Beranda / รักโบราณ / ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70 / บทที่ 1 ชีวิตที่แสนวุ่นวายในเมืองหลวง

Share

ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70
ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70
Penulis: sanvittayam

บทที่ 1 ชีวิตที่แสนวุ่นวายในเมืองหลวง

Penulis: sanvittayam
last update Terakhir Diperbarui: 2025-03-02 11:52:09

บทที่ 1 ชีวิตที่แสนวุ่นวายในเมืองหลวง

ยามเช้าเป็นช่วงเวลาที่แสนวุ่นวายและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นจากหลายบ้านในขณะที่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงนกร้องเบา ๆ ปะปนกับเสียงเครื่องยนต์ที่เริ่มต้นทำงาน ถนนหนทางเต็มไปด้วยรถราที่เริ่มวิ่งขวักไขว่ ยังมีเสียงแตรรถยนต์ที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราว เพิ่มความวุ่นวายให้กับบรรยากาศในเมืองหลวงเป็นอย่างยิ่ง

แสงแดดแรกของวันเริ่มสาดส่องผ่านตึกสูงระฟ้า ส่องลงมายังถนนหนทางที่เต็มไปด้วยผู้คนและรถยนต์ คนขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างเร่งรีบขับผ่านฝูงชน รถแท็กซี่สีสันสดใสรอรับผู้โดยสารอยู่ริมถนน พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารเช้าตามทางเดินเท้า กลิ่นหอมของข้าวเหนียวหมูปิ้งและกาแฟร้อน ๆ ลอยมาในอากาศ นี่จึงทำให้คนที่เดินผ่านต้องหยุดชะงักแล้วหันมามอง และก็มีหลายคนที่แวะซื้ออาหารข้างทางที่อร่อยแต่ราคาไม่แพงนักเพื่อเป็นอาหารเช้าสำหรับตัวเอง

เวลาเร่งด่วนแบบนี้ผู้คนต่างพากันรีบร้อนเดินทางไปยังจุดหมายของตนเอง บางคนสวมสูทและถือกระเป๋าเอกสาร บางคนก็สวมเครื่องแบบนักเรียนถือกระเป๋าหนังสือใบใหญ่ ทุกคนมีท่าทีเร่งรีบต่างก็มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าหรือป้ายรถเมล์แล้วแต่ความถนัดและเงินในกระเป๋าของตนเอง

เสียงประกาศจากสถานีรถไฟฟ้าดังก้องไปทั่วชานชาลา “ขบวนถัดไปกำลังจะเข้าสู่ชานชาลา”

ทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศ ผู้โดยสารต่างเร่งรีบมายืนรอที่จุดบริการเพื่อขึ้นรถไฟฟ้าที่แออัดไปด้วยผู้คน

“นี่ถ้าไม่คิดว่าใกล้จะสายแล้ว ฉันไม่ขึ้นหรอกนะรถไฟฟ้าเนี่ย แพงก็แพง เงินเดือนก็แค่นี้ ถ้าขึ้นทุกวันเงินไม่เหลือหรอก” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินมากับเพื่อนพูดขึ้น

“เอาเถอะน่าแค่วันเดียวเอง อย่าขี้เหนียวไปหน่อยเลย ระหว่างเสียเงินขึ้นรถไฟฟ้ากับโดนหักค่ามาสายอะไรจะเยอะกว่ากันเธอลองคิดสิ ไปกันเถอะรถไฟมาแล้ว” เพื่อนของเธอตอบ ก่อนจะดันหลังเพื่อต่อคิวขึ้นรถไฟฟ้าที่มาถึงชานชาลาเรียบร้อยแล้ว

เสียงสนทนาของทั้งคู่ดังเข้าหูนลินที่ยืนอยู่ไม่ไกล เธอได้ยินก็อดที่จะสงสารไม่ได้ นั่นเพราะว่าคนเมืองหลวงไม่ได้มีแต่เธอเท่านั้น ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเร่งรีบและเต็มไปด้วยความกดดัน ซึ่งคนอื่น ๆ ต่างก็เป็นเหมือนกัน

