LOGINบทที่ 49 องครักษ์ในเงาและซาลาเปาอุ่นรักท่ามกลางวิกฤตการณ์โรคระบาดที่แผ่ขยายวงกว้างจนเมืองเปียนเฉิงตกอยู่ในความตึงเครียด กลิ่นอายของความตายและยาสมุนไพรฉุนกึกอบอวลไปทั่วทุกหัวระแหง ท้องฟ้าในยามค่ำคืนนี้มืดมิดไร้แสงดาว มีเพียงโคมไฟกระดาษเก่าๆ ที่แขวนอยู่ตามคอกกั้นเขตคุมเข้มโรคระบาดซึ่งสั่นไหวไปตามแรงลมหนาว ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงร้องไห้ของวิญญาณคนบาปในมุมมืดที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง หลังแนวซากตึกเก่าที่ใช้เป็นที่เก็บฟืน ร่างสูงโปร่งขององครักษ์เงาผู้ลึกลับยืนนิ่งประดุจเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิดนั้น สายตาคมปลาบดุจพยัคฆ์ล่าเหยื่อคอยกวาดมองความเคลื่อนไหวรอบกายอย่างไม่ประมาท เขาคือบุรุษที่ไร้ชื่อ ไร้ตัวตน และไร้ความรู้สึก หน้าที่เดียวที่เขาได้รับมอบหมายมาจากรัชทายาทเซี่ยหยางเฟย คือการปกป้องคุณหนูเล็กตระกูลเย่และคนในจวนด้วยชีวิตเขาถอนหายใจยาวออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ ในความเงียบสงัด ใจหนึ่งนึกถึงความเจ้าเล่ห์ของเจ้านายที่แสร้งป่วยเรียกร้องความสนใจ อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกถึงความวุ่นวายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้"พี่เงาเจ้าคะ... ท่านอยู่แถวนี้ใช่ไหม? ออกมาเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้มาจับผิดท่านนะ!"เสียงใสแจ
บทที่ 48 ใจที่สั่นคลอนของน้องเล็กแสงอาทิตย์อัสดงสาดทอเป็นสีส้มแดงหม่นหมองเหนือท้องฟ้าเมืองเปียนเฉิง บรรยากาศภายในย่านคนจนทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อจำนวนผู้ป่วยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนโรงทานแทบไม่มีที่ว่างจะขยับขยาย เย่ซิงเยว่ในชุดรัดกุมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบยาสมุนไพรและฝุ่นละอองจากการแบกหาม เดินวุ่นไปมาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่นอนเรียงรายอยู่ตามแคร่ไม้ไผ่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางไม่ได้หยุดพักแม้เพียงชั่วเค่อเดียว มือเรียวที่เคยใช้ชกต่อยบนสังเวียน บัดนี้กลับใช้ประคองถ้วยยาและเช็ดตัวให้คนไข้อย่างขะมักเขม้นจนเหงื่อซึมตามไรผมทว่า ในสายตาของใครบางคนที่นั่งกอดเข่าพิงโคนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก ภาพที่ซิงเยว่กำลังยิ้มปลอบใจชายชาวบ้านรุ่นลุงผู้หนึ่งที่กำลังไอโขลก พลางใช้มือนุ่มๆ ของนางแตะหน้าผากเพื่อวัดไข้ กลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพริกขี้หนูสวนมาพอกอยู่ที่นัยน์ตาจนแสบไปถึงทรวง"เจ้าพวกตระกูลหลิวก็ว่าร้ายแล้ว แต่เจ้าพวกราษฎรพวกนี้ที่แย่งเวลาของซิงเยว่ไปจากข้านี่สิ ร้ายยิ่งกว่า!" เซี่ยหยางเฟยพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสีย แววตาคมกริบดุจพยัคฆ์ยามนี้เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจและหึงหวงอย่างป
