Masuk
ปี 2024 ณ ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าเดอะฟิวเจอร์ ใจกลางกรุงปักกิ่ง
“นั่นคุณจะทำอะไร” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและกังวล
มีดปลายแหลมที่ถูกยื่นมาตรงหน้า คนที่ถือมันคือสามีอันเป็นที่รัก เขากำลังเดินเข้ามาด้วยแววตาที่เย็นชาและอำมหิต ข้างหลังคือผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิทของเธอ กำลังยืนยิ้มแล้วกอดอกมองดูด้วยสายตาที่ดูเย็นชาและไร้ความเมตตา
“เสียใจด้วยนะ ถ้าคุณไม่ตาย ผมกลับอี้หลิวก็คงจะไม่มีทางสมหวังในความรัก”
“ไป่หานเฉิน จะทำเกินไปแล้วนะ ถึงกับจะต้องฆ่าฉัน เพื่อเปิดเส้นทางรักของพวกคุณอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ สามีที่แต่งงานกันไม่ถึงปี ที่แท้ก็ไม่เคยรักตนเลยสักนิด
“หึ ไม่เพียงแค่เราได้สมหวังกัน แต่สมบัติทุกอย่างของคุณจะตกเป็นของผม ขอบคุณที่ทำงานหนักเพื่อเรานะม่านอวี้” ผู้เป็นสามีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น แล้วหันไปยิ้มให้กับมู่อี้หลิวชู้รักของตน
“ถ้าคุณฆ่าฉัน คุณก็ต้องได้รับโทษทางกฎหมาย ไม่มีวันได้แตะต้องทรัพย์สมบัติของฉันหรอก” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความโกรธแค้น นอกจากจะทรยศเธอแล้วก็ยังต้องการที่จะกำจัดเธอเพื่อครอบครองทรัพย์สินที่เธอสร้างมันด้วยน้ำพักน้ำแรง
“ผมจะติดคุกได้อย่างไรล่ะ ในเมื่อผมเตรียมแผนการทุกอย่างเอาไว้แล้ว ว่าคุณจะต้องถูกฆ่าชิงทรัพย์ ผมก็จะรับบทสามีที่น่าสงสาร อี้หลิวเข้ามาปลอบใจทำให้เกิดความรักระหว่างเราขึ้นหลังจากที่คุณเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากนั้นผมจึงตกหลุมรักเธอแล้วเราก็แต่งงานกัน ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น” เมื่อได้ยินอย่างนั้น จางม่านอวี้ก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
ทั้งสองคบชู้กันลับหลัง แล้วยังวางแผนฆาตกรรมเธอเป็นฉาก ๆ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจคบหากันก่อนเธอ แล้วหลอกแต่งงานตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ
ขาเรียวค่อย ๆ ถอยไปให้ห่างจากทั้งคู่จนไปถึงระเบียงด้านหลังก็สิ้นหนทางที่จะหลบหนี สายตาเรียวที่หวาดหวั่นมองลงไปข้างล่าง เธออยู่ลานจอดรถบนชั้นหก หากตกลงไปคงไม่ต่างกัน
“ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะใช้เงิน ของคุณให้คุ้มค่าและมีความสุขที่สุด” พูดจบผู้เป็นสามีก็พุ่งตรงเข้ามา นาทีแห่งความเป็นความตายนั้น หญิงสาวตัดสินใจที่จะไม่ยอมตายโดยเสียเปล่า ทรัพย์สินของเธอทุกอย่างเขาจะไม่มีวันได้ใช้มัน
เมื่อไป่หานเฉินพุ่งตรงเข้ามาพร้อมกับมีดปลายแหลมในมือ หญิงสาวก็ไม่รอช้า เธอคว้าคอเสื้อของเขาเอาไว้ขณะที่ปลายมีดปักลงที่กลางอก ความเจ็บปวดที่บาดแผลไม่เท่ากับความปวดร้าวในจิตใจ