จากนั้นจึงก้าวขึ้นรถไฟฟ้าด้วยความเร่งรีบ เพราะเธอจำเป็นต้องไปถึงที่ทำงานก่อนเวลาแปดโมงเช้า

รถไฟฟ้าในช่วงเช้ามีคนแน่นไปหมด อย่าว่าแต่จะหาที่นั่งเลย แม้แต่ที่ยืนก็ยังหายาก นลินพยายามหาที่ว่างพอที่จะยืนอย่างมั่นคง เธอทอดสายตาออกไปมองเมืองหลวงที่วุ่นวายผ่านหน้าต่างรถไฟฟ้าที่สะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ ทำให้นึกถึงบ้านที่ต่างจังหวัดที่เธอจากมา

เลยคิดย้อนไปถึงบทสนทนาระหว่างเธอกับแม่ตอนที่จะมาเรียนที่กรุงเทพ ซึ่งความทรงจำเหล่านั้นยังคงชัดเจนในใจแม้ว่าจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม

“แม่ หนูจะไปกรุงเทพฯ แล้วนะ อีกสองสามวันก็จะเปิดเทอมแล้ว ตอนนี้เพื่อนที่สอบได้ที่เดียวกัน เขาก็ย้ายเข้าไปอยู่หอกันหมดแล้วด้วย” นลินบอกกับแม่ขณะที่กำลังจัดเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็นใส่กระเป๋า

แม่ของเธอยิ้มทั้งน้ำตา พร้อมกับพูดด้วยความดีใจที่ลูกสาวคนนี้กำลังจะมีอนาคตที่ดี “ไปเถอะลูก ไปหาความรู้และอนาคตที่ดี แม่อยู่ทางนี้จะเป็นกำลังใจ ให้ลูกของแม่ฝ่าฟันทุกอย่างจนถึงจุดหมายปลายทาง”

“หนูไปอยู่ที่นู่น กว่าจะกลับมาบ้านก็ช่วงปิดเทอม หนูคงคิดถึงแม่แย่เลย” เธอพูดพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา แล้วโผเข้าสู่อ้อมกอดของแม่เพื่อหาความอบอุ่น ที่หลังจากนี้เธอไม่สามารถโอบกอดได้ทุกวันอีกแล้ว

“แม่ก็จะคิดถึงหนูเหมือนกัน แต่แม่เชื่อว่านลินของแม่จะทำได้ แม่ภูมิใจในตัวลูกเสมอนะ ลูกรัก” สมรโอบกอดลูกสาวด้วยความรักและห่วงใย เธอเองพยายามซึมซับอ้อมกอดนี้ไว้ นั่นเพราะคงอีกนานกว่าจะได้กอดลูกแบบนี้อีก

“แล้วแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินนะ เดี๋ยวหนูจะเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ไม่ให้แม่ต้องลำบากทำงานหนักหาเงินส่งหนูเรียน” นลินบอกแม่อย่างมั่นใจ สีหน้าของเธอดูมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก เรื่องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เธอตั้งใจจะทำแบบนั้นจริง ๆ

“เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจะไหวเหรอลูก เดี๋ยวก็เรียนไม่ทันเพื่อนหรอก แม่กับพ่อก็ยังทำงานได้อยู่ แม่กับพ่อส่งลูกเรียนได้ ขอแค่ลูกตั้งใจเรียนให้ดีก็พอ” คนเป็นแม่เองก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเช่นกัน นางรู้ว่าการเรียนอย่างเดียวก็เหนื่อยมากแล้ว นี่ลูกสาวยังจะเรียนไปทำงานไปด้วย สมรกลัวว่าลูกสาวจะเหนื่อยเกินไป

“ได้สิจ๊ะแม่ คนอื่นเขาก็ทำแบบนี้กันเยอะแยะ แม่ไม่ต้องห่วงหรอก หนูจัดการบริหารเวลาได้ จะไม่ทำให้เสียการเรียนแน่นอนค่ะ” เธอกล่าวย้ำอย่างจริงจังอีกครั้ง หญิงสาวไม่ต้องการให้พ่อกับแม่ต้องลำบากหาเงินส่งเสียเธอเรียน เพราะท่านทั้งสองอายุไม่น้อยแล้ว

