Se connecterตอนที่
14
เนรมิตเรือนไม้ทำเลทอง
หลินหว่านเอ๋อร์ในเรือนไม้ที่แม้จะดูใหญ่โตแต่ก็ยังว่างเปล่า นางใช้กระดานไม้ที่หามาได้วางบนโต๊ะกลาง แล้วใช้ถ่านวาดผังโครงสร้างภายในร้านด้วยสีหน้าจริงจัง
“เอาล่ะลูกรัก” นางกล่าวกับอาเป่าและอาเหมยที่นั่งมองแม่อย่างสงสัย
“ร้านของเราจะต้องไม่เหมือนร้านอื่นๆ ในเมืองนี้”
นางลากเส้นแบ่งพื้นที่ในครัวอย่างชัดเจน “ตรงนี้จะเป็นส่วนเตรียมวัตถุดิบต้องสะอาดและมีแสงสว่างเพียงพอ ส่วนตรงนี้จะเป็นส่วนทำอาหารซึ่งต้องอยู่ใกล้กับช่องระบายอากาศและเตา”
หลินหว่านเอ๋อร์อธิบายการออกแบบเตาใหม่ที่นางวางแผนไว้ “ท่านแม่จะก่อเตาแบบพิเศษ ที่ใช้ฟืนน้อยลงแต่เก็บความร้อนได้ดี ทำน้ำซุปและน้ำแกงของเรามีรสชาติคงที่ตลอดทั้งวัน” นางยังจะสั่งให้ช่างทำชั้นวางเครื่องปรุงให้แยกจากกันอย่างเป็นระเบียบตามประเภท โดยเน้นเรื่องความสะอาดและถูกสุขลักษณะเป็นหลัก
อาเป่าในฐานะผู้จัดการการเงินตัวน้อย นั่งถือสมุดบันทึกและพู่กันด้วยท่าทางเคร่งขรึม เมื่อเห็นแม่วาดผังและสั่งการให้ซื้อวัตถุดิบราคาแพง เขาก็รีบท้วงขึ้นทันที
“ท่านแม่ขอรับ” อาเป่าชี้ไปที่รายการซื้อไม้ชั้นดีสำหรับทำชั้นวางของ
“ไม้แบบนี้ราคาแพงกว่าไม้ทั่วไปถึงสามเท่าเลยนะขอรับ ท่านแม่บอกว่าจะใช้เงินทุนของเราเองทั้งหมด เราไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไปนะขอรับ”
หลินหว่านเอ๋อร์ยิ้มพลางลูบผมลูกชาย “อาเป่าลูกรัก เงินน่ะต้องใช้ให้ถูกที่ถูกทาง ครัวคือหัวใจของร้านอาหาร ถ้าครัวไม่แข็งแรง ไม่สะอาด และไม่มีประสิทธิภาพ เราก็ทำอาหารอร่อยได้ไม่นาน การลงทุนกับเครื่องมือที่ดีที่สดุคือการประหยัดที่สุดแล้วจ้ะ เพราะเราจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ”
“อย่างนั้นก็ใช่ขอรับท่านแม่” อาเป่าเข้าใจในสิ่งที่แม่ของเขาอธิบาย
ในขณะที่พี่ชายกำลังกังวลเรื่องการเงิน อาเหมยเองก็เอ่ยขึ้นมาซึ่งเป็นความคิดที่ไม่คิดว่าเด็กสี่ขวบจะรู้เรื่องขนาดนี้
“ท่านแม่เจ้าคะ” อาเหมยเอียงคอ “ถ้าร้านเราชื่อเรือนครัวสองหนาน ป้ายร้านเราควรมีรูปข้ากับอาเป่าไหมเจ้าคะ หรือว่ารูปแมวป่าตัวใหญ่ๆ กำลังกินบะหมี่ดีเจ้าคะ ข้าชอบแมวที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
หลินหว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ กับจินตนาการของลูกสาว “ป้ายร้านของเราชื่อเรือนครัวสองหนาน จะต้องดูเรียบง่ายแต่เป็นที่จดจำจ้ะ ส่วนรูปแมวป่าตัวใหญ่ๆ ไว้เราทำกำไรได้เยอะๆ แม่จะวาดรูปแมวป่าให้เต็มผนังร้านเลยดีไหม”
อาเหมยตาเป็นประกาย “ดีเจ้าค่ะ”
หลังจากกำหนดแผนการปรับปรุงร้านอย่างชัดเจนแล้ว หลินหว่านเอ๋อร์ก็เริ่มไปติดต่อช่างไม้และช่างก่อสร้างตามที่จงซิ่นได้แนะนำไว้ทันที นางต้องเร่งเปิดร้านให้เร็วที่สุด เพราะเงินทุนที่มีอยู่จะไม่งอกเงยถ้าหยุดพักนาน
หลินหว่านเอ๋อร์กำลังยืนกำกับคนงานธรรมดาที่นางจ้างมาทำความสะอาดและซ่อมแซมส่วนที่ทรุดโทรมของเรือนไม้อยู่บริเวณหน้าร้าน อาเป่าถือแปรงปัดหยากไย่ ส่วนอาเหมยกำลังวาดรูปแมวบนพื้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
“ท่านลุงเจ้าคะ ทาสีขาวตรงมุมนี้ให้เรียบร้อยนะเจ้าคะ อย่าให้มีรอยเปื้อนแม้แต้นิดเดียว” หลินหว่านเอ๋อร์ออกคำสั่งอย่างเข้มงวดเพราะนี่คือภัตตาคารหรูของนาง
