู่เคียงข้างตนมาตลอดชีวิต ก่อนก้มลงเขียนประโยคสุดท้าย“ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ในวันที่ทุกอย่างพังทลาย เพราะความกล้าของเธอในวันนั้น ทำให้ฉันมีวันนี้”เธอวางปากกา พับจดหมายเก็บไว้ในสมุดบันทึกแล้วปิดมันลง“เสร็จแล้วค่ะ”กู้เหยียนเซียวลุกขึ้นและยื่นมือมาให้เหมือนที่ทำมาตลอดหลายสิบปี“กลับบ้านกันเถอะ”ซูหว่านชิงวางมือลงบนมือของเขา“กลับบ้านกันค่ะ”ทั้งสองเดินออกจากห้องทำงานไปด้วยกันด้านนอกโรงงาน คนงานรุ่นใหม่กำลังเลิกงาน ผู้หญิงหลายคนเดินออกมาพร้อมหนังสือเรียนในมือ เพราะบริษัทเปิดชั้นเรียนภาคค่ำให้พนักงานที่ต้องการศึกษาต่อเด็กหญิงคนหนึ่งเห็นซูหว่านชิงแล้วรีบโค้งทักทาย“คุณหญิงคะ”เธอหยุดเดิน “มีอะไรหรือ”“หนูอยากขอบคุณค่ะ แม่ของหนูเคยเรียนตัดเย็บจากมูลนิธิ ตอนนี้แม่เปิดร้านของตัวเองและส่งหนูเรียนหนังสือ หนูอยากเป็นนักบัญชีค่ะ”ซูหว่านชิงย
ซูหว่านชิงนิ่งไปคำพูดของเด็กวัยสิบสามทำให้เธอนึกถึงความตั้งใจของตนเองในวันที่เริ่มสร้างกิจการเธอยื่นมือไปลูบศีรษะลูกสาว“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเก่งกว่าแม่ให้ได้”หว่านอิงยิ้มกว้าง “แน่นอนค่ะ”“แต่จำไว้อย่างหนึ่ง”“อะไรคะ”“อย่าเก่งเพียงเรื่องหาเงิน ต้องเก่งเรื่องดูแลคนด้วย”เด็กสาวพยักหน้า “หนูจำได้ค่ะ”ซูหว่านชิงมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายชีวิตก่อนของเธอเคยอยู่ในโลกที่ผู้หญิงสามารถเรียน ทำงาน และเลือกอนาคตของตัวเองได้มากมาย เมื่อมาถึงยุคนี้ เธอจึงพยายามสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน วันนี้ เธอกำลังเห็นผลลัพธ์ของสิ่งที่เคยทำ ไม่ใช่เพียงจากโรงงานหรือมูลนิธิ แต่จากความคิดของเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ไม่เคยตั้งคำถามว่าตนเองสามารถทำอะไรได้หรือไม่ พวกเธอเพียงถามว่าอยากทำอะไร และต้องพยายามอย่างไรจึงจะไปถึงจุดนั้นหลายปีต่อมา กู้หว่านอิงเข้าเรียนด้านการค้าและการบริหาร ก่อนกลับมาช่วยกิจการของครอบครัว เธอนำแนวคิดใหม่เข้ามาพัฒนาระบบการผลิตและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จนกิจการของตระกูลเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าวันที่ลูกสาวนำรายงานผลประกอบการฉบับแรกมาวางตรงหน้า ซูหว่านชิงเปิ
กู้เหยียนเซียวมองลูก ก่อนมองภรรยา และถอนหายใจเหมือนนายทหารที่รู้ว่าการรบครั้งนี้ไม่มีทางชนะ“พ่อเล่นด้วยก็ได้”เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นทั่วลานซูหว่านชิงยืนมองสามีถูกลูกสองคนลากไปยังสนามหญ้าแล้วอดยิ้มไม่ได้ไม่มีใครในกองทัพคงเชื่อว่า นายพลกู้เหยียนเซียวผู้เด็ดขาดสามารถยอมแพ้ได้ง่ายถึงเพียงนี้แต่สำหรับเขา การยอมให้คนที่รักบงการชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้กลับเป็นความสุขที่ครั้งหนึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีและนับจากวันนั้น คนในคฤหาสน์ต่างรู้กันโดยไม่ต้องมีใครบอกว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดของบ้านไม่ได้สวมเครื่องแบบนายพลแต่คือคุณหญิงซูหว่านชิง ผู้สามารถสั่งนายพลผู้เกรียงไกรให้กลับมากินข้าว เล่นกับลูก และพักผ่อนให้ตรงเวลาได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำลูกสาวของคุณหญิงจอมบงการสิบปีผ่านไป เด็กหญิงตัวเล็กที่เคยวิ่งตามกู้เหยียนเซียวไปทั่วคฤหาสน์เติบโตเป็นเด็กสาววัยสิบสามปี นามว่า “กู้หว่านอิง”หว่านอิงมีใบหน้างดงามเหมือนมารดา แต่ดวงตากลับเหมือนบิดาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ที่สำคัญคือนิสัยเด็ดเดี่ยวและความคิดเป็นของตัวเองจนคนทั้งคฤหาสน์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณหญิงซูหว่านชิงมีผู้สืบทอดแล้