นลินคือเด็กต่างจังหวัดที่จากบ้านมาไกลเพื่อเล่าเรียนและทำงานเลี้ยงตัวเองไปด้วย เธอเติบโตมาจากครอบครัวที่อบอุ่นแต่ขัดสน และรู้ดีว่าทุกบาททุกสตางค์ที่เธอหามาได้นั้นมีค่าแค่ไหน และทุกหยาดเหงื่อที่หลั่งออกมาเป็นความภาคภูมิใจ ที่เธอสามารถแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ นลินพยายามอย่างหนักในทุกวัน เพื่อให้สามารถสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและคนที่เธอรัก

เวลาผ่านไปเมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว ด้วยความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่นเลยสามารถหางานที่ดีทำได้ หญิงสาวยังคงเลือกที่จะทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะได้เงินเดือนที่ดีเธอตั้งใจทำงานเพื่อส่งเงินกลับบ้านให้พ่อแม่และน้อง ๆ ที่ยังต้องการการสนับสนุน

แม้ว่าการทำงานในเมืองหลวงนั้นไม่ง่าย แต่เธอไม่เคยย่อท้อ ต่อให้จะต้องเผชิญกับความเหนื่อยล้าและความกดดันจากการทำงานแค่ไหนก็ตาม

ในใจของหญิงสาวนั้นมีความฝันที่เรียบง่าย เธอหวังไว้ว่าจะทำงานเพื่อเก็บเงินให้ได้สักก้อน แล้วก็จะลาออกจากงานและกลับไปเปิดกิจการเล็ก ๆ ทำที่บ้านเกิด

นลินฝันถึงการเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ หรือร้านขายขนม หญิงสาวนึกภาพที่ทำงานอยู่ในร้านของตัวเอง แค่นี้ก็มีความสุขกับการได้ทำสิ่งที่รัก และสามารถดูแลพ่อแม่ในบั้นปลายชีวิตของพวกท่านได้

หญิงสาวมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำความฝันให้เป็นจริง แม้ว่าหนทางอาจจะยาวไกล แต่เธอเชื่อว่าด้วยความพยายามและความตั้งใจ จะสามารถสร้างชีวิตที่ดีและมีความสุขได้ เธอจะไม่หยุดฝันและจะไม่หยุดเดินทางในเส้นทางที่เธอเลือก

หญิงสาวนึกย้อนกลับไปถึงเช้าวันหนึ่งที่ทำให้เธออารมณ์เสียไม่หาย ตอนนั้นเธอกำลังทำงานที่แผนกเครื่องสำอางของห้างสรรพสินค้า ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับทำหน้าตาไม่พอใจและถามถึงผลิตภัณฑ์ที่นลินไม่สามารถหาให้ได้ในตอนนั้นเพราะสินค้าหมดสต๊อก เธอจึงได้พยายามอธิบายอย่างสุภาพ แต่ลูกค้ากลับโวยวายเสียงดัง

“เธอเป็นผู้ช่วยผู้จัดการแผนกประสาอะไร ไม่มีความสามารถเลยหรือยังไง แค่นี้ก็ทำไม่ได้” ลูกค้าตะคอกใส่เธอเสียงดังอย่างไม่พอใจ

นลินรู้สึกหงุดหงิดและกดดันอย่างมาก แต่ก็ยังพยายามอธิบายอย่างใจเย็น นั่นเพราะไม่อยากถูกตำหนิหรือถูกหักเงินเดือน “ขอโทษค่ะ สินค้าตัวนี้หมดสต๊อก แล้ว แต่ถ้าคุณลูกค้าต้องการจริง ๆ ดิฉันสามารถสั่งมาให้ใหม่ได้ค่ะ”

“ไม่ต้องมาอ้างเลย ฉันไม่อยากรอ” ลูกค้าพูดพลางโยนผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในมือใส่นลินด้วยความฉุนเฉียว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    ตอนพิเศษ

