Se connecterน้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและทรงพลัง แต่มันกลับเย็นเยียบจนโรซี่สัมผัสได้แม้จะอยู่ห่างออกไป เขากวาดสายตามองไปรอบบ้านไม้กึ่งอิฐหลังเก่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี ก่อนที่สายตาคู่นั้นจะหยุดลงที่หน้าต่างที่โรซี่ยืนอยู่
โรซี่ไม่ได้หลบสายตา เธอจ้องตอบเขากลับไป นัยน์ตาคมกริบของหลิวเหว่ยไหววูบไปชั่วครู่เมื่อเห็นแววตาของภรรยาที่ปกติจะหลุกหลิกและหวาดกลัว กลับกลายเป็นแววตาที่นิ่งสงบและมีประกายแห่งปัญญา
เขาสะบัดหน้ากลับไปทางแม่ของเขา “แล้ว... เยว่ชิงล่ะครับ?”
พอได้ยินชื่อสะใภ้ อันฉีก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เธอแค่นเสียงเหอะออกมาดังๆ “จะใครเสียอีก! ก็นอนสำออยอยู่ในห้องน่ะสิ วันนี้ตกบันไดแค่นิดเดียวก็ร้องห่มร้องไห้เหมือนจะตาย งานบ้านงานเรือนก็ไม่ยอมทำ ข้าวปลาไม่หุงหาไว้รอสามีที่ไปเหนื่อยมาจากกองทัพ ช่างเป็นภรรยาที่ไม่ได้ความเสียจริง!”
โรซี่ฟังคำด่าทอเหล่านั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอหันไปหาเป่าเป้ยแล้วพยักหน้า “ไปเถอะเป่าเป้ย ไปทักทายคุณพ่อของหนูกัน”
เมื่อโรซี่เดินออกมาจากหลังม่านสู่โถงกลางบ้าน บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะเย็นลงฉับพลัน หลิวเหว่ยยืนตระหง่านอยู่ตรงกลางห้อง กลิ่นอายความกดดันจากทหารระดับสูงแผ่ซ่านออกมาจนแม่บ้านหลิวและคนรับใช้คนอื่นต้องก้มหน้า
“คุณกลับมาแล้ว” โรซี่เอ่ยสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ไม่มีความสั่นเครือเหมือนที่เยว่ชิงคนเก่าเคยเป็น
หลิวเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขามองดูภรรยาที่สวมชุดผ้าฝ้ายสีซีด มีผ้าพันแผลที่หน้าผาก แต่ท่วงท่าการยืนของเธอกลับดูสง่างามอย่างประหลาด เขาไม่เคยเห็นเธอสบตาเขาตรงๆ แบบนี้มาก่อน
“แม่บอกว่าคุณไม่สบาย” เขาพูดเสียงเย็น สายตาที่มองเธอนั้นไม่มีความห่วงใย มีเพียงความรำคาญใจที่เจืออยู่อย่างเบาบาง “ถ้ายังไม่ตาย ก็ควรจะออกไปจัดการเรื่องอาหารเย็น แม่บ้านหลิวคนเดียวทำไม่ทันหรอก”
“ฉันกำลังจะไปค่ะ” โรซี่ตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “แต่ก่อนอื่น ฉันคิดว่าคุณควรจะทักทายลูกสาวของคุณบ้างนะคะ เธอรอคุณมาทั้งวัน”
คำพูดของเธอทำให้หลิวเหว่ยชะงักไป เขาเหลือบมองเป่าเป้ยที่ยืนหลบอยู่หลังขาของแม่ เด็กน้อยยื่นมือออกมาสะกิดเขาเบาๆ “คุณพ่อขา... ยินดีที่กลับมาค่ะ”
หลิวเหว่ยเพียงแค่พยักหน้าและลูบหัวลูกสาวส่งๆ ก่อนจะหันไปหาอันฉี “ผมจะไปอาบน้ำก่อน แล้วจะลงมากินข้าว”
พอเขาก้าวเดินผ่านโรซี่ไป กลิ่นสบู่จางๆ ผสมกับกลิ่นดินและเหงื่อของผู้ชายที่ทำงานหนักลอยมาแตะจมูก เธอสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีคล้ำที่แขนเสื้อของเขา... มันไม่ใช่แค่ดิน แต่มันคือคราบน้ำมันเครื่องผสมกับออกไซด์ของเหล็ก
“ดูเอาเถอะหลิวเหว่ย! เมียแกไม่พูดไม่จา แถมยังสั่งสอนแกเรื่องลูกอีก!” อันฉียังไม่หยุดราวี “เยว่ชิง! แกยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม! ไปเข้าครัวเดี๋ยวนี้ ถ้ากับข้าวเย็นนี้ไม่ถูกปากลูกชายฉัน แกโดนดีแน่!”
