Masukว่านเฟยเฟิ่งที่นอนต่อไม่ได้ลุกขึ้นมาจัดการงานของตนเองที่จำเป็นต้องทำให้เรียบร้อย เพราะอุบัติเหตุเมื่อวานจึงทำให้เธอตัดสินใจขายแค่สปาเกตตีที่เตรียมไว้แล้ว และไม่ทำมันต้มราดซอส ส่วนอาหารหวานเปลี่ยนมาทำแป้งโมจิที่นึ่งล่วงหน้า แล้วค่อยไปย่างและทาซอสตามที่ลูกค้าเลือกหน้าร้าน
วันนี้เธอกล้าจุดไฟเองแล้ว จึงไม่ต้องไปปลุกให้ใครมาช่วยเหลือ แป้งโมจิถูกผสมขึ้นอย่างคล่องแคล่ว โชคดีที่ระหว่างมาเป็นนักเรียนทุนเธอมักจะทำงานพิเศษในร้านอาหารต่างๆ ควบคู่ไปเสมอ จึงมีฝีมือมาหากินได้เช่นนี้
เมื่อผสมดีแล้วก็ถูกนำไปนึ่ง ระหว่างรอเฟยเฟิ่งก็ไม่ได้ทิ้งเวลาให้ว่างเปล่าตั้งอีกหม้อเพื่อทำซอสเค็มก่อนทันที น้ำมันเล็กน้อยและกระเทียมสับละเอียดถูกผัดจนส่งกลิ่นหอม จากนั้นน้ำเปล่าที่ใกล้หมดโอ่งเต็มทีถูกตักใส่หม้อตามด้วยน้ำปลา ซอสถั่วเหลือง น้ำตาล และเกลือ เฟยเฟิ่งคนจนน้ำตาลละลาย เธอก็ซอยต้นหอมตามลงไป
หลังคนจนเดือดรอบหนึ่งแล้วก็ใส่แป้งข้าวโพดตามลงไปเล็กน้อยให้ตัวซอสเหนียวขึ้น เมื่อเหนียวได้ทีก็ยกลงแบ่งเป็นสองถ้วย ถ้วยหนึ่งปิดให้เรียบร้อย ส่วนถูกที่สองเฟยเฟิ่งสับพริกให้ละเอียดแล้วใส่ลงไป ได้มาเป็นซอสเค็ม และซอสเผ็ดจากการลงมือทำครั้งเดียว
ส่วนซอสหวานเฟยเฟิ่งตัดสินใจทำซอสรสส้ม ส้มที่เธอซื้อมาถูกน้ำมาคั้นน้ำไว้ทำซอสเกือบทั้งหมด แต่เมื่อเห็นว่ายังเปรี้ยวไม่พอก็เพิ่มส้มจี๊ดเธอเพิ่งเห็นว่ามีปลูกหน้าบ้านตามลงไปด้วย จากนั้นก็เติมน้ำตาลน้ำเปล่า และแป้งข้าวโพดให้จับตัว ชิมรสชาติจนมั่นใจ รายการขายวันนี้ก็ใกล้จะครบถ้วน
“เธอทำอะไรอยู่” เสียงของหญิงวัยกลางคนถามขึ้น
“ทำของไปขายน่ะสิ ไว้ฉันจะทิ้งไว้ให้ป้าชิมนะ”
“ไม่ได้ขายอย่างเดิมหรอกเหรอ” ซูเจินขมวดคิ้วสงสัย
“ฉันกลัวลูกค้าจะเบื่อเอา รอฉันคิดอาหารคาวออกเดี๋ยวก็คงจะเปลี่ยน หมุนเวียนไปเรื่อยๆ ลูกค้าจะได้ตั้งตารอดูด้วย” เฟยเฟิ่งยิ้มเปิดดูแป้งที่นึ่งไว้ว่าพร้อมเอามาทุบและปั้นแล้วหรือยัง
ในระหว่างที่เฟยเฟิ่งกำลังยกแป้งนึ่งลงมา จื่อซวานก็เดินมาดูที่หลังบ้านพอดี และเขาเดินไปส่องโอ่งใส่น้ำเป็นอย่างแรก
“จะหมดแล้ว” จื่อซวานกล่าวก่อนจะหันมามองเฟยเฟิ่ง “วันนี้น้าเฟิ่งไปกับซูลี่สองคนนะ ผมต้องตักน้ำ”