บทที่ 47 การเผชิญหน้าของสองจอมโอสถท่ามกลางไอกรดของยาสมุนไพรที่ต้มจนเดือดพล่านและกลิ่นอับชื้นของเขตเฝ้าระวังโรคระบาดในย่านคนจน เมืองเปียนเฉิงในยามนี้ดูไม่ต่างจากสมรภูมิที่ไร้คมดาบ แต่เต็มไปด้วยพยาธิสภาพที่กัดกินชีวิตผู้คน บรรยากาศภายในกระโจมรักษากลางแจ้งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงโอดครวญของชาวบ้านที่ล้มป่วยดังระงมสลับกับเสียงตะโกนสั่งการของเจ้าหน้าที่เย่อันฉีในชุดรัดกุมสีเข้มทะมัดทะแมง นางโพกผ้าปิดจมูกและปากไว้อย่างมิดชิด ทว่าดวงตากลมโตที่ฉายแววดื้อรั้นกลับยังคงส่องประกายชัดเจน นางกำลังวุ่นอยู่กับการคัดแยกรากบัวหลวงและหญ้าคาที่เพิ่งได้รับมาจากคลังเสบียงของพี่สามลู่หลาน"หลบไป! อย่ามาขวางทางทำงานของข้า" อันฉีตวาดเสียงขุ่นใส่ร่างสูงที่เดินเข้ามาใกล้ซ่งอี้หานในฐานะหมอหลวงผู้ถูกอภัยโทษชั่วคราว ชะงักเท้าลง เขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองเหมือนยามปกติที่ใครจะกล้ามาขึ้นเสียงใส่ แววตาของเขาในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความพินิจพิเคราะห์และระแวดระวัง "อันฉี... ยาชุดนี้ต้องเพิ่มอัตราส่วนของจื่อฮวาอีกสองส่วน ร่างกายของชาวบ้านย่านนี้อ่อนแอเกินกว่าจะรับฤทธิ์เย็นจัดของรากบัวเพียงอย่างเดียวได้""ข้าเรียนรู้เรื
บทที่ 46 ราชโองการสีเลือดบรรยากาศยามดึกในเมืองเปียนเฉิงเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดพาเอากลิ่นอายไม่พึงประสงค์จากย่านคนจนคืบคลานเข้าสู่ใจกลางเมือง ภายในเรือนพักของเย่ซิงเยว่ แสงเทียนสลัวส่องสว่างให้เห็นร่างระหงที่นั่งกอดอกอยู่ข้างเตียง ดวงตาคมสวยจ้องมองร่างสูงใหญ่ของเซี่ยหยางเฟยที่นอนซมอยู่ด้วยความรู้สึกที่สับสนและกังวลอย่างหนักหยางเฟยที่แสร้งว่าหลับลึกกลับแอบลอบสังเกตความห่วงใยในดวงตาของนางผ่านม่านตาที่ปิดไม่สนิท เขาชอบเวลาที่ซิงเยว่นิ่งเงียบเช่นนี้ เพราะมันทำให้เขาเห็นมุมที่อ่อนโยนของสตรีสายปะทะคนนี้ที่ปกติจะเอาแต่ตะโกนด่าเขาว่าเจ้าคนถ่อย หรือเจ้าคนทราม อยู่เป็นนิจ แขนแกร่งของเขาแกล้งขยับผ้าห่มออกเล็กน้อยเพื่อเรียกให้นางเข้ามาดูแล ซึ่งซิงเยว่ก็ทำตามนั้น นางเอื้อมมือมาดึงผ้าห่มขึ้นคลุมอกให้เขาพลาวบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด"ถ้าท่านตายไปตอนนี้ ข้าจะไปด่าใครกันล่ะ เจ้าคนสำออยเอ๊ย... หน้าแดงขนาดนี้ ไข้คงไม่ลดง่ายๆ แน่"ในขณะที่ความหวานละมุนบางเบากำลังก่อตัวขึ้นในห้องนอน ข่าวใหญ่จากวังหลวงก็พุ่งตรงมาถึงหน้าจวนตระกูลเย่ราวกับอัสนีบาตฟาด! เสียงฝีเท้าม้
