LOGINตอนที่
7
บะหมี่ชามสุดท้าย
หลินหว่านเอ๋อร์นางก้มตัวคารวะขุนนางลึกลับผู้นี้ด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบพระคุณท่านมากเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ”
หลินหว่านเอ๋อร์รีบทำบะหมี่ต่อทันที ชาวบ้านก็ต่างยืนรออย่างใจจดใจจ่อเช่นเดียวกัน
“อาเป่า อาเหมยช่วยแม่ด้วยนะลูก”
“ได้ขอรับท่านแม่ เจ้าค่ะท่านแม่” อาเป่าอาเหมยตอบรับคำของมารดาอย่างรู้การรู้งาน
“ให้ข้าช่วยอีกแรง” จงซิ่นเองเมื่อเห็นนางยุ่งๆ ก็อาสาช่วยเหลือนางทันที
คำเสนอของจงซิ่นทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อมองดูผู้คนและน้ำซุปกระดูกที่กำลังเดือดพล่าน นางก็ตัดสินใจว่าไม่ควรปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขา
“ถ้าอย่างนั้น รบกวนท่านช่วยตักน้ำซุปใส่ถ้วยแล้วเอาให้ลูกค้านะเจ้าคะ ข้าจะลวกเส้นและจัดเครื่องใส่ถ้วย ส่วนอาเป่าและอาเหมยช่วยดูแลลูกค้าให้แม่ด้วยนะ”
“ได้เลย ข้าจะรับหน้าที่นั้นเอง” จงซิ่นไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายืนเฝ้าเตาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ แต่ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังความร้อนและฟืนไฟอย่างเคร่งเครียด
ภาพการทำงานร่วมกันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้เกิดขึ้นกลางตลาด หลินหว่านเอ๋อร์ที่คล่องแคล่วว่องไวราวกับเชฟกำลังร่ายรำอยู่หน้าหม้อลวกเส้น อาเป่าและอาเหมยก็ช่วยพูดคุยกับลูกค้าเพื่อไม่ให้ลูกค้าเบื่อ จงซิ่นก็ตักน้ำซุปได้เป็นอย่างดี
จงซิ่นรับหน้าที่ตักน้ำซุปด้วยท่าทางที่จริงจังเกินกว่างานที่ทำ มือของเขาถือกระบวยตักน้ำซุปมั่นคงราวกับถือกระบี่
เขาตักน้ำซุปใสสีทองใส่ถ้วยได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ไม่มีการกระเด็นหกเลอะเทอะแม้แต่น้อย เขารับถ้วยมาจากหลินหว่านเอ๋อร์เพื่อเติมน้ำซุปอย่างชำนาญเหมือนทำหน้าที่นี้มานาน
“น้ำซุปหอมหวานจริงๆ” ชาวบ้านที่ได้รับบะหมี่จากมือของจงซิ่นกล่าวชมด้วยความประหลาดใจระคนซาบซึ้ง
“นี่เป็นบะหมี่จากทางการ รับไปเถิด” จงซิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเย็นชาทุกครั้งที่ส่งบะหมี่ให้ชาวบ้าน ทำให้ทุกคนยอมรับด้วยความเกรงใจและซาบซึ้งในความเมตตาของทางการ (ท่านอ๋องผู้อยู่เบื้องหลัง)
หลินหว่านเอ๋อร์ใช้ทักษะทั้งหมดในการลวกเส้นให้เหนียวนุ่มและสุกพอดี นางเร่งมือทำบะหมี่ตามคำสั่งจนกว่าจะครบห้าสิบชาม โดยมีจงซิ่นคอยช่วย
ในที่สุด บะหมี่ห้าสิบชามก็ถูกแจกจ่ายจนเกือบหมดสิ้น เสียงขอบคุณของชาวบ้านดังเซ็งแซ่