“ไปตักเองเลยเหรอ”
“ปกติจะเป็นจื่อหาน หรือว่าฉัน แต่ปีนี้ขาของฉันไม่ได้จริงๆ จื่อซวานเลยเป็นคนทำเวลาที่จื่อหานไม่อยู่” ซูเจินพูดออกมาจากในบ้าน
“ไม่เหนื่อยเหรอ น้าไปช่วยดีกว่า”
“น้าไปหาเงินเถอะ แค่เดินหลายรอบหน่อยไม่เป็นไร ยังไงบ้านเราก็ใกล้น้ำที่สุด”
จื่อซวานไม่พูดพร่ำหยิบถังแล้วเดินออกจากบ้านไปทันที แหล่งน้ำที่ว่าอยู่หลังที่ดินที่เฟยเฟิ่งเช่าเพิ่มไปไม่ไกลนัก เธอจึงสบายใจที่จะให้เด็กน้อยไปในเวลานี้ เพราะหากไกลกว่านี้อย่างไรก็ต้องไปด้วย เพราะเธอไม่มีทางรู้ได้เลยว่าฆาตกรของหมู่บ้านนี้ จะเริ่มลงมือครั้งแรกในอีกห้าปีข้างหน้าจริงหรือไม่ นั่นเป็นแค่โครงกระดูกที่เก่าที่สุดที่ขุดพบก่อนเธอจะตายเท่านั้น
ระหว่างเด็กน้อยขนน้ำ เฟยเฟิ่งก็ปั้นแป้งให้เป็นก้อน วางให้ห่างกันเล็กน้อยผึ่งลมเย็นไว้ เมื่อปั้นเสร็จทั้งหมดซูลี่ก็ออกมาพอดี เฟยเฟิ่งจึงไปจัดของเข้ารถเข็น และสั่งให้ซูลี่คอยดูไม่ให้มีแมลงมายุ่งกับโมจิก้อน เมื่อจัดของเสร็จก็เร่งไปตักน้ำช่วงเด็กน้อย กว่าจะเสร็จก็เกือบล้าง แต่ก็ยังพอจะล้างหน้าแปรงฟันไปตลาดกันทันทุกคน
“เด็กๆ ยื่นมือออกมา” เฟยเฟิ่งสั่งเมื่อวางส่วนที่แยกไว้ให้แม่สามีเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“น้าจะตีเหรอ ซูลี่ไม่เห็นแมลงจริงๆ นะคะ” ซี่ซูลี่แบะปากคล้ายว่าจะร้องไห้
“ใช่ที่ไหนกันนี่ค่าแรงเมื่อวาน น้ามาคิดดูแล้วคนทำงานควรได้เงิน” เงินหนึ่งหยวนถูกวางลงในมือเด็กทั้งสองคน
“แล้วงานบ้านได้เงินด้วยไหมครับ” จื่อซวานตาเป็นประกาย
“บ้านคือที่ที่เราอยู่ ใครอยู่ในบ้านต้องช่วยกันดูแล ค่าจ้างจะได้เฉพาะเมื่อเป็นการไปขายของ หรือไปช่วยน้าในบ้านผัก” เฟยเฟิ่งอธิบายออกไป
“แต่ถ้าไปโรงเรียนแล้วยังช่วยงานบ้านอยู่เหมือนเดิมน้าจะให้เงินเพิ่ม เพราะถือว่ามีสองหน้าที่”
“เข้าใจแล้ว ตอนนี้มีหน้าที่เดียวไม่ได้เงิน” จื่อซวานสรุปออกมา
“ก็ประมาณนั้น”
“ก่อนซื้อของต้องขอน้าไหมคะ” ซูลี่ถามออกมาบ้าง
“เงินของพวกเธอ จะใช้ยังไงก็ได้ตามใจชอบ แต่ใช้แล้วคุ้มค่าไหมก็ต้องคิดให้ดี จะใช้ให้หมดในวันเดียว หรือจะสะสมไว้ซื้อของที่ต้องการก็ได้”
