Se connecterซือหนิงเดินตามฉีหนานหวังไปอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจของนางพยายามคิดหาหนทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา บุรุษผู้นี้ก็เดินนำไปอย่างเชื่องช้าเสียจริง เขาไม่เร่งรีบใด ๆ ทำให้นางต้องคอยชะลอฝีเท้าตามโดยไม่ให้ดูเร่งร้อนเกินไปเช่นกัน
นางเหลือบตามองไปทางสตรีที่เดินเคียงข้างฉีหนานหวัง ซูลี่ชายารองของเขา สีหน้าของนางแม้จะเรียบนิ่งแต่ก็ไม่อาจซ่อนความขัดใจไว้ได้ กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของนาง ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไร
แต่ดูเหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับซือหนิงเสียแล้ว!
เส้นทางที่ฉีหนานหวังพานางไปนั้น ดันผ่านสวนในเขตตำหนักขององค์รัชทายาท ตำหนักตะวันออก และก็เป็นอย่างที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น กลุ่มของพวกนางต้องเดินผ่านศาลาที่มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับคุณหนูหวง!
ซือหนิงพยายามเดินให้ชิดร่มไม้ หวังจะไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแผนการของนางกลับล้มเหลว เพราะฉีหนานหวังจงใจเดินเข้าไปทักสองคนนั้นโดยตรง
"ดื่มชาอันใดหรือ กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล"
เสียงของฉีหนานหวังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นทันที
องค์รัชทายาทแคว้นฉี ฉีหยางเฉินที่นั่งอยู่ในศาลาหันมอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนและคำนับให้ผู้ที่มีศักดิ์เป็นอาของตน คำพูดดีแต่มีแววขัดเคืองซ่อนอยู่ลึก ๆ ในดวงตาที่ไม่ต้องสังเกตก็เห็นได้
"ถวายบังคมเสด็จอาพะยะค่ะ" น้ำเสียงขององค์รัชทายาทราบเรียบเป็นไปตามมารยาท
ถัดมาเป็นคุณหนูหวงที่คำนับตามด้วยท่าทีอ่อนช้อย ทว่าดวงตากลับส่องประกายความพึงพอใจ เมื่อเห็นซือหนิงที่เดินตามอยู่ข้างหลังฉีหนานหวัง นางแย้มยิ้มก่อนจะเอ่ยทักเสียงหวานแต่แฝงความเย้ยหยัน
"อ้าว นั่นมิใช่องค์หญิงซือหนิงหรอกหรือเพคะ?" คำพูดของนางดึงดูดสายตาขององค์รัชทายาทให้หันมามองตาม
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีหยางเฉินได้พบหน้าค่าตาของว่าที่พระชายารองของตน เย่ซือหนิง
สายตาขององค์รัชทายาททอดมองซือหนิงด้วยแววตาประเมิน สตรีตรงหน้างดงามหมดจด ดวงหน้ารูปไข่ได้สัดส่วน คิ้วเรียวงาม จมูกโด่งรั้น และดวงตาสีฟ้าที่หาได้ยากยิ่งในดินแดนนี้ แม้จะไม่ถึงกับหลงใหลทันทีที่พบเจอ
ความรู้สึกยามถูกจ้องมองจากฉีหยางเฉินนั้นทำให้ซือหนิงรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ สายตาของเขาทำราวกับค้นหาบางอย่าง สายตาปนสงสัยใคร่รู้
ซือหนิงที่พยายามจะลดตัวตนให้กลมกลืนกับฉากหลัง จำเป็นต้องก้าวออกมาด้านหน้าเพื่อถวายบังคมองค์รัชทายาทตามมารยาท
"ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันองค์หญิงสามเเคว้นเย่เพคะ"
องค์รัชทายาทพยักหน้าเล็กน้อย สายตาของเขายังคงจับจ้องนางด้วยความสนใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีหวั่นไหวหรือพึงพอใจมากนัก บุคลิกของเขาแสดงให้เห็นถึงความสุขุมเยือกเย็น ทว่าแฝงไปด้วยเสน่ห์อันอันตราย ดวงตาของเขาแม้จะดูนิ่งสงบ แต่ก็ซ่อนความเอาแต่ใจที่ควบคุมไว้ภายใน
"พวกท่านมาพอดี ดื่มชาด้วยกันสักหน่อยดีหรือไม่?"
ซือหนิงกำลังคิดหาทางหลบออกไปจากสถานการณ์ที่อึดอัดนี้ นางไม่อยากขัดอารมณ์สุนทรีย์ใคร และนางก็ไม่อยากอยู่ในสงครามฝีปากกับหวงเจียถิงที่ทำหน้าบึ้งอยู่ข้างหลังอีกแล้ว
ทว่าไม่ทันที่ซือหนิงจะเอ่ยปฏิเสธ ฉีหนานหวังก็กล่าวขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อน
"ดีสิ ข้าเองก็กำลังอยากดื่มชาพอดี..."
คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าฉีหนานหวังและองค์รัชทายาทไม่ค่อยลงรอยกันนัก แต่กลับยอมมานั่งดื่มชาร่วมกันอย่างเป็นประวัติการณ์
"หม่อมฉันมีธุระต้องกลับไปจัดการที่ตำหนัก คงต้องขอตัว ไม่รบกวนพวกท่านเพคะ" ซือหนิงฉวยโอกาสกล่าวขึ้นก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย
นางก้าวถอยหลังเตรียมเดินออกไป ทว่าเสียงของฉีหนานหวังกลับดังขึ้น "อ้าว? แล้วเจ้ารู้ทางกลับตำหนักหรือ?"
ซือหนิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันมายิ้มจืดเจื่อน "หม่อมฉันขอให้นางกำนัลสักคนนำทางกลับก็คงไม่เป็นปัญหามากนักเพคะ"
ฉีหนานหวังหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "หาได้ง่ายเช่นนั้นไม่ นางกำนัลต่างมีหน้าที่ต้องปรนนิบัติรินชา คงไม่มีใครว่างไปส่งเจ้า นั่งลิ้มรสชาสักหน่อยก่อนเถอะ"
ซูลี่ ชายารองของฉีหนานหวังก็เสริมขึ้นด้วยรอยยิ้ม "ใช่เพคะ นี่ก็ว่าที่พระสวามีขององค์หญิงมิใช่หรือ การได้ใช้เวลาทำความรู้จักกันนับว่าเป็นเรื่องดีที่หาได้ยากยิ่ง"
ซือหนิงแม้จะยิ้มอยู่ แต่ในใจกลับรู้สึกปั่นป่วน เขาอยากนั่งดื่มชานักก็นั่งไปคนเดียวสิ เหตุใดต้องทำนางลำบากไปด้วยกันเล่า!
ซือหนิงที่กำลังจะเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่เว้นว่างอยู่ก็ชะงักไปกะทันหัน นางกุมท้องแล้วร้องเสียงไม่ดังเเต่ก็ไม่เบานัก "โอ๊ย...!"
ทุกสายตาหันมามองด้วยความตกใจ ซือหนิงแสร้งกล่าวอย่างอ่อนแรง "หม่อมฉันรู้สึกแน่นท้องเล็กน้อย สงสัยว่าอาหารมื้อเช้าจะย่อยไม่ดี หากดื่มชาอีกอาจจะยิ่งไม่ดีต่อร่างกาย เช่นนั้นหม่อมฉันขอกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่าเพคะ"
เรื่องสุขภาพของแขกต่างเมืองสำคัญกว่าการดื่มชาแน่ ๆ หากรู้มารยาทดีคำกล่าวของนางก็หมายถึงว่านางปวดท้องอยากเข้าสุขานั่นล่ะ เรื่องเช่นนี้ก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางได้แล้ว นางได้รับอนุญาตให้ออกไปพร้อมกับนางกำนัลนำทางหนึ่งคน
สิ่งหนึ่งที่นางได้จากการพบเจอเหล่าเชื้อพระวงศ์ในวันนี้ คือ...
ดูท่าแล้วคำบอกของขันทีขี้เมาผู้หนึ่งที่ซือหนิงมอมและสืบข้อมูลมาได้ว่าองค์รัชทายาทหยางเฉินนั้นไม่ถูกกับฉีหนานหวังด้วยเรื่องตนถูกแย่งชิงความโปรดปราณจากฝ่าบาท อีกทั้งยังไม่ถูกฉีหนานหวังที่มากด้วยอำนาจทางทหารสนับสนุนชัดเจนนั้นคือเรื่องจริงอย่างที่เลี่ยงไม่ได้ คนที่ฝักใฝ่ในอำนาจก็ไม่น่าจะพอใจที่ถูกวางให้อภิเษกกับองค์หญิงแคว้นเล็ก ๆ เช่นนางสิ
เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะองค์รัชทายาทแคว้นฉีหรือคนตระกูลหวงที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญในตำแหน่งพระชายานั้นก็ล้วนมีเหตุจูงใจให้ลงมือปลิดชีพองค์หญิงซือหนิงทั้งสิ้น
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ เหตุใดฉีหนานหวังถึงดูเหมือนจงใจทำให้นางลำบากใจเช่นนั้นกัน?
...หวังว่าจะเป็นนางที่คิดมากไปเองนะ
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“หม่อมฉันขอกล่าวตามตรง หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่อาจนึกถึงเรื่องระหว่างเราได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องราวในอดีต หรือความรู้สึก... บัดนี้หม่อมฉันล้วนลืมสิ้นแล้วเพคะ”หานเซียวชะงักไปชั่วครู่อย่างไม่คาดคิด สีหน้าพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นหม่นเศร้า ไหนเลยว่าการที่นางนัดเขาเช่นนี้จะเพื่อบอกข
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก
แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย
บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้







