LOGINสายตาหวานกวาดตามองคนทั้งสี่ที่เดินออกไปก่อนจะเข็นเขี้ยวฟันใส่ด้านหลัง จิงหว่านหรงชูกำปั้นขึ้นมา ก่อนจะกระดกนิ้วกลางให้คนพวกนั้นอย่างหยาบคาย แต่สะใจเป็นบ้า!!
“ลองกลับมาอีกทีสิพวกแกได้กระอักเลือดแน่!!” นางหันหลังกลับมามองบุรุที่ยืนอยู่นิ่ง คล้ายทำสิ่งใดไม่ถูก ใบหน้าเล็กเอียงคอมองเขาอย่างพิจารณา ก่อนจะหรี่ตาลงและยกมือขึ้นเท้าสะเอว “อ่า ท่านเป็นสามีข้า คนที่กำลังถูก..พี่สะใภ้ไล่ออกจากบ้านงั้นสินะ!!” ท่าทางเงอะงะของบุรุษที่ทำอะไรไม่ถูก ทำนางทดท้อ “ไล่มาก็ไล่กลับเซ่!! ยืนบื้อให้เขาทำฝ่ายเดียวทำไม หากเจ้าไม่กล้า ข้าออกหน้าให้เอง!!” นางตบมือลงอกปุๆ ไร้ท่าทางหวาดกลัวดั่งเช่นในอดีต จิงโม่หยวนทำตัวไม่ถูกกับท่าทางที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ “ข้า เอ่ออ พึ่งกลับมาหน่ะ หมายถึงว่าก่อนหน้านี้ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เจ้า…ไม่ได้ป่วยแล้วงั้นหรือ?” เขามองนางอย่างสำรวจตรวจตา แต่นางกลับยกสองมือขึ้นมาและหมุนตัวให้เขาดูอย่างถี่ถ้วน “ไม่แล้วล่ะข้าเหนื่อยที่จะป่วยแล้ว ตอนที่เจ้าไม่อยู่ข้าถูกคนพวกนี้ใช้งานจนใจแทบขาด อีกนิดเดียวแทบจะตายตามพ่อแม่เจ้าไปอยู่แล้ว!!” แม้จะงงตัวเองที่สามารถพูดคำโบราณได้คล่องปาก แต่นางคิดว่านี่มันก็ดีอยู่แล้ว การทะลุมิติมาที่นี่แม้จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่อย่างน้อยๆก็เหมือนนางถูกส่งให้มาทำภารกิจช่วยเหลือลูกชายคนเล็กและภรรยาที่ถูกกลั่นแกล้งจากพี่ชายคนโตและคนกลางมากกว่า เท่านั้นไม่พอประตูมิติที่ปรากฏตรงหน้านี้ ทำนางมั่นใจว่ามีนางคนเดียวที่เห็น และนางอยากเข้าไปสำรวจเหลือเกิน!! “เมื่อครู่พี่สะใภ้ของท่านพูดว่าจะไล่พวกเราออก เราไปแน่!! ข้าจะไปสร้างตัวที่อื่น เพียงแต่ว่าก่อนที่จะไปข้าต้องได้สั่งสอนพวกเขาเสียก่อน” จิงโม่หยวน เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ แม้ไม่ได้สนิทกับภรรยามากนัก เพราะหลังจากแต่งงานได้เพียงหนึ่งวันเขาก็ต้องเดินทางเข้าไปศึกษาต่อที่หอศึกษาในเมืองหลวง แต่เพราะหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลกัน มีหลายหนที่เขาและนางได้เจอกันบ้าง แต่ท่าทางของนางในยามที่เจอกันไม่ได้มีท่าทีดุดันและพร้อมรบอย่างที่สตรีตรงหน้ากำลังแสดงออกอยู่ในตอนนี้ “เช่นนั้นเจ้าอาจจะลำบาก หากคนพวกนั้นร่วมมือกันทำร้ายเจ้า เจ้าจะสู้ได้จริงๆหรือ หว่านหรง…ต้องขอโทษเจ้าด้วยจริงๆที่ข้าทำให้เจ้าต้องมาติดอยู่กับข้าเช่นนี้ การแต่งงานของเราหากเจ้าอยากเลือกเส้นทางใหม่ข้าก็ยินดีที่จะหย่าให้ เพราะจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เกิดจากความรักตั้งแต่ทีแรก“ นางพิจารณาสามีที่ดูใสซื่อตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจและดึงเขาเข้ามาในห้องเก็บฟืน ที่ตอนนี้ใช้เป็นที่หลับนอนของนางแทบแล้ว!! ”จิงโม่หยวน หลายปีมานี้เจ้าเป็นลูกคนเล็กก็จริง ถูกพ่อแม่รักมากก็จริง แต่รู้หรือไม่การที่เจ้าถูกพ่อแม่รักมากเช่นนี้พี่ๆที่ถูกบรรดาเมียเป่าหู ย่อมรังเกียจเจ้าเป็นธรรมดา“ นางพูดอย่างตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม และถ้าหากว่าใครจะมาได้ยินนางก็ไม่กลัว เพราะภาพในความทรงจำที่นางเห็น พ่อแม่รักลูกคนเล็กมากกว่าใครทั้งหมด เพราะเขาฉลาด ศึกษาตำรามาตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดหนาว สอนอะไรก็เข้าหัวไปหมด!! แถมยังเก่งด้วยตัวเองอีกด้วย ผู้ใหญ่บ้านก็เห็นดีด้วยที่คนบ้านจิง จะส่งบุตรชายคนเล็กให้ถึงฝั่งฝัน จนถึงขั้นได้เป็นบัณฑิต สอบจอหงวนและรับราชการในเมืองหลวง แน่นอนว่าการชื่นชมนี้ย่อมทำให้พี่ชายและพี่รองรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ อีกทั้ง…ทั้งคู่ยังได้ภรรยาที่ไม่ดี จึงยิ่งไม่ถูกใจน้องชายกว่าเดิม พี่ชายที่ได้รับการใส่สีตีไข่จากเมีย ยอมำม่ถูกใจน้องชายคนเล็ก เมื่อไร้บารมีพ่อแม่คุ้มครอง สมบัติทั้งหมดพวกเค้าแบ่งกันเรียบร้อยแล้ว รอเวลาเพียงให้น้องชายคนเล็กกลับมา และจะหาทางบีบออกจากบ้านใหญ่ เป็นแผนที่ชั่วช้าพอสมควร!! ”สมบัติพวกนี้ข้าก็ไม่ได้มุ่งหวังอยู่แล้ว จากนี้อาจจะลำบากสักหน่อย เพราะข้าเองก็จะยังไม่ได้สอบบัณฑิต ยังอยู่ในขั้นตอนที่เรียนรู้ แต่หลังจากนี้อาจจะต้องเว้นระยะเพราะค่าเล่าเรียนแพงเกินไป ไม่มีท่านพ่อท่านแม่แล้ว ข้าก็ควรจะต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตนเอง“พระสุระเสียงก้องกังวาล ยามนี้นับว่าเป็รการประชุมขุนนางครั้งแีกในรอย1เดือนหลังจากเกิดเรื่อง“กระหม่อมอยู่พ่ะย่ะค่ะ” จิ่งโม่หยวนก้าวออกมาด้วยท่าทางนิ่งสงบ สองมือประสานและคุกเจ่าลงรอรับพระบัญชา“เจ้าทำสิ่งที่ขุนนางนับร้อยคนทำไม่ได้” พระองค์ทรงลุกขึ้น“เจ้าซื่อสัตย์ กล้าหาญ และไม่เกรงกลัวอำนาจ“ ขุนนางทั้งท้องพระโรงพร้อมใจกันคุกเข่าเมื่อทรงเสด็จลงมาช้าๆ“กระหม่อมมิกล้ารับความดีความชอบทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ” จิ่งโม่หยวนมิได้ทะนงตน เขารู้จักการวางตัวเสมอ“ไม่ต้องถ่อมตัวหรอกหน่า ความสามารถเจ้ามากมายเพียงนี้ สอบขุนนางได้เพียง1ขวบปี เต้าช่วยราชสำนักและราษฏรไปไม่น้อย” องค์จักรพรรดิทรงแย้มพระสรวล“กงกง ออกราชโองการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แต่งตั้งจิ่งโม่หยวนเป็น ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีอำนาจตรวจสอบคดีทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบทั่วแว่นแคว้น ขึ้นตรงต่อราชสำนัก ไม่ต้องขึ้นกับกรมใด” เสียงประกาศดังทั่วท้องพระโรง“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” จิ่งโม่หยวนก้มศีรษะอย่างคนสำนึกรู้ ทุกคนต่างยินดีกับเขาด้วยใจจริง แต่สิ่งที่เขานึกถึงในเวลานั้นกลับมิใช่ตำแหน่งหรืออำนาจ หากเป็นสตรีผู้หนึ่งที่กำลังรอเขาอยู่ที่บ้าน เพราะเวลานับเดือนม
เพียงเท่านั้นความโกลหลเกิดขึ้นทันทีตึก ตึก ตึก“สกัดจับจดหมายจากม้าเร็วได้ เป็นการเจรจาให้ไปปล้นเสบียงหลวง ส่งจากเผยซีผู้นี้ถึงใต้เท้าหลี่หยางชิน บุตรชายเสนาบดีหลี่ขอรับ!” เสียงรายงานดังก้องทั่วโรงน้ำชา ใบหน้าของเผยซีซีดเผือดในทันที“มะ…ไม่จริง!” จิ่งโม่หยวนวางมือบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ดวงตาที่ก่อนหน้านี้ยังแฝงด้วยความหยิ่งผยองของพ่อค้ากลับเย็นเยียบลงจนทำให้ผู้คนโดยรอบไม่กล้าสบตา“ไม่จริงหรือ?” เขาหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมา คลี่ออกช้าๆ“ในเมื่อไม่จริง เหตุใดจึงมีตราประทับส่วนตัวของหลี่หยางชิน?” เผยซีทรุดลงกับพื้นทันที“ใต้เท้า…ข้าไม่รู้! ข้าเพียงทำตามคำสั่ง ข้าไม่รู้จริงๆ!”