INICIAR SESIÓNซือหนิงเดินตามฉีหนานหวังไปอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจของนางพยายามคิดหาหนทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา บุรุษผู้นี้ก็เดินนำไปอย่างเชื่องช้าเสียจริง เขาไม่เร่งรีบใด ๆ ทำให้นางต้องคอยชะลอฝีเท้าตามโดยไม่ให้ดูเร่งร้อนเกินไปเช่นกัน
นางเหลือบตามองไปทางสตรีที่เดินเคียงข้างฉีหนานหวัง ซูลี่ชายารองของเขา สีหน้าของนางแม้จะเรียบนิ่งแต่ก็ไม่อาจซ่อนความขัดใจไว้ได้ กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของนาง ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไร
แต่ดูเหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับซือหนิงเสียแล้ว!
เส้นทางที่ฉีหนานหวังพานางไปนั้น ดันผ่านสวนในเขตตำหนักขององค์รัชทายาท ตำหนักตะวันออก และก็เป็นอย่างที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น กลุ่มของพวกนางต้องเดินผ่านศาลาที่มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับคุณหนูหวง!
ซือหนิงพยายามเดินให้ชิดร่มไม้ หวังจะไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแผนการของนางกลับล้มเหลว เพราะฉีหนานหวังจงใจเดินเข้าไปทักสองคนนั้นโดยตรง
"ดื่มชาอันใดหรือ กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล"
เสียงของฉีหนานหวังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นทันที
องค์รัชทายาทแคว้นฉี ฉีหยางเฉินที่นั่งอยู่ในศาลาหันมอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและคำนับให้ผู้ที่มีศักดิ์เป็นอาของตน คำพูดดีแต่มีแววขัดเคืองซ่อนอยู่ลึก ๆ ในดวงตาที่ไม่ต้องสังเกตก็เห็นได้
"ถวายบังคมเสด็จอาพะยะค่ะ" น้ำเสียงขององค์รัชทายาทราบเรียบเป็นไปตามมารยาท
ถัดมาเป็นคุณหนูหวงที่คำนับตามด้วยท่าทีอ่อนช้อย ทว่าดวงตากลับส่องประกายความพึงพอใจ เมื่อเห็นซือหนิงที่เดินตามอยู่ข้างหลังฉีหนานหวัง นางแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยทักเสียงหวานแต่แฝงความเย้ยหยัน
"อ้าว นั่นมิใช่องค์หญิงซือหนิงหรอกหรือเพคะ?" คำพูดของนางดึงดูดสายตาขององค์รัชทายาทให้หันมามองตาม
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีหยางเฉินได้พบหน้าค่าตาของว่าที่พระชายารองของตน เย่ซือหนิง
สายตาขององค์รัชทายาททอดมองซือหนิงด้วยแววตาประเมิน สตรีตรงหน้างดงามหมดจด ดวงหน้ารูปไข่ได้สัดส่วน คิ้วเรียวงาม จมูกโด่งรั้น และดวงตาสีฟ้าที่หาได้ยากยิ่งในดินแดนนี้ แม้จะไม่ถึงกับหลงใหลทันทีที่พบเจอ
ความรู้สึกยามถูกจ้องมองจากฉีหยางเฉินนั้นทำให้ซือหนิงรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ สายตาของเขาทำราวกับค้นหาบางอย่าง สายตาปนสงสัยใคร่รู้
ซือหนิงที่พยายามจะลดตัวตนให้กลมกลืนกับฉากหลัง จำเป็นต้องก้าวออกมาด้านหน้าเพื่อถวายบังคมองค์รัชทายาทตามมารยาท
"ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันองค์หญิงสามเเคว้นเย่เพคะ"
องค์รัชทายาทพยักหน้าเล็กน้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องนางด้วยความสนใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีหวั่นไหวหรือพึงพอใจมากนัก บุคลิกของเขาแสดงให้เห็นถึงความสุขุมเยือกเย็น ทว่าแฝงไปด้วยเสน่ห์อันอันตราย ดวงตาของเขาแม้จะดูนิ่งสงบ แต่ก็ซ่อนความเอาแต่ใจที่ควบคุมไว้ภายใน
"พวกท่านมาพอดี ดื่มชาด้วยกันสักหน่อยดีหรือไม่?"