“ตอนนี้เหลือบะหมี่อีกหนึ่งชามก็จะครบห้าสิบชามพอดี” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นมาพลางเก็บของบางส่วนขึ้นรถเข็น บุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาจากด้านหลังของฝูงชนที่เพิ่งแยกย้ายไป เขาเดินมาหยุดหน้าแผงลอยที่ว่างเปล่า
เขาไม่ได้สวมชุดขุนนางแต่สวมชุดผ้าฝ้ายสีน้าตาลเข้มที่ดูสะอาดสะอ้านและมีราคา มีผ้าคลุมศีรษะที่ปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ทำให้เห็นเพียงส่วนล่างของใบหน้าที่งดงามและดวงตาที่คมดั่งพญาอินทรี
บุรุษผู้นี้คือมู่ฉางเฟิงท่านอ๋องที่มาสืบคดีทุจริตในเมืองซ่ง และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการซื้อบะหมี่เพื่อช่วยเหลือหลินหว่านเอ๋อร์
“บะหมี่ชามสุดท้ายของเจ้า” มู่ฉางเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกและเยือกเย็น
“ข้าขอรับมันไว้เอง”
หลินหว่านเอ๋อร์มองเขาอย่างงุนงง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยคราบเหงื่อไคล แต่ดวงตานางก็ส่องประกายด้วยความอ่อนล้าปนความภาคภูมิใจ
“ท่านเป็นลูกค้าที่ได้รับชามสุดท้ายเจ้าค่ะ” หลินหว่านเอ๋อร์ถามอย่างสุภาพ นางรู้สึกแปลกใจเพราะเขาไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป
มู่ฉางเฟิงไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ยื่นชามกระเบื้องสีขาวสะอาดที่เขาเตรียมมาเองให้กับนาง
“ทำบะหมี่ใส่ชามนี้ให้ข้า”
หลินหว่านเอ๋อร์รับชามมาจากเขาแล้วจัดการบะหมี่ชามสุดท้ายที่เหลืออยู่ในหม้อด้วยความตั้งใจ เส้นบะหมี่ไข่มังกรถูกลวกอย่างสมบูรณ์แบบ จัดเรียงลงในชามที่สะอาด พร้อมราดด้วยน้ำซุปใสสีทองที่เคี่ยวอย่างพิถีพิถัน และวางผักกวางตุ้งกับเนื้อหมูแดงที่เหลือน้อยนิดอย่างสวยงามที่สุด
นางส่งชามบะหมี่ให้กับเขาด้วยสองมือของนางพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสแม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ตาม
“ท่านแม่ข้าหิว ข้าหิว ข้าอยากกินบะหมี่ไข่มังกรของท่านแม่เจ้าค่ะ” อาเหมยที่เริ่มเหนื่อยและเริ่มบ่นว่าหิวขึ้นมาแต่บะหมี่ไข่มังกรของมารดาเพิ่งถูกส่งให้กับมู่ฉางเฟิงไป
“ไม่ได้อาเหมย บะหมี่ไข่มังกรหมดแล้ว เดี๋ยวแม่ซื้ออย่างอื่นให้กินนะ แต่ตอนนี้แม่ของเก็บของขึ้นรถเข็นก่อน ลูกรอได้ใช่หรือไม่” หลินหว่านเอ๋อร์พยายามบอกกับอาเหมยอย่างใจเย็น
มู่ฉางเฟิงที่เพิ่งรับชามบะหมี่ไปถึงกับชะงัก สายตาของเขามองไปที่อาเหมยด้วยความสงสาร เขาก้มลงมองไปยังเด็กหญิงตัวเล็กที่เกาะขาแม่ของตนด้วยความอ่อนเพลียและหิวโหย เขาสังเกตเห็นใบหน้าซูบผอมของอาเหมยและความเหน็ดเหนื่อยฉายชัดในดวงตาของเด็กเล็กน้อย
หลินหว่านเอ๋อร์อุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้นมา “รอเดี๋ยวนะลูก คนดีของแม่ เอาอย่างนี้ไหมลูก ให้พี่อาเป่าพาไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาก่อนไหมลูก”
