LOGINตอนที่
6
รสชาติไม่ธรรมดา
บะหมี่ไข่มังกรของแม่นางหลิน ช่างวิเศษยิ่งนัก ข้าเพิ่งเคยกินบะหมี่ที่หอมหวานและมีรสชาติลึกล้ำเช่นนี้”
“ใช่แล้ว คุ้มค่าเงินห่าอีแปะ ข้าต้องมาซื้อให้ลูกชายข้ากินทุกวันแล้ว”
“ขอบคุณท่านมากเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขอบคุณลูกค้าด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแม้ว่าตอนนี้จะเหนื่อยมากก็ตาม
ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์กำลังลวกเส้นบะมี่อย่างไม่หยุดพัก และความหวังเรื่องการปลดหนี้เริ่มเจิดจรัสขึ้นมาในใจ ก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา เขาสวมชุดบุรุษธรรมดาที่ดูมีราคาและท่าทางที่สงบเยือกเย็นจนผู้คนต้องหลีกทางให้
เขาคือ จงซิ่น องครักษ์เงาที่ถูกส่งมาจากมู่ฉางเฟิงหลังจากที่จงซิ่นให้คนมาซื้อบะหมี่ของนางไปให้เจ้านายของเขาแล้วหนึ่งรอบ และมู่ฉางเฟิงก็ถูกใจในรสชาติของบะหมี่ของนางและยิ่งได้ยินเรื่องเล่าจากจงซิ่นยิ่งทำให้เขาอยากรู้จักนางให้มากขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งก้านธูปที่ผ่านมา (ครึ่งก้านธูป เท่ากับ 15 นาที)
มู่ฉางเฟิงกำลังนั่งตรวจเอกสารลับเกี่ยวกับการทุจริตของเจ้าของเมืองซ่งอย่างเคร่งเครียด บนโต๊ะข้างกายมีชามบะหมี่หนึ่งชามวางอยู่ ซึ่งเป็นบะหมี่ไข่มังกรที่จงซิ่นเพิ่งสั่งให้คนไปซื้อมาจากตลาดเพื่อให้นายท่านลองชิม หลังจากได้ยินคำร่ำลือ
“บะหมี่จากแผงลอยข้างถนนพะย่ะค่ะท่านอ๋อง”
“บะหมี่จากแผงลอยข้างถนน จงซิ่นเจ้ากำลังทำตัวเหลวไหล” มู่ฉางเฟิงกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร
“ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมได้ยินว่าบะหมี่ของนางมีรสชาติที่อร่อยและน่าสนใจยิ่งนัก กระหม่อมจึงสั่งให้คนไปซื้อมาให้เพื่อให้ท่านอ๋องได้พิสูจน์รสชาติพะย่ะค่ะ” จงซิ่นกราบทูลต่อเจ้านายของเขา
มู่ฉางเฟิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาไม่อยากเชื่อว่าบะหมี่ข้างทางจะอร่อยได้อย่างที่จงซิ่นได้กล่าว แต่เขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นบะหมี่สีเหลืองนวลเส้นหนึ่งเข้าปากอย่างไม่เต็มใจ
วินาทีที่เส้นบะหมี่เหนียวนุ่มแตะลิ้น ดวงตาของท่านอ๋องก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ รสชาติของไข่และกลิ่นหอมของสมุนไพรในเส้นนั้นช่างกลมกล่อมและแปลกใหม่ น้ำซุปใสสีทองที่เขาคิดว่าคงจะจืดชืดกลับมีรสชาติล้ำลึก หวานหอมจากกระดูกที่เคี่ยวอย่างพิถีพิถัน และมีมิติของรสชาติที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ
“นี่ไม่ใช่ฝีมือของชาวบ้านธรรมดาทำอาหารเป็นแน่ แม้แต่พ่อครัวแม่ครัวในวังก็ทำไม่อร่อยขนาดนี้” ท่านอ๋องผู้ที่เคยลิ้มรสอาหารจากในวังหลวงมาแล้วทั่วแคว้น เขาคิดในใจขึ้นมาคนเดียว
มู่ฉางเฟิงยกชามบะหมี่ขึ้นซดน้ำซุปจนหมดสิ้นในเวลาอันรวดเร็ว เขาเพิ่งรู้ตัวว่ารสชาติที่ง่ายๆ และเต็มไปด้วยความตั้งใจเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เขาตามหามานาน
“จงซิ่น” มู่ฉางเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“บะหมี่นี้ เป็นฝีมือของผู้ใดเจ้าไปสืบมาให้ข้า”
“กระหม่อมได้ยินมาว่าเป็นฝีมือของแม่นางหลิน แม่ม่ายลูกติดสองคนอาศัยอยู่ในกระท่อมท้ายหมู่บ้าน นางมีลูกติดสองคน และนางกำลังถูกหลินจางซื่อ ผู้เป็นป้าแท้ๆ ของนางข่มขู่จะยึดตัวลูกๆ ของนางไปเป็นทาส หากไม่สามารถหาเงินสิบพวงมาใช้หนี้ได้ภายในยามโหยว่(เวลา 17.00 – 19.00 น.) ของวันนี้พะย่ะค่ะ” จงซิ่นรายงานสิ่งที่สืบทราบมาทั้งหมดให้กับมู่ฉางเฟิง
มู่ฉางเฟิงเอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาของเขาครุ่นคิด เขารู้สึกอยากรู้จักนางจากรสชาติบะหมี่และจากเรื่องราวของนางด้วย