    ตอนพิเศษ 5 ปีผ่านไปซ่งเจียหยวนกับซ่งเจียอี้ ตอนนี้อายุได้ห้าขวบแล้ว เป็นวัยที่เริ่มกระตือรือร้นและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก หลินเพ่ยหลันเห็นว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม จึงตัดสินใจชวนลูกชายฝาแฝดทั้งสองคนไปเยี่ยมพ่อที่กองทัพเช้าวันนั้น หลินเพ่ยหลันเตรียมตัวอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างพร้อมสำหรับการเดินทาง จัดเตรียมเสื้อผ้าที่อบอุ่นและอาหารว่างไว้ให้ลูก ๆ พร้อมทั้งเตือนพวกเขาให้ปฏิบัติตัวดี ๆ เมื่อไปถึงที่กองทัพ เป็นสิ่งที่เธอทำเองทั้งหมด ใช่แล้ว เธอเลี้ยงลูกแฝดทั้งสองคนด้วยตัวเอง แม้นายท่านผู้เฒ่าทั้งสองจะเคยส่งพี่เลี้ยงมาให้ แต่เธอก็ปฏิเสธไปเพราะอยากใกล้ชิดกับลูกๆ มากกว่าใคร ๆ “แม่ครับ เราจะได้เจอพ่อเมื่อไหร่ครับ” เสียงใส ๆ ของซ่งเจียหยวนถามด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้เขาอยู่ในชุดทหารที่ลุงๆ ซื้อมาฝาก“เย็นนี้ก็ได้เจอแล้ว พ่อจะต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่เห็นพวกเรามาเยี่ยม” หลินเพ่ยหลันตอบพร้อมกับยิ้มให้ลูกชายลูกชายทั้งสองของเธอดีใจกันมาก ที่ได้ยินข่าวว่าจะได้ไปเยี่ยมพ่อที่กองทัพ พวกเขาต่างกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ และไม่สามารถเก็บความตื่นเต้นไว้ได้

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทส่งท้าย  ครอบครัวสมบูรณ์

    บทส่งท้าย ครอบครัวสมบูรณ์หลินตงยืนนิ่งไม่พูดอะไร เขารู้ว่าเขาคงไม่มีทางเลือก เขาต้องทำเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกฆ่า“ต้องทำแบบนี้... ถ้าไม่ทำ... ฉันตายแน่ ฉันไม่ผิด” หลินตงพูดขึ้นมาเบา ๆ“ตายก็ยังดีกว่าทำแบบนี้!” นางหลิวอี้ตวาดเสียงดัง ก่อนจะวิ่งไปหยิบมีดที่วางอยู่บนโต๊ะในครัว แล้วตรงเข้ามาหาหลินตง“แกไม่รู้แกทำผิดหรืออย่างไร ลูกสาวตัวเองไม่ใช่ตัวช่วยที่จะเอามาขัดดอก แกตายซะเถอะ” นางหลิวอี้พูดจบก็เอามีดไล่ฟันไปที่สามีหลินตงตกใจและกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว “นังบ้า จะฆ่ากันเลยเหรอ หยุด หยุดเดี๋ยวนี้นะ” เขายืนสั่นด้วยความกลัวมีดในมือของภรรยา“แกทำให้ชีวิตของพวกเรามันพังหมดแล้ว พังหมด ไม่เหลืออะไร” นางหลิวอี้ยังคงกราดเกรี้ยว ทั้งที่มีดในมือสั่นไปตามอารมณ์ “แม้แต่กับลูกสาวของตัวเองแกก็ยังทำแบบนี้ได้ นี่แกเป็นพ่อประสาอะไร”“แล้วแกล่ะ ตั้งแต่แต่งกับฉันมา แกเคยช่วยอะไรฉันบ้างไหม มีแต่ใช้เงินไปวัน ๆ ที่เสี่ยวหรงมันต้องเป็นแบนี้ แกก็มีส่วนเหมือนกัน”หลินตงตะโกนสวนกลับ และขยับหลบมีดที่ภรรยาเหวี่ยงมาหาเขาอีกครั้ง “หากเป็นไปได้ ฉันก็จะไม่ทำแบบนี้เลย แต่มันไม่มีทางเลือก”นางหลิวอี้สบถคำหยาบคาย “แกจะหนี

