Masukหลังจากกลับถึงจวนกั๋วกง ห้องสกปรกเน่าเหม็นของหงเจี้ยนหยางก็ถูกเก็บกวาดจนเรียบร้อยแล้ว จางป๋อเหวินยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เด็กน้อยเสวียนหู่
“นี่มันอะไร” เขาถามกุนซือจาง
“นางเรียกว่า ตารางกายภาพบำบัด หรือก็คือ วิธีการรักษา”
“ฮะ? แช่น้ำอุ่นวันละหนึ่งเค่อ [1] เดินครึ่งชั่วยาม [2] กินอาหารที่ประกอบจากเมล็ดธัญพืช โดยเฉพาะถั่วและงา ผักใบเขียว ไข่แดง..ไข่แดงหรือ” อดีตแม่ทัพขมวดคิ้วมุ่น
“อืม..ข้าถามนางแล้ว นางบอกว่าให้แยกไข่ขาวออกไปและกินเฉพาะไข่แดง” จางป๋อเหวินพยายามอธิบายเพิ่ม
“ไร้สาระ แค่กิน เดินกับแช่น้ำอุ่น ไม่มีตำรับยา หรือการรักษาใด วิธีมักง่ายเช่นนี้ จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่านางเป็นเทพธิดา”
“นางบอกว่าเจ้ายังต้องเดินทางไปพบนางสองวันครั้งหนึ่ง เพื่อให้นางทำ..เอ่อ นางพูดว่า..กายภาพบำบัด และเจ้าต้องห้ามดื่มสุราอีกเด็ดขาด ต้องเปลี่ยนท่านอนด้วย และยังต้อง..”
“พอแล้ว ข้าไม่อยากฟัง ไปเอาเหล้ามา”
“ข้าไม่ใช่คนรับใช้ในจวนของเจ้า และข้าได้บอกฮูหยินผู้เฒ่าว่าเจ้าจะรักษาตัว ห้ามในจวนเก็บสุราไว้แม้แต่จอกเดียว”
“จางป๋อเหวิน!”
“หมูขี้ขลาด”
“ข้าไม่ได้เป็นหมู!”
“สุนัขเหม็นอาจม”
“จางป๋อเหวิน!!..ข้า..ข้าจะฟ้องนาง” หงเจี้ยนหยางราวกับเป็นเด็กน้อยถูกกลั่นแกล้ง เขาถึงขั้นยก นาง ที่กุนซือของเขาหวาดหวั่นมาข่มขู่
“...” กุนซือจางที่ปกปกติอ่อนโยนใจดี ยามนี้ในสายตาเต็มไปด้วยความเยียบเย็น แววตาของบุรุษชุดดำตัวเตี้ยว่างเปล่าจนน่ากลัว เขาเดินออกไปจากห้องทันที ไม่ยอมต่อปากต่อคำหรือหาทางบังคับเจ้าเสือดำเด็กน้อยอีก
“ข้า..ข้าไม่ได้ตั้งใจ” หงเจี้ยนหยางพูดตามหลัง แต่เสียงเบาจนอีกฝ่ายไม่ได้ยิน
“เฮ้อ..กายภาพบำบัดหรือ ข้าควรทำดีหรือไม่..เฮ้อ..” บุรุษตัวใหญ่กว่าเก้าฉื่อทิ้งตัวลงบนเตียง ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ยกแผ่นกระดาษขึ้นมาอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ทำตัวราวกับหญิงสาวที่ถูกบังคับแต่งงาน ในใจเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
เช้าตรู่ในวันอากาศเย็น อี้ซิ่ว สาวใช้ในจวนของกั๋วกงกำลังกวาดลานหน้าเรือนของท่านกั๋วกงคนปัจจุบัน ทุกคนในจวนล้วนรู้ดีว่าหงเจี้ยนหยางจะไม่ตื่นเวลาเช้าตรู่เช่นนี้
แต่จู่ๆ ประตูเรือนนอนของท่านกั๋วกงก็เปิดออก..อี้ซิ่วหันไปมองด้วยความตกใจ
“นี่..เจ้าชื่ออะไร มานี่หน่อย” หงเจี้ยนหยางเรียกสาวใช้
‘นี่ข้าทำเสียงดังเกินไปหรือ ข้าจะถูกโบยหรือ ข้า..ต้อง..’ สาวใช้อี้ซิ่วสติหลุดลอยเพราะความกลัวไปแล้ว
“นี่..” ชายหนุ่มงุนงงกับท่าทางหวาดกลัวนั้น