ว่านเฟยเฟิ่งพูดแค่นั้นก็ดันตัวเด็กทั้งสองออกไปจากบ้านทันที เพราะอย่างไรก็ต้องรีบไปขายของที่ตลาด โดยที่ไม่รู้เลยว่าคำสอนของเธอไปขัดใจย่าของเด็กๆ ที่รู้สึกว่าควรจะต้องเก็บไว้ไม่ใช้ และนำมาตอบแทนบุญคุณญาติผู้ใหญ่ต่างหาก
“ไม่ได้นะ เงินตั้งหนึ่งหยวน เด็กไม่ถึงสิบขวบ…ฮึ่ย ฟังบ้างสิ จะมาตามใจหลานฉันให้เป็นคุณหนูคุณชายอย่างเธอไม่ได้นะ” ซูเจินพยายามจะเดินตามออกไปแต่เพราะข้อเข่าก็ไม่อาจตามไปพูดได้อย่างใจ
แต่แม้จะรีบแค่ไหนว่านเฟยเฟิ่งก็ยังต้องหยุดมอง เพราะหน้าบ้านอันบัดนี้มีเสียงประทัดดังขึ้นต่อเนื่อง และมีผู้คนมามุงดูอยู่มากมาย
“ร้านชำบ้านอันยินดีต้อนรับทุกท่าน ร้านเราเปิดทั้งเช้าและบ่าย มาเวลาไหนสะดวกเวลานั้น!” เสียงของอันส่งจื่อดังขึ้น และเขาจงใจมองผ่านฝูงชนมายังว่านเฟยเฟิ่งที่เข็นรถผ่านหน้าบ้าน
“ดีจริงๆ ใกล้บ้านฉันกว่าบ้านซีเยอะ”
“มีสองร้านแบบนี้ต้องลดราคาแข่งกันแล้ว”
“จริงๆ แม่พูดถูกที่สุดต้องแข่งกันให้ดี”
ว่านเฟยเฟิ่งรู้ดีว่าการซื้อของราคาส่งมาขายราคาปลีกนั้นเป็นธุรกิจที่ใครๆ ก็ทำได้ขอแค่มีเงินทุน และไม่นานคงถูกลอกเลียนแบบ แต่ก็ไม่คิดเช่นกันว่าวันที่ว่าจะมาถึงเร็วเช่นนี้
“น้าเฟิ่งเราจะทำยังไงดี พวกบ้านอันทำตามเราแล้ว ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองรึไงกัน” ซีจื่อซวานพูดออกมาอย่างแค้นใจ
“พวกบ้านอันนิสัยไม่ดี” ซูลี่หันไปด่าเสียงเบาให้พอได้ยินกันเพียงสามคน
“เอาเถอะเมื่อมีหนึ่งย่อมมีสอง เราทำได้คนอื่นก็ทำได้ เราแค่ต้องตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์กับลูกค้า ต่อไปใครจะซื้อร้านไหนก็สิทธิ์ของเขา เราแค่ต้องทำให้ดีที่สุด”
ว่านเฟยเฟิ่งไม่กลัวการแข่งขันเด็กบริหารจากยุคสองพันยี่สิบห้าย่างเธอไม่กลัวชาวบ้านที่ทำได้แค่เดินตามเธอแน่ ลูกไม้การตลาดในหัวของเฟยเฟิ่งยังมีไม่รู้จบ เหมือนที่ร้านขายผักมีมากมายหลายร้าน แต่เหตุใดร้านผักป้าจูเหมยจึงเป็นอันดับหนึ่งเล่า การตลาดของป้าจูคือคุณภาพสินค้าและข่าวซุบซิบ การตลาดของเธอคือสิ่งใดก็ต้องคอยค้นหาไป
ส่วนร้านของแห้งที่ไม่ทำตามที่รับปากไว้ เธอก็จดไว้ในใจแล้วเช่นเดียวกัน วันข้างหน้าหากมีร้านมากขึ้น หรือตัวเธอสามารถเข้าไปซื้อในเมืองได้ก็คงถึงเวลาตัดขาด
“ว่านเฟยเฟิ่งมาเร็วเข้า ป้าจองที่ข้างกันไว้ให้แล้ว”