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 64 จากลากันอีกครั้ง

    บทที่ 64 จากลากันอีกครั้งหลินเพ่ยหลันยิ้มบาง ๆ และพยักหน้าเล็กน้อยเธอรู้สึกโล่งใจที่ปัญหาในวันนี้จบลงได้โดยไม่เกิดความรุนแรง เธอหันกลับเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ซ่งเฟยหลงดูแลเรื่องราวที่เหลือซ่งเฟยหลงมองตามหลังภรรยาของเขาด้วยความรักและความห่วงใย เขารู้ว่าคนท้องไม่ควรเครียด และเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้หลินเพ่ยหลันได้มีความสุขและสบายใจในช่วงเวลานี้เมื่อหลินเพ่ยหลันเข้าไปพักผ่อนในบ้าน ซ่งเฟยหลงก็หันกลับมามองชาวบ้านที่ยังคงยืนอยู่รอบ ๆ เขายิ้มและกล่าวกับพวกเขาอย่างสุภาพ “ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจและสนับสนุนครอบครัวของเรานะครับ ผมขอให้ทุกคนกลับบ้านกันอย่างสงบสุข”ชาวบ้านพยักหน้ารับและเริ่มทยอยกลับบ้าน บรรยากาศที่ตึงเครียดเริ่มกลับมาสู่ความสงบเงียบอีกครั้งหลังจากที่เรื่องวุ่นวายทุกอย่างผ่านพ้น บ้านซ่งก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทุกคนในครอบครัวรู้สึกโล่งใจและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข ในช่วงเทศกาลตรุษจีน บ้านซ่งเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่นพวกเขาใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ ทั้งการไปไหว้พระที่วัด เพื่อขอพรให้ปีใหม่นี้เต็มไปด้วยความสุขและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งกินอาหารมงคลร่วมกัน แ

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 63 จบปํญหา

    บทที่ 63 จบปํญหาเมื่อหลินตงเอ่ยปากขอเงินจากหลินเพ่ยหลัน แต่หญิงสาวกลับมีท่าทีลังเลไม่ตอบรับในทันที หลินเพ่ยหลันมองไปยังแม่เลี้ยงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล‘กลัวว่าเงินที่ให้ไป พ่อกับน้องของเพ่ยหลันจะไม่ได้ใช้น่ะสิ แม่เลี้ยงคนนี้คงจะยึดไปหมดแน่ ๆ’ เธอยืนคิดอยู่ในใจว่าจะให้ไปดีหรือไม่ นางหลิวอี้เห็นดังนั้นก็โวยวายขึ้นมาทันที“หลินเพ่ยหลัน แกมันคนอกตัญญู พ่อของแกมาขอเงินแค่นี้ก็ไม่ยอมให้เหรอ จะต้องให้พ่อและน้องของแกอดตายก่อนใช่ไหม” น้ำเสียงของนางหลิวอี้เต็มไปด้วยความโกรธและเกรี้ยวกราด เธอพูดเสียงดังเพื่อกดดันอีกฝ่าย“ทุกคนดูสิหลินเพ่ยหลันที่ทุกคนเคยชื่นชมนักหนา พอร่ำรวยแล้วก็ไม่ยอมให้เงินพ่อของตัวเองเลย พ่อของเธอไม่มีเงินจนจะอดตายอยู่แล้ว” นางหลิวอี้พูดเสียงดัง พรัอมกับหันไปมองชาวบ้านที่เริ่มมารวมตัวกันด้วยความสงสัยชาวบ้านบางคนเริ่มซุบซิบและมองไปทางหลินเพ่ยหลันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป“จริงเหรอ หลินเพ่ยหลันทำอย่างนั้นจริงๆ เหรอ” เสียงพูดคุยเบา ๆ เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆหลินเพ่ยหลันรู้สึกอับอายและเสียใจมากที่ถูกแม่เลี้ยงของตัวเองใส่ร้ายเช่นนี้ เธอจึงพยายามจะอธิบาย “ฉันไม่ได้หมายความว่าอ

