LOGINช่วงสายวันหนึ่ง ณ ห้องบรรทมในตำหนักรับรองของวังหลวงแคว้นฉี
บนเตียงหรูหราประดับม่านบางสีอ่อน ร่างขององค์หญิงสามจากแคว้นเย่ เย่ซือหนิงนอนแน่นิ่งอยู่ ใบหน้าซีดเซียวราวไร้ชีวิต ทว่าเพียงครู่หนึ่ง เปลือกตานางค่อยๆ ขยับ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความงุนงง
‘นี่มันที่ไหน?’
ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในห้องกว้างขวางประดับอย่างหรูหราแต่ออกจะดูโบราณไปนิด
และไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้น คลื่นความทรงจำปะทะเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายนี้ไม่ใช่ของตน
ก่อนหน้านี้ นางยังคงเป็นสายลับขององค์กรลับแห่งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 กำลังปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนถูกศัตรูจับได้และจบชีวิตลง… ทว่าบัดนี้เมื่อลืมตาอีกครั้ง นางกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวในยุคโบราณ!
ที่สำคัญหญิงสาวนางนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นองค์หญิงลำดับที่สาม จากแคว้นเย่ เย่ซือหนิง ที่เดินทางมาพักอยู่ที่แคว้นฉีเพื่อรอกำหนดการอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทแคว้นฉีในตำแหน่งชายา
ยังไม่ทันได้ตั้งตัวคิดพิจารณาความทรงจำอันแสนน้อยนิดที่ติดมาตอนนี้ เสียงจากนอกห้องข้างหน้าก็ดังขึ้น
“สายมากแล้ว องค์หญิงซือหนิงยังไม่ตื่นจากบรรทมอีกหรือ?”
เสียงของนางกำนัลผู้หนึ่งดังขึ้นด้านหน้าประตู
“องค์หญิงคงบรรทมดึกวันนี้จึงตื่นบรรทมสายไปบ้าง เดี๋ยวข้าไปปลุกพระองค์เอง” อีกเสียงหนึ่งกล่าวอย่างสุภาพ แต่ฟังดูทรงอำนาจกว่า
...ซูกูกู[1]
คลื่นความทรงจำที่พรั่งพรูเข้ามาในหัวอีกรอบ ทำให้นางเข้าใจได้ในเสี้ยวเวลา ซูกูกูคือข้าหลวงที่ติดตามนางมาจากแคว้นเย่ เป็นหญิงวัยยี่สิบต้น ๆ ที่มีอำนาจมากผู้หนึ่งในตำหนักแห่งนี้ แต่นิสัยและความสัมพันธ์ระหว่างซูกูกูและองค์หญิงซือหนิงเป็นอย่างไรนั้นไม่มีในความทรงจำเลยแม้แต่นิดเดียว
เสียงสนทนานอกประตูเงียบลง
ไม่นานนักประตูห้องบรรทมถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างมีสัดส่วนเว้าโค้งของซูกูกูที่ก้าวเข้ามาอย่างถือดี สายตาคมกริบของนางกวาดมองเย่ซือหนิงอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความยำเกรง
“ก็ตื่นบรรทมแล้วนี่ เหตุใดไม่ลุกจากเตียงเสียทีเพคะ”
“...” ซือหนิงมองผู้มาใหม่อย่างสับสน เหตุใดนางกำนัลผู้หนึ่งถึงได้ปฏิบัติตัวกับเจ้านายด้วยกิริยาเช่นนี้กัน
“เลิกสำออยได้แล้วเพคะ เอ๊ะ นั่น เหตุใดข้างพระโอษฐ์ของพระองค์มีรอยสีดำตุ่นแดง?”
เย่ซือหนิงยกนิ้วแตะที่ริมฝีปากทันที พบว่ามันเปื้อนคราบบางอย่าง เมื่อป้ายมาดูก็รู้ได้เลยว่าเป็นคราบเลือดสีเข้มจางๆ อีกทั้งนางก็รับรู้ถึงรสขมฝาดในปากได้ตั้งแต่ตื่นแล้วเช่นนั้น คาดว่าคงเป็นเพราะร่างเดิมได้รับยาพิษจึงสิ้นใจตาย...
ทว่าเพียงเสี้ยวอึดใจเดียว ซือหนิงที่ตอนนี้มีวิญญาณสายลับสวมร่างอยู่ก็รีบระงับสีหน้าของตนอย่างแนบเนียน
“อาจเป็นเพราะเมื่อคืนข้าลืมเช็ดปากหลังกินของหวานนั่นแหละ” นางกล่าวเรียบ ๆ อย่างไม่หยี่หระ ก่อนจะขยับตัวขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวเสียงนิ่ง “ซูกูกู รินน้ำชาให้ข้าหน่อย”
สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่ความนอบน้อมและรีบทำตามคำสั่งแต่อย่างใด หากแต่เป็นสีหน้าประหลาดใจของซูกูกู นางยืนกอดอกนิ่ง ดวงตาฉายแววเย้ยหยันราวกับได้ยินเรื่องตลก
“องค์หญิงไม่มีมือรินชาเองหรือเพคะ?”