“สิบพวง เป็นจำนวนที่นางไม่มีทางหามาได้ด้วยการขายเพียงบะหมี่” มู่ฉางเฟิงกล่าวอย่างเข้าใจสถานการณ์ ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
“จงซิ่น เจ้าไปจัดการให้ข้า สั่งบะหมี่จากนางทั้งหมด ห้าสิบชามโดยจ่ายเงินให้นางสี่สิบพวง และอย่าทำให้ผู้คนสงสัย ถ้ามีคนสงสัยก็บอกไปว่าเจ้าได้รับเงินจากทางการมาเพื่อซื้อบะหมี่แจกชาวบ้าน”
“ตามบัญชาพะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง” จงซิ่นค้อมตัวรับคำสั่งทันที
กลับมาที่ตลาดปัจจุบัน
จงซิ่นเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาและประกาศคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนพรจากสวรรค์
“ข้าอยากซื้อบะหมี่เจ้าห้าสิบชาม” จงซิ่นกล่าวอย่างไม่เปิดเผยความตั้งใจทั้งหมดในคราวเดียว
หลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังตักบะหมี่อยู่ถึงกับชะงัก นางเคยชินกับการขายทีละสองสามชาม การสั่งห้าสิบชามนั้นนับเป็นคำสั่งซื้อที่ใหญ่ที่สุดที่เคยได้รับ
“ขอบคุณท่านลูกค้ามากเจ้าค่ะ ห้าสิบชามเป็นเงิน สองร้อยห้าสิบอีแปะเจ้าค่ะ”
จงซิ่นส่ายศีรษะเบาๆ ก่อนจะวางถุงผ้าขนาดใหญ่ลงบนโต๊ะ และกล่าวด้วยน้ำเสียงพอให้คนรอบข้างได้ยิน
“เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลขอรับ นี่คือเงินสี่สิบพวงสำหรับบะหมี่ห้าสิบชาม แค่ให้เสร็จก่อนยามโหย่วก็เป็นพอ” จงซิ่นเอ่ยขึ้นมาอย่างนั้นผู้คนที่ต่อคิวรอทานบะหมี่ก็ได้แต่โวยวายเพราะกลัวจะไม่ได้กินบะหมี่
“เจ้ามาสั่งอย่างนี้ข้าก็ไม่กินกันพอดี” ป้าคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
จงซิ่นหันหน้าไปหาลูกค้าที่กำลังโวยวาย สีหน้าของเขาเย็นชาแต่เต็มไปด้วยอำนาจที่ไม่มีใครมองเห็น
“ท่านทั้งหลายโปรดใจเย็น” จงซิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าเป็นคนของทางการที่ได้รับเงินมาเพื่อซื้ออาหารแจกจ่ายกับชาวบ้าน ซึ่งนี้เป็นคำสั่งพิเศษและทุกคนก็จะได้กินบะหมี่ของแม่นางผู้นี้แน่นอน”
คำพูดของจงซิ่นทำให้ฝูงชนสงบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินว่าเป็นเรื่องของราชการก็ไม่มีใครกล้าโวยวายอีก
“ห้าสิบชามที่ข้าสั่งให้เจ้าทำแจกจนกว่าจะครบห้าสิบชาม แล้วเจ้าก็จะได้รับเงินสี่สิบพวง” จงซิ่นพูดอย่างนั้นก็ทำให้หลินหว่านเอ๋อร์มีกำลังใจมากยิ่งขึ้นเพราะนางมั่นใจแล้วว่าจะมีเงินใช้หนี้ป้าใจร้ายของนาง
ตอนที่147กั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขา (ตอนจบ)หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านพ้นไป ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงทว่าภาระหน้าที่ยังคงดำเนินต่อ ฮ่องเต้มู่หยางทรงเรียกเสี่ยวชุ่ย เข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบสิ่งสำคัญที่มู่ฉางเฟิงทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม มันคือตราตั้งหยกขาวสลักลายดอกเหมยและพยัคฆ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งลับที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ"เสร็จพ่อทรงฝากฝังไว้ ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขาอัสดง" ฮ่องเต้มู่หยางตรัสด้วยสุรเสียงสุนทร"หน้าที่ของเจ้าคือเป็นหูเป็นตา และเป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างข้ากับอาเหมย ตรานี้มีอำนาจสั่งการทหารท้องถิ่นได้หากหุบเขาอัสดงมีภัย นี่คือเกราะคุ้มกันสุดท้ายที่เสด็จพ่อมอบให้ลูกสาวที่เขารักที่สุด" เสี่ยวชุ่ยคุกเข่ารับตราตั้งด้วยความตื้นตัน นางสัญญาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะปกป้องความสงบสุขของอาเหมยและเซียวจวินด้วยชีวิตหนึ่งปีผ่านไปในช่วงที่ดอกเหมยป่าบานสะพรั่งทั่วหุบเขาอัสดง อาเหมยและเซียวจวิน ได้จัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นหน้ากระท่อมใหม่ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แขกเหรื่อมีเพียง ฟูเฉินและครอบครัวของ เสี่ยวชุ่ยกับจงซิ่น ที่ลอบเดินทางมาในชุดชาวบ้านธรรมดาพิธีการเป็นไปอย่างเรีย
