Masukเช้าวันต่อมา วันนี้สิ้นสุดบทลงโทษของซูกูกูแล้ว อากาศยามเช้าในตำหนักรับรองสดชื่นเป็นพิเศษ นางกำนัลจากวังหลวงนามซินเยว่ก็เข้ามานำอ่างน้ำมาให้ซือหนิงล้างหน้าเช่นเคย
จากมุมหางตา ซือหนิงสังเกตเห็นซูกูกูยืนอยู่ห่างออกไป สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายแตกต่างจากตอนที่ไม่มีคนของแคว้นฉีอยู่ด้วย ตอนนี้ดูเรียบนิ่ง มีความนอบน้อมตามมารยาท ทว่าในแววตากลับซ่อนความขุ่นเคืองเอาไว้อย่างแนบเนียน
เมื่อซินเยว่ทำเสร็จตามหน้าที่แล้วก็เตรียมจะเดินออกไป
ซือหนิงลอบยิ้ม ก่อนจะเรียกซินเยว่ไว้ "มื้อเช้าวันนี้มีอะไรทานบ้าง?"
ซินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจเพราะปกติแล้วองค์หญิงมิเคยได้ถามเช่นนี้ นางก้มหน้าตอบตามหน้าที่ทันที
"มีข้าวต้มธัญพืชเพคะ องค์หญิงมีพระประสงค์อยากให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่เพคะ?"
จากหางตา ซือหนิงจับได้ว่าซูกูกูที่ยืนอยู่นั้นคงกำลังอดกลั้นไม่พอใจที่ตนข้ามหน้าข้ามตาไปสั่งการโดยตรง แต่นางทำเป็นไม่สนใจ ยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ข้าอยากได้อาหารที่มีเนื้อสัตว์เยอะหน่อย และให้นำไปตั้งไว้ที่ศาลากลางสระน้ำ ข้าอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อยู่แต่ในห้องนอนนี่มาหลายวัน เบื่อจะแย่"
ซินเยว่รับคำสั่ง นางกำนัลผู้นี้เป็นคนของแคว้นฉี ย่อมไม่กล้าขัดองค์หญิงต่างแคว้นมากนัก จึงรีบโค้งคำนับและเดินออกไปทำตามคำสั่ง
ทันทีที่ซินเยว่พ้นจากห้องไป ซูกูกูก็รีบก้าวเข้ามา ใบหน้าที่เคยสำรวมแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
"องค์หญิง! ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่!"
ซือหนิงเลิกคิ้ว มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเย็นชา แต่ไม่ตอบ ซูกูกูขบกรามแน่น ก่อนจะก้าวเข้ามาหมายจะหยิกเนื้อใต้ร่มผ้าขององค์หญิงอย่างแรง คล้ายจะเป็นการสั่งสอนอย่างที่เคยทำเป็นประจำ
แต่ก่อนที่มือนั้นจะถึงตัว ซือหนิงเบี่ยงกายหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลุกขึ้นจากตั่งนอนในจังหวะเดียวกัน พร้อมกับง้างมือฟาดไปที่ใบหน้าของซูกูกูเต็มแรงจนเสียงฝ่ามือกระทบผิวดังสะท้าน
เพียะ!
ซูกูกูเซถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะล้มลงกับพื้น ตาเบิกกว้าง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าสตรีที่เคยเชื่อฟังกล้าทำเช่นนี้
ซือหนิงยืนตรง มองลงไปยังอีกฝ่าย สีหน้าเรียบนิ่งไร้ซึ่งความหวาดกลัวใด ๆ
"ที่นี่มันตำหนักที่ข้าเป็นเจ้านาย ข้าจะทำอันใดไม่จำเป็นต้องขออนุญาตผู้ใด!" ซือหนิงเอ่ยเสียงเย็นชา ดวงตาทอประกายคมกริบจ้องมองอีกฝ่าย
ซูกูกูโกรธจนมือสั่น รีบลุกขึ้นยืน กัดฟันแน่น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงคุมอารมณ์อย่างยากลำบาก
"องค์หญิงช่างอกตัญญูต่อแผ่นดินที่เลี้ยงดูท่านมาอย่างดีเสียจริง อย่าคิดว่าเพียงเพราะจะอภิเษกออกไปแล้วจะทำอะไรก็ได้! ครั้งนี้หม่อมฉันจะผ่อนปรนให้ก่อน แต่หากมีครั้งหน้า พระองค์ไม่เชื่อทรงเชื่อฟังเช่นนี้อีกจะต้องเสียใจเป็นแน่!"