“อย่าฆ่าข้าเลยเจ้าค่ะ ข้ากลัวแล้ว” อี้ซิ่วร้องไห้ออกมา ขอร้องทั้งน้ำตาด้วยความหวาดกลัว สองมือกำไม้กวาดไว้จนสั่น
“ข้า..ไม่ได้จะฆ่าเจ้า แค่จะให้เข้ามาในห้องสักครู่”
“ท่านกั๋วกง! ได้โปรดไว้ชีวิตอี้ซิ่วด้วย อี้ซิ่วไม่ได้เป็นหญิงงามอะไร หากท่านอยากได้สาวใช้ช่วยอุ่นเตียง ข้า..ข้าจะไปตามพี่เอ้อหลิงให้ ข้า..ข้าไม่..” อี้ซิ่วถึงกับคุกเข่าลงตรงลานหน้าเรือน โขกศีรษะกับพื้นหินด้วยความกลัว
นางไม่อยากถูกยักษ์ผานกู่เช่นนี้พรากพรหมจรรย์ นางเคยได้ยินพี่เอ้อหลิง สาวใช้เพียงคนเดียวที่เคยอุ่นเตียงให้ท่านกั๋วกงพูดว่า เขาตัวใหญ่มาก ใหญ่จนข้าแทบทนรับไม่ไหว ร่างกายแทบฉีกขาด ช้ำไปทั้งตัว
พี่เอ้อหลิงยังน้ำตาคลอยามเมื่อเอ่ยคำพูดพวกนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับหลั่งน้ำตาให้กับการเสียสละของพี่เอ้อหลิง มอบของขวัญมากมายให้ ทั้งยกตำแหน่งอนุให้กับพี่เอ้อหลิงเพื่อปลอบใจ
แต่อี้ซิ่วหวาดกลัวยิ่ง นางไม่อยากร่างกายฉีกขาด ต่อให้ได้เป็นอนุจวนกั๋วกงนางก็ไม่ต้องการ นางรับไม่ไหว..นางกลัวรูปร่างสูงใหญ่ของท่านกั๋วกง
สาวใช้คิดไปไกล..
“เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าแค่จะให้เจ้าเข้ามาต้มน้ำร้อน ข้าจะแช่ตัว รีบหน่อย อีกครู่ข้าจะไปกินมื้อเช้ากับท่านแม่” หงเจี้ยนหยางตัดบท
“..เอ่อ เจ้าค่ะ” อี้ซิ่วเงยหน้าขึ้นมองท่านกั๋วกงอย่างงุนงง คราบน้ำตายังเต็มสองแก้มแม้จะหยุดร้องไห้ไปแล้ว แต่หากไม่ใช่การอุ่นเตียง นางก็ยินดีทำ
“แล้วเอ้อหลิงนี่มันใครกัน” ท่านกั๋วกงได้แต่ส่ายหัว ไม่เข้าใจท่าทางของสาวใช้สักนิด จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเอ้อหลิงที่อี้ซิ่วพูดถึงคือใคร
วันนั้น หงเจี้ยนหยางตื่นแต่เช้าจนทุกคนในจวนแตกตื่น ยามที่เขาเดินไปกินข้าวเช้ากับท่านแม่ ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุดบุตรชายของนางก็ยอมออกมาจากห้องเน่าเหม็นนั่นสักที
“ต่อไปให้ทำอาหารที่ประกอบจากเมล็ดธัญพืช โดยเฉพาะถั่วและงา ผักใบเขียว ไข่แดง เครื่องใน เนื้อหมูไม่ติดมัน เนื้อปลา ตับ นมและ เอ่อ..” ชายหนุ่มจำไม่ได้ทั้งหมด จึงหยิบแผ่นกระดาษออกมาดูให้แน่ใจ
“และให้มีผลไม้ด้วยเสมอ” หงเจี้ยนหยางสั่งสาวใช้ในจวน เขาตัดสินใจว่าจะลองทำตามวิธีของเทพธิดาเถื่อนนั่นดูสักครั้ง หากไม่ได้ผลค่อยตามไปหักคอนางก็ยังไม่สาย
“ได้..ลูกแม่อยากกินอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ เดี๋ยวแม่สั่งพ่อครัวให้เตรียมไว้มากเท่าที่ลูกต้องการ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอาอกเอาใจลูกชาย
“ไม่ต้องขอรับแค่นี้ก็พอ อีกอย่าง ให้สาวใช้ต้มน้ำให้ลูกแช่ทุกเช้าด้วยจะดีมากขอรับ” เขาไม่อยากเจอเหตุการณ์เช่นเมื่อเช้าอีก
“ได้ๆ ลูกแม่ต้องการสาวใช้สักคนเพื่อ..”
