Se connecterบทที่ 5 ประชันโฉมกลางงานเลี้ยง
บรรยากาศยามราตรีในจวนตระกูลหลิวคึกคักไปด้วยแสงไฟจากโคมระย้าหรูหรา กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสและเสียงดนตรีบรรเลงขับกล่อมสร้างความสำราญให้แก่เหล่าชนชั้นสูงในเมืองเปียนเฉิง เหล่าคุณหนูผู้ดีต่างประโคมเครื่องประดับอัญมณีล้ำค่า แข่งกันอวดความงามและกิริยาที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดีเพื่อหวังจะเป็นที่หมายปองของบุรุษผู้มีอำนาจ ทว่า ท่ามกลางดอกไม้ประดิษฐ์ที่ดูจอมปลอมเหล่านั้น กลับมี ดอกไม้หนาม ดอกหนึ่งที่ก้าวเข้ามาขโมยสายตาผู้คน เย่ซิงเยว่ก้าวลงจากรถม้าในชุดสีเขียวมรกตเรียบหรูที่เซี่ยหยางเฟยแอบส่งคนไปมอบให้ โดยอ้างว่าเป็นค่ามัดจำสบู่ ชุดนี้ไม่ได้เน้นลวดลายซับซ้อน แต่เน้นการตัดเย็บที่ขับเน้นช่วงเอวคอดกิ่วและหน้าอกหน้าใจที่กำลังสวยงามตามวัยของนาง ใบหน้าของนางแต่งแต้มเพียงบางเบา ทว่าดวงตาที่คมปราบดุจพยัคฆ์กลับทำให้นางดูโดดเด่นและน่าเกรงขาม "นั่นใครกัน? ดูไม่คุ้นหน้าเลย แต่เหตุใดกิริยาท่าทางถึงได้ดูทระนงขนาดนั้น" เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบกาย ซิงเยว่ไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้น นางก้าวเดินด้วยความมั่นใจแบบนักสู้ ในมือนางถือกล่องสบู่สมุนไพรชุดพิเศษที่ตั้งใจจะนำมาขยายตลาด ที่มุมหนึ่งของงาน เซี่ยหยางเฟยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักในท่าทางเกียจคร้านเช่นเคย มือหนาถือจอกเหล้าพลางกวาดสายตามองไปทั่วงานด้วยความเบื่อหน่าย สำหรับเขา งานเลี้ยงพวกนี้ก็แค่อีกหนึ่งคืนที่ต้องทนฟังคำประจบสอพลอและรอยยิ้มอาบยาพิษ ทว่าเมื่อร่างของซิงเยว่ปรากฏสู่สายตา จอกเหล้าในมือเขากลับหยุดนิ่ง สายตาพยัคฆ์ที่เคยดูถูกโลกกลับสั่นไหวไปชั่วขณะ คนเสเพล อย่างเขาเคยเห็นหญิงงามมานับหมื่น แต่ไม่มีใครเลยที่มีประกายความ 'นับถือตัวเอง' แรงกล้าเท่าสตรีผู้นี้ นางไม่ได้พยายามเรียกร้องความสนใจ แต่นางกลับดึงดูดทุกความรู้สึกของเขาไปโดยสิ้นเชิง "คุณชาย... แม่นางเย่มาแล้วขอรับ" ผู้ติดตามกระซิบ "ข้าเห็นแล้ว..." เซี่ยหยางเฟยพึมพำ มุมปากกระตุกยิ้มอย่างขมขื่นลึกๆ เขาพรางความคิดในใจไว้ใต้รอยยิ้มกะล่อน [ในโลกที่ทุกคนใส่หน้ากากเข้าหากัน เหตุใดเจ้าถึงดูจริงใจและงดงามได้ถึงเพียงนี้ ซิงเยว่] "ตายจริง! นี่มันแม่ค้าสบู่ชานเมืองนี่นา งานเลี้ยงผู้ดีเช่นนี้ ใครอนุญาตให้เจ้าหอบกลิ่นสาบโคลนเข้ามากัน?" มู่เสี่ยวหลาน เดินตรงเข้ามาพร้อมกับกลุ่มคุณหนูสายป่วน แววตาของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้นจากคราวก่อน ซิงเยว่หยุดฝีเท้า มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย "กลิ่นสาบโคลนงั้นรึ? ข้าว่าน่าจะเป็นกลิ่นอายความอิจฉาของท่านมากกว่าที่มันเหม็นคลุ้งไปทั่วงาน สบู่ของข้าล้างคราบสกปรกได้ดี