เมื่อนึกถึงก็ได้พบหน้าในทันที จากคนที่ด่ากันลั่นตลาด ยามนี้กลับกลายมาเป็นคนที่ดูสนิทสนมกันเสมือนป้าหลานร่วมวงศ์ตระกูล เพราะการทวงชื่อเสียงที่เสียหายเมื่อยี่สิบปีที่แล้วคืนให้แก่สตรีผู้นี้จึงเป็นบุญคุณที่ผูกโยงให้จูเหมยเปลี่ยนมุมมองทุกอย่างที่มีต่อเฟยเฟิ่งไปทั้งหมด
“ขอบใจจ้ะ ทำเลตรงนี้ดีจริงๆ ใครก็ต้องผ่านมา” เฟยเฟิ่งยิ้มกว้างออกมาว่าวันนี้ไม่ต้องให้เด็กทั้งสองวิ่งตะโกนหาลูกค้าแล้ว สามารถอยู่ล้างจานหลังร้านได้สบายๆ เลย
“เอ๋…นั่นมีคนมาขายกับข้าวเพิ่มด้วย คุ้นๆ ว่าเป็นคนหมู่บ้านฉันที่แต่งไปบ้านอันรึเปล่า” จูเหมยกระซิบเบาๆ
“คงใช่ค่ะ วันนี้เป็นร้านขายของหน้าบ้านเหมือนฉัน ส่งสะใภ้ออกมาขายกับข้าว คงตั้งใจจะเปิดศึกเต็มที่”
ว่านเฟยเฟิ่งมองหน้าคนที่ยืนอยู่ฝั่งบ้านอันตอนมาหาเรื่องเธอเมื่อวานไม่วางตา สายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าแบบที่ร่างนี้เคยชินและใช้มองคนอย่างเหยียดหยามมาเสมอ
“มองทำไม ฉันหน้าเหมือนบุพการีคนไหนของเธอกัน”
“ไม่นะ พ่อแม่ฉันไม่ได้หน้าเหมือนหมา” เฟยเฟิ่งยกยิ้มพร้อมกับยักคิ้วกวนประสาทส่งไปให้ผู้หญิงที่เธอก็ยังไม่รู้ว่าเป็นภรรยาของใครในบ้านอัน
บทพิเศษ 3 ทารกฝาแฝดช่วงหัวค่ำของคืนปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นสบาย แต่ในห้องนอนของเฟยเฟิ่งกลับเต็มไปด้วยความร้อนรุ่มและความอึดอัดของคนท้องแก่ใกล้คลอดเต็มที เธอนอนตะแคงข้างพร้อมลูบท้องกลมโตเบาๆ ความรู้สึกหนักและแน่นกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก ท้องแฝดไม่เคยปล่อยให้เธอสบายอยู่แล้ว คืนนี้ก็เช่นกัน เธอพยายามจนข่มตาลงได้แต่แล้วเฟยเฟิ่งก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่ไหลออกมาตามขา เธอรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ คิดในใจว่าคงเป็นเพราะแรงกดจากท้องแฝดจนทำให้เธอเผลอฉี่แตก แต่เมื่อเธอขยับตัวเพียงนิด น้ำอุ่นๆ ก็ไหลเพิ่มขึ้นอีก ความจริงแล่นวาบขึ้นมาทันที“ไม่นะ นี่มันน้ำคร่ำ!” เธออุทานเสียงสั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปเขย่าตัวสามีแรงๆ “พี่จื่อหาน! จื่อหาน สามี! ตื่นเร็วเข้า!”