ตอนที่ 146 จดหมายลับจากวังหลวง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับข่อมหุบเขาอัสดงในยามค่ำคืน แสงตะเกียงดวงเล็กในกระท่อมใหม่ยังคงส่องสว่าง เซียวจวินที่กำลังพักฟื้นจากบาดแผลการต่อสู้ นั่งขัดมีดพรานอยู่ข้างเตาไฟ โดยมีอาเหมยคอยเคี่ยวน้ำแกงสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าสองตัวที่ควบตะบึงมาอย่างเร่งร้อนทำให้เซียวจวินขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณระวังภัย "พี่เซียวนั่นเสียงม้าของทางการนี่เจ้าคะ" อาเหมยเอ่ยด้วยความกังวล ทว่าเมื่อเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้แสงจันทร์ ทั้งคู่กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะผู้ที่มาถึงคือองครักษ์จงซิ่น และ เสี่ยวชุ่ยในชุดรัดกุมสำหรับเดินทางไกล ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "มีเรื่องด่วนอะไรหรือท่านจงซิ่นพี่เสี่ยวชุ่ย" อาเหมยรีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวชุ่ยไม่ได้กล่าวคำทักทายอย่างทุกที แต่นางกลับคุกเข่าลงพร้อมยื่นจดหมายลับประทับตรามังกรให้ "องค์หญิงเอ๊ย แม่นางอาเหมยเจ้าคะ ฮ่องเต้อาเป่าและไทเฮาทรงมีรับสั่งด่วน พระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงทรงล้มป่วยหนักด้วยพระโรคชราและพ่ายแพ้ต่อความบอบช้ำในอดีต บัดนี้พระอาการทรุดหนักจนหมอหลวงจนปัญญ
ตอนที่145เลือดพรานปกป้องดอกฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของหุบเขาอัสดงที่อาเหมยและเซียวจวินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ข่าวการสละฐานันดรขององค์หญิงผู้เป็นดวงใจของราชวงศ์มู่กลับรั่วไหลไปถึงหูของแม่ทัพอู๋สายลับมือหนึ่งจากแคว้นศัตรูที่จ้องทำลายแคว้นของฮ่องเต้อาเป่ามานาน"องค์หญิงอาเหมยอยู่ในป่าไร้ทหารคุ้มกันรึ? นี่คือโอกาสทองที่จะลักพาตัวนางมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้อาเป่ายอมยกเมืองชายแดนให้เรา" อู๋แค่นยิ้มอำมหิตก่อนจะสั่งการกลุ่มนักฆ่าเดนตายสิบคนลอบเข้าป่าในยามวิกาลในเช้าวันนั้น อาเหมยกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ท้ายสวนโดยมีฟูเฉินคอยช่วยอยู่ไม่ไกล นางสังเกตเห็นนกป่าพากันบินแตกตื่นออกจากพุ่มไม้หนา"ฟูเฉินเจ้ารู้สึกไหมว่าป่าวันนี้มันเงียบผิดปกติ" อาเหมยเอ่ยด้วยสัญชาตญาณที่เริ่มเฉียบคมขึ้น ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศมาหมายจะปักที่ลำคอของนาง"องค์หญิงระวัง" ฟูเฉินพุ่งตัวเข้าผลักอาเหมยจนล้มลง ลูกธนูถากแขนเขาไปเพียงนิดเดียว กลุ่มชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภก่อนที่กลุ่มนักฆ่าจะเข้าถึงตัวอาเหมย เสียงคำรามดุจพยัคฆ์ร้า
ตอนที่144กลับสู่กระท่อมป่าการเดินทางรอนแรมจากวังหลวงสิ้นสุดลงเมื่อฝีเท้าของคนทั้งสี่เหยียบลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้าของหุบเขาอัสดงกลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของสนภูเขาที่ลอยมากับสายหมอก ทำให้อาเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางรู้สึกว่าอากาศช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกลิ่นอายของแผนร้าย"ถึงบ้านเราแล้วนะเหมยเอ๋อร์" เซียวจวินเอ่ยพลางวางย่ามลงบนพื้นดินข้างซากกระท่อมหลังเก่าที่เคยถูกทหารเผาทำลายไป เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอและเถาวัลย์ป่าที่เริ่มเข้าปกคลุมทว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศก แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่อาเหมยซึ่งบัดนี้สวมชุดผ้าป่านสีหม่นรัดกุมมองไปรอบๆ นางไม่ได้มองเห็นซากปรักหักพัง แต่กลับมองเห็นพื้นที่กว้างขวางที่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรและเตาไฟขนาดยักษ์"พี่เซียวเจ้าคะ แม้ที่นี่จะไม่มีหลังคาแก้วหรือกำแพงหินอ่อน แต่มันคือแผ่นดินที่เป็นของเราจริงๆ ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าและเตรียมดินเอง" ฟูเฉินขะมักเขม้นช่วยจัดวางข้าวของที่เหลืออยู่"ท่านพี่เซียว ท่านเริ่มลงมือสร้างเรือนเถิด เรื่องอาหารและการจัดเตรียมพื้นที่ฝั่งนี้ ข้าจะจัดการเองขอ
ตอนที่143คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์แสงจันทร์คืนเพ็ญสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าท้องพระโรงหลวง ประหนึ่งสรวงสวรรค์กำลังร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาเหมยในชุดองค์หญิงเต็มยศสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหงส์ทองที่สะท้อนแสงนวลตา ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านชายหลังคานางค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นถอดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งประดุจกรงขังอันล้ำค่าออกช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนพานทองคำที่ขันทีประคองไว้ด้วยความเคารพ"มงกุฎนี้คือเกียรติยศที่เสด็จพ่อประทานให้ แต่วันนี้ลูกขอคืนกลับสู่ราชสำนัก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เป็นเพียงอาเหมยหญิงชาวบ้านที่เคียงข้างชายที่ลูกรักเพคะ" เสียงของอาเหมยกังวานทว่ามั่นคงประดุจเหล็กกล้ามู่ฉางเฟิงทอดพระเนตรลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความโกรธแค้นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือในหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของนางที่กล้าสละทุกอย่างเพื่อความสัตย์จริงไทเฮาประทับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ พระหัตถ์ของพระนางสั่นระริกขณะทอดพระเนตรลูกสาวที่กำลังจะเดินจากไปสู่ป่าลึก พระนางก้าวลงจากแท่นประทับแล้วโ
ตอนที่142รสพิษที่สยบด้วยสัจจะบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้านี้หนักอึ้งยิ่งกว่าวันใด แสงแดดที่สาดส่องลงมาดูหม่นหมองประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นคาวของความแค้นเซียวจวินถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่กลางโถงอีกครั้งเคียงข้างกับ อาเหมยและฟูเฉิน โดยมีทหารองครักษ์นับสิบล้อมกรอบไว้ด้วยหอกปลายแหลม บนบัลลังก์มังกรพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงประทับนั่งด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมจนน่าใจหาย สายตาของพระองค์จ้องมองไปยังชามน้ำแกงเจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า"เซียวจวินข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความภักดี แต่กลับมีพิษร้ายแรงปรากฏในอาหารที่เจ้าถวาย" มู่ฉางเฟิงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ"หากวันนี้เจ้ามิอาจชี้แจงได้ ชะตาของพวกเจ้าทั้งสามคงต้องสิ้นสุดลงที่ลานประหารก่อนตะวันตกดิน"เชฟหลวงหยางยืนยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มกุ๊กหลวง แววตาของเขามีประกายแห่งชัยชนะ"ฝ่าบาทพะยะค่ะ หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ พรานป่าผู้นี้คงคิดจะกำจัดพระองค์เพื่อล้างแค้นแทนคนรักเป็นแน่ กระหม่อมในฐานะกุ๊กหลวงผู้ซื่อสัตย์มิอาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้" หยางกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีทว่าซ่อนคมดาบไว้ข้างหลัง อาเหมยสูดลมหายใจลึก นางหันไปสบตากับเซียวจวิน