แต่น่าเสียดาย... มันล้างจิตใจที่ใฝ่ต่ำของท่านไม่ได้" "เจ้า! เจ้าไร้มารยาท! กล้าดียังไงมาว่าข้า!" มู่เสี่ยวหลานหวีดร้อง "สาวใช้! ตบปากนังไพร่นี่ให้ข้าเดี๋ยวนี้!" สาวใช้ร่างใหญ่สองคนถลาเข้าหาซิงเยว่ทันที ซิงเยว่ไม่ได้ถอยหนี นางวางกล่องสบู่ลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหมุนตัวหลบฝ่ามือแรกอย่างพริ้วไหว แล้วใช้สันมือฟาดเข้าที่ลำคอของสาวใช้คนหนึ่งจนอีกฝ่ายล้มตึงลงไปกองกับพื้น ส่วนอีกคนนางคว้าข้อมือไว้แล้วเหวี่ยงร่างกระแทกเข้ากับโต๊ะน้ำชาจนเสียงดังโครมสนั่นงาน ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที คนทั้งงานเลี้ยงตกอยู่ในความเงียบงัน "ใครจะเข้ามาอีก ก็ลองดู!" ซิงเยว่ประกาศกร้าว แววตานางวาวโรจน์จนไม่มีใครกล้าสบตา เซี่ยหยางเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ถึงกับแอบยิ้มมุมปากอย่างภูมิใจในตัวนาง เขาวางจอกเหล้าลงแล้วเดินฝ่าฝูงชนออกมา ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามา บรรยากาศรอบกายก็เปลี่ยนเป็นเยือกเย็น สายตาพยัคฆ์ของเขาจ้องเขม็งไปที่มู่เสี่ยวหลานจนนางต้องก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว "คุณหนูมู่... ข้าว่าข้าเคยเตือนท่านไปแล้วนะ" น้ำเสียงของเขาเบาหวิวทว่าน่าขนลุก "ถ้าท่านยังไม่หยุด ข้าจะสั่งปิดร้านเครื่องหอมของตระกูลท่านเสียคืนนี้เลย" มู่เสี่ยวหลานหน้าซีดเผือด รีบพาคนของตนหนีออกไปจากงานอย่างหัวซุกหัวซุน เมื่อคนนอกออกไปแล้ว เซี่ยหยางเฟยก็หันมาหาซิงเยว่ ทันใดนั้น... ความน่าเกรงขามหายวับไปราวกับกับเปลวเทียนที่ถูกเป่า เขาเปลี่ยนสีหน้าเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวทันที "โอย... ซิงเยว่ ข้าตกใจจนหัวใจจะวาย ข้าเห็นเจ้าสู้กับคนพวกนั้นแล้วข้าใจสั่นไปหมด" เขาแสร้งทำเป็นขาอ่อนแรงคุกเข่าลงต่อหน้านางท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ "เจ้าดูสิ... ข้าตกใจจนเดินไม่ไหวแล้ว เจ้าช่วยพยุงข้าหน่อยได้ไหมยอดดวงใจ" "ท่าน! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! เจ้าคนปลิ้นปล้อน!" ซิงเยว่หน้าแดงด้วยความอับอายและโมโหที่เขายอมคุกเข่าประหลาดๆ แบบนี้ต่อหน้าคนอื่น "คนมองกันทั้งงานแล้ว ท่านไม่รักศักดิ์ศรีบ้างหรือไง!" "ศักดิ์ศรีรึ? ข้าเอาไปแลกกับความเมตตาจากเจ้าหมดแล้ว" เขาส่งสายตาละห้อย อ้อนวอนแบบสุนัขตัวโตที่ต้องการการปลอบโยน "ถ้าเจ้าไม่พยุงข้า ข้าก็จะคุกเข่าอยู่ตรงนี้แหละ ให้คนเขาประจานไปเลยว่าคุณชายเซี่ยพ่ายแพ้ต่อแม่นางเย่..." ซิงเยว่กัดฟันกรอด นางรู้ดีว่าเขาแกล้ง แต่เมื่อเห็นสายตาที่ดู 'เหงา' ลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาการอ้อนเท้าของเขา นางก็ใจอ่อนลงอย่างประหลาด นางเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อเขาให้ลุกขึ้น "ลุกขึ้นมา! เจ้าคนถ่อย! ถ้ายังไม่เลิกทำตัวไร้สาระ ข้าจะเตะท่านให้ขาหักจริงๆ คราวนี้แหละ!" เซี่ยหยางเฟยหัวเราะร่าขณะถูกนางดึงให้ยืนขึ้น เขาแอบสูดกลิ่นหอมสมุนไพรจากตัวนางพลางกระซิบเบาๆ "เจ้างดงามที่สุดเลยซิงเยว่... ข้าสัญญาว่า คืนนี้ข้าจะเป็นโล่กำบังให้เจ้าเอง ใครกล้ามาว่าเจ้า ก็ต้องข้ามศพข้าไปก่อน" ซิงเยว่ได้แต่ถอนหายใจยาว นางเริ่มรู้สึกว่าหนทางในเปียนเฉิงของนางคงจะยุ่งยากกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อมีพยัคฆ์หน้าไม่อายตัวนี้มาคอยคุกเข่าอ้อนเท้าอยู่ข้างกายไม่ห่าง!บทที่ 71 แผนร้ายในน้ำชาแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านม่านไหมโปร่งบางเข้าสู่ตำหนักรับรองในเขตพระราชฐานชั้นใน ทว่าความสดใสของวันใหม่กลับไม่อาจชะล้างกลิ่นอายของแผนการร้ายที่เริ่มอบอวลไปทั่ววังหลวงเมืองเปียนเฉิงได้ เย่อันฉีลืมตาขึ้นมาในสภาพที่นางแทบจะขยับกายไม่ได้ ไม่ใช่เพราะถูกลอบทำร้าย แต่เป็นเพราะบุรุษจอมสำออยข้างกายอย่าง ซ่งอี้หาน ที่นอนกอดก่ายนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะอันตรธานหายไปในอากาศ"ท่านพี่... ตื่นเถิดเจ้าค่ะ ข้าต้องไปดูน้ำแกงสมุนไพรที่สั่งให้นางกำนัลเคี่ยวไว้ถวายหลันกุ้ยเฟย" อันฉีกระซิบพลางพยายามแกะมือหนาที่พาดอยู่บนเอวออกอย่างเบามือ"อือ... อันฉี อย่าเพิ่งไปเลยนะ" อี้หานส่งเสียงครางแผ่วในลำคอ พลางซุกหน้าลงกับไหล่เนียนของนาง แกล้งทำเป็นละเมอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ข้า... ข้าฝันว่ามีคนเอายาพิษมาให้ข้าดื่ม ข้ากลัวจนใจสั่นไปหมดแล้ว เจ้าคลำดูสิ หัวใจข้าเต้นแรงจนจะทะลุออกมานอกอกแล้ว""เจ้าคนถ่อย ! ท่านฝันร้ายหรือท่านอยากจะหาเรื่องแตะเนื้อต้องตัวข้ากันแน่เจ้าคะ?" อันฉีบ่นพลางบิดแขนสามีเบาๆ แต่สุดท้ายก็ต้องถอนหายใจยาวเมื่อเห็นใบหน้าที่ดูอ่อนล้า (ที่เจ้าตัวจงใจปั้นแต่งขึ้นมา) "เอาเถิ
บทที่ 70 เข็มเงินสยบพิษและศัตรูในเงามืดบรรยากาศภายในตำหนักอี้เหอที่เคยเงียบสงัดปานสุสาน กลับดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยความตึงเครียดทันทีที่พระสนมเอกหลันกุ้ยเฟยทรงฟื้นคืนสติจากการถูกพิษร้ายกัดกิน นางกำนัลรับใช้ต่างพากันวิ่งวุ่นเตรียมน้ำอุ่นและผ้าสะอาดตามคำสั่งของขันทีเกาฉี ทว่าท่ามกลางความยินดีของฮ่องเต้ที่ทรงกุมพระหัตถ์พระสนมไม่ยอมห่าง กลับมีร่างสองร่างที่นั่งกองอยู่บนพื้นพรมทอด้วยขนสัตว์ล้ำค่าหน้าเตียงบรรทมซ่งอี้หาน บัดนี้ทำตัวราวกับไร้กระดูกสันหลังโดยสมบูรณ์ เขาทิ้งตัวลงพิงอกของ เย่อันฉี พลางหลับตาพริ้ม สูดลมหายใจเข้าออกแผ่วเบาเหมือนคนที่เพิ่งผ่านการสู้รบกับมัจจุราชมาหมาดๆ ใบหน้าของเขาซับสีเลือดเพียงเล็กน้อยจากการออกแรงใช้สมาธิขั้นสูงในการคุมเข็มเงิน แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะทำหน้าซีดเซียวและส่งเสียงครางเบาๆ ในลำคอเพื่อเรียกคะแนนความเห็นใจ"อันฉี... เจ้าเห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าวิชานี้มันเผาผลาญพลังชีวิตข้าไปมากเพียงใด..." อี้หานกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูฮูหยิน "ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกจากร่างไปครึ่งหนึ่งแล้ว หากไม่ได้สัมผัสไอร้อนจากพละกำลังของเจ้า ข้าคงสิ้นหวังจะลุกยืนได้อีกคร