กล่าวจบ นางก็สะบัดแขนเสื้อแรง ๆ แล้วรีบเดินออกจากห้องไปทันที
ซือหนิงมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ดวงตาทอแววลึกล้ำเต็มไปด้วยแผนการ มุมปากหยักยกสมใจ...
ขณะที่ซือหนิงกำลังกินมื้อเช้าที่ศาลากลางสระน้ำอย่างสงบนั้นเอง นางก็สังเกตเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญไม่คุ้นหน้าเดินเข้ามาจากทางเข้าด้านหน้าตำหนักรับรอง มุ่งตรงมายังศาลาอย่างไม่ลังเล
ซือหนิงเหลือบมองเล็กน้อย พบว่าผู้มาเยือนคือสตรีอ่อนเยาว์ในอาภรณ์หรูหรา สีหน้าท่าทางเปี่ยมไปด้วยความทะนงตัว นางกำนัลซินเยว่ที่ยืนรับใช้ข้างกายนางรีบเอ่ยทักอย่างรู้จักกันดีทันใด
"คารวะคุณหนูใหญ่หวงเจ้าค่ะ"
ซือหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ...คุณหนูจากสกุลหวง? นางมาหาตนทำไมกัน
หวงเจียถิงตรงหน้าเดินเข้ามาและหยุดยืนทางเข้าศาลาก่อนไล่มองสำรวจซือหนิงตั้งแต่หัวจรดเท้า และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"เช้านี้องค์หญิงเสวยของหนักเช่นนี้ ขนบธรรมเนียมจากแคว้นเย่น่าชื่นชมเสียจริงนะเพคะ"
แม้จะฟังดูเหมือนประโยคสนทนาธรรมดา แต่ความหมายแท้จริงนั้นคือการเสียดสี ว่าซือหนิงไร้กิริยาของสตรีสูงศักดิ์ มิเห็นคุณค่าของความงดงาม กินอาหารหนักตั้งแต่เช้าอย่างไม่สนรูปร่างตนทำราวกับสตรีชาวบ้านไปได้
คำกล่าวนี้ทำให้ซือหนิงที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับสตรีนางนี้เข้าใจได้ทันที ว่าคุณหนูหวงนางนี้คงเป็นคู่อริของร่างเดิมเป็นแน่ แม้ไม่รู้ว่าอริจากเหตุผลใดก็เถอะ
...เมื่อตั้งใจมาหาเรื่องกัน นางก็ไม่คิดจะปรานีเช่นกัน
ซือหนิงทำราวไม่ได้ยินเสียงคุณหนูหวง นางกันไปกล่าวกับนางกำนัลของตนแทน "เก็บสำรับเถอะ ข้าไม่มีอารมณ์กินแล้ว อยู่ดีๆ แมลงหวี่ก็มาตอมเสียได้ อาหารรสชาติดีเสียหมดเลย เฮ้อ..."
คุณหนูหวงหน้าเปลี่ยนสีทันที กระทืบเท้าก่อนจะชี้นิ้วใส่ซือหนิงทันใด "เจ้า! เจ้าก็แค่องค์หญิงแคว้นใกล้ล่ม ยังกล้ามาปากดีเช่นนี้อีก!"
ซือหนิงลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินอ้อมโต๊ะอาหารไปเผชิญหน้ากับหวงเจียถิงโดยตรง สายตาที่ส่งไปนั้นแน่วแน่และเยือกเย็น ทำให้อีกฝ่ายเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"เจ้า...เจ้าจะทำอะไร!? ข้าเป็นคุณหนูของขุนนางสำคัญแห่งแคว้นฉีนะ! หากเจ้าทำอะไรข้า ข้าจะ...จะ..." คุณหนูหวงเริ่มเสียงสั่น
ซือหนิงหยุดเดิน หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนกล่าวเสียงเรียบ "คุณหนูจากตระกูลขุนนางใหญ่มีบรรดาศักดิ์เทียบเท่าองค์หญิงหรือ? หากมิใช่ เช่นนั้นก็ควรเข้าใจเสียใหม่ว่าใครมีศักดิ์สูงกว่ากัน กิริยาเช่นนี้เป็นขนบธรรมเนียมที่คนแคว้นฉีปฏิบัติกันกระมัง"
คุณหนูหวงอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะกัดฟันกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
"เฮอะ! องค์หญิงทรงอยากลำพองนักก็เชิญเถอะ องค์หญิงที่มาจากต่างแคว้นเช่นพระองค์ จะสู้บิดาของหม่อมฉันได้อย่างไร? บิดาของหม่อมฉันมีประโยชน์ต่อแคว้นฉีมากกว่าองค์หญิงต่างแคว้นที่ไม่ต่างจากยุงที่มาดูดเลือด!"