นายพลผู้แพ้ทางภรรยาหลังจากเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดผ่านพ้น ชีวิตสมรสครั้งใหม่ของซูหว่านชิงและกู้เหยียนเซียวกลับไม่ได้เต็มไปด้วยพิธีการหรือความเคร่งขรึมอย่างที่คนภายนอกจินตนาการ ตรงกันข้าม ภายในคฤหาสน์ตระกูลกู้กลับมีเรื่องเล็กเรื่องน้อยให้คนรับใช้แอบหัวเราะกันแทบทุกวันโดยเฉพาะเรื่องของท่านนายพลผู้เด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ยกเว้นภรรยาของเขาเพียงคนเดียวเช้าวันหนึ่ง กู้เหยียนเซียวกำลังจะออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี เขาแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยและเดินลงมาถึงห้องโถงแล้ว แต่กลับพบซูหว่านชิงยืนกอดอกขวางประตูอยู่“จะไปไหนคะ”“กองบัญชาการ”“อาหารเช้าล่ะ”ชายหนุ่มชะงัก “ผมจะกินที่นั่น”“เมื่อวานก็พูดแบบนี้ สุดท้ายเฉินกั๋วเฉียงบอกว่าคุณไม่ได้กินอะไรจนบ่าย”กู้เหยียนเซียวเหลือบมองคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที เฉินกั๋วเฉียงรีบก้มหน้า“ผมไม่ได้ตั้งใจฟ้องครับ”ซูหว่านชิงหันไปมองสามี “กลับไปนั่งค่ะ”นายทหารที่สามารถสั่งกำลังพลนับพันคนได้โดยไม่มีใครกล้าตั้งคำถาม กลับหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะอาหารอย่างว่าง่าย คนรับใช้รอบห้องพยายามกลั้นหัวเราะสุดความสามารถ ซูหว่านชิงนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเลื่อนชาม
หลินเยว่เดินตรวจโรงงานเช่นเคย แม้ทุกคนจะเรียกเธอว่า “คุณหญิง” ด้วยความเคารพ แต่เธอก็ยังทักทายคนงานทุกคนด้วยรอยยิ้ม และจำชื่อของหลายคนได้อย่างแม่นยำ ระหว่างทาง เด็กหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา“คุณหญิงคะ หนูสอบเข้าโรงเรียนบัญชีได้แล้ว”หลินเยว่ย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กน้อย “เก่งมาก ตั้งใจเรียนนะ”“โตขึ้นหนูจะกลับมาช่วยมูลนิธิเหมือนคุณหญิง”คำตอบไร้เดียงสาทำให้ผู้ใหญ่รอบข้างหัวเราะด้วยความเอ็นดูในอีกด้านหนึ่ง กู้เหยียนเซียวเองก็ได้รับการยกย่องในฐานะนายพลผู้ซื่อสัตย์ เขายังคงรับราชการด้วยความเที่ยงธรรมและได้รับความไว้วางใจจากทั้งผู้บังคับบัญชาและประชาชนแม้งานจะหนักเพียงใด แต่เขาไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับหลินเยว่ ทุกเย็น หากไม่มีภารกิจเร่งด่วน เขาจะกลับมารับประทานอาหารกับครอบครัวเสมอหลังจากทั้งสองเริ่มต้นชีวิตคู่ใหม่ได้ไม่นาน คฤหาสน์ก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็กชายและเด็กหญิงฝาแฝดที่เข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้บ้านกู้เหยียนเซียวซึ่งเคยเป็นนายทหารผู้เคร่งขรึม กลับยอมกลายเป็นม้าจำเป็นให้ลูก ๆ ขี่เล่นทั่วสวน ขณะที่หลินเยว่มักนั่งหัวเราะมองภาพนั้นอยู่ใต้ต้นเหมย วันหนึ่ง คุณย่าตระกูลกู้เอ่ยกับหลินเย
ระหว่างเดินทางกลับคฤหาสน์ คำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ คืนนั้น เธอเปิดสมุดบันทึกที่ใช้เขียนความคิดมาตลอดหลายปี พลิกย้อนกลับไปยังหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ มีหน้าหนึ่งเขียนถึงวันที่กู้เหยียนเซียวช่วยเธอจากการลอบสังหาร อีกหน้าหนึ่งบันทึกคืนที่เขายอมรับผิดและขอเริ่มต้นใหม่ และอีกหลายหน้าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ยากลำบาก เธอค่อย ๆ เขียนบรรทัดใหม่ลงไป“บางที ฉันอาจไม่ได้กำลังรอคำตอบจากหัวใจ แต่กำลังรอให้ตัวเองกล้าพอที่จะมีความสุข”เช้าวันถัดมา หลินเยว่เป็นฝ่ายส่งจดหมายถึงกู้เหยียนเซียวแทน ข้อความมีเพียงประโยคเดียว“วันนี้หลังพระอาทิตย์ตก ขอให้มาพบกันที่เนินเขาเดิม”เมื่อถึงเวลา กู้เหยียนเซียวเดินทางมาถึงสถานที่ที่เคยขอเธอแต่งงานครั้งก่อน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทั้งต้นไม้ ลมเย็น และแสงสุดท้ายของวัน สิ่งที่แตกต่างคือ หลินเยว่มายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอสวมชุดเรียบง่ายสีฟ้าอ่อน มือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้า ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า กู้เหยียนเซียวเดินเข้าไปหา“เกิดอะไรขึ้นหรือ”เธอยิ้ม“ครั้งก่อน คุณเป็นคนถามฉัน วันนี้ ขอให้ฉันเป็นคนพูดบ้าง”ชายหนุ่มมองเ