มุมปากยิ้มน้อย ๆ สบตาผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีด้วยความเคียดแค้น เธอรักเขาและไว้ใจเขา แต่สิ่งที่ได้ได้รับตอบแทนคือการทรยศ จากนั้นก็รวบรวมแรงสุดท้าย ใช้ทักษะการป้องกันตัวที่เรียนมาเหวี่ยงเขาตกลงไปที่ชั้นล่างพร้อมกับร่างของตนเอง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเพื่อนทรยศที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
ในขณะที่ร่างทั้งสองลอยละลิ่วกำลังตกถึงพื้น ริมฝีปากแดงเรื่อก็เผยรอยยิ้มออกมา เท่านี้หญิงโฉดชายชั่วก็ไม่มีวันได้สมหวัง หลังเธอตายทุกอย่างจะตกเป็นขององค์กรการกุศลตามที่ตั้งใจเอาไว้
************************
“จางม่านอวี้ ตื่นได้แล้ว” เสียงเรียกชื่อของเธอทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่เธอยังไม่ตายหรอกหรือ หรือว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในปรโลก แล้วยมทูตกำลังเรียกชื่อเธอให้ติดตามไปยังโลกหลังความตาย
“งานเลี้ยงจัดตอนเช้า อย่าให้คุณย่าท่านรอ” น้ำเสียงฟังดูเป็นเชิงออกคำสั่งเล็กน้อย หญิงสาวจึงขยับเปลือกตา กะพริบตาเพื่อปรับการมองเห็นแล้วจ้องหน้าอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ปลายเตียง
ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาดีในชุดเสื้อคลุมสีดำในแบบเจ้าพ่อยุค 60 และมีผ้าพันคอสีขาวที่คล้องคอเอาไว้ ถือหมวกสีดำเข้ากับชุด นี่มันเกิดอะไรขึ้นผู้ชายคนนี้แต่งตัวย้อนยุคเหมือนกับหลุดออกมาจากหนังเรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ก็ไม่ปาน
“ผมไปรอข้างล่างนะ เดี๋ยวจะให้คนมาช่วยแต่งตัว” ก่อนที่จะเอ่ยปากถามออกไป สุภาพบุรุษรูปหล่อในชุดย้อนยุคสีดำที่ดูน่าเกรงขามนั้น ก็เดินออกไปข้างนอกเสียแล้ว
จางม่านอวี้รู้สึกงุนงง ความรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังหายใจและยังมีชีวิต แต่ทำไมไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย มือเรียวเล็กจับที่กลางอกของตัวเองแล้วมองว่าแขนขายังคงอยู่ดี หรือว่าเธอนอนสลบรักษาตัวอยู่หลายเดือนจนหายดีแล้วเพิ่งฟื้นขึ้นมา แต่มันก็ต้องมีบาดแผลให้เห็นบ้างสิ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” หญิงสาวได้แต่พึมพำกับตนเอง จากนั้นก็ดึงคอเสื้อชุดนอนกระโปรงสีขาวออก สำรวจดูที่หน้าอกแต่ก็ไม่เห็นรอยของมีดที่ถูกปักมากกลางอกด้วยฝีมือของผู้เป็นสามี
“คุณนายคะ ต้องรีบอาบน้ำอาบน้ำแต่งตัวแล้วนะคะ วันนี้คุณต้องไปงานเลี้ยงที่บริษัทของคุณถัง” สาวใช้เดินเข้ามาแจ้ง เจ้าหล่อนแต่งตัวด้วยชุดแบบโบราณราวกับออกมาจากละครพีเรียด พร้อมกับเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อที่จะนำชุดกี่เพ้าออกมาให้แก่เธอได้สวมใส่