ซือหนิงกำลังคิดหาทางหลบออกไปจากสถานการณ์ที่อึดอัดนี้ นางไม่อยากขัดอารมณ์สุนทรีย์ใคร และนางก็ไม่อยากอยู่ในสงครามฝีปากกับหวงเจียถิงที่ทำหน้าบึ้งอยู่ข้างหลังอีกแล้ว
ทว่าไม่ทันที่ซือหนิงจะเอ่ยปฏิเสธ ฉีหนานหวังก็กล่าวขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อน
"ดีสิ ข้าเองก็กำลังอยากดื่มชาพอดี..."
คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าฉีหนานหวังและองค์รัชทายาทไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่กลับยอมมานั่งดื่มชาร่วมกันอย่างเป็นประวัติการณ์
"หม่อมฉันมีธุระต้องกลับไปจัดการที่ตำหนัก คงต้องขอตัว ไม่รบกวนพวกท่านเพคะ" ซือหนิงฉวยโอกาสกล่าวขึ้นก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย
นางก้าวถอยหลังเตรียมเดินออกไป ทว่าเสียงของฉีหนานหวังกลับดังขึ้น "อ้าว? แล้วเจ้ารู้ทางกลับตำหนักหรือ?"
ซือหนิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันมายิ้มจืดเจื่อน "หม่อมฉันขอให้นางกำนัลสักคนนำทางกลับก็คงไม่เป็นปัญหามากนักเพคะ"
ฉีหนานหวังหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "หาได้ง่ายเช่นนั้นไม่ นางกำนัลต่างมีหน้าที่ต้องปรนนิบัติรินชา คงไม่มีใครว่างไปส่งเจ้า นั่งลิ้มรสชาสักหน่อยก่อนเถอะ"
ซูลี่ ชายารองของฉีหนานหวังก็เสริมขึ้นด้วยรอยยิ้ม "ใช่เพคะ นี่ก็ว่าที่พระสวามีขององค์หญิงมิใช่หรือ การได้ใช้เวลาทำความรู้จักกันนับว่าเป็นเรื่องดีที่หาได้ยากยิ่ง"
ซือหนิงแม้จะยิ้มอยู่ แต่ในใจกลับรู้สึกปั่นป่วน เขาอยากนั่งดื่มชานักก็นั่งไปคนเดียวสิ เหตุใดต้องทำนางลำบากไปด้วยกันเล่า!
ซือหนิงที่กำลังจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่เว้นว่างอยู่ก็ชะงักไปกะทันหัน นางกุมท้องแล้วร้องเสียงไม่ดังเเต่ก็ไม่เบานัก "โอ๊ย...!"
ทุกสายตาหันมามองด้วยความตกใจ ซือหนิงแสร้งกล่าวอย่างอ่อนแรง "หม่อมฉันรู้สึกแน่นท้องเล็กน้อย สงสัยว่าอาหารมื้อเช้าจะย่อยไม่ดี หากดื่มชาอีกอาจจะยิ่งไม่ดีต่อร่างกาย เช่นนั้นหม่อมฉันขอกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่าเพคะ"
เรื่องสุขภาพของแขกต่างเมืองสำคัญกว่าการดื่มชาแน่ ๆ หากรู้มารยาทดีคำกล่าวของนางก็หมายถึงว่านางปวดท้องอยากเข้าสุขานั่นล่ะ เรื่องเช่นนี้ก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางได้แล้ว นางได้รับอนุญาตให้ออกไปพร้อมกับนางกำนัลนำทางหนึ่งคน
สิ่งหนึ่งที่นางได้จากการพบเจอเหล่าเชื้อพระวงศ์ในวันนี้ คือ...