“เมื่อครู่เจ้ายังเรียกข้าว่าพี่ชายอยู่เลย”จิ่งโม่หยวนยิ้มบาง“เหตุใดบัดนี้จึงเรียกข้าว่าใต้เท้าเสียแล้ว?”เผยซีตัวสั่นเทา เพราะเพียงประโยคเดียวก็ทำให้ทุกอย่างกระจ่างคนที่นั่งเต็มโรงน้ำชามิใช่ลูกค้า หากแต่เป็นองครักษ์เงาของราชสำนักทั้งหมด!“จับตัว!” สิ้นคำสั่ง ชายฉกรรจ์นับสิบพลันพุ่งเข้าควบคุมตัวเผยซีและคนของโรงน้ำชาอย่างรวดเร็วเสียงอาวุธกระทบพื้นดังระงม“อย่าหนี!”“ค้นทุกห้อง! เอาบัญชีมาให้หมด!” เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยา
องค์จักรพรรดิทรงขมวดพระพักตร์ด้วยความครุ่นคิด ก่อนจะพยักพระพักตร์ตรัสอนุญาต "ดี!! ถ้าเช่นนั้น ให้จิ่งโม่หยวนเดินทางไปสะสางคดีนี้ด้วยตนเอง หากพบว่าบริสุทธิ์ จะได้เป็นการพิสูจน์ความสัตย์ซื่อ แต่หากมีความผิดจริง จักต้องได้รับโทษตามกฎหมายอย่างไร้ความปรานี!"ข่าวการเดินทางลงใต้เพื่อตรวจสอบคลังเสบียงชายแดนของจิ่งโม่หยวนแพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว ฝ่ายอัครเสนาบดีหลี่ต่างยิ้มเยาะด้วยความได้ใจ โดยหารู้ไม่ว่า... ก้าวแรกที่จิ่งโม่หยวนก้าวออกจากนครหลวง หาใช่การเดินเข้าสู่ความตายไม่ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขุดรากถอนโคนอิทธิพลชั่วช้าที่ฝังรากลึกในราชสำนักมาอย่างยาวนานในคืนก่อนออกเดินทาง ภายในห้องนอนอันเงียบสงบ จิ่งโม่หยวนสวมกอดหว่านหรงไว้แนบแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอาลัยและคำมั่นสัญญา "หรงเอ๋อร์ดูแลตัวเองและลูกในท้องให้ดี ข้าสัญญาว่าจะรีบสะสางคดีนี้ให้เสร็จสิ้น แล้วกลับมาสู่อ้อมอกของเจ้าโดยเร็วที่สุด" หว่านหรงซบหน้าลงกับอกแกร่งของสามี นางแย้มรอยยิ้มอ่อนโยนแต่เด็ดเดี่ยว "ท่านเองก็จงระวังตัวให้ดี ทุกฝีก้าวที่ชายแดนมีตาข่ายดักรออยู่ แต่ข้าเชื่อมั่นว่า ด้วยปัญญาและความฉลาดเฉลียวของท่าน ท่านจะสามาร
ในยามเย็นวันเดียวกัน ณ เรือนพักตระกูลจิ่ง งานฉลองความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และความปีติยินดีอบอวลไปทั่วทุกมุมห้อง จิ่งโม่หยวนในชุดจอหงวนสง่างามเดินตรงเข้าไปโอบกอด หว่านหรง ภรรยาอันเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น"หว่านหรงตำแหน่งจอหงวนอันดับหนึ่งนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นของเจ้า ผู้เป็นดั่งดวงใจและปัญญาอันล้ำเลิศของข้า" จิ่งโม่หยวนกระซิบถ้อยคำรักใคร่ข้างหูหว่านหรงแย้มยิ้มอย่างมีความสุข นางลูบหน้าท้องน้อยที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อยด้วยความอบอุ่นหัวใจ อนาคตอันสดใส เกียรติยศ และความสงบสุขได้หลอมรวมกันเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ท่ามกลางเสียงอวยพรของทุกคนในตระกูลจิ่งที่ก้องกังวานต้อนรับรุ่งอรุณแห่งความสุขตลอดไปแม้ตำแหน่งจอหงวนอันดับหนึ่งจะถูกประดับไว้บนบ่าของ จิ่งโม่หยวน ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญจากทั่วสารทิศ และตระกูลจิ่งจะผ่านพ้นวิกฤตครั้งใหญ่มาได้ด้วยความเฉลียวฉลาดของ หว่านหรง ทว่าในราชสำนักอันกว้างใหญ่แห่งต้าฉิน คลื่นใต้น้ำระลอกใหม่กลับเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบและน่าสะพรึงกลัวยามค่ำคืน ณ ห้องหนังสือลับภายในจวนอัครเสนาบดีเก่า แสงเทียนสลัวสาดส่องกระทบใบห