โรซี่หันไปมองอันฉีด้วยสายตาที่ทำให้อันฉีต้องชะงักคำพูดไปชั่วคราว “คุณแม่คะ การเร่งรัดคนที่มีอาการกระทบกระเทือนทางสมองให้ไปทำงานใกล้ความร้อนสูง ไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาดนักนะคะ แต่ในเมื่อคุณแม่ต้องการ... ฉันจะจัดให้ค่ะ”
โรซี่ก้าวเข้าไปในครัว สมองของเธอเริ่มคำนวณสูตรอาหารยุค 80 จากความทรงจำที่เหลืออยู่บวกกับความรู้ทางเคมีของเธอ การปรุงอาหารสำหรับนักวิทยาศาสตร์คือการผสมผสานมวลสารและอุณหภูมิที่แม่นยำ
ยุค 70-80 ในจีน... วัตถุดิบจำกัด การกระจายพลังงานความร้อนไม่สม่ำเสมอ โรซี่สำรวจวัตถุดิบที่มีเพียงผักกาด แป้งหมี่ และหมูสามชั้นเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าควบคุมปฏิกิริยาเคมีในอาหารได้ รสชาติก็ไม่ใช่ปัญหา
ขณะที่เธอเริ่มลงมือล้างผักอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบผิดกับเยว่ชิงคนเดิม หลิวเหว่ยที่กำลังจะขึ้นบันไดไปอาบน้ำหยุดยืนมองเงาของภรรยาในห้องครัวจากมุมมืด
เธอเปลี่ยนไป... หลิวเหว่ยคิดในใจ แววตาของเขาซับซ้อนขึ้น ภรรยาที่เขาเคยคิดว่า ‘น่าเบื่อและไร้สติปัญญา’ คนนั้น กลับดูมีพลังบางอย่างที่น่าดึงดูดและน่าค้นหามากขึ้นอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
แต่ความเย็นชาที่สั่งสมมาหลายปีทำให้เขาปัดความคิดนั้นทิ้งไป “ก็แค่ผู้หญิงที่อยากเรียกร้องความสนใจเท่านั้น” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไป
โรซี่ไม่ได้สนใจสายตาของใคร เธอเริ่มจุดไฟในเตาฟืน (ซึ่งเธอแอบสังเกตวิธีที่ป้าหลิวทำก่อนหน้านี้และวิเคราะห์การไหลของอากาศ) ไฟเริ่มลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว
บททดสอบแรก มัดใจสามีด้วยความรู้ทางเคมี... เริ่มได้!