“ท่านแม่ ท่านหมอบอกแล้วว่าให้งดเรื่องในห้องหอด้วย เพื่อเพิ่มพลังไอหยาง [3] ขอรับ” เขาโกหกมารดาได้อย่างหมดจด ไร้ความรู้สึกผิด ไม่ใช่ว่าเขาเป็นพวกตัดแขนเสื้อ ไม่ชื่นชอบสตรีตามที่ท่านแม่กังวล แต่เพราะร่างกายของเขาไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ
ปัญหาเรื่องที่เขาไม่อาจร่วมเตียงกับสตรีหรือใครก็ตาม เป็นมานานมากกว่าอาการบาดเจ็บที่ข้อมือเสียอีก หงเจี้ยนหยางรู้ตัวนานแล้วว่าเจ้านั่นของเขาไม่ยอมแข็งตัวไม่ว่ากับสตรีงดงามเช่นไร
ในยามเช้าและยามเห็นสตรีงดงามถูกใจ ดาบใหญ่ของเขาจะแข็งแรงปกติยิ่ง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาไม่อาจร่วมหอกับผู้ใดได้ ท่านหมอในกองทัพบอกว่าเขาอาจมีเรื่องทุกข์ใจ แต่นึกดูแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าเขาทุกข์ใจเรื่องใด
เมื่อก่อนหงเจี้ยนหยางไม่เคยใส่ใจ คิดเพียงว่าตัวเองยังปกป้องชายแดนได้ เรื่องอื่นก็ไม่จำเป็นต้องกังวล เขาไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้ให้ใครรู้ นอกจากจางป๋อเหวินและสหายในกองทัพไม่กี่คน
ไม่นึกว่าจะถูกปีศาจจิ้งจอกตนหนึ่งมองออก แม้เขาจะไม่ได้รู้สึกอับอาย แต่เรื่องนี้จะให้ท่านแม่ของเขารู้ไม่ได้เด็ดขาด หากฮูหยินผู้เฒ่ารู้เรื่องที่เขาไม่อาจมีบุตรได้ นางคงผูกคอตายตามท่านพ่อไปอีกคนแน่
“เฮ้อ..” หงเจี้ยนหยางได้แต่ถอนหายใจ เขายอมแบกรับเรื่องนี้ไว้ลำพัง
[1] หนึ่งเค่อ คือ ประมาณ 15 นาที
[2] ครึ่งชั่วยาม คือ 1 ชั่วโมง
[3] หยินหยางคือสมดุลของโลก ตามความเชื่อของลัทธิเต๋า จึงเปรียบให้ผู้หญิงเป็นเหมือนหยิน ผู้ชายเป็นหยาง
เพราะมีผู้ต้องการอำนาจทหารคืน การกลั่นแกล้งกองทัพจึงเกิดขึ้นบ่อยมาก มีคนต้องการให้หงเจี้ยนหยางพลาดท่า อาหารและเงินทองที่ต้องส่งให้กองทัพจึงถูกปล้นบ่อยจนกองทัพเริ่มระส่ำระสายแต่ท่ามกลางการกลั่นแกล้ง หงเจี้ยนหยางกลับสร้างชื่อให้ตัวเขาด้วยการล้มกองทัพชาวหูนับร้อยชีวิตเพียงลำพัง..