บทพิเศษ 2 นายพลจ้วงได้สะใภ้กลางเสียทีแม้ชีวิตของลูกชายคนกลางและลูกสะใภ้จะเป็นไปได้ด้วยดี แต่จ้วงไป่ชิงก็ยังไม่ค่อยพอใจ เพราะฝั่งลูกชายก็ขยายร้านวัสดุไปเจ็ดสาขาในห้ามณฑลแล้ว ทั้งยังจัดตั้งโรงงานทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้เฟยเฟิ่ง ขยายการเพาะปลูกสมุนไพรและดอกไม้ จนต้องว่าจ้างคนทั้งหมู่บ้าน ในโรงงานเองก็ผลิตสินค้ากันไม่ได้หยุดหน่อย เพราะร้านความงามสู่ขยายไปแล้วสิบสาขาในหลายมณฑลด้านฝั่งลูกสะใภ้ก็เรียนหนังสือได้ดีจนโล่งอก คิดหาลู่ทางหาเงินได้เป็นสิบเป็นร้อยวิธี จนจ้าวหลงเองก็ลาออกจากราชการมาเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วเช่นกัน เพราะฟังเฟยเฟิ่งมามาก จนเกิดแรงบันดาลใจ แม้จะมีแต่คนบ้างานอยู่รอบตัวไป่ชิง แต่เมื่อไปเทียบกับลูกคนโตที่ภรรยาอย่างฟางลี่กำลังจะคลอดลูกคนแรก และอิงลี่ที่กำลังจะมีทายาทคนที่สอง ทำให้ไป่ชิงเริ่มกลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้าหลานที่เกิดจากสะใภ้คนนี้
บทพิเศษ 1 นักศึกษาว่านผ่านไปหนึ่งปี เฟยเฟิ่งเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่ในคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่อยากเรียนบริหารธุรกิจแบบที่เคยจบมาแล้วในภพเก่า เธอไม่ได้ไปเรียนในเป่ยจิงอย่างที่เคยบอกจื่อหานไว้ แต่เธอเลือกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับฮวาจู แม้ว่าคะแนนจะเพียงพอให้เลือกเรียนที่ไหนก็ได้ตามต้องการ แต่เมื่อดูความจำเป็นในชีวิตแล้ว การเรียนในเซี่ยงไฮ้สะดวกกว่ามาก และไม่ห่างจากหมู่บ้านชิวหลินมากเกินไปนั่นทำให้เฟยเฟิ่งยังสามารถผลิตน้ำตบ และครีมส่งขายให้กับร้านยาสู่ได้ดังเดิม และสู่มู่ไป๋เองก็ติดคนรักของตนมาก มารับส่งไปกลับที่บ้านเธอ และบ้านใหญ่ซีอยู่บ่อยๆ จื่อหานและเฟยเฟิ่งจึงสามารถติดรถกลับไปที่หมู่บ้านได้สะดวกทุกครั้ง จื่อหานคอบกลับไปดูความเรียบร้อยของเห็ด และแปลงดอกไม้ที่จ้างพี่ชายดูแลเต็มเวลา ส่วนเฟยเฟิ่งก็ผลิตสินค้าของตัวเองไปตามกำลัง
บทที่ 125 รำคาญค่ำคืนนี้ครอบครัวเล็กซีก็ยังต้องอยู่ในบ้านหลังเดิมต่อไปอีกหนึ่งคืน เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราว รถไฟไปเซี่ยงไฮ้ก็หมดรอบไปแล้ว เสียงแมลงร้องดังเหมือนอย่างทุกวัน อากาศเย็นยามกลางคืนพัดผ่านกระทบผิว เฟยเฟิ่งไม่สามารถข่มตานอนหลับได้ เธอพลิกตัวไปมาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้น ขยับตัวอย่างเบามือ ระวังไม่ให้จื่อหานตื่น เพื่อไปแง้มประตูแอบดูลูกๆในความมืดสลัวที่มีเพียงแสงจากพระจันทร์ลอดเข้ามา จื่อซวานและซูลี่นอนหลับสนิทอย่างสบายไร้กังวล เสียงลมหายใจเบาๆ ของเด็กทั้งสองทำให้หัวใจของเฟยเฟิ่งค่อยๆ อ่อนลง แม้จะรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยดี เธอกลับยังวางใจไม่ได้ อารมณ์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักและความกลัวประหลาดๆ ทำให้เธอเอียงหัวพิงกรอบประตู จ้องมองภาพเด็กทั้งสองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องตรวจสอบให้แน่ใจอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขายังอยู่ตรงหน้า