บทที่ 45 งานประมูลร้อยเล่ห์ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มมาคุด้วยกลิ่นอายของโรคระบาดที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเปียนเฉิงอย่างเงียบเชียบ ความวุ่นวายภายในโรงประมูลจันทร์กระจ่าง กลับดูตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง แสงจากโคมไฟระย้าที่ประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่าส่องสว่างให้เห็นกลุ่มพ่อค้าคหบดีในชุดไหมราคาแพงที่นั่งจับจองที่นั่งกันอย่างเนืองแน่น ทุกสายตาต่างจดจ้องไปที่แท่นประมูลไม้สีดำขลับที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องโถงบนชั้นสองของโรงประมูล ภายในห้องรับรองพิเศษที่กั้นด้วยม่านมุก เย่ลู่หลาน คุณหนูสามแห่งตระกูลเย่ ผู้ถูกขนานนามว่าเป็นหัวใจแห่งการเงิน ของบ้าน นั่งถือพัดจีบใบสวยอยู่ในมือด้วยท่าทางสง่างาม ทว่าแววตาของนางกลับไม่ได้สงบเหมือนท่วงท่า ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่เอกสารสิทธิ์ที่ดินผืนใหญ่ติดริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นรายการสำคัญที่สุดของวันนี้"พี่ใหญ่จื่อหลินอยากได้ที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่..." ลู่หลานพึมพำเสียงแผ่วกับตัวเอง แววตาฉายความมุ่งมั่น "หากโรคระบาดกระจายตัวอย่างที่อันฉีกังวล เราต้องมีที่เก็บเสบียงและยาสมุนไพรที่สะอาดและกว้างพอที่จะกระจายของได้ทันท่วงที ตระกูลเย่จะแพ้การประมูลครั้งนี้ไม่
บทที่ 44 พายุที่เริ่มก่อตัวบรรยากาศในเมืองเปียนเฉิงที่เคยคึกคักด้วยเสียงเจรจาพัดพาความหนาวเหน็บอย่างผิดปกติมาสู่หัวใจของผู้คน แสงอาทิตย์ยามบ่ายดูหม่นหมองลงราวกับมีเมฆหมอกบางอย่างปกคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ซิงเยว่เดินออกมาที่ระเบียงเรือนพัก นางขมวดคิ้วมุ่นพลางมองไปทางทิศตะวันออกของเมือง ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของเหล่าแรงงานและผู้ยากไร้"เจ้าคนถ่อย... ท่านดูนั่นสิ" ซิงเยว่เอ่ยเรียกคนข้างกายที่กำลังทำท่าจะลงไปนอนแผ่บนตั่งไม้เพื่อเรียกร้องความสนใจอีกรอบเซี่ยหยางเฟยที่กำลังจะออกปากอ้อนว่า 'ใจสั่นขอนวดหน่อย' พลันชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของสตรีตรงหน้า เขาหยัดกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาสำออยมลายหายไปชั่วพริบตา แทนที่ด้วยแววตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความระแวดระวังพยัคฆ์หนุ่มก้าวเดินมาหยุดยืนข้างนาง รัศมีรอบกายที่แผ่ออกมานั้นดูภูมิฐานและทรงพลังจนซิงเยว่แอบเหล่ตามองอย่างอดไม่ได้"ควันที่พุ่งออกมาจากทางนั้น... ไม่ใช่ควันไฟหุงหาอาหารแน่ๆ" หยางเฟยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ เขาหรี่ตาลงมองกลุ่มควันสีเทาจางที่ลอยเอื่อยออกมาจากย่านคนจน "และดูเหมือนลมจะพัดเอากลิ่นอายบางอย่างที่ข้าไม่ชอบใจมาด้วย""กลิ่นเหมือน... ยาส