“ฉันอยากโทรศัพท์” จางม่านอวี้พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนและงงงวยกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“แต่งตัวเสร็จแล้วค่อยไปใช้โทรศัพท์ที่ห้องโถงด้านล่างก็ได้ค่ะ”
“ยืมโทรศัพท์มือถือของเธอหน่อยสิ” ประโยคนั้นทำให้สาวใช้ทำหน้าประหลาดใจ โทรศัพท์มือถือหรือ สาวใช้เงินเดือนไม่ถึงร้อยหยวนอย่างเธอจะซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาหลักร้อยหยวนได้อย่างไร
“ฉันไม่มีหรอกค่ะ” สาวใช้ปฏิเสธพร้อมกับมองใบหน้าของคุณนายของบ้าน เพิ่งแต่งงานได้ข้ามคืนก็ทำตัวแปลกไปจากเดิม
จางม่านอวี้จึงลุกขึ้นจากเตียง มองไปรอบ ๆ ห้อง เพื่อหาประตูห้องน้ำแต่ก็ไม่มี สมัยนี้ยังมีห้องนอนใหญ่แต่ไม่มีห้องน้ำในตัวแบบนี้อยู่หรือ แล้วเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน อย่างน้อยหากจะฟื้นขึ้นมามีชีวิตอยู่ก็ควรจะอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือ
“ห้องน้ำอยู่ไหน”
“อยู่ด้านนอกตรงสุดทางเดินค่ะ” สาวใช้ขมวดคิ้วพูด แม้ว่าเธอเพิ่งแต่งงานกับเจ้านายของตนก็จริง แต่ก่อนหน้านี้ก็พักอยู่ที่บ้านหลังนี้มานานกว่าสองสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่ที่ถังเจิ้นพาเข้ามาอยู่ที่นี่ ทำไมจึงถามราวกับว่าไม่รู้จักห้องหับในบ้าน
จางม่านอวี้เดินออกจากห้องนอนใหญ่ที่มีผ้าสีแดงประดับที่เหนือประตูห้อง เดินไปยังทางเดินในขณะที่นึกสงสัยว่าที่นี่คือที่ไหน ทั้งการแต่งกาย ทั้งของตกแต่ง ทุกอย่างดูวินเทจไปหมด
พอเข้าไปในห้องน้ำ ใบหน้าที่สะท้อนออกมาผ่านกระจกเงาทำให้หญิงสาวถึงกับอ้าปากค้าง แล้วรีบเอามืออุดปากของตนเองไม่ให้กรีดร้องออกมา เมื่อเงาสะท้อนที่เห็นไม่ใช่เงาของตนเอง
เธอถูกสามีฆาตกรรมและตกตึกลงมาพร้อมกัน แต่ฟื้นขึ้นมากลับไม่มีบาดแผลหรือรู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ คงไม่ใช่ว่าตายแล้วทะลุมิติมาอยู่ในอดีตเหมือนอย่างในละครที่เคยดูหรอกนะ
“นี่ปีค.ศ. อะไร” หญิงสาวลองถามสาวใช้ที่เดินตามมาดู หากเดาไม่ผิดการแต่งกายสไตล์เจ้าพ่อของผู้ชายคนเมื่อครู่ น่าจะอยู่ในช่วงปี 1960 เพราะช่วงปีนั้นมีพวกเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลชอบแต่งกายในสไตล์นี้ แต่ถูกกวาดล้างไปหมดในยุค 70 หากเธอตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ ก็น่าจะอยู่ราว ๆ ช่วงปี 60 – 70 ละมั้ง
“ปี 1980 ค่ะ” คำตอบนั้นทำเอาเธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ปีนี้ไม่น่ามีเจ้าพ่อหลงเหลืออยู่แล้ว แล้วทำไมผู้ชายคนเมื่อกี้ถึงใส่ชุดแบบนั้นล่ะ
ยังไม่ทันที่จะอ้าปากถามถึงความสงสัยนี้ ความทรงจำบางอย่างก็ไหลเข้ามาเรื่อย ๆ เธอถอยหลังเซไปจนหลังชนผนังห้องน้ำแล้วทรุดตัวนั่งลง เอามือวางทาบหน้าอกตนเองแล้วหายใจหอบแรง หัวใจเต้นแรงและแน่นหน้าอก เมื่อจู่ ๆ ความจำทุกอย่างก็ถาโถมเข้ามาในหัว
เธอทะลุมิติมาเกิดใหม่ในร่างของผู้หญิงที่ชื่อและแซ่เหมือนกันกับเธอ เพียงแต่ว่าอยู่ในคนละยุคสมัย แล้วสิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้น คือเธอเพิ่งแต่งงานเมื่อวานนี้ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง
************************
เมื่อกลับมาถึงบ้านหลังจากที่แวะซื้อเครื่องเป่าผมลมร้อนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็กอดกล่องไม้ที่บรรจุรูปวาดนั้นเดินเข้าไปในบ้านด้วยความตื่นเต้น เธอเคยดูแต่ในหนัง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาลงมือทดสอบด้วยตนเอง“อาเป้ย ฉันขอน้ำมะนาว ช่วยคั้นให้ฉันที แล้วนำสำลีมาให้ฉันด้วยนะ” เธอหันไปบอกสาวใช้ทันทีที่เจอหน้า แล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ เพื่อหาลูกชายตัวน้อยของตน“แล้วเสี่ยวซานล่ะ”“นายน้อยขึ้นไปนอนกลางวันค่ะ อากุ้ยพาเข้านอนเมื่อครู่นี้เอง” อาเป้ยบอก จากนั้นก็รีบเดินไปในครัวเพื่อที่จะหาน้ำมะนาวมาให้แก่นายหญิงของตน“คุณบอกได้หรือยังว่าคุณจะทำอะไร” คำถาม ของเขาถูกถามขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวหันหน้ามามองเขาแล้วชูกล่องไม้ในมือขึ้นมา“ก็พิสูจน์ให้เห็นไงคะ ว่าฉันเลือกของไม่ผิด”“ทั้ง ๆ ที่คุณก็รู้ว่านี่คือรูปเลียนแบบ ถึงแม้จะเป็นของโบราณ ผมก็ไม่จ่าย 200 หยวนให้คุณหรอกนะ” เขาบอกกับเธอ ในขณะที่ซ่งเหยียนเดินตามเข้ามา อยากรู้เหมือนกันว่าของตรงหน้าชิ้นนี้จะมีค่าอย่างที่เธอบอกหรือไม่“หากฉันเดาไม่ผิดรูปวาดนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ด้านในและต้องมีมูลค่ามากกว่ารูปวาดของจริงแน่ ถึงตอนนั้นอย่าลืม 10% ของฉันก็แล้วกัน” หญิงสาวพูดทว
การท้าทายของประธานบริษัทค้าขายวัตถุโบราณทั้งสองได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเหล่าเติ้งต้องการจะเอาชนะหลังจากเสียหน้าไป เพราะคทาจักรพรรดิของปลอมที่ตนตัดหน้าซื้อมาแล้วพยายามจะขายต่อแต่ไม่สำเร็จ“อาจารย์จินฟู่ รูปวาดนี้ท่านว่าอย่างไร” เหล่าเติ้งผายมือให้ชายวัยประมาณหกสิบที่มาพร้อมกับตน ให้ไปตรวจสอบรูปวาดหมึกตรงหน้า จินฟู่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณ เดินเข้าไปตรวจสอบรูปวาดหมึกโบราณชิ้นนั้น แล้วส่ายหัวเบา ๆ เมื่อพบว่ามันเป็นเพียงแค่รูปวาดเลียนแบบเท่านั้น“เรียนเหล่าเติ้ง กระดาษที่ใช้วาดเป็นกระดาษที่นิยมใช้กันในช่วงราชวงศ์ชิงก็จริง แต่ตราประทับของจิตรกรผู้นี้เป็นของที่ทำเลียนแบบขึ้นมา หมึกที่ใช้วาดรูปเสือเองดูภาพรวมแล้วมีสีที่ซีดจาง แม้จะผ่านเวลามานานมากแล้วก็ตามแต่ไม่น่าจะมีสีซีดจางได้ขนาดนี้ ภาพนี้จึงเป็นของปลอมที่น่าจะมีคนทำเลียนแบบ”เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้ว จางม่านอวี้ที่รอฟังอยู่ก็ตาลุกวาวขึ้นมา ของปลอมอย่างนั้นหรือ ตรงตามที่เธอได้ยินมาไม่มีผิด“ส่วนชุดชงชาที่ประธานถังกำลังสนใจอยู่ ผมคิดว่ามันน่าสนใจเลยทีเดียว” จินฟู่กระซิบบอกเหล่าเติ้งในตอนท้าย ทำให้เขาหันมามองชุดชงชา หนึ่งในนั้นคือถ้วย
