LOGINตอนที่
10
ราตรีกาลอันตราย
ยามราตรีคืนที่หนาวเหน็บ จงซิ่นในชุดสีเข้มยังคงซุ่มอยู่ในพุ่มไม้หนาข้างกระท่อมของแม่ม่ายหลินหว่านเอ๋อร์ เขาสัมผัสได้ถึงความหนาวที่เริ่มกัดกินเข้าไปในกระดูก แต่ก็ยังต้องสงบนิ่งตามวิสัยขององครักษ์มืออาชีพ
ส่วนท่านอ๋องมู่ฉางเฟิงนั้น ยังคงยืนพิงอยู่ใต้ต้นหลิวอย่างสง่างาม ทั้งที่จริงๆ แล้วทรงหนาวจนไหล่กระตุกเล็กน้อย
“ท่านอ๋อง” จงซิ่นกระซิบเตือนด้วยความหวังดี แต่แฝงด้วยความเหนื่อยใจ
“ทรงสวมชุดบางเกินไปหรือเปล่าพะย่ะค่ะ”
มู่ฉางเฟิงไม่หันมามอง พระองค์ยังคงจ้องไปยังกระท่อมที่แสงไฟดับลงแล้ว ด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความลึกลับ
“ความหนาวเพียงเท่านี้ มีหรือจะทำอะไรข้าได้จงซิ่น” มู่ฉางเฟิงกล่าวเสียงเรียบ “เจ้าควรใช้สมาธิเฝ้าระวังมากกว่าจะมาห่วงเรื่องความสบายของข้า”
“ความสบายของท่านอย่างนั้นหรือท่านอ๋อง ท่านหนาวจนปากสั่นแล้วพะย่ะค่ะ” จงซิ่นคิดในใจอย่างอดไม่ได้ แต่ก็ทำได้เพียงถอนหายใจเงียบๆ
“ว่าแต่...” มู่ฉางเฟิงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงกระซิบของพระองค์ดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
“ข้าวห่อที่ข้าสั่งให้ห้องเครื่องทำมาเมื่อเย็นนั่น รสชาติมันจืดชืดเกินไปหรือไม่ ข้ารู้สึกว่ารสชาติมันไม่กลมกล่อมเอาเสียเลย สู้บะหมี่ไข่มังกรของแม่นางหลินไม่ได้เลยแม้สักนิด”
จงซิ่นแทบจะสำลักอากาศ เขารู้ดีว่าท่านอ๋องมักจะหาเรื่องบ่นเกี่ยวกับอาหารอยู่เสมอ แต่การเปรียบเทียบกับอาหารในวังบะหมี่ชาวบ้านที่เพิ่งเคยเสวยไปเพียงครั้งเดียว นับเป็นพฤติกรรมที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก
“ข้าวห่อนั้นสมบูรณ์ตามแบบที่ท่านอ๋องสั่งทุกประการพะย่ะค่ะ” จงซิ่นตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นกลางที่สุด
“และท่านอ๋องเองก็เสวยมันไปจนหมดแล้วอย่างเอร็ดอร่อยด้วยพระองค์เอง ถ้าจะมีปัญหาก็คงเป็นเพราะรสชาติของบะหมี่ไข่มังกรได้สร้างความอร่อยใหม่ในใจของท่านอ๋องแล้วเท่านั้นพะย่ะค่ะ”
มู่ฉางเฟิงรีบหันขวับมาเล็กน้อยเพื่อตวัดสายตาพิฆาตใส่องครักษ์ผู้บังอาจพูดความจริง
“เงียบไปเลย จงซิ่น” มู่ฉางเฟิงตัดบทอย่างรวดเร็ว ใบหูของพระองค์แดงเรื่อเพราะความอับอายที่ถูกจับได้ว่ากำลังครุ่นคิดถึงรสชาติบะหมี่ของสตรีม่าย
“ข้าแค่พยายามประเมินว่าควรจะปรับปรุงห้องเครื่องอย่างไรให้มีรสชาติที่หลากหลายมากขึ้นต่างหาก นี่คือความรับผิดชอบต่ออาณาจักรนะ”
“ความรับผิดชอบต่ออาณาจักร ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ชามบะหมี่หนึ่งชามอย่างนั้นหรือพะย่ะค่ะ” จงซิ่นคิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ก็รีบดึงสติกลับมาเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ทันใดนั้น จงซิ่นก็ส่งสัญญาณเตือนภัย ร่างกายของเขาเกร็งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ท่านอ๋อง มีคนพะย่ะค่ะสองร่าง กำลังเคลื่อนเข้ามาจากทางทิศตะวันออก”
ไม่นานนัก เงาดำทะมึนสองร่างก็ย่องเข้ามาใกล้กระท่อม พวกมันคือนักเลงหัวไม้ในหมู่บ้าน จงซิ่นสัมผัสได้ว่าพวกมันมีทักษะต่ำมาก แต่เจตนาของพวกมันชั่วร้ายเพราะเห็นแก่เงินเล็กน้อยจากการว่าจ้างของคนชั่วๆ เช่นกัน
“ไอ้เสี่ยวซานช้าๆ หน่อยได้หรือไม่ เจ้าเหยียบขี้หมาเข้าไปแล้วรู้ตัวไหม” นักเลงคนแรกกระซิบอย่างโมโห
“ก็เจ้าเดินเร็วเกินไป” นักเลงคนที่สองโต้กลับ “แล้วทำไมต้องมากลางดึกด้วย ยุงเยอะเหลือเกิน ป้าจางซื่อนี่มันร้ายจริงๆ อยากทำลายแม้แต่หลานตัวเอง”