ดูท่าแล้วคำบอกของขันทีขี้เมาผู้หนึ่งที่ซือหนิงมอมและสืบข้อมูลมาได้ว่าองค์รัชทายาทหยางเฉินนั้นไม่ถูกกับฉีหนานหวังด้วยเรื่องตนถูกแย่งชิงความโปรดปราณจากฝ่าบาท อีกทั้งยังไม่ถูกฉีหนานหวังที่มากด้วยอำนาจทางทหารสนับสนุนชัดเจนนั้นคือเรื่องจริงอย่างที่เลี่ยงไม่ได้ คนที่ฝักใฝ่ในอำนาจก็ไม่น่าจะพอใจที่ถูกวางให้อภิเษกกับองค์หญิงแคว้นเล็ก ๆ เช่นนางสิ
เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะองค์รัชทายาทแคว้นฉีหรือคนตระกูลหวงที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญในตำแหน่งพระชายานั้นก็ล้วนมีเหตุจูงใจให้ลงมือปลิดชีพองค์หญิงซือหนิงทั้งสิ้น
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เหตุใดฉีหนานหวังถึงดูเหมือนจงใจทำให้นางลำบากใจเช่นนั้นกัน?
...หวังว่าจะเป็นนางที่คิดมากไปเองนะ
บทที่ 5 เจตนาของบุรุษผู้นี้ช่าง...ซือหนิงเดินตามฉีหนานหวังไปอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจของนางพยายามคิดหาหนทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา บุรุษผู้นี้ก็เดินนำไปอย่างเชื่องช้าเสียจริง เขาไม่เร่งรีบใด ๆ ทำให้นางต้องคอยชะลอฝีเท้าตามโดยไม่ให้ดูเร่งร้อนเกินไปเช่นกันนางเหลือบตามองไปทางสตรีที่เดินเคียงข้างฉีหนานหวัง ซูลี่ชายารองของเขา สีหน้าของนางแม้จะเรียบนิ่งแต่ก็ไม่อาจซ่อนความขัดใจไว้ได้ กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของนาง ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไรแต่ดูเหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับซือหนิงเสียแล้ว!เส้นทางที่ฉีหนานหวังพานางไปนั้น ดันผ่านสวนในเขตตำหนักขององค์รัชทายาท ตำหนักตะวันออก และก็เป็นอย่างที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น กลุ่มของพวกนางต้องเดินผ่านศาลาที่มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับคุณหนูหวง!ซือหนิงพยายามเดินให้ชิดร่มไม้ หวังจะไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแผนการของนางกลับล้มเหลว เพราะฉีหนานหวังจงใจเดินเข้าไปทักสองคนนั้นโดยตรง"ดื่มชาอันใดหรือ กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล"เสียงของฉีหนานหวังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นทันทีองค์รัชทายาทแค
บทที่ 4 ความอยากรู้สร้างเรื่องหลังจากจบสงครามฝีปากของสตรีแล้ว ซือหนิงก็สั่งให้เมื่อซินเยว่เก็บสำรับอาหารออกไป ซูกูกูก็เดินเข้ามาหาซือหนิงทันที ทว่ากลับยังเว้นระยะห่างเล็กน้อยราวกับหวาดระแวงบางอย่าง นางกล่าวเสียงแฝงความสะใจเล็กน้อย"องค์หญิงเพคะ หากพระองค์ดำริจะอยู่ในวังหลวงและอภิเษกกับองค์รัชทายาทอย่างราบรื่นแล้วล่ะก็ ควรเอาใจคุณหนูใหญ่หวงผู้นี้เอาไว้ดีกว่านะเพคะ นางเป็นคุณหนูที่มีโอกาสขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทมากที่สุดแล้วในขณะนี้... มีโอกาสมากกว่าพระองค์ด้วยซ้ำ"ซือหนิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที ...ที่แท้ก็ว่าที่เมียหลวงหาเรื่องว่าที่เมียน้อยนั่นเอง...