บทที่ 124 ขอเรียกว่าแม่“กรี๊ดดดดด” เสียงร้องลากยาวดังขึ้นทันทีเมื่อกระสุนปืนดังขึ้นสามนัดเลือดจากขมับและลำคอของจางเข่อซินสาดลงบนใบหน้าของเฟยเฟิ่ง รสเหล็กในปาก ทำให้ผู้ที่ถูกทำร้ายลืมเจ็บลุกขึ้นอ้วก ผลักร่างของคนร้ายที่ล้มมาทับตนเองออกไปโดยไม่มีเยื่อใย“เฟยเฟย!” ซีจื่อหานที่ต้องการวิ่งเข้ามาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขวางทางไว้ห้ามไม่ให้เขาเข้ามา แต่เพราะไม่อาจจะห้ามเฟยเฟิ่งได้เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดต้นเสียงทันทีที่ได้ยินเขาเรียก“คนที่ฆ่าพวกผู้หญิงที่หายไปคือจางเข่อซิน ฮือ เขาเป็นคนทำทั้งหมดเลย จางลี่ จานอ้าย ก็ฝีมือเขาทั้งหมด ฮึก”
บทที่ 123 ปิดฉากฆาตกร“น้าเฟิ่งบอกมาสิครับ” จื่อซวานจ้องมองหาคำตอบด้วยคราบน้ำตาที่เปรอะหน้า เขาสับสนจนไม่รู้จะวางตัวอย่างไรเสียงเด็กทั้งสองเริ่มร้องไห้ประสานกันระงมด้วยความกลัวและความสับสน เมื่อผู้ใหญ่ที่ไว้ใจ และเป็นผู้ที่ควรจะปกป้องพวกเขากลับลุกขึ้นมาทำร้ายเสียอย่างนี้จางเข่อซินส่งยิ้มเย็นที่ยกโค้งขึ้นเล็กน้อยตามมารยาทมาให้เฟยเฟิ่ง ดวงตาแฝงแววเยาะเย้ย “ว่ายังไงล่ะน้าเฟิ่ง จะบอกจื่อซวานกับซูลี่ยังไงดี”“ลุงเข่อซินคือคนที่ทำร้ายผู้หญิงที่หายไป ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร อย่ากลัวเด็ดขาด เขาคือปีศาจที่กินความกลัวเป็นอาหาร ถ้าเราไม่กลัวผู้ชายคนนี้เขาก็ทำอะไรพวกเราไม่ได้ หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้ เชื่อน้านะ”
บทที่ 110 ไล่ออกจากบ้านหน้าประตูโรงพยาบาลขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ยืนเด่นอยู่บนพื้นที่เปียกชื้นจากสายฝนที่เพิ่งจะหยุดลงไป แสงไฟสว่างจ้า จากโคมหน้าประตูสะท้อนเป็นแถบยาวบนผิวถนนเปียก รถสองคันที่ขับตามกันมาหยุดล
บทที่ 108 เกิดเรื่องที่บ้านว่าน“เกิดอะไรขึ้น”ว่านฟางลี่และว่านเฟยเฟิ่งลุกขึ้นถามทันที แม้ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไ
บทที่ 107 ลูกเมียน้อยไม่ควรมีสิทธิ์หลังเฟยเฟิ่งอาบน้ำเปลี่ยนชุดมาเรียบร้อยแล้ว ฝนก็พลันตกลงมาไม่หยุด แผนที่วางไว้วันนี้จึงต้องเลื่อนออกไปก่อน กลายเป็นวันที่คนบ้านจ้วงได้มานั่งเล่นอยู่ในบ้าน
บทที่ 100 อยากเล่นกับพี่น้องซีจงอู้ที่วิ่งหนีการไล่ตีและกระทืบของเท้าหลายคู่ หายลับไปจนเกือบถึงร้านบะหมี่ เขายอมถอดเสื้อที่มีแม่ค้าคนหนึ่งคว้าเอาไว้ได้ออก เมื่อหลุดออกมาจากวงล้อมแล้ว