“ชู่ววว เจ้าเงียบๆ ได้หรือไม่ เงินก้อนใหญ่อยู่ในกระท่อมของนาง และในบ้านมีแค่นางกับเด็กสองคน งานง่ายเหลือเกินวันนี้”
นักเลงคนแรกที่ชื่อไอ้หู่สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อพยามยามควบคุมอารมณ์ แต่กลับต้องสะดุ้งเมื่อถูกยุงกัดเข้าที่คอ
“โอ๊ย!!! ยุงกัดคอข้าอีกแล้ว” ไอ้หู่กระซิบเสียงดังกว่าเดิม “พวกเราควรจะได้เงินสำหรับความทรมานจากยุงนี่ด้วยนะ”
มู่ฉางเฟิงที่ได้ยินทุกคำบ่น ใบหน้าของพระองค์เย็นชาลงอย่างแท้จริง คราวนี้ไม่ใช่ความหนาวเย็นแต่เป็นความหงุดหงิดต่อความไร้ระเบียบวินัยและเสียงบ่นที่น่ารำคาญ
“จงซิ่น” มู่ฉางเฟิงกระซิบเสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน แต่เต็มไปด้วยพลังอำนาจ
“พวกมันไม่เพียงแต่ทำลายความสงบยามค่ำคืน แต่ยังบ่นไม่หยุดเหมือนเป็นขุนนางที่ไม่เคยลำบาก กระทำของพวกมันน่ารำคาญยิ่งนัก”
“เห็นด้วยพะย่ะค่ะ” จงซิ่นกล่าวเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกเขาขาดความเป็นมืออาชีพในการเป็นอาชญากรอย่างสิ้นเชิง และยังไม่รู้จักดูแลเครื่องแบบ ตอนนี้เท้าไอ้นั่นก็เหยียบขี้หมาไปแล้วด้วยพะย่ะค่ะ”
“พอแล้ว จงซิ่น” ท่านอ๋องรับคำสั่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย
“จัดการให้เงียบเชียบและเร็วที่สุด ข้าไม่อยากฟังพวกมันพูดพร่ำเรื่องสกปรกทั้งร่างกายและจิตใจของพวกมันอีกต่อไปแล้ว ข้าต้องการให้พื้นที่นี้กลับมาสงบโดยเร็ว ก่อนที่แม่นางหลินจะรู้ตัวและพวกมันจะเข้าถึงตัวแม่นางและลูกทั้งสองของนาง”
ตอนที่147กั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขา (ตอนจบ)หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านพ้นไป ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงทว่าภาระหน้าที่ยังคงดำเนินต่อ ฮ่องเต้มู่หยางทรงเรียกเสี่ยวชุ่ย เข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบสิ่งสำคัญที่มู่ฉางเฟิงทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม มันคือตราตั้งหยกขาวสลักลายดอกเหมยและพยัคฆ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งลับที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ"เสร็จพ่อทรงฝากฝังไว้ ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขาอัสดง" ฮ่องเต้มู่หยางตรัสด้วยสุรเสียงสุนทร"หน้าที่ของเจ้าคือเป็นหูเป็นตา และเป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างข้ากับอาเหมย ตรานี้มีอำนาจสั่งการทหารท้องถิ่นได้หากหุบเขาอัสดงมีภัย นี่คือเกราะคุ้มกันสุดท้ายที่เสด็จพ่อมอบให้ลูกสาวที่เขารักที่สุด" เสี่ยวชุ่ยคุกเข่ารับตราตั้งด้วยความตื้นตัน นางสัญญาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะปกป้องความสงบสุขของอาเหมยและเซียวจวินด้วยชีวิตหนึ่งปีผ่านไปในช่วงที่ดอกเหมยป่าบานสะพรั่งทั่วหุบเขาอัสดง อาเหมยและเซียวจวิน ได้จัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นหน้ากระท่อมใหม่ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แขกเหรื่อมีเพียง ฟูเฉินและครอบครัวของ เสี่ยวชุ่ยกับจงซิ่น ที่ลอบเดินทางมาในชุดชาวบ้านธรรมดาพิธีการเป็นไปอย่างเรีย