เมื่อไปถึงตลาดค้าของโบราณ ตามสองข้างทางก็มีแต่ร้านที่นำของเก่ามาขาย ซึ่งบางอย่างก็ทำของปลอมลอกเลียนแบบ บางอย่างก็เป็นของเก่าแก่จริงแต่ไม่มีประวัติความเป็นมาจึงมีราคาที่ไม่สูงนัก“วันนี้ถ้าคุณหาของโบราณให้ผมได้ ผมจะจ่ายพิเศษให้คุณชิ้นละ 200 หยวน” เขาบอกเธอแล้วสังเกตดูสีหน้าที่กำลังนิ่งคิดอยู่‘200 หยวนในยุคนี้มีมูลค่าเท่าไรนะ แล้วเราจะคุ้มไหม’ หญิงสาวไม่มั่นใจในมูลค่าของเงินในยุคนี้ เพราะสนใจแค่ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจระบบเศรษฐกิจในยุคสมัยเก่าเลย แม้จะเรียนบริหารธุรกิจและทำรายงานเกี่ยวกับประวัติของนักธุรกิจมาหลายคนก็ตาม แต่ค่าเงินและวิถีชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านตาเลยแม้แต่น้อยพยายามเค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เป็นคนในยุคนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมรายละเอียดของความทรงจำบางอย่างเหมือนจะจางหายไปทีละน้อย ราวกับว่าร่างนี้กำลังจะกลายเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณไปแล้ว“กลัวจะซื้อของปลอมให้ผมเหรอ” คำถามของเขาพร้อมกับคิ้วที่เลิกสูงขึ้น นั่นไม่ใช่การท้าทายเธอหรอกหรือ“ไม่ได้กลัวค่ะ ฉันแค่กำลังคิดอยู่ว่าชิ้นละ 200 หยวน จะคุ้มค่าหรือไม่”“200 หยวน มากกว
ใบหน้าที่ซบแอบอิงที่หน้าอกและนอนทับอยู่ที่ต้นแขนของประธานหนุ่มอยู่ใกล้เพียงคืบ เปลือกตานั้นปิดสนิทพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอเจ้าของอ้อมกอดที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้ามืด มองภรรยากำมะลอของตนที่ตอนนี้กอดก่ายอยู่อย่างสบายใจ เธอจะรู้หรือไม่ว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่ลูกชายบุญธรรม แต่เป็นเขาเสี่ยวซานตัวน้อยนอนดิ้นไปนอนอยู่ที่ปลายเตียง แขนขากางออกกว้างนอนอย่างสบายใจ คงมีแต่เขาคนเดียวที่ตอนนี้จะลุกก็ลุกไม่ได้ จะหลับต่อก็หลับไม่ลงเกิดมายี่สิบหกปี นี่เป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้อิสตรีอย่างนี้ หัวใจที่แข็งแกร่งมีหรือจะอดทนไหว รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่เกินจะควบคุมได้ ทั้งหัวใจที่กำลังสั่นไหวและร่างกายที่รู้สึกถึงความรุ่มร้อนตรงนั้นให้ตายสิ เขาแทบคลั่งจะตายอยู่แล้ว!“อืม” เสียงของจางม่านอวี้ที่เหมือนจะรู้สึกตัวแล้ว ทำให้ถังเจิ้นต้องรีบหลับตาลง แสร้งทำว่าตนเองยังไม่ตื่นหญิงสาวขยับตัวยุกยิกในอ้อมกอดนั้น รู้สึกอบอุ่นและสบายอย่างบอกไม่ถูก วาดขาพาดกอดก่ายวางบนสะโพกแกร่ง จนรับรู้ถึงบางอย่างที่ต่างออกไปเมื่อนึกออกว่าตนอยู่ในยุคอื่นและคนข้างกายคือสามีกำมะลอที่ดุดันและน่าเกรงขาม เป็นมาเฟียในยุคนี้ที่มีอำนาจคนหนึ่ง หา
หลังจากส่งเสี่ยวซานเข้านอน จางม่านอวี้ก็มีความคิดที่จะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการแยกห้องนอนกับถังเจิ้นแบบไม่ให้มีคนสงสัยเธอกลับไปที่ห้องนอนใหญ่ เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งอ่านหนังสือประวัติศาสตร์และเส้นทางการค้าขายของจีน ใบหน้าดูจริงจัง บ่งบอกว่าเขากำลังตั้งสมาธิอยู่กับหนังสือเล่มนั้น จึงไม่กล้ารบกวนเขา“มีอะไรก็พูดมา” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติ ไม่ได้แสดงอารมณ์ที่หงุดหงิดออกมาให้รู้ว่าขัดจังหวะเขา“เอ่อ คุณถังคะ ฉันจะแยกไปนอนห้องเล็กกับเสี่ยวซาน ใช้ข้ออ้างที่ว่าเขาไม่อยากนอนคนเดียวแล้วเข้าไปนอนด้วย แบบนี้คงไม่มีใครสงสัยหากเราจะแยกห้องนอนกัน” เธอบอกเขาถึงสิ่งที่เธอคิด“อืม ผมเห็นด้วยนะ” เขาวางหนังสือเล่มหนาลง แล้วหันหน้ามาพูดคุยกับเธออย่างจริงจังถังเจิ้นรู้ว่าเธอและเขาต่างไม่มีใจให้แก่กัน ทุกอย่างเป็นแค่การแต่งงานเพื่อบังหน้าเท่านั้น การที่เธอนอนอยู่เตียงเดียวกับเขาย่อมมีความไม่สบายใจ และเขาเองบางครั้งก็ยอมรับว่าเวลาที่ใกล้ชิดกัน มันก็มีบ้างที่ความเป็นบุรุษเพศจะทำให้เกิดความปรารถนากับเรือนร่างของหญิงสาว หากแยกห้องนอนกันโดยมีเสี่ยวซานเป็นข้ออ้างก็น่าจะสมเหตุสมผลดี“งั้นฉันขอไปนอนกับเส
เมื่อมาถึงบ้านหลังเล็กของสกุลถังที่ถังเจิ้นใช้พักอาศัยอยู่ชั่วคราว เด็กน้อยก็ถึงกับตาลุกวาวเพราะขนาดที่ใหญ่โตและโอ่อ่าอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน“ชอบบ้านของเราไหมเสี่ยวซาน”“ชอบครับ บ้านหลังใหญ่มาก”ถังเจิ้นยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เอ็นดูที่เด็กน้อยตื่นเต้นกับบ้านหลังนี้ หากว่าเขาไปเห็นบ้านสกุลถังที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่าจะตื่นเต้นมากแค่ไหน เพราะกังวลว่าคุณย่าจะต่อต้านเด็กที่เขารับมาเป็นบุตรบุญธรรม ตนจึงแยกออกมาอยู่ที่นี่ อย่างไรไม่ช้าก็เร็วต้องกลับไป แต่ในระหว่างนี้จะต้องทำให้เสี่ยวซานรักและวางใจตนก่อน อย่างน้อยจะได้รู้สึกว่ายังมีพ่อบุญธรรมที่จะคอยปกป้องเขาจากคนแปลกหน้า“ไปกันเถอะ อาจะพาเสี่ยวซานขึ้นไปดูห้องนอนกัน” จางม่านอวี้พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน แล้วจูงมือน้อย ๆ ให้เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างระมัดระวัง โดยมีประธานหนุ่มเดินตามไปไม่ห่างเมื่อไปถึงห้องนอนเล็กที่อยู่ตรงข้ามกับห้องนอนใหญ่ของทั้งคู่ เธอก็พาสมาชิกใหม่เข้าไปสำรวจห้องนอนของตน“นี่คือห้องนอนของเสี่ยวซาน ส่วนห้องนั้นคือห้องนอนของพวกเรา ถ้ามีอะไรเรียกอาทั้งสองได้ตลอดเลยนะ” เธอบอกเด็กน้อยแล้วยิ้มมองด้วยแววตาที่อ่อนโยนเจียงจื่อซาน