“ไม่เอาเจ้าค่ะ ข้าอยากกินบะหมี่ไข่มังกร ฮือๆ ๆ ท่านแม่ข้าหิว” อาเหมยที่อ่อนล้าและหิวงอแงไม่เอาอะไรนอกจากบะหมี่ไข่มังกรเท่านั้น
“อย่างอแงได้หรือไม่ อาเหมยไหนเจ้าสัญญากับพี่แล้วว่าจะไม่งอแงเจ้าจำไม่ได้หรืออย่างไร” อาเป่าที่กำลังช่วยมารดาเก็บของเอ่ยขึ้นมาเพื่อบอกกับน้องสาวของเขา
“ข้าหิวเหลือเกินท่านพี่”
เสียงร้องไห้งอแงของอาเหมยทำให้มู่ฉางเฟิงเลือกที่จะยกบะหมี่ชามนี้ให้กับอาเหมยแทนเพราะเขาก็ได้ลิ้มลองไปแล้วชามหนึ่ง ก่อนที่เขาจะมาที่ร้านของนาง
“หนูน้อยเอาบะหมี่ชามนี้ไปเถอะ ข้ายกให้เจ้า” มู่ฉางเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและแฝงความอ่อนโยนอย่างยิ่ง เขาค่อยๆ วางชามกระเบื้องที่มีบะหมี่ไข่มังกรชามสุดท้ายลงตรงหน้าอาเหมยอย่างนุ่มนวล
อาเหมยหยุดร้องไห้ทันที ดวงตาที่เปียกปอนเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ นางมองบะหมี่ในชามด้วยความดีใจ ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับมู่ฉางเฟิงอย่างใสซื่อ
หลินหว่านเอ๋อร์ นางรีบก้มตัวคารวะจนแทบติดพื้น
“ขอบพระคุณท่านลูกค้าด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้จะตอบแทนความเมตตาของท่านอย่างไร ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสมารับบะหมี่ที่ร้านของข้าไปทานได้นะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไรไว้คราวหน้าข้าจะมาอุดหนุนเจ้าอีก” มู่ฉางเฟิงส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะหยิบก้อนเงินแท้ ที่สลักอย่างสวยงามก้อนหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้ววาวลงบนโต๊ะข้างถุงเงินสี่สิบพวงของจงซิ่น
“เงินค่าบะหมี่ชามสุดท้ายนี้ เจ้าจงรับไว้” มู่ฉางเฟิงกล่าว “ความตั้งใจของเจ้าคู่ควรกับสิ่งที่ดีกว่าแผงลอยข้างถนน”
มู่ฉางเฟิงไม่รอให้นางกล่าวขอบคุณครั้งที่สอง เขารีบหันหลังเดินจากไปทันที
จงซิ่นเห็นอย่างนั้นก็ก้าวเข้ามาเก็บเงินทั้งหมดลงในถุงผ้าให้กับหลินหว่านเอ๋อร์อย่างเงียบๆ พร้อมกระซิบบอกกับนาง
“แม่นางหลิน จงจำไว้ว่าวันนี้มีผู้ยื่นโอกาสให้เจ้า อย่าให้โอกาสนั้นสูญเปล่า จงซื่อสัตย์ต่อความตั้งใจของเจ้า”
จงซิ่นกล่าวจบก็รีบเดินตามเจ้านายของตนออกไปทันที ทิ้งให้หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่กับอาเป่าและอาเหมยที่กำลังซดบะหมี่ชามสุดท้ายอย่างมีความสุข ข้างๆ นางคือถุงเงินก้อนใหญ่ที่หนักอึ้ง
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่รอช้าที่จะเก็บแผงลอย นางพาลูกๆ กลับกระท่อมทันทีที่เก็บร้านเสร็จพร้อมกับถุงเงินก้อนโตในมือ นางได้แต่คิดว่าตอนนี้นางกับลูกจะไม่ลำบากอีกต่อไปแล้ว
ตอนที่147กั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขา (ตอนจบ)หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพผ่านพ้นไป ความเงียบงันปกคลุมวังหลวงทว่าภาระหน้าที่ยังคงดำเนินต่อ ฮ่องเต้มู่หยางทรงเรียกเสี่ยวชุ่ย เข้าพบเป็นการส่วนตัวเพื่อมอบสิ่งสำคัญที่มู่ฉางเฟิงทิ้งไว้ให้ก่อนสิ้นลม มันคือตราตั้งหยกขาวสลักลายดอกเหมยและพยัคฆ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งลับที่ถูกตั้งขึ้นเป็นพิเศษ"เสร็จพ่อทรงฝากฝังไว้ ให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกั๋วฟูเหรินแห่งหุบเขาอัสดง" ฮ่องเต้มู่หยางตรัสด้วยสุรเสียงสุนทร"หน้าที่ของเจ้าคือเป็นหูเป็นตา และเป็นสายใยเชื่อมต่อระหว่างข้ากับอาเหมย ตรานี้มีอำนาจสั่งการทหารท้องถิ่นได้หากหุบเขาอัสดงมีภัย นี่คือเกราะคุ้มกันสุดท้ายที่เสด็จพ่อมอบให้ลูกสาวที่เขารักที่สุด" เสี่ยวชุ่ยคุกเข่ารับตราตั้งด้วยความตื้นตัน นางสัญญาต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ว่าจะปกป้องความสงบสุขของอาเหมยและเซียวจวินด้วยชีวิตหนึ่งปีผ่านไปในช่วงที่ดอกเหมยป่าบานสะพรั่งทั่วหุบเขาอัสดง อาเหมยและเซียวจวิน ได้จัดงานแต่งงานเล็กๆ ขึ้นหน้ากระท่อมใหม่ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แขกเหรื่อมีเพียง ฟูเฉินและครอบครัวของ เสี่ยวชุ่ยกับจงซิ่น ที่ลอบเดินทางมาในชุดชาวบ้านธรรมดาพิธีการเป็นไปอย่างเรีย
ตอนที่ 146 จดหมายลับจากวังหลวง ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ขับข่อมหุบเขาอัสดงในยามค่ำคืน แสงตะเกียงดวงเล็กในกระท่อมใหม่ยังคงส่องสว่าง เซียวจวินที่กำลังพักฟื้นจากบาดแผลการต่อสู้ นั่งขัดมีดพรานอยู่ข้างเตาไฟ โดยมีอาเหมยคอยเคี่ยวน้ำแกงสมุนไพรอยู่ใกล้ๆ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าสองตัวที่ควบตะบึงมาอย่างเร่งร้อนทำให้เซียวจวินขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยสัญชาตญาณระวังภัย "พี่เซียวนั่นเสียงม้าของทางการนี่เจ้าคะ" อาเหมยเอ่ยด้วยความกังวล ทว่าเมื่อเงาร่างของบุรุษและสตรีคู่หนึ่งปรากฏขึ้นใต้แสงจันทร์ ทั้งคู่กลับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะผู้ที่มาถึงคือองครักษ์จงซิ่น และ เสี่ยวชุ่ยในชุดรัดกุมสำหรับเดินทางไกล ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความวิตกกังวล "มีเรื่องด่วนอะไรหรือท่านจงซิ่นพี่เสี่ยวชุ่ย" อาเหมยรีบเข้าไปต้อนรับ เสี่ยวชุ่ยไม่ได้กล่าวคำทักทายอย่างทุกที แต่นางกลับคุกเข่าลงพร้อมยื่นจดหมายลับประทับตรามังกรให้ "องค์หญิงเอ๊ย แม่นางอาเหมยเจ้าคะ ฮ่องเต้อาเป่าและไทเฮาทรงมีรับสั่งด่วน พระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงทรงล้มป่วยหนักด้วยพระโรคชราและพ่ายแพ้ต่อความบอบช้ำในอดีต บัดนี้พระอาการทรุดหนักจนหมอหลวงจนปัญญ