ตอนที่ 146 จดหมายลับจากวังหลวง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับข่อมหุบเขาอัสดงในยามค่ำคืน แสงตะเกียงดวงเล็กในกระท่อมใหม่ยังคงส่องสว่าง เซียวจวินที่กำลังพักฟื้นจากบาดแผลการต่อสู้ นั่งขัดมีดพรานอยู่ข้างเตาไฟ โดยมีอาเหมยคอยเคี่ยวน้ำแกงสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าสองตัวที่ควบตะบึงมาอย่างเร่งร้อนทำให้เซียวจวินขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณระวังภัย "พี่เซียวนั่นเสียงม้าของทางการนี่เจ้าคะ" อาเหมยเอ่ยด้วยความกังวล ทว่าเมื่อเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้แสงจันทร์ ทั้งคู่กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะผู้ที่มาถึงคือองครักษ์จงซิ่น และ เสี่ยวชุ่ยในชุดรัดกุมสำหรับเดินทางไกล ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "มีเรื่องด่วนอะไรหรือท่านจงซิ่นพี่เสี่ยวชุ่ย" อาเหมยรีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวชุ่ยไม่ได้กล่าวคำทักทายอย่างทุกที แต่นางกลับคุกเข่าลงพร้อมยื่นจดหมายลับประทับตรามังกรให้ "องค์หญิงเอ๊ย แม่นางอาเหมยเจ้าคะ ฮ่องเต้อาเป่าและไทเฮาทรงมีรับสั่งด่วน พระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงทรงล้มป่วยหนักด้วยพระโรคชราและพ่ายแพ้ต่อความบอบช้ำในอดีต บัดนี้พระอาการทรุดหนักจนหมอหลวงจนปัญญ
ตอนที่145เลือดพรานปกป้องดอกฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของหุบเขาอัสดงที่อาเหมยและเซียวจวินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ข่าวการสละฐานันดรขององค์หญิงผู้เป็นดวงใจของราชวงศ์มู่กลับรั่วไหลไปถึงหูของแม่ทัพอู๋สายลับมือหนึ่งจากแคว้นศัตรูที่จ้องทำลายแคว้นของฮ่องเต้อาเป่ามานาน"องค์หญิงอาเหมยอยู่ในป่าไร้ทหารคุ้มกันรึ? นี่คือโอกาสทองที่จะลักพาตัวนางมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้อาเป่ายอมยกเมืองชายแดนให้เรา" อู๋แค่นยิ้มอำมหิตก่อนจะสั่งการกลุ่มนักฆ่าเดนตายสิบคนลอบเข้าป่าในยามวิกาลในเช้าวันนั้น อาเหมยกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ท้ายสวนโดยมีฟูเฉินคอยช่วยอยู่ไม่ไกล นางสังเกตเห็นนกป่าพากันบินแตกตื่นออกจากพุ่มไม้หนา"ฟูเฉินเจ้ารู้สึกไหมว่าป่าวันนี้มันเงียบผิดปกติ" อาเหมยเอ่ยด้วยสัญชาตญาณที่เริ่มเฉียบคมขึ้น ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศมาหมายจะปักที่ลำคอของนาง"องค์หญิงระวัง" ฟูเฉินพุ่งตัวเข้าผลักอาเหมยจนล้มลง ลูกธนูถากแขนเขาไปเพียงนิดเดียว กลุ่มชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภก่อนที่กลุ่มนักฆ่าจะเข้าถึงตัวอาเหมย เสียงคำรามดุจพยัคฆ์ร้า
ตอนที่144กลับสู่กระท่อมป่าการเดินทางรอนแรมจากวังหลวงสิ้นสุดลงเมื่อฝีเท้าของคนทั้งสี่เหยียบลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้าของหุบเขาอัสดงกลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของสนภูเขาที่ลอยมากับสายหมอก ทำให้อาเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางรู้สึกว่าอากาศช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกลิ่นอายของแผนร้าย"ถึงบ้านเราแล้วนะเหมยเอ๋อร์" เซียวจวินเอ่ยพลางวางย่ามลงบนพื้นดินข้างซากกระท่อมหลังเก่าที่เคยถูกทหารเผาทำลายไป เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอและเถาวัลย์ป่าที่เริ่มเข้าปกคลุมทว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศก แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่อาเหมยซึ่งบัดนี้สวมชุดผ้าป่านสีหม่นรัดกุมมองไปรอบๆ นางไม่ได้มองเห็นซากปรักหักพัง แต่กลับมองเห็นพื้นที่กว้างขวางที่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรและเตาไฟขนาดยักษ์"พี่เซียวเจ้าคะ แม้ที่นี่จะไม่มีหลังคาแก้วหรือกำแพงหินอ่อน แต่มันคือแผ่นดินที่เป็นของเราจริงๆ ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าและเตรียมดินเอง" ฟูเฉินขะมักเขม้นช่วยจัดวางข้าวของที่เหลืออยู่"ท่านพี่เซียว ท่านเริ่มลงมือสร้างเรือนเถิด เรื่องอาหารและการจัดเตรียมพื้นที่ฝั่งนี้ ข้าจะจัดการเองขอ