วันนั้นจางป๋อเหวินได้รับคำสั่งปลอมให้ลงใต้ แต่เขารู้ตัวทันและรีบพากองทัพขึ้นเขา เมื่อไปถึงที่ด่านซันไห่ เขาเห็นบุรุษร่างสูงตั้งตระหง่านพร้อมดาบใหญ่ของเขา ท่ามกลางซากศพชาวหูนับร้อยเหล่าทหารต่างสรรเสริญ เรียกเขาว่า เสวียนหู่แห่งอี้โจว สมญานามนั้นกระฉ่อนไปไกลจนแม้แต่ศัตรูยังหวาดกลัว มีเพียงจางป๋อเหวินที่รู้ว่ามีบางสิ่งในใจของเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริงเปลี่ยนไปลู่เยียนหรงได้รู้ข่าวของเสวียนหู่แห่งอี้โจว และกุนซือตัวเล็กที่ชอบใส่แต่ชุดดำ หัวใจของนางบีบรัด นางรีบร้อนไปสืบข่าว เมื่อได้ภาพเหมือนของกุนซือจาง อสรพิษข้างกายของเสวียนหู่แห
ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ ถอนตัวออกและก้มลงไปดูดดื่มลิ้มเลียทำความสะอาดลู่เยียนหรง เมื่อนางสะอาดดีแล้วเขาก็ปลดด้ายพิฆาต อุ้มนางที่ตัวสั่นเทาไปวางบนเตียงนอนของเขา นั่งมองนางด้วยความรักสุดหัวใจ และห่มผ้าให้ร่างเนียนลู่เยียนหรงสุขสมมากจนได้แต่มองศิษย์พี่ใหญ่ตาปรือ ไม่นานนางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา จำไม่ได้อีกว่าเขาทำอะไรหลังจากนั้นบ้าง รู้เพียงว่าเขามองนางด้วยสายตาอบอุ่นและยิ้มน้อยๆอย่างพึงพอใจกวนเป่าสือขยับเข้าไปกอดหญิงสาวที่เขารักด้วยกันใต้ผ้าห่ม ทั้งสองต่างเปลือยกายไร้อาภรณ์ เขากอดนางและกดจูบแผ่วเบาบนเส้นผมสลวย ในใจสาบานว่าจะไปสู่ขอนางให้เร็วที่สุด เขารู้ว่าสตรีในอ้อมกอดเขาไม่ได้ต้องการแต่งงาน และนางหวาดกลัวการมีบุตรยิ่ง แต่เขาได้วางแผนที่จะสู่ขอนางไว้แล้วก๊อก ๆ ๆ ๆเสียงเคาะประตูเร่งดังขึ้น กวนเป่าสือขมวดคิ้วรีบวางแผนในใจ เขาคาดว่าวันนี้ลู่เยียนหรงคงทำเสียงดังมากเกินไปจนใครได้ยินเข้าแล้ว แต่เขาไม่
“อย่าเสียงดัง..” เขาเตือนเบาๆ“อย่ามาสั่งสอนข้า ข้าเกลียดเจ้าที่ไม่เคยคิดถึงข้าเลย มีเพียงข้าที่ทุรนทุรายอยากอยู่กับเจ้า ข้าทรมานแทบขาดใจ แต่เจ้ากลับไม่เคยแม้แต่..มาหาข้าก่อน เหตุใดทุกครั้งจะต้องเป็นข้าที่วิ่งมาหาเจ้าก่อนเสมอ”“เพราะเจ้า..คลั่งไคล้ข้าเกินไป..” เขาเองก็หลงใหลนางแทบขาดใจ เขาเพียงเก็บงำได้เงียบกว่านางเท่านั้นเขารู้ความต้องการของเขาดี แต่เขายังคงสนุกสนานที่ได้ทำให้นางคลั่งเขา ทุกครั้งที่นางร้อนรนวิ่งมาหาเขา เพราะเขาวางแผนไว้แล้ว หากนางไม่มา เขาจะหาทางทำให้นางทนไม่ไหวและวิ่งมาหาเขาในที่สุดอยู่ดี“..ข้าไม่เคยคลั่งเจ้า และข้าจะไม่มาหาเจ้าอีกแล้ว!” ลู่เยียนหรงเจ็บปวดที่ความรักของนางเป็นเพียงเรื่องสนุกของเขา นางหันหลังและเดินตรงไปยังประตูกวนเป่าสือสะบัดด้ายพิฆาตโอบรอบเอวบาง ดึงครั้งเดียวนางก็ถลามาสู่อ้อมกอดของเขา“ปล่อยข้า!