ตอนที่145เลือดพรานปกป้องดอกฟ้าท่ามกลางความเงียบสงบของหุบเขาอัสดงที่อาเหมยและเซียวจวินกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีความสุข ข่าวการสละฐานันดรขององค์หญิงผู้เป็นดวงใจของราชวงศ์มู่กลับรั่วไหลไปถึงหูของแม่ทัพอู๋สายลับมือหนึ่งจากแคว้นศัตรูที่จ้องทำลายแคว้นของฮ่องเต้อาเป่ามานาน"องค์หญิงอาเหมยอยู่ในป่าไร้ทหารคุ้มกันรึ? นี่คือโอกาสทองที่จะลักพาตัวนางมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบให้อาเป่ายอมยกเมืองชายแดนให้เรา" อู๋แค่นยิ้มอำมหิตก่อนจะสั่งการกลุ่มนักฆ่าเดนตายสิบคนลอบเข้าป่าในยามวิกาลในเช้าวันนั้น อาเหมยกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ท้ายสวนโดยมีฟูเฉินคอยช่วยอยู่ไม่ไกล นางสังเกตเห็นนกป่าพากันบินแตกตื่นออกจากพุ่มไม้หนา"ฟูเฉินเจ้ารู้สึกไหมว่าป่าวันนี้มันเงียบผิดปกติ" อาเหมยเอ่ยด้วยสัญชาตญาณที่เริ่มเฉียบคมขึ้น ทันใดนั้น ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งแหวกอากาศมาหมายจะปักที่ลำคอของนาง"องค์หญิงระวัง" ฟูเฉินพุ่งตัวเข้าผลักอาเหมยจนล้มลง ลูกธนูถากแขนเขาไปเพียงนิดเดียว กลุ่มชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้ล้อมรอบคนทั้งสองไว้ แววตาของพวกมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความโลภก่อนที่กลุ่มนักฆ่าจะเข้าถึงตัวอาเหมย เสียงคำรามดุจพยัคฆ์ร้า
ตอนที่144กลับสู่กระท่อมป่าการเดินทางรอนแรมจากวังหลวงสิ้นสุดลงเมื่อฝีเท้าของคนทั้งสี่เหยียบลงบนผืนหญ้าที่ชุ่มด้วยน้ำค้างยามเช้าของหุบเขาอัสดงกลิ่นอายของดินชื้นและกลิ่นหอมจางๆ ของสนภูเขาที่ลอยมากับสายหมอก ทำให้อาเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่นางรู้สึกว่าอากาศช่างบริสุทธิ์และไร้ซึ่งกลิ่นอายของแผนร้าย"ถึงบ้านเราแล้วนะเหมยเอ๋อร์" เซียวจวินเอ่ยพลางวางย่ามลงบนพื้นดินข้างซากกระท่อมหลังเก่าที่เคยถูกทหารเผาทำลายไป เหลือเพียงเสาไม้ดำเป็นตอและเถาวัลย์ป่าที่เริ่มเข้าปกคลุมทว่าแววตาของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศก แต่กลับเต็มไปด้วยไฟแห่งการเริ่มต้นใหม่อาเหมยซึ่งบัดนี้สวมชุดผ้าป่านสีหม่นรัดกุมมองไปรอบๆ นางไม่ได้มองเห็นซากปรักหักพัง แต่กลับมองเห็นพื้นที่กว้างขวางที่จะกลายเป็นสวนสมุนไพรและเตาไฟขนาดยักษ์"พี่เซียวเจ้าคะ แม้ที่นี่จะไม่มีหลังคาแก้วหรือกำแพงหินอ่อน แต่มันคือแผ่นดินที่เป็นของเราจริงๆ ข้าจะช่วยท่านถางหญ้าและเตรียมดินเอง" ฟูเฉินขะมักเขม้นช่วยจัดวางข้าวของที่เหลืออยู่"ท่านพี่เซียว ท่านเริ่มลงมือสร้างเรือนเถิด เรื่องอาหารและการจัดเตรียมพื้นที่ฝั่งนี้ ข้าจะจัดการเองขอ
ตอนที่143คำสัตย์สาบานใต้แสงจันทร์แสงจันทร์คืนเพ็ญสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าท้องพระโรงหลวง ประหนึ่งสรวงสวรรค์กำลังร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อาเหมยในชุดองค์หญิงเต็มยศสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายหงส์ทองที่สะท้อนแสงนวลตา ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิง บรรยากาศรอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านชายหลังคานางค่อยๆ เอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยขึ้นถอดมงกุฎหงส์ทองคำที่หนักอึ้งประดุจกรงขังอันล้ำค่าออกช้าๆ ก่อนจะวางมันลงบนพานทองคำที่ขันทีประคองไว้ด้วยความเคารพ"มงกุฎนี้คือเกียรติยศที่เสด็จพ่อประทานให้ แต่วันนี้ลูกขอคืนกลับสู่ราชสำนัก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เป็นเพียงอาเหมยหญิงชาวบ้านที่เคียงข้างชายที่ลูกรักเพคะ" เสียงของอาเหมยกังวานทว่ามั่นคงประดุจเหล็กกล้ามู่ฉางเฟิงทอดพระเนตรลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความโกรธแค้นมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนับถือในหัวใจที่เด็ดเดี่ยวของนางที่กล้าสละทุกอย่างเพื่อความสัตย์จริงไทเฮาประทับยืนอยู่ข้างบัลลังก์ พระหัตถ์ของพระนางสั่นระริกขณะทอดพระเนตรลูกสาวที่กำลังจะเดินจากไปสู่ป่าลึก พระนางก้าวลงจากแท่นประทับแล้วโ
ตอนที่142รสพิษที่สยบด้วยสัจจะบรรยากาศภายในท้องพระโรงยามเช้านี้หนักอึ้งยิ่งกว่าวันใด แสงแดดที่สาดส่องลงมาดูหม่นหมองประหนึ่งรับรู้ถึงกลิ่นคาวของความแค้นเซียวจวินถูกคุมตัวให้คุกเข่าอยู่กลางโถงอีกครั้งเคียงข้างกับ อาเหมยและฟูเฉิน โดยมีทหารองครักษ์นับสิบล้อมกรอบไว้ด้วยหอกปลายแหลม บนบัลลังก์มังกรพระเจ้าหลวงมู่ฉางเฟิงประทับนั่งด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึมจนน่าใจหาย สายตาของพระองค์จ้องมองไปยังชามน้ำแกงเจ้าปัญหาที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้า"เซียวจวินข้าให้โอกาสเจ้าพิสูจน์ความภักดี แต่กลับมีพิษร้ายแรงปรากฏในอาหารที่เจ้าถวาย" มู่ฉางเฟิงตรัสด้วยสุรเสียงเย็นเฉียบ"หากวันนี้เจ้ามิอาจชี้แจงได้ ชะตาของพวกเจ้าทั้งสามคงต้องสิ้นสุดลงที่ลานประหารก่อนตะวันตกดิน"เชฟหลวงหยางยืนยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มกุ๊กหลวง แววตาของเขามีประกายแห่งชัยชนะ"ฝ่าบาทพะยะค่ะ หลักฐานชัดเจนเพียงนี้ พรานป่าผู้นี้คงคิดจะกำจัดพระองค์เพื่อล้างแค้นแทนคนรักเป็นแน่ กระหม่อมในฐานะกุ๊กหลวงผู้ซื่อสัตย์มิอาจปล่อยให้คนชั่วลอยนวลได้" หยางกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนหวังดีทว่าซ่อนคมดาบไว้ข้างหลัง อาเหมยสูดลมหายใจลึก นางหันไปสบตากับเซียวจวิน