สายตาของเธอทอดมองไปยังมุมห้องนั่งเล่น... ที่ซึ่ง หลิวเหว่ย ในชุดสเวตเตอร์สีเข้มสบายๆ กำลังนั่งอยู่บนพรมปูพื้น ร่วมกับ หลิวเทียน ลูกชายคนโต และ เป่าเป้ย ลูกสาวตัวน้อย ทั้งสามคนกำลังช่วยกันต่อบล็อกไม้รูปทรงต่างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีเจ้าสุนัขพันธุ์ทางตัวโตนอนหมอบส่งเสียงครางฮืดฮาดอย่างมีความสุขอยู่ข้างๆ"คุณพ่อดูสิครับ! ผมต่อสำนักงานวิจัยให้คุณแม่เสร็จแล้ว!" หลิวเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ชี้ไปที่บล็อกไม้สูงทรงสวยงาม"เก่งมากหลิวเทียน" หลิวเหว่ยลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู ก่อนจะหันไปช่วยจับมือเล็กๆ ของเป่าเป้ยที่พยายามจะวางบล็อกไม้ชิ้นสุดท้ายบนยอด "ช้าๆ นะลูก... วางเบาๆ แบบนี้"เมื่อบล็อกไม้ชิ้นสุดท้ายถูกวางลงโดยไม่ล้ม เด็กน้อยทั้งสองก็ปรบมือหัวเราะร่า หลิวเหว่ยดึงลูกๆ เข้ามากอดไว้แน่นแล้วฟอดแก้มยุ้ยของลูกสาวด้วยความรักล้นอกเยว่ชิงมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มบางๆ ในใจของเธอผู้ทะลุมิติมาจากโลกยุคใหม่ อดีตนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยเชื่อมั่นแต่ในกฎเกณฑ์ทาง(ตรรกะ) ตัวเลข เหตุและผล และการคำนวณที่ต้องได้ผลลัพธ์เป็นศูนย์
"เพราะตำแหน่งนั้นมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าข้างกายฉันไม่มีเธอและลูก!" หลิวเหว่ยเอ่ยเน้นย้ำทุกคำดวงตาของเขาจ้องมองเธออย่างจริงจัง "ตอนที่เธอหนีมาที่นี่ ตอนที่ฉันต้องนั่งอยู่ในห้องทำงานใหญ่โตคนเดียว... ฉันถึงได้รู้ว่ายศถาบรรดาศักดิ์พวกนั้นมันเป็นแค่กรงขัง ยิ่งฉันสูงขึ้นไป ศัตรูก็ยิ่งมาก คนที่ฉันรักก็ยิ่งได้รับอันตราย เหมือนอย่างเรื่องของหลิวเอ๋อร์..."เขาเดินอ้อมโต๊ะไม้เข้ามาใกล้ เยว่ชิงไม่ได้ถอยหนีอีกต่อไป เธอได้แต่มองหน้าเขาด้วยความสับสนและสะเทือนใจอย่างรุนแรง"ฉันเคยคิดว่าการเป็นนายพล คือการปกป้องเธอได้ดีที่สุด" หลิวเหว่ยคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเยว่ชิง ชายหนุ่มผู้เคยเย่อหยิ่งและหยิ่งผยอง บัดนี้ยอมลดตัวลงต่ำเพื่อหญิงสาวตรงหน้า เขายื่นมือหนาไปแตะที่หน้าท้องของเธออย่างแผ่วเบา "แต่ฉันคิดผิด... การปกป้องเธอและลูกที่ดีที่สุด คือการอยู่ข้างๆ พวกเธอ ไม่ใช่การดึงพวกเธอเข้าไปในโลกอันโสโครกของฉัน""แต่คุณเป็นถึงนายพล... คุณจะมาทำอะไรที่เมืองเล็กๆ แบบนี้? คุณจะยอมกลายเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จักงั้นเหรอ?" น้ำตาของเยว่ชิงเริ่มไหลคลอเบ้าหลิวเหว่ยยิ้มบางๆ เป็นยิ้มที่
"ไม่นะ! พี่หลิวเหว่ย! เมตตาฉันด้วย! เยว่ชิง ช่วยฉันพูดหน่อยสิ! ฉันยอมเป็นรับใช้เธอตลอดชีวิตก็ได้! อย่าจับฉันไปเลย!" หลิวเอ๋อกรีดร้องอ้อนวอน ดิ้นรนสุดชีวิตขณะที่ทหารร่างใหญ่สองคนหิ้วปีกเธอขึ้นจากพื้นลี่เหมยยืนมองด้วยสายตานิ่งสงบ "สายไปแล้วหลิวเอ๋อร์... หน้ากากของเธอหลุดแล้ว และเธอกระทำความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้"เสียงกรีดร้องและเสียงสะอื้นของหลิวเอ๋อร์ค่อยๆ หายลับไปตามทางเดินยาวของอาคารสอบสวน เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันภายในห้องหลิวเหว่ยถอนหายใจยาว ความตึงเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์ผ่อนคลายลง เขาหันมาหาลี่เหมย สายตาที่เคยเย็นชาเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นและอ่อนโยนในทันที เขาเอื้อมมือไปจับมือของเธอไว้แน่น"ขอบคุณนะเยว่ชิง... ถ้าไม่ได้ความฉลาดและสายตาอันแหลมคมของคุณ ฉันคงถูกนางจิ้งจอกนั่นหลอก และอาจทำให้คุณต้องตกอยู่ในอันตรายมากกว่านี้"เยว่ชิงยิ้มบางๆ พลางบีบมือตอบนายพลหนุ่ม "ฉันบอกคุณแล้วไงคะทหาร... ว่าอย่าดูถูกภริยายุดใหม่คนนี้ ปัญหาเรื่องเสี่ยวเม่ยปลอมจบลงแล้ว ต่อไปนี้บ้านของเราคงจะสงบสุขเสียทีนะคะ"หลิวเหว่ยดึงร่างบางของภริยาเข้ามาโอ
"ที่สำคัญ... ฉันเป็นหมอ และฉันมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่า 'หน้าตา' ของเธอ มันมีความผิดปกติอย่างร้ายแรง"เยว่ชิงหันไปหากองสำลีและขวดน้ำยาเคมีบางอย่างที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเธอเป็นคนเตรียมมาเอง"นายพลหลิวเหว่ย กองกำลังสืบราชการลับของเราไปค้นพบห้องลับที่บ้านพักหลังเก่าของเธอมาครับ" สหายทหารรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "เราพบอุปกรณ์แต่งหน้าขั้นสูง ขี้ผึ้งพิเศษสำหรับเสริมสร้างรูปหน้า รวมถึงเอกสารการรับเงินจากกลุ่มกบฏชายแดน"หลิวเหว่ยตบโต๊ะดัง ปัง! เสียงนั้นเหมือนอสนีบาตฟาดลงกลางห้องสอบสวน จนเสี่ยวเม่ยสะดุ้งสุดตัว"พูดความจริงออกมา ก่อนที่ฉันจะสั่งใหักระชากหน้ากากของเธอออกด้วยตัวเอง!" เสียงทุ้มต่ำของนายพลหนุ่มเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน "สหายเสี่ยวเม่ยตัวจริง เสียชีวิตไปตั้งแต่การรบที่เนิน 404 เมื่อสามปีก่อนแล้ว... แล้วเธอเป็นใคร?!"ดวงตาของเสี่ยวเม่ยเบิกกว้างด้วยความตระหนก "ไม่... ไม่จริง! ฉันคือเสี่ยวเม่ย!""ยังจะปากแข็งอีกนะ" เยว่ชิงชุบสำลีลงในน้ำยาเช็ดเครื่องสำอางเข้มข้นที่เธอผสมขึ้นมาเอง แล้วเดินตรงเข้าไปหาเสี่ยวเม่ยอย่างรวดเร็ว"อ
"ฮ่าๆๆ... ฮ่า... ฉัน... ฉัน..." เสี่ยวเม่ยยังคงเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มสยองขวัญ ดวงตาค่อยๆ ปรือลอยและปั้นป่วน ร่างบางซูบตอบค่อยๆ ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นปูนดุจตุ๊กตาผ้าที่ถูกตัดสายป่าน!ตึ้บ!เสี่ยวเม่ยหมดสติสลบไสลลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นปูน โดยที่มุมปากยังคงมีรอยยิ้มค้างอยู่จากฤทธิ์ของก๊าซไนตรัสออกไซด์! สยบอสรพิษจนตรอกลงได้อย่างสมบูรณ์แบบในเสี้ยววินาที ด้วยปัญญาทางเคมีอันเป็นเลิศ!"เข้าล็อกตัวเดี๋ยวนี้!" ผู้ช่วยเฉินออกคำสั่งเสียงสะท้านด้วยความทึ่งสารวัตรทหารสี่นายพุ่งเข้าพันธนาการร่างที่สลบไสลของเสี่ยวเม่ย ใส่กุญแจมือเหล็กและกุญแจเท้าอย่างหนาแน่น ยกร่างของอสรพิษสาวขึ้นรถตู้ลำเลียงทหาร เพื่อนำตัวส่งศาลทหารส่วนกลางปักกิ่งรับโทษประหารชีวิตโดยไร้ซึ่งโอกาสหลบหนีอีกเป็นครั้งที่สอง!"เป่าเป้ย! ลูกแม่!" เยว่ชิงกอดลูกสาวไว้แนบอก ตรวจดูบาดแผลที่คอ พบเพียงรอยตื้นๆ เธอรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดกดซับแผลไว้ด้วยมือนิ่งสนิท"แม่จ๋า... หนูไม่กลัวค่ะ" เป่าเป้ยซบหน้าลงกับอกแม่ เอามือเล็กๆ เช็ดน้ำตาให้เยว่ชิง "คุณแม่เก่งที่ส