แม้คำแนะนำกึ่งเหน็บแนมของซูกูกูจะทำให้นางเข้าใจความจริงแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องทำตาม เพราะนางไม่ได้คิดจะขึ้นเป็นชายาขององค์รัชทายาทเสียหน่อย อีกอย่างในลิสต์ผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะต้องการปลิดชีพองค์หญิงสามฉีนั้น ก็มีองค์รัชทายาทผู้นี้อยู่ในลิสต์ผู้ต้องสงสัยสำหรับนางด้วยซ้ำซือหนิงไม่คิดตอบนางหมุนตัวเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตน"ข้าจะเข้าไปนอนพักช่วงสายสักหน่อย ไม่ต้องเฝ้าหรอกมีอะไรก็ไปทำเถอะ"ซูกูกูจ้องนางอย่างสงสัยชั่วครู่
บทที่ 3 ฝีปากใครดีผู้นั้นชนะ!เช้าวันต่อมา วันนี้สิ้นสุดบทลงโทษของซูกูกูแล้ว อากาศยามเช้าในตำหนักรับรองสดชื่นเป็นพิเศษ นางกำนัลจากวังหลวงนามซินเยว่ก็เข้ามานำอ่างน้ำมาให้ซือหนิงล้างหน้าเช่นเคยจากมุมหางตา ซือหนิงสังเกตเห็นซูกูกูยืนอยู่ห่างออกไป สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายแตกต่างจากตอนที่ไม่มีคนของแคว้นฉีอยู่ด้วย ตอนนี้ดูเรียบนิ่ง มีความนอบน้อมตามมารยาท ทว่าในแววตากลับซ่อนความขุ่นเคืองเอาไว้อย่างแนบเนียนเมื่อซินเยว่ทำเสร็จตามหน้าที่แล้วก็เตรียมจะเดินออกไปซือหนิงลอบยิ้ม ก่อนจะเรียกซินเยว่ไว้ "มื้อเช้าวันนี้มีอะไรทานบ้าง?"ซินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจเพราะปกติแล้วองค์หญิงมิเคยได้ถามเช่นนี้ นางก้มหน้าตอบตามหน้าที่ทันที"มีข้าวต้มธัญพืชเพคะ องค์หญิงมีพระประสงค์อยากให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่เพคะ?"จากหางตา ซือหนิงจับได้ว่าซูกูกูที่ยืนอยู่นั้นคงกำลังอดกลั้นไม่พอใจที่ตนข้ามหน้าข้ามตาไปสั่งการโดยตรง แต่นางทำเป็นไม่สนใจ ยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"ข้าอยากได้อาหารที่มีเนื้อสัตว์เยอะหน่อย และให้นำไปตั้งไว้ที่ศาลากลางสระน้ำ ข้าอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อยู่แต่ในห้องนอนนี
บทที่ 2 นางถูกใครปลิดชีพกันแน่สองวันผ่านไป ซือหนิงใช้เวลาช่วงที่อยู่ในบทลงโทษของซูกูกูนี้เพื่อตั้งตัว นางเฝ้าสังเกตคนรอบกายและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้ให้มากที่สุดเพราะความทรงจำที่มีนั้นเป็นเพียงนามและคนผู้นั้นคือใครยามเจอหน้าเท่านั้น ซือหนิงเรียกนางกำนัลส่วนตัวที่ดูแลภายในตำหนักมาพบในบางที มีนางกำนัลเซียวซึ่งเป็นคนจากแคว้นเย่ และอีกสองคนที่เป็นนางกำนัลจากแคว้นฉี ได้แก่ ซินเยว่และลี่หมิงสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางกำนัลกลุ่มที่มาจากแคว้นเย่อันเป็นแคว้นเดียวกันกลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้ความเคารพแม้แต่น้อย ต่อหน้าคนของแคว้นฉีพวกนางยังแสร้งเป็นข้ารับใช้ที่ดี ทว่าลับหลังกลับทำราวกับนางมิใช่องค์หญิง ซือหนิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สรุปได้ว่า คนที่นางพึ่งพาได้คือคนของแคว้นฉี หาใช่คนของแคว้นเย่ไม่แต่เรื่ององค์หญิงร่างเดิมปลิดชีพตนเองหรือคนฝ่ายไหนเป็นผู้ลงมือนั้นย่อมเป็นคนละเรื่อง...จากการสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบถาม นางพบว่าร่างนี้เป็นพระธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเย่กับนางบำเรอจากต่างแคว้น ดวงตาสีฟ้าของนางแตกต่างจากคนอื่นที่ล้วนมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มันคือเครื่องหมายที่ทำให้ร่