บทที่ 69 การวินิจฉัยที่เสี่ยงชีวิตเกี้ยวหลวงเคลื่อนที่ผ่านอุทยานหลวงที่ประดับประดาด้วยพรรณไม้ล้ำค่า ทว่าบรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ซ่งอี้หาน บัดนี้กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงแผ่นหลังของ เย่อันฉี ร่างกายหนาใหญ่ของเขาพยายามทำตัวให้ดูเล็กลงประหนึ่งนกน้อยที่ปีกหักเพื่อขอความเมตตาจากฮูหยิน มือขวาของเขายังคงกุมมืออันฉีไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แสร้งทำเป็นว่าหากขาดไออุ่นจากมือนางไปเพียงเสี้ยววินาที ลมหายใจของเขาจะดับสูญลงกลางทาง"อันฉี... เจ้าได้กลิ่นธูปมังกรหรือไม่? กลิ่นนี้ยิ่งทำให้ข้าใจสั่น ข้านึกถึงวันที่ฝ่าบาททรงพิโรธข้าเรื่องคดีตระกูลหลิวจนข้าเกือบไม่ได้กลับมาพบเจ้า" อี้หานกระซิบเสียงแผ่ว พลางแสร้งทำท่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างยากลำบาก "หากฝ่าบาทจะลงอาญาข้าอีกครั้ง เจ้าอย่าลืมอ้างพละกำลังของเจ้าปกป้องข้าด้วยนะ ข้าเปราะบางเหลือเกินในตอนนี้""ท่านพี่... ท่านเลิกสำออยเสียทีเถิดเจ้าค่ะ เรากำลังจะถึงตำหนักที่ประทับแล้ว" อันฉีเอ่ยพลางจัดเสื้อผ้าให้สามีอย่างเบามือ แม้ปากจะบ่นแต่ในใจของนางกลับสั่นไหวอย่างรุนแรง นางรู้ดีว่าตระกูลเย่ของนางแม้มั่งคั่งในเขตการค้าและเก่งกาจด้านการค้า แต่ในเร
บทที่ 68 รถม้าอลเวงและฝีปากนางสิงห์รุ่งอรุณที่เมืองเปียนเฉิงในวันนี้ดูจะคึกคักและวุ่นวายกว่าปกติเป็นร้อยเท่า โดยเฉพาะในเขตการค้าหลักซึ่งเป็นที่ตั้งของจวนตระกูลเย่ที่กว้างขวางและหรูหราอลังการที่สุด เสียงล้อรถม้าที่หุ้มด้วยเหล็กกล้าบดไปบนถนนหินอ่อนดังประสานกับเสียงฝีเท้าม้าของเหล่ากองเกียรติยศจากวังหลวง ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันละทิ้งกิจการชั่วคราวเพื่อมามุงดูขบวนเสด็จจำลองที่มารับตัวหมอเทวดา และฮูหยินพละกำลังช้างสาร เข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในภายในเขตจวนตระกูลเย่ บรรยากาศกลับไม่ได้ดูขรึมขลังตามจำนวนทหารที่ล้อมรอบ เพราะบัดนี้ ซ่งอี้หาน กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตการณ์สำออยขั้นสุดยอด เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักในเรือนรับรอง ใบหน้าคมเข้มที่ดูดุดันปานพยัคฆ์ยามอยู่ในสนามรบ บัดนี้กลับพยายามทำตาปรือปรอยราวกับตะเกียงน้ำมันที่ใกล้จะมอดดับ มือหนาข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกข้างกุมขาข้างที่เขาอ้างว่าเจ็บแปลบปลาบ ตั้งแต่เมื่อคืน"โอ๊ย... อันฉี ข้าว่าล้อรถม้าหลวงพวกนั้นมันต้องทำมาจากเหล็กเย็นแน่ๆ เพียงแค่ได้ยินเสียงสะเทือน ข้าก็รู้สึกเหมือนตับไตไส้พุงจะพากันสลับที่สลับทางไปหมดแล้ว" อี้หานเอ่ยเสียงแหบพร่าพล
บทที่ 67 ความลับที่ถูกเปิดเผยบรรยากาศภายในจวนตระกูลเย่หลังจากชัยชนะในการกวาดล้างโจรป่าที่หุบเขาอวี้หลานควรจะเต็มไปด้วยความสงบสุขและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ กลิ่นอายของความสำเร็จยังคงอบอวลอยู่ตามระเบียงทางเดิน ทว่าในเช้าวันถัดมา เมฆหมอกแห่งความวุ่นวายระลอกใหม่กลับตั้งเค้าขึ้นที่หน้าประตูจวนอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน เสียงฝีเท้าม้าจำนวนมากที่ควบตะบึงอย่างเร่งร้อนมาหยุดนิ่งลงที่หน้าทางเข้า พร้อมกับเสียงประกาศก้องกังวานที่ทรงพลังและเยือกเย็นจนทำให้บ่าวรับใช้ทั่วทั้งจวนต้องหยุดชะงักภารกิจในมือด้วยความตระหนก"พระราชโองการมาถึง! หมอหลวงซ่งอี้หานรับราชโองการ!"เสียงนั้นเข้มขรึมและเปี่ยมไปด้วยอำนาจจนคนในตระกูลเย่ต้องพากันรีบออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าเรือนรับรองด้วยใจที่เต้นรัว เย่ชิง ประมุขหญิงของบ้านก้าวออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและสุขุม นางเหลือบมองไปยัง ซ่งอี้หาน ลูกเขยตัวดีที่บัดนี้กำลังนั่งหน้าซีดเซียวอยู่บนตั่งไม้บุผ้าแพรอย่างดี โดยมี เย่อันฉี คอยส่งถ้วยน้ำขิงอุ่นๆ ให้ถึงปากอย่างใกล้ชิด เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะส่งเสียงโวยวายมาตั้งแต่เช้ามืดว่าเจ็บซี่โครง และปวดหลังลามไปถึงก
บทที่ 66 หมอหลวงประลองแผนท่ามกลางหุบเขาอวี้หลานที่สลับซับซ้อนและปกคลุมไปด้วยม่านหมอกหนาทึบ เสียงนกร้องเตือนภัยดังระงมไปทั่วผืนไพรกว้าง ภูเขาแห่งนี้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นรังของ กลุ่มโจรเขี้ยวโลกันตร์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้แก่ขบวนสินค้าและชาวบ้านระแวกเปียนเฉิงมานานนับปี ทว่าในวันนี้ บรรยากาศที่เคยเงียบขรึมกลับถูกทำลายด้วยขบวนเดินทางที่ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่หัวขบวนนั้น แทนที่จะเป็นแม่ทัพสวมเกราะเหล็กน่าเกรงขาม กลับกลายเป็นบุรุษร่างสูงโปร่งในชุดบัณฑิตสีฟ้าอ่อนสะอาดสะอ้าน ซ่งอี้หาน นั่งอยู่บนหลังม้าสีขาวพ่วงพี ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวเล็กน้อย มือซ้ายกุมบังเหียนส่วนมือขวาแสร้งทำเป็นยกขึ้นกุมหน้าอก พลางไอคอกแคก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ จนบ่าวรับใช้ตระกูลเย่ที่เดินตามหลังมานับสามสิบชีวิตต่างพากันมองหน้ากันด้วยความสงสัย"โอย... เดินทางมาเพียงครึ่งวัน ข้าก็รู้สึกเหมือนปอดจะฉีกขาดเสียให้ได้" ซ่งอี้หานเอ่ยเสียงอ่อย พลางหันไปมอง เซี่ยหยางเฟย ที่ถูกท่านแม่เย่ชิงส่งมาเป็นผู้ช่วย (หรือตัวตลกประจำขบวน) "หยางเฟย... เจ้าว่าข้าดูเหมือนคนใกล้ตายพอหรือยัง? ข้าว่าสีหน้าข้าตอนนี้ ต่อให้เทวดามาเห็นก็ต้องคิดว