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบๆ ก็เงียบลงอย่างฉับพลัน บุรุษชุดดำรูปร่างกำยำสี่คนก็เดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบ พวกเขาไม่ใช่คนงานที่ดูซอมซ่อ แต่เป็นชายฉกรรจ์ที่ดูเหมือนองครักษ์เสียมากกว่า แต่ละคนเข็นรถเข็นขนาดใหญ่ที่บรรทุกวัสดุชั้นดีที่สุดชนิดที่หาซื้อได้ยากยิ่งในเมืองนี้ มีไม้หอมเนื้อแข็งสำหรับโครงสร้าง หินขัดเงางามสำหรับปูพื้นครัว และสีเคลือบกันน้ำชนิดพิเศษที่แพงกว่าทอง
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอ้าปากค้างเล็กน้อย ส่วนคนงานธรรมดาที่นางจ้างมาต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาของคนชุดดำ
“พวกท่านเป็นใครกันเจ้าคะ” หลินหว่านเอ๋อร์รีบเดินเข้าไปสอบถามด้วยความสงสัยทันที
หัวหน้าคนงานชุดดำซึ่งมีใบหน้าเคร่งขรึมราวกับสลักจากหิน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและไร้อารมณ์
“นายท่านของเราเห็นว่าเรือนนี้มีโครงสร้างเก่า อาจเกิดปัญหาภายหลัง จึงสั่งให้เรามาปรับปรุงโครงสร้างและเปลี่ยนวัสดุให้สมบูรณ์ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มขอรับ”
หลินหว่านเอ๋อร์รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ทำไมเขาไม่ปรากฎตัวต่อหน้านาง เอาแต่ส่งคนมาเท่านั้น ทำให้นางไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไรกันแน่
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าไม่ต้องการ” หลินหว่านเอ๋อร์รีบปฏิเสธทันควัน
“ข้าไม่รับการช่วยเหลือจากนายของพวกท่านอีกนอกจากเช่าร้านนี้เท่านั้น พวกท่านต้องนำของพวกนี้กลับไปเดี๋ยวนี้”
แต่คำพูดของนางเหมือนลมที่พัดผ่านอากาศไปโดยเปล่าประโยชน์
บุรุษชุดดำเหล่านั้นเริ่มทำงานอย่างรวดเร็วและเป็นมืออาชีพราวกับไม่ได้ยินคำพูดของนางเลย คนหนึ่งจัดการรื้อฟื้นครัวเก่าออกอย่างรวดเร็วราวกับถอดใบไม้ คนหนึ่งยกหินขัดขนาดใหญ่เข้ามาวางอย่างง่ายดายโดยไม่ใช้แรงมากนัก อีกคนเริ่มวัดขนาดช่องระบายควันเพื่อติดตั้งปล่องโลหะชนิดพิเศษ
“เดี๋ยวสิเจ้าคะ พวกท่านกำลังทำอะไรอยู่น่ะ นี่มันครัวของข้านะ” หลินหว่านเอ๋อร์พยายามจะเข้าไปห้าม แต่คนงานชุดดำคนหนึ่งใช้ไหล่เบียดนางออกไปอย่างสุภาพแต่หนักแน่น
อาเหมยที่เห็นท่าทางของแม่เริ่มไม่ดี ก็รีบวิ่งเข้ามาเกาะขาแม่ “ท่านแม่พวกเขากำลังทำครัวใหม่ให้เรา มีหินสวยๆ ด้วยเจ้าค่ะ”
อาเป่ามองคนชุดดำด้วยสายตาประเมินอย่างจริงจัง “ท่านแม่ขอรับ ไม้ที่พวกเขานำมานี่เป็นไม้จันทน์หอมชั้นดีเลยนะขอรับ แข็งแรงมาก ถ้าเราซื้อเองคงหมดเงินไปหลายตำลึง”
หลินหว่านเอ๋อร์ได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างหมดหนทาง นางมองวัสดุชั้นดีที่คนงานชุดดำกำลังติดตั้งอย่างรวดเร็ว ครัวใหม่นั้นสวยงาม แข็งแรงและถูกสุขลักษณะตามที่นางต้องการ
“อะไรกันเนี่ย ยิ่งพยายามหนี เขายิ่งยัดเยียดสิ่งดีๆ มาให้ นีเขากำลังบังคับให้ข้าติดหนี้บุญคุณก้อนใหญ่โดยที่ฉันไม่สามารถปฏิเสธได้นี่นา ก็ใครใช้ให้เขาเอาของที่ดีและเหมาะสมกับร้านอาหารของฉันมากขนาดนี้มาให้ล่ะ”
นางจ้องมองไปในทิศทางหนึ่ง “ท่านคนจอมบงการ ข้าไม่เกรงใจแล้วนะ ในเมื่อทำให้ข้าก็จะใช้ให้เป็นประโยชน์แล้วกัน”
หลินหว่านเอ๋อร์สะบัดหน้าหนีความรู้สึกผิดบาป แล้วหันไปสนใจรายละเอียดของเตาที่คนงานชุดดำกำลังก่อสร้างอย่างรวดเร็วทันที “เอาล่ะไหนๆ ก็ทำแล้ว เตาตรงนั้น ขอให้ปากเตาทำมุมเฉียงไปทางด้านตะวันออกเล็กน้อยนะเจ้าคะ มันจะช่วยเรื่องการหมุนเวียนของไฟ” นางออกคำสั่งอย่างผู้เชี่ยวชาญทันที โดยลืมไปว่าเพิ่งปฏิเสธพวกเขาไป
คนงานชุดดำมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนจะโค้งคำนับอย่างเงียบๆ แล้วเริ่มปรับแก้เตาตามคำสั่งของนางอย่างรวดเร็ว
ตอนที่147กั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขา (ตอนจบ)หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านพ้นไป ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงทว่าภาระหน้าที่ยังคงดำเนินต่อ ฮ่องเต้มู่หยางทรงเรียกเสี่ยวชุ่ย เข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบสิ่งสำคัญที่มู่ฉางเฟิงทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม มันคือตราตั้งหยกขาวสลักลายดอกเหมยและพยัคฆ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งลับที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ"เสร็จพ่อทรงฝากฝังไว้ ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขาอัสดง" ฮ่องเต้มู่หยางตรัสด้วยสุรเสียงสุนทร"หน้าที่ของเจ้าคือเป็นหูเป็นตา และเป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างข้ากับอาเหมย ตรานี้มีอำนาจสั่งการทหารท้องถิ่นได้หากหุบเขาอัสดงมีภัย นี่คือเกราะคุ้มกันสุดท้ายที่เสด็จพ่อมอบให้ลูกสาวที่เขารักที่สุด" เสี่ยวชุ่ยคุกเข่ารับตราตั้งด้วยความตื้นตัน นางสัญญาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะปกป้องความสงบสุขของอาเหมยและเซียวจวินด้วยชีวิตหนึ่งปีผ่านไปในช่วงที่ดอกเหมยป่าบานสะพรั่งทั่วหุบเขาอัสดง อาเหมยและเซียวจวิน ได้จัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นหน้ากระท่อมใหม่ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แขกเหรื่อมีเพียง ฟูเฉินและครอบครัวของ เสี่ยวชุ่ยกับจงซิ่น ที่ลอบเดินทางมาในชุดชาวบ้านธรรมดาพิธีการเป็นไปอย่างเรีย
ตอนที่ 146 จดหมายลับจากวังหลวง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับข่อมหุบเขาอัสดงในยามค่ำคืน แสงตะเกียงดวงเล็กในกระท่อมใหม่ยังคงส่องสว่าง เซียวจวินที่กำลังพักฟื้นจากบาดแผลการต่อสู้ นั่งขัดมีดพรานอยู่ข้างเตาไฟ โดยมีอาเหมยคอยเคี่ยวน้ำแกงสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าสองตัวที่ควบตะบึงมาอย่างเร่งร้อนทำให้เซียวจวินขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณระวังภัย "พี่เซียวนั่นเสียงม้าของทางการนี่เจ้าคะ" อาเหมยเอ่ยด้วยความกังวล ทว่าเมื่อเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้แสงจันทร์ ทั้งคู่กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะผู้ที่มาถึงคือองครักษ์จงซิ่น และ เสี่ยวชุ่ยในชุดรัดกุมสำหรับเดินทางไกล ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "มีเรื่องด่วนอะไรหรือท่านจงซิ่นพี่เสี่ยวชุ่ย" อาเหมยรีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวชุ่ยไม่ได้กล่าวคำทักทายอย่างทุกที แต่นางกลับคุกเข่าลงพร้อมยื่นจดหมายลับประทับตรามังกรให้ "องค์หญิงเอ๊ย แม่นางอาเหมยเจ้าคะ ฮ่องเต้อาเป่าและไทเฮาทรงมีรับสั่งด่วน พระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงทรงล้มป่วยหนักด้วยพระโรคชราและพ่ายแพ้ต่อความบอบช้ำในอดีต บัดนี้พระอาการทรุดหนักจนหมอหลวงจนปัญญ
ตอนที่145เลือดพรานปกป้องดอกฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของหุบเขาอัสดงที่อาเหมยและเซียวจวินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ข่าวการสละฐานันดรขององค์หญิงผู้เป็นดวงใจของราชวงศ์มู่กลับรั่วไหลไปถึงหูของแม่ทัพอู๋สายลับมือหนึ่งจากแคว้นศัตรูที่จ้องทำลายแคว้นของฮ่องเต้อาเป่ามานาน"องค์หญิงอาเหมยอยู่ในป่าไร้ทหารคุ้มกันรึ? นี่คือโอกาสทองที่จะลักพาตัวนางมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้อาเป่ายอมยกเมืองชายแดนให้เรา" อู๋แค่นยิ้มอำมหิตก่อนจะสั่งการกลุ่มนักฆ่าเดนตายสิบคนลอบเข้าป่าในยามวิกาลในเช้าวันนั้น อาเหมยกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ท้ายสวนโดยมีฟูเฉินคอยช่วยอยู่ไม่ไกล นางสังเกตเห็นนกป่าพากันบินแตกตื่นออกจากพุ่มไม้หนา"ฟูเฉินเจ้ารู้สึกไหมว่าป่าวันนี้มันเงียบผิดปกติ" อาเหมยเอ่ยด้วยสัญชาตญาณที่เริ่มเฉียบคมขึ้น ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศมาหมายจะปักที่ลำคอของนาง"องค์หญิงระวัง" ฟูเฉินพุ่งตัวเข้าผลักอาเหมยจนล้มลง ลูกธนูถากแขนเขาไปเพียงนิดเดียว กลุ่มชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภก่อนที่กลุ่มนักฆ่าจะเข้าถึงตัวอาเหมย เสียงคำรามดุจพยัคฆ์ร้า
ตอนที่144กลับสู่กระท่อมป่าการเดินทางรอนแรมจากวังหลวงสิ้นสุดลงเมื่อฝีเท้าของคนทั้งสี่เหยียบลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้าของหุบเขาอัสดงกลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของสนภูเขาที่ลอยมากับสายหมอก ทำให้อาเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางรู้สึกว่าอากาศช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกลิ่นอายของแผนร้าย"ถึงบ้านเราแล้วนะเหมยเอ๋อร์" เซียวจวินเอ่ยพลางวางย่ามลงบนพื้นดินข้างซากกระท่อมหลังเก่าที่เคยถูกทหารเผาทำลายไป เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอและเถาวัลย์ป่าที่เริ่มเข้าปกคลุมทว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศก แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่อาเหมยซึ่งบัดนี้สวมชุดผ้าป่านสีหม่นรัดกุมมองไปรอบๆ นางไม่ได้มองเห็นซากปรักหักพัง แต่กลับมองเห็นพื้นที่กว้างขวางที่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรและเตาไฟขนาดยักษ์"พี่เซียวเจ้าคะ แม้ที่นี่จะไม่มีหลังคาแก้วหรือกำแพงหินอ่อน แต่มันคือแผ่นดินที่เป็นของเราจริงๆ ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าและเตรียมดินเอง" ฟูเฉินขะมักเขม้นช่วยจัดวางข้าวของที่เหลืออยู่"ท่านพี่เซียว ท่านเริ่มลงมือสร้างเรือนเถิด เรื่องอาหารและการจัดเตรียมพื้นที่ฝั่งนี้ ข้าจะจัดการเองขอ
ตอนที่143คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์แสงจันทร์คืนเพ็ญสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าท้องพระโรงหลวง ประหนึ่งสรวงสวรรค์กำลังร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาเหมยในชุดองค์หญิงเต็มยศสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหงส์ทองที่สะท้อนแสงนวลตา ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านชายหลังคานางค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นถอดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งประดุจกรงขังอันล้ำค่าออกช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนพานทองคำที่ขันทีประคองไว้ด้วยความเคารพ"มงกุฎนี้คือเกียรติยศที่เสด็จพ่อประทานให้ แต่วันนี้ลูกขอคืนกลับสู่ราชสำนัก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เป็นเพียงอาเหมยหญิงชาวบ้านที่เคียงข้างชายที่ลูกรักเพคะ" เสียงของอาเหมยกังวานทว่ามั่นคงประดุจเหล็กกล้ามู่ฉางเฟิงทอดพระเนตรลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความโกรธแค้นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือในหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของนางที่กล้าสละทุกอย่างเพื่อความสัตย์จริงไทเฮาประทับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ พระหัตถ์ของพระนางสั่นระริกขณะทอดพระเนตรลูกสาวที่กำลังจะเดินจากไปสู่ป่าลึก พระนางก้าวลงจากแท่นประทับแล้วโ
ตอนที่142รสพิษที่สยบด้วยสัจจะบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้านี้หนักอึ้งยิ่งกว่าวันใด แสงแดดที่สาดส่องลงมาดูหม่นหมองประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นคาวของความแค้นเซียวจวินถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่กลางโถงอีกครั้งเคียงข้างกับ อาเหมยและฟูเฉิน โดยมีทหารองครักษ์นับสิบล้อมกรอบไว้ด้วยหอกปลายแหลม บนบัลลังก์มังกรพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงประทับนั่งด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมจนน่าใจหาย สายตาของพระองค์จ้องมองไปยังชามน้ำแกงเจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า"เซียวจวินข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความภักดี แต่กลับมีพิษร้ายแรงปรากฏในอาหารที่เจ้าถวาย" มู่ฉางเฟิงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ"หากวันนี้เจ้ามิอาจชี้แจงได้ ชะตาของพวกเจ้าทั้งสามคงต้องสิ้นสุดลงที่ลานประหารก่อนตะวันตกดิน"เชฟหลวงหยางยืนยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มกุ๊กหลวง แววตาของเขามีประกายแห่งชัยชนะ"ฝ่าบาทพะยะค่ะ หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ พรานป่าผู้นี้คงคิดจะกำจัดพระองค์เพื่อล้างแค้นแทนคนรักเป็นแน่ กระหม่อมในฐานะกุ๊กหลวงผู้ซื่อสัตย์มิอาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้" หยางกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีทว่าซ่อนคมดาบไว้ข้างหลัง อาเหมยสูดลมหายใจลึก นางหันไปสบตากับเซียวจวิน