คำพูดของหวงเจียถิงนั้นนอกจากจะไม่ทำให้ซือหนิงกลัวได้แล้วนั้นยังทำให้ซือหนิงแทบสำรอกสิ่งที่ทานเข้าไปเพราะหัวเราะอย่างนัก
"น่าขันยิ่งนัก พูดอะไรไม่ออก เอะอ่ะก็อ้างบิดา เจ้าเองมีสิ่งใดดีบ้างหรือไม่? หากไม่มี ก็รีบกลับไปเสีย ข้าไม่อยากเสียเวลาต่อปากต่อคำกับเด็กน้อยเช่นเจ้า"
คุณหนูหวงหน้าแดงก่ำจนเกือบเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ นางพยายามหาถ้อยคำมาโต้แย้ง แต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่ชี้นิ้วไปมาอย่างขัดใจ ย่ำเท้าคิดไปสักครู่ก็นึกบางอย่างออกขึ้นมาได้
"หม่อมฉันอุตส่าห์แวะมาหาพระองค์เพื่อชวนไปพบกับองค์รัชทายาทที่หม่อมฉันนัดไว้ว่าจะดื่มชาด้วยกันช่วงสายนี้ แต่หากพระองค์ทำเช่นนี้ก็คงไม่สะดวกชวนแล้ว! เหอะ"
กล่าวจบ หวงเจียถิงก็สะบัดชายแขนเสื้อ แล้วเดินจากไปทันที
ซูกูกูที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ถึงกับอึ้งมาตลอดที่ได้เห็นการโต้ตอบนี้ สีหน้าประหลาดใจที่ได้เห็นองค์หญิงสามตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาดเช่นนี้ไม่คิดว่าจะเป็นองค์หญิงหัวอ่อนผู้นั้นเลยจริง ๆ
...ซูกูกูยังคงตกใจไม่หายแม้แต่หลังจากคุณหนูหวงจากไปแล้วก็ตาม
บทที่ 5 เจตนาของบุรุษผู้นี้ช่าง...ซือหนิงเดินตามฉีหนานหวังไปอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจของนางพยายามคิดหาหนทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา บุรุษผู้นี้ก็เดินนำไปอย่างเชื่องช้าเสียจริง เขาไม่เร่งรีบใด ๆ ทำให้นางต้องคอยชะลอฝีเท้าตามโดยไม่ให้ดูเร่งร้อนเกินไปเช่นกันนางเหลือบตามองไปทางสตรีที่เดินเคียงข้างฉีหนานหวัง ซูลี่ชายารองของเขา สีหน้าของนางแม้จะเรียบนิ่งแต่ก็ไม่อาจซ่อนความขัดใจไว้ได้ กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของนาง ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไรแต่ดูเหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับซือหนิงเสียแล้ว!เส้นทางที่ฉีหนานหวังพานางไปนั้น ดันผ่านสวนในเขตตำหนักขององค์รัชทายาท ตำหนักตะวันออก และก็เป็นอย่างที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น กลุ่มของพวกนางต้องเดินผ่านศาลาที่มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับคุณหนูหวง!ซือหนิงพยายามเดินให้ชิดร่มไม้ หวังจะไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแผนการของนางกลับล้มเหลว เพราะฉีหนานหวังจงใจเดินเข้าไปทักสองคนนั้นโดยตรง"ดื่มชาอันใดหรือ กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล"เสียงของฉีหนานหวังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นทันทีองค์รัชทายาทแค
บทที่ 4 ความอยากรู้สร้างเรื่องหลังจากจบสงครามฝีปากของสตรีแล้ว ซือหนิงก็สั่งให้เมื่อซินเยว่เก็บสำรับอาหารออกไป ซูกูกูก็เดินเข้ามาหาซือหนิงทันที ทว่ากลับยังเว้นระยะห่างเล็กน้อยราวกับหวาดระแวงบางอย่าง นางกล่าวเสียงแฝงความสะใจเล็กน้อย"องค์หญิงเพคะ หากพระองค์ดำริจะอยู่ในวังหลวงและอภิเษกกับองค์รัชทายาทอย่างราบรื่นแล้วล่ะก็ ควรเอาใจคุณหนูใหญ่หวงผู้นี้เอาไว้ดีกว่านะเพคะ นางเป็นคุณหนูที่มีโอกาสขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทมากที่สุดแล้วในขณะนี้... มีโอกาสมากกว่าพระองค์ด้วยซ้ำ"ซือหนิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที ...ที่แท้ก็ว่าที่เมียหลวงหาเรื่องว่าที่เมียน้อยนั่นเอง...แม้คำแนะนำกึ่งเหน็บแนมของซูกูกูจะทำให้นางเข้าใจความจริงแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องทำตาม เพราะนางไม่ได้คิดจะขึ้นเป็นชายาขององค์รัชทายาทเสียหน่อย อีกอย่างในลิสต์ผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะต้องการปลิดชีพองค์หญิงสามฉีนั้น ก็มีองค์รัชทายาทผู้นี้อยู่ในลิสต์ผู้ต้องสงสัยสำหรับนางด้วยซ้ำซือหนิงไม่คิดตอบนางหมุนตัวเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตน"ข้าจะเข้าไปนอนพักช่วงสายสักหน่อย ไม่ต้องเฝ้าหรอกมีอะไรก็ไปทำเถอะ"ซูกูกูจ้องนางอย่างสงสัยชั่วครู่
บทที่ 3 ฝีปากใครดีผู้นั้นชนะ!เช้าวันต่อมา วันนี้สิ้นสุดบทลงโทษของซูกูกูแล้ว อากาศยามเช้าในตำหนักรับรองสดชื่นเป็นพิเศษ นางกำนัลจากวังหลวงนามซินเยว่ก็เข้ามานำอ่างน้ำมาให้ซือหนิงล้างหน้าเช่นเคยจากมุมหางตา ซือหนิงสังเกตเห็นซูกูกูยืนอยู่ห่างออกไป สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายแตกต่างจากตอนที่ไม่มีคนของแคว้นฉีอยู่ด้วย ตอนนี้ดูเรียบนิ่ง มีความนอบน้อมตามมารยาท ทว่าในแววตากลับซ่อนความขุ่นเคืองเอาไว้อย่างแนบเนียนเมื่อซินเยว่ทำเสร็จตามหน้าที่แล้วก็เตรียมจะเดินออกไปซือหนิงลอบยิ้ม ก่อนจะเรียกซินเยว่ไว้ "มื้อเช้าวันนี้มีอะไรทานบ้าง?"ซินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจเพราะปกติแล้วองค์หญิงมิเคยได้ถามเช่นนี้ นางก้มหน้าตอบตามหน้าที่ทันที"มีข้าวต้มธัญพืชเพคะ องค์หญิงมีพระประสงค์อยากให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่เพคะ?"จากหางตา ซือหนิงจับได้ว่าซูกูกูที่ยืนอยู่นั้นคงกำลังอดกลั้นไม่พอใจที่ตนข้ามหน้าข้ามตาไปสั่งการโดยตรง แต่นางทำเป็นไม่สนใจ ยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"ข้าอยากได้อาหารที่มีเนื้อสัตว์เยอะหน่อย และให้นำไปตั้งไว้ที่ศาลากลางสระน้ำ ข้าอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อยู่แต่ในห้องนอนนี
บทที่ 2 นางถูกใครปลิดชีพกันแน่สองวันผ่านไป ซือหนิงใช้เวลาช่วงที่อยู่ในบทลงโทษของซูกูกูนี้เพื่อตั้งตัว นางเฝ้าสังเกตคนรอบกายและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้ให้มากที่สุดเพราะความทรงจำที่มีนั้นเป็นเพียงนามและคนผู้นั้นคือใครยามเจอหน้าเท่านั้น ซือหนิงเรียกนางกำนัลส่วนตัวที่ดูแลภายในตำหนักมาพบในบางที มีนางกำนัลเซียวซึ่งเป็นคนจากแคว้นเย่ และอีกสองคนที่เป็นนางกำนัลจากแคว้นฉี ได้แก่ ซินเยว่และลี่หมิงสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางกำนัลกลุ่มที่มาจากแคว้นเย่อันเป็นแคว้นเดียวกันกลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้ความเคารพแม้แต่น้อย ต่อหน้าคนของแคว้นฉีพวกนางยังแสร้งเป็นข้ารับใช้ที่ดี ทว่าลับหลังกลับทำราวกับนางมิใช่องค์หญิง ซือหนิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สรุปได้ว่า คนที่นางพึ่งพาได้คือคนของแคว้นฉี หาใช่คนของแคว้นเย่ไม่แต่เรื่ององค์หญิงร่างเดิมปลิดชีพตนเองหรือคนฝ่ายไหนเป็นผู้ลงมือนั้นย่อมเป็นคนละเรื่อง...จากการสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบถาม นางพบว่าร่างนี้เป็นพระธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเย่กับนางบำเรอจากต่างแคว้น ดวงตาสีฟ้าของนางแตกต่างจากคนอื่นที่ล้วนมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มันคือเครื่องหมายที่ทำให้ร่
บทที่ 1 แน่ใจ! ว่าข้าคือองค์หญิงช่วงสายวันหนึ่ง ณ ห้องบรรทมในตำหนักรับรองของวังหลวงแคว้นฉีบนเตียงหรูหราประดับม่านบางสีอ่อน ร่างขององค์หญิงสามจากแคว้นเย่ เย่ซือหนิงนอนแน่นิ่งอยู่ ใบหน้าซีดเซียวราวไร้ชีวิต ทว่าเพียงครู่หนึ่ง เปลือกตานางค่อยๆ ขยับ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความงุนงง‘นี่มันที่ไหน?’ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในห้องกว้างขวางประดับอย่างหรูหราแต่ออกจะดูโบราณไปนิดและไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้น คลื่นความทรงจำปะทะเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายนี้ไม่ใช่ของตนก่อนหน้านี้ นางยังคงเป็นสายลับขององค์กรลับแห่งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 กำลังปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนถูกศัตรูจับได้และจบชีวิตลง… ทว่าบัดนี้เมื่อลืมตาอีกครั้ง นางกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวในยุคโบราณ!ที่สำคัญหญิงสาวนางนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นองค์หญิงลำดับที่สาม จากแคว้นเย่ เย่ซือหนิง ที่เดินทางมาพักอยู่ที่แคว้นฉีเพื่อรอกำหนดการอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทแคว้นฉีในตำแหน่งชายายังไม่ทันได้ตั้งตัวคิดพิจารณาความทรงจำอันแสนน้อยนิดที่ติดมาตอนนี้ เสียงจากนอกห้องข้างหน้าก็ดังขึ้น“สายมากแล้ว อง
บทนำคืนดึกสงัด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปในเมฆดำ ความเงียบปกคลุมทั่วตำหนักแห่งนี้ ตำหนักงดงามโอ่อ่ากลับดูมืดมนราวกับตำหนักร้างเมื่อเข้าสู่ยามกลางคืนภายในห้องบรรทม องค์หญิงสามแห่งแคว้นเย่นั่งอยู่เพียงลำพัง ร่างบางใต้ชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ รอบกายมีเพียงเงามืดเป็นสหายรัก ใบหน้างดงามราวหยกบัดนี้ไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามจับจ้องความว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณถูกดูดกลืนไปแล้วความเงียบรอบข้างสะท้อนความทุกข์ในใจของนางอย่างเด่นชัดเพียงคิดถึงความจริงที่เพิ่งล่วงรู้ หัวใจที่เคยอ่อนโยนก็ถูกบีบคั้นจนเจ็บราวกับมีมือเย็นเยียบกำเอาไว้องค์หญิงจากแคว้นเย่ของตน มาเพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉี ความจริงที่ตนถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเมืองของตนนี้ยังไม่เจ็บปวดเท่าความจริงที่เพิ่งล่วงรู้เลย...ท่ามกลางความมืดมิดนี้ ร่างบางปลิวลมค่อยๆ ลุกขึ้นจากตั่งด้วยท่าทีเชื่องช้าไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณ ไม่มีแววลังเลในดวงตา แม้กายจะอ่อนล้าแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งมั่น วันนี้นางมีสิ่งที่ต้องทำเวลาล่วงเลยสู่ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) องค์หญิงสามเย่ย่องออกจากห้องบรรทมของตำหนักรับรองในแคว้นฉี...ไร้ซึ่งนางกำน