ตอนที่143คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์แสงจันทร์คืนเพ็ญสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าท้องพระโรงหลวง ประหนึ่งสรวงสวรรค์กำลังร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาเหมยในชุดองค์หญิงเต็มยศสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหงส์ทองที่สะท้อนแสงนวลตา ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านชายหลังคานางค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นถอดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งประดุจกรงขังอันล้ำค่าออกช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนพานทองคำที่ขันทีประคองไว้ด้วยความเคารพ"มงกุฎนี้คือเกียรติยศที่เสด็จพ่อประทานให้ แต่วันนี้ลูกขอคืนกลับสู่ราชสำนัก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เป็นเพียงอาเหมยหญิงชาวบ้านที่เคียงข้างชายที่ลูกรักเพคะ" เสียงของอาเหมยกังวานทว่ามั่นคงประดุจเหล็กกล้ามู่ฉางเฟิงทอดพระเนตรลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความโกรธแค้นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือในหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของนางที่กล้าสละทุกอย่างเพื่อความสัตย์จริงไทเฮาประทับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ พระหัตถ์ของพระนางสั่นระริกขณะทอดพระเนตรลูกสาวที่กำลังจะเดินจากไปสู่ป่าลึก พระนางก้าวลงจากแท่นประทับแล้วโ
ตอนที่142รสพิษที่สยบด้วยสัจจะบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้านี้หนักอึ้งยิ่งกว่าวันใด แสงแดดที่สาดส่องลงมาดูหม่นหมองประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นคาวของความแค้นเซียวจวินถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่กลางโถงอีกครั้งเคียงข้างกับ อาเหมยและฟูเฉิน โดยมีทหารองครักษ์นับสิบล้อมกรอบไว้ด้วยหอกปลายแหลม บนบัลลังก์มังกรพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงประทับนั่งด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมจนน่าใจหาย สายตาของพระองค์จ้องมองไปยังชามน้ำแกงเจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า"เซียวจวินข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความภักดี แต่กลับมีพิษร้ายแรงปรากฏในอาหารที่เจ้าถวาย" มู่ฉางเฟิงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ"หากวันนี้เจ้ามิอาจชี้แจงได้ ชะตาของพวกเจ้าทั้งสามคงต้องสิ้นสุดลงที่ลานประหารก่อนตะวันตกดิน"เชฟหลวงหยางยืนยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มกุ๊กหลวง แววตาของเขามีประกายแห่งชัยชนะ"ฝ่าบาทพะยะค่ะ หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ พรานป่าผู้นี้คงคิดจะกำจัดพระองค์เพื่อล้างแค้นแทนคนรักเป็นแน่ กระหม่อมในฐานะกุ๊กหลวงผู้ซื่อสัตย์มิอาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้" หยางกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีทว่าซ่อนคมดาบไว้ข้างหลัง อาเหมยสูดลมหายใจลึก นางหันไปสบตากับเซียวจวิน