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 62 บ้านหลินมาอีกแล้ว

    บทที่ 62 บ้านหลินมาอีกแล้ว“ขอบใจนะอาเฟยที่สานฝันแทนพ่อ แค่นี้พ่อก็ภูมิใจในตัวลูกมากแล้วล่ะ แต่ถ้าหากมันลำบาก ก็อย่าหักโหมเกินไปนักนะ ความก้าวหน้าสำคัญก็จริง แต่ว่าความสุขของตัวเองก็สำคัญเหมือนกันนะลูก” ซ่งตงลี่พูดขึ้นมาอย่างห่วงใย “ครับพ่อ” ซ่งเฟยหลงพยักหน้ารับคำ “แล้วเพ่ยหลันละ เป็นอย่างไรบ้าง อยู่ที่นู่นสบายดีไหม” คราวนี้เป็นนางหยางเจี่ยที่หันมาถามลูกสะใภ้ โดยซ่งตงลี่ก็หันมาเพื่อรอฟังคำตอบด้วยหลินเพ่ยหลันยิ้มให้พ่อแม่ของสามี ก่อนจะเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง “ฉันสบายดีค่ะ อยู่ที่บ้านตระกูลจง ฉันได้ช่วยงานคุณตากับคุณลุงที่ห้างสรรพสินค้าของตระกูลด้วย ทุกอย่างก็ราบรื่นดีค่ะ” “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าพวกพี่ก็ไม่ค่อยได้พบกันบ่อยน่ะสิ คนหนึ่งอยู่ชายแดน คนหนึ่งอยู่ปักกิ่ง” ซ่งชุนเป้ยถามขึ้นมาอย่างกังวล เธอเห็นใจพี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน“ใช่แล้ว ช่วงแรก ๆ พี่เฟยหลงฝึกหนักมาก แล้วยังมีภารกิจที่ต้องไปทำนอกกองทัพอีก พวกเราก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไร มีพักหลัง ๆ ที่พี่เฟยหลงพอจะว่างได้กลับมาปักกิ่ง และพี่ก็ไปหาพี่เฟยที่เมืองชายแดนบ้าง ตอนนี้คุณตาจัดรถพร้อมคนขับไว้ให้โดยเฉพาะ

  • ทะลุมิติมาเป็นหญิงตาบอด ยุค 70    บทที่ 61 ท้อง 4 เดือนแล้ว

    บทที่ 61 ท้อง 4 เดือนแล้ว“แล้วนี่จะมาอยู่กี่วันล่ะ อยู่นาน ๆ นะ แม่จะทำของอร่อยให้กิน” นางหยางเจี่ยถามขึ้นมา เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรลูกชายกับลูกสะใภ้ก็ต้องกลับไปที่ปักกิ่ง แต่ก็อยากให้อยู่ด้วยกันสักหลายวันก่อน“นี่ก็เป็นเวลานานแล้วที่ผมกับเพ่ยหลันไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน ตรุษจีนปีที่แล้วที่ไม่ได้กลับมา ก็เพราะว่าผมมีภารกิจที่ชายแดน ครั้งนี้พวกเราจึงตัดสินใจว่าจะพักอยู่ที่บ้านหลายวันหน่อย เพื่อเป็นการชดเชยให้กับครอบครัวครับ” ซ่งเฟยหลงตอบกลับไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ดี ๆ จะได้มาด้วยพี่ขายของด้วย เพราะตอนนี้ที่ร้านยุ่งมาก ฮ่า ๆ” ซ่งชุนเหยาพูดขึ้นมาพร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข“ที่ร้านยุ่งมากเหรอคะ” หลินเพ่ยหลันขมวดคิ้วถามอย่างแปลกใจ“จะให้ไม่ยุ่งได้อย่างไรล่ะคะพี่สะใภ้ ตอนนี้พี่ใหญ่ขยายร้านค้าไปในเมืองใกล้ ๆ อีกสองสาขา แต่ละวันแค่วิ่งไปเติมสินค้าแต่ละสาขาก็แทบจะไม่มีเวลาแล้ว ยังดีที่ตอนนี้ซื้อรถยนต์แล้วและมีลูกจ้างที่ขยันและซื่อสัตย์ ไม่อย่างนั้นพี่ใหญ่ท่าจะแย่” ซ่งชุนเป้ยเป็นคนตอบคำถามนี้ของพี่สะใภ้ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม ตอนนี้กิจการของบ้านซ่งเป็นไปได้ดีมาก ซ่งชุนเหยาได้ขยายสาขาร

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status