รุ่งอรุณวันถัดมา บรรยากาศรอบพระราชวังหลวงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและขรึมขลัง บรรดาบัณฑิตและขุนนางหนุ่มผู้มีชื่อเสียงจากทั่วสารทิศต่างทยอยเดินเข้าสู่ "ท้องพระโรงสอบหลวง" สถานที่ชี้ชะตาอนาคตของขุนนางในราชสำนัก ทุกคนต่างถือหีบใส่กระดาษพู่กันและตำราอนุญาตตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดใต้เท้าเผิง ยืนกอดอกมองดูจิ่งโม่หยวนเดินเข้ามาด้วยสายตาเหยียดยิ้มและแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย 'ไอ้เด็กหนุ่มจิ่งโม่หยวน วันนี้คือจุดจบของอนาคตเจ้า เตรียมตัวรับข้อหาทุจริตและถูกเนรเทศออกจากราชสำนักได้เลย!ปึง!! ปึง!! ปึง!!”เปิดข้อสอบ!!“เมื่อเสียงกลองประกาศเริ่มต้นการสอบดังขึ้น บัณฑิตทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาเขียนคำตอบลงบนกระดาษสาแผ่นใหญ่ตามโจทย์ข้อสอบหลวงอันยากยิ่ง ภายในห้องสอบเงียบสงบได้ยินเพียงเสียงพู่กันกระทบกระดาษแผ่วเบา“เป็นจริงดั่งหว่านหรงว่า เรื่องค้าทาสแบถูกกฏหมายจริงๆ” เมื่อเห็รหัวข้อ เขานึกขอบคุณภรรยาที่รัก ที่ฉลาดปราดเปรื่องจนเขาอยากให้นางมาเรียนด้วยกันเสียให้รู้แล้วรู้รอดผ่านไปราวสองชั่วยาม ใต้เท้าเผิงที่ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในขุนนางผู้ตรวจการณ์เดินตรวจแถวมาหยุดลงที่โต๊ะสอบของจิ่งโม่หยวน ทันใดนั้น
ความฉลาดเฉลียวและมุมมองอันกว้างไกลของหว่านหรงมักจะช่วยชี้แนะแนวคิดที่เป็นประโยชน์ให้แก่สามีอยู่เสมอ ทำให้บทความและข้อสอบของเขาโดดเด่นเหนือขุนนางคนอื่นๆทว่า ความสำเร็จและความโดดเด่นของจิ่งโม่หยวนกลับกลายเป็น "หนามยอกอก" ของใครหลายคนในกรมอาญา โดยเฉพาะ "ใต้เท้าเผิง" ขุนนางรุ่นพี่ผู้มีอำนาจและหมายตาตำแหน่งจอหงวนรวมถึงตำแหน่งเสนาบดีกรมอาญามานานหลายปีภายในห้องทำงานส่วนตัวที่อับทึบ ใต้เท้าเผิงนั่งหน้าดำคร่ำเครียดจ้องมองรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบคัดเลือก โดยมีชื่อของจิ่งโม่หยวนอยู่เป็นอันดับต้นๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความริษยาและเคียดแค้น"เจ้าเด็กจิ่งโม่หยวนนี่มันช่างบังอาจนัก! อายุยังน้อยแต่กลับสร้างผลงานจนเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิ หากปล่อยให้มันสอบผ่านจอหงวนในครั้งนี้ ตำแหน่งขุนนางใหญ่ในอนาคตก็คงไม่พ้นมือมันแน่!" ใต้เท้าเผิงกัดฟันกรอด ทุบโต๊ะเสียงดังด้วยความเจ็บใจที่ปรึกษาข้างกายรีบก้มตัวกระซิบด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า "เรียนใต้เท้า หากเราจะรอให้มันสอบแพ้ด้วยความสามารถคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฝีมือของมันเป็นที่ประจักษ์ แต่... ถ้าหากเราใช้แผนสกปรก ทำให้มัน 'พลาดพลั้ง' ในสนามสอบล่ะขอรับ?""แผน