"ฮ่าๆๆ! เอาชีวิตแกงั้นเหรอ?" เสี่ยวเม่ยเค้นเสียงหัวเราะอย่างคุ้มคลั่ง "แกมันไร้ประโยชน์แล้วหลิวเหว่ย! นังเยว่ชิงมันรักลูกสาวคนนี้ยิ่งกว่าชีวิตมัน! ถ้าฉันฆ่านังเด็กนี่ นังเยว่ชิงมันถึงจะได้รับความทรมานเหมือนที่ฉันต้องนอนข้างถนน!"ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปืน ทหาร หรือกำลังกายภาพไม่สามารถแก้ไขได้...เยว่ชิง ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ ร่างบางเหยียดตรง แววตาของนักวิทยาศาสตร์สาวประมวลผลสภาวะวิกฤตตรงหน้าด้วยสมองอัจฉริยะที่เย็นเยียบและคมกริบดุจใบมีดโกน!“วิเคราะห์สภาวะแวดล้อม: ระยะห่างระหว่างฉันกับเสี่ยวเม่ยทิศทางลม: อากาศนิ่งภายในลานหลังบ้านที่โอบล้อมด้วยกำแพงสามด้าน สภาวะทางกายภาพของเสี่ยวเม่ย: อัตราการหายใจถี่ อัตราการเต้นของหัวใจ รูม่านตาขยายกว้าง รับสารผ่านระบบหายใจได้เร็วกว่าปกติ ข้อจำกัด: ห้ามใช้อาวุธที่มีแรงกระแทก ห้ามใช้วัตถุระเบิด”“สมการทางเคมีเพื่อการสยบฉับพลัน: การใช้ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เพื่อออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง ผสานก
โรซี่พยักหน้าช้าๆ อา... พล็อตน้ำเน่าเรื่องพันธสัญญาในสนามรบนี่เอง“แต่คุณนายใหญ่ไม่เห็นด้วยมาตลอด แกอยากให้คุณหลิวเหว่ยแต่งงานกับลูกสาวบ้านนายพลคนอื่นที่มีอำนาจเกื้อกูลกันได้มากกว่า พอเห็นคุณหนูที่ดูหัวอ่อนและ... เอ่อ... ไม่ค่อยทันคน คุณนายใหญ่จึงยิ่งได้ใจ กดขี่ข่มเหงคุณหนูทุกวิถีทาง” ป้าหลิวลดเสีย
ในเมื่อความตายในโลกก่อนเป็นเรื่องจริง และการอยู่ในร่าง ‘เยว่ชิง’ นี้ก็เป็นเรื่องจริง เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมบทบาทนี้ให้ดีที่สุด‘เยว่ชิง’ คนเดิมอาจจะอ่อนแอและถูกรังแกจนตายไปแล้ว แต่ ‘โรซี่ ลี’ คนนี้จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าว่าไร้สติปัญญาอีกเป็นอันขาด“ฉันจะไปทำครัวเดี๋ยวนี้ค่ะ” โรซี่ตอบด้วย
“แม่... แม่อย่าดุแม่จ๋าเลยค่ะ เป่าเป้ยกลัวแล้ว ฮึก...” เสียงเล็กๆ ที่สั่นเครือดังขึ้นข้างกาย แรงสะกิดเบาๆ ที่ต้นแขนทำให้โรซี่ฝืนลืมตาขึ้นมองสิ่งที่เห็นคือเด็กหญิงตัวน้อยอายุประมาณ 4 ขวบ สวมชุดผ้าฝ้ายปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิม ใบหน้าที่มอมแมมไปด้วยคราบน้ำตาดูหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด และถัดไปคือ
บทที่ 1 อัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวภายในห้องแล็บวิจัยสารเคมีขั้นสูงที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่ทันสมัย แสงไฟนีออนสีขาวนวลสะท้อนกับพื้นกระเบื้องสะอาดกริบ เสียงหึ่งๆ ของเครื่องเหวี่ยงสารปนเปไปกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่สม่ำเสมอโรซี่ ลี นักวิทยาศาสตร์สาววัย 25 ปี ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าตู้ดูดควัน ใบหน้าเรียบเฉยข