บทที่ 1 แน่ใจ! ว่าข้าคือองค์หญิงช่วงสายวันหนึ่ง ณ ห้องบรรทมในตำหนักรับรองของวังหลวงแคว้นฉีบนเตียงหรูหราประดับม่านบางสีอ่อน ร่างขององค์หญิงสามจากแคว้นเย่ เย่ซือหนิงนอนแน่นิ่งอยู่ ใบหน้าซีดเซียวราวไร้ชีวิต ทว่าเพียงครู่หนึ่ง เปลือกตานางค่อยๆ ขยับ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความงุนงง‘นี่มันที่ไหน?’ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในห้องกว้างขวางประดับอย่างหรูหราแต่ออกจะดูโบราณไปนิดและไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้น คลื่นความทรงจำปะทะเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายนี้ไม่ใช่ของตนก่อนหน้านี้ นางยังคงเป็นสายลับขององค์กรลับแห่งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 กำลังปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนถูกศัตรูจับได้และจบชีวิตลง… ทว่าบัดนี้เมื่อลืมตาอีกครั้ง นางกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวในยุคโบราณ!ที่สำคัญหญิงสาวนางนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นองค์หญิงลำดับที่สาม จากแคว้นเย่ เย่ซือหนิง ที่เดินทางมาพักอยู่ที่แคว้นฉีเพื่อรอกำหนดการอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทแคว้นฉีในตำแหน่งชายายังไม่ทันได้ตั้งตัวคิดพิจารณาความทรงจำอันแสนน้อยนิดที่ติดมาตอนนี้ เสียงจากนอกห้องข้างหน้าก็ดังขึ้น“สายมากแล้ว อง
บทนำคืนดึกสงัด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปในเมฆดำ ความเงียบปกคลุมทั่วตำหนักแห่งนี้ ตำหนักงดงามโอ่อ่ากลับดูมืดมนราวกับตำหนักร้างเมื่อเข้าสู่ยามกลางคืนภายในห้องบรรทม องค์หญิงสามแห่งแคว้นเย่นั่งอยู่เพียงลำพัง ร่างบางใต้ชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ รอบกายมีเพียงเงามืดเป็นสหายรัก ใบหน้างดงามราวหยกบัดนี้ไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามจับจ้องความว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณถูกดูดกลืนไปแล้วความเงียบรอบข้างสะท้อนความทุกข์ในใจของนางอย่างเด่นชัดเพียงคิดถึงความจริงที่เพิ่งล่วงรู้ หัวใจที่เคยอ่อนโยนก็ถูกบีบคั้นจนเจ็บราวกับมีมือเย็นเยียบกำเอาไว้องค์หญิงจากแคว้นเย่ของตน มาเพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉี ความจริงที่ตนถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเมืองของตนนี้ยังไม่เจ็บปวดเท่าความจริงที่เพิ่งล่วงรู้เลย...ท่ามกลางความมืดมิดนี้ ร่างบางปลิวลมค่อยๆ ลุกขึ้นจากตั่งด้วยท่าทีเชื่องช้าไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณ ไม่มีแววลังเลในดวงตา แม้กายจะอ่อนล้าแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งมั่น วันนี้นางมีสิ่งที่ต้องทำเวลาล่วงเลยสู่ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) องค์หญิงสามเย่ย่องออกจากห้องบรรทมของตำหนักรับรองในแคว้นฉี...ไร้ซึ่งนางกำน







