تسجيل الدخولสองวันผ่านไป ซือหนิงใช้เวลาช่วงที่อยู่ในบทลงโทษของซูกูกูนี้เพื่อตั้งตัว นางเฝ้าสังเกตคนรอบกายและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้ให้มากที่สุดเพราะความทรงจำที่มีนั้นเป็นเพียงนามและคนผู้นั้นคือใครยามเจอหน้าเท่านั้น ซือหนิงเรียกนางกำนัลส่วนตัวที่ดูแลภายในตำหนักมาพบในบางที มีนางกำนัลเซียวซึ่งเป็นคนจากแคว้นเย่ และอีกสองคนที่เป็นนางกำนัลจากแคว้นฉี ได้แก่ ซินเยว่และลี่หมิง
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางกำนัลกลุ่มที่มาจากแคว้นเย่อันเป็นแคว้นเดียวกันกลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้ความเคารพแม้แต่น้อย ต่อหน้าคนของแคว้นฉีพวกนางยังแสร้งเป็นข้ารับใช้ที่ดี ทว่าลับหลังกลับทำราวกับนางมิใช่องค์หญิง ซือหนิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สรุปได้ว่า คนที่นางพึ่งพาได้คือคนของแคว้นฉี หาใช่คนของแคว้นเย่ไม่
แต่เรื่ององค์หญิงร่างเดิมปลิดชีพตนเองหรือคนฝ่ายไหนเป็นผู้ลงมือนั้นย่อมเป็นคนละเรื่อง...
จากการสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบถาม นางพบว่าร่างนี้เป็นพระธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเย่กับนางบำเรอจากต่างแคว้น ดวงตาสีฟ้าของนางแตกต่างจากคนอื่นที่ล้วนมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มันคือเครื่องหมายที่ทำให้ร่างนี้ถูกมองว่าเป็นคนนอกเสมอ และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่องค์หญิงซือหนิงถูกปฏิบัติอย่างเย็นชาเช่นนี้จากบ่าวรับใช้พวกนี้ก็เป็นได้
เรื่องนี้ทำให้ซือหนิงต้องกลับมาขบคิดเรื่องการหลบหนีจากวังหลวง หากยังอยู่ นางก็เป็นเพียงเครื่องมือ หากหนี นางก็จะถูกตามล่าจากทั้งสองแคว้นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าของร่างนี้งดงามเกินไป โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าที่เป็นจุดเด่น หากต้องการหนี นางต้องหาวิธีเปลี่ยนสีดวงตาให้ได้เสียก่อน มิฉะนั้น ต่อให้นางใช้ทักษะสายลับทั้งหมดที่มี ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาผู้ใดได้
ทว่าลึกลงไป นางก็รู้ดีว่าตนไม่อยากใช้ชีวิตหลบซ่อนเช่นชาติที่แล้ว นางเป็นสายลับที่ต้องซ่อนตัวในเงามืดมาตลอด แต่เมื่อตายแล้วเกิดใหม่ เหตุใดถึงยังไม่อาจหลีกหนีชะตานี้ได้อีก? เหตุใดจึงไม่สามารถเกิดเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ที่ได้ใช้ชีวิตสงบสุขเยี่ยงคนทั่วไปได้? เหตุใดต้องเป็นองค์หญิงที่เต็มไปด้วยปริศนาและถูกขังอยู่ในกรงทองคำเช่นนี้ด้วย?
คืนนี้เป็นคืนที่สามที่ซูกูกูสั่งห้ามส่งอาหารให้นาง แต่นางมีมือมีเท้า ตลอดสองวันล้วนแอบออกไปจากตำหนักในเวลากลางคืนที่ข้ารับใช้หลับพักผ่อนเพื่อขโมยอาหารในโรงครัวประทังชีวิต
...กองทัพเดินด้วยเสบียงฉันท์ใด องค์หญิงเช่นนางก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยการเติมอาหารให้เต็มท้องฉันท์นั้น!
ท้องฟ้ามืดสนิทเมื่อซือหนิงลอบออกจากตำหนักของตน นางเลือกหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งไม่เคยมีองครักษ์เฝ้าอยู่ ก่อนจะกระโดดออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง เท้าของนางเหยียบลงบนกิ่งไม้แข็งแรง นางขยับตัวไปตามต้นไม้ ใช้กิ่งไม้เป็นเส้นทางเคลื่อนไหว จนกระทั่งไปหยุดอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งที่สูงเหนือกำแพงตำหนักรับรองที่พักของตน
นางนั่งนิ่