“ทำ..ทำไม” เสียงหวานเอ่ยถามแผ่วเบาจากคอของเขา“ข้า..เข้าใจผิด” เขาตอบเรียบง่าย“...” ลู่เยียนหรงเงยหน้ามาสบตา ขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำตอบเรียบง่ายนั้น“..ตาแก่ที่เจ้าไปดูตัวด้วยเมื่อไม่นานมานี้..เขามีบุตรชาย เจ้าโง่นั่น เอาต่างหูของเจ้า..เขาเอามันไปโอ้อวดว่า..ว่า..”“ได้นอนกับข้าแล้ว!” ลู่เยียนหรงพูดต่อประโยคให้ศิษย์พี่ใหญ่ของนาง เพราะเขาบอกว่าเขาเข้าใจผิด“..ข้า..เก็บต่างหูของเจ้าไว้แล้ว” เริ่มแรกเขาเข้าใจว่านางได้มีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าโง่นั่น จนนางมอบต่างหูให้ แต่เมื่อครู่ยามที่นางตัวสั่นอยู่บนอกเขา เขาก็รู้ว่านางมีเขาเป็นคนแรก ต่างหูนั่นอาจถูกขโมยไปโดยที่นางไม่รู้“เก็บไว้เพื่ออะไร ข้าใส่ลงในชา บังคับให้เจ้าโง่นั่นดื่ม ต่างหูสกปรกเช่นนั้น ข้าไม่อยากได้อีกแล้ว”“..!” กวนเ
ยิ่งเขาจุมพิตเช่นนั้นนาน ลู่เยียนหรงก็ยิ่งรู้สึกประหลาดและแปลกใหม่ นางรับรู้ว่าระหว่างขาของนางเปียกชุ่ม และร่างกายของเขาก็แข็งเกร็ง แต่หญิงสาวก็หลงใหลไปกับจุมพิตจนไม่อาจห้ามต่างฝ่ายต่างลุ่มหลง ลู่เยียนหรงปล่อยให้เขาเอาเปรียบไม่คิดห้าม เขาก็ครวญครางไม่เพียงพอ ต้องการมากขึ้นและมากขึ้น ริมฝีปากและลิ้นอุ่นของเขาเริ่มเลื่อนไปที่คอ ชิมเลียและลิ้มรสผิวนวลของสาวงามที่เขาเฝ้าฝันถึงกวนเป่าสือเลียไปยังปลายหูและใช้ลิ้นพยายามถอดต่างหูคู่เล็กของหญิงสาว ยิ่งเขาคิดถึงว่านางเคยถอดต่างหูให้ผู้อื่น เขายิ่งขุ่นเคืองหวงแหน เขาต้องการครอบครองนางบ้าง ต่างหูของนางควรเป็นของเขาเท่านั้น!เขายื่นมือไปลูบไล้ต้นขาของศิษย์น้องคนงาม บีบต้นขาของนางและเริ่มดึงกระโปรงนางขึ้น เขารู้ว่านางไม่ได้ใส่กางเกง เพราะเสื้อผ้าของนางเปียกจนต้องถอดตากไว้ บนตัวนางมีเพียงเสื้อคลุมตัวนอกของเขาเท่านั้นลู่เยียนหรงรู้สึกถึงมือหนึ่งของเขาที่กำลังล้วงเข้าไปถอดเชือกผูกเอวเพื่อปลดปล่อยแท่งหยกแข็งร้อน
ในที่สุดท้องฟ้าก็มืด กวนเป่าสือหาทางจุดไฟให้พวกเขาพักอยู่ใกล้แม่น้ำเล็กๆ สายหนึ่ง เขาตัดต้นไผ่ใกล้ริมน้ำมาทำที่พักอย่างง่ายๆ ส่วนลู่เยียนหรงแม้จะหัวเราะเยาะเขามาทั้งวัน แต่เขาสั่งให้นางทำอะไรนางก็ยอมทำโดยง่าย ยามนี้นางกำลังใช้กิ่งไผ่ตกปลา“ชิ! เจ้าปลาชั่ว คอยดูเถิดข้าจะจับเจ้ามาย่างให้ได้!!”กวนเป่าสือหันมองคนงามที่ริมแม่น้ำ นางทำท่าทางโมโหใส่กิ่งไผ่ในมือและก่นด่าปลาที่ไม่ยอมติดเบ็ด เขาถอนหายใจไม่รู้จะทำอย่างไรกับสตรีตรงหน้าดีไม่ทันไร เขาก็เห็นหญิงสาวผู้บ้าคลั่งร่ายรำเพลงดาบฟาดฟันใส่สายน้ำ กระบี่ในมือของนางคือกิ่งไผ่ที่ใช้ตกปลา สายน้ำสาดกระเซ็น ปลายกิ่งไผ่มีปลาติดมาด้วยสองสามตัวแม้จะดูเกรี้ยวกราด แต่กลับงดงามจนหัวใจของศิษย์พี่ใหญ่หวั่นไหวไม่อาจละสายตา สาวงามที่หาปลาด้วยการฟาดฟัน ทั้งตัวของนางเปียกไปกว่าครึ่ง แต่งดงามยิ่งนักคืนนั้นพวกเขามีปลาเป็นอาหาร และกวนเป่าสือก็ต้องถ