เย่ซือหนิงเลิกคิ้วสมใจ คำพูดของซูกูกูทำให้นางเข้าใจบางอย่างชัดเจนขึ้นจากที่เพิ่งลองทดสอบไป
...นางได้มาเกิดใหม่ทั้งที นึกว่าจะได้สุขสบายในร่างองค์หญิงสูงศักดิ์ แต่กลายเป็นว่าฐานะองค์หญิงนี้ต่ำต้อยจนแม้บ่าวยังกล้าสั่งได้
หรือนี่อาจเป็นเหตุผลให้องค์หญิงซือหนิงผู้นี้ดื่มยาพิษปลิดชีพตนเอง?
ทว่าตอนนี้นางก็ยังไม่อาจยืนยันได้หรอกว่าเจ้าของร่างนี้ปลิดชีีพตนเองหรือใครวางยา ...สถานการณ์ที่รู้ยังน้อยเกินกว่าจะตัดสินใดใด
นางสูดลมหายใจเข้าอย่างตัดสินใจ ก่อนอื่นเลยในเมื่อจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในร่างองค์หญิงผู้น่าเวทนาผู้นี้ แต่กลับไร้ความทรงจำที่มีประโยชน์ เช่นนั้นแล้วนางจำเป็นต้องรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับองค์หญิงเย่ซือหนิงผู้นี้เสียก่อน แผนในอนาคตจะทำอันใดต่อค่อยว่าหลังจากนั้น
“ข้าตื่นแล้ว อยากล้างตัวหน่อยเจ้าออกไปก่อนเถอะ”
“เหอะ พระองค์คิดว่าทำผิดแล้วหม่อมฉันจะให้อภัยง่าย ๆ หรือเพคะ”
คำพูดแฝงความนัยทำให้ซือหนิงมองสบตาเจ้าของคำพูดอย่างฉงนกับความคาดไม่ถึงที่ได้เจอนี้อย่างไม่รู้จบ นางก็อยากรู้เหมือนกันว่าองค์หญิงผู้นี้วัน ๆ ต้องเจออันใดบ้าง
“หม่อมฉันเคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าให้พระองค์รักษาหุ่น องค์หญิงแอบเสวยเช่นนี้ ต้องได้รับการลงโทษ มิเช่นนั้นแล้วหากฮองเฮารู้เข้าอาจจะไม่พอพระทัยและลงโทษหม่อมฉันที่ดูแลพระองค์ไม่ดีได้”
ซูกูกูปรายตามองนางอย่างเย็นชา ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบแต่แฝงความเฉียบคม “เพื่อให้องค์หญิงรักษารูปโฉม ร่างกายต้องไม่อ้วนเผละ เช่นนั้นแล้วพระองค์จะต้องงดอาหารนับจากนี้ไปสามวัน เสวยได้เพียงน้ำเท่านั้น”
สิ้นคำซูกูกูสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่ใยดี ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้องค์หญิงเย่ซือหนิงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง พลางกระพริบตาปริบ ๆ อย่างเหลือเชื่อกับสิ่งที่พบเจอ
นี่ร่างนี้เป็นองค์หญิงหรือเป็นเชลยกันแน่เนี่ย?!
[1] กูกู (นางกำนัลอาวุโส) หน้าที่ควบคุมการทำงานภายในวัง คอยดูแลระเบียบและฝึกสอนนางกำนัลชั้นธรรมดา
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“หม่อมฉันขอกล่าวตามตรง หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่อาจนึกถึงเรื่องระหว่างเราได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องราวในอดีต หรือความรู้สึก... บัดนี้หม่อมฉันล้วนลืมสิ้นแล้วเพคะ”หานเซียวชะงักไปชั่วครู่อย่างไม่คาดคิด สีหน้าพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นหม่นเศร้า ไหนเลยว่าการที่นางนัดเขาเช่นนี้จะเพื่อบอกข
นับจากวันที่เกิดเรื่องที่วัดเทียนเยวี่ยนก็ผ่านมาหลายเดือนแล้ว...ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซือหนิงใช้ชีวิตยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ทั้งต้องเข้าเฝ้ารับการอบรมในวังหลวงตามพระราชโองการเพื่อเตรียมตัวเป็นพระชายา และดูแลกิจการใหม่ของนางที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วนางทยอยขายสมุนไพรหายากจนในวันนี้กิจการค้าสมุนไพรหา
“แต่ไม่เป็นไรหรอก... เราก็อยู่ของเราให้ดี หากพระนางไม่ทำให้เราเดือดร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ให้เสียแรงเช่นกัน”ถ้อยคำเหล่านั้นอ่อนโยน แต่ในดวงตาของซือหนิงกลับแน่วแน่ อย่างไรนางก็ตั้งใจไว้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งพระชายาเอกของฉีหนานหวังเพียงแค่สองปีเท่านั้น หากชายารองผู้นี้ไม่ล่วงเกินนางก็หวังว่าจะต่างคนต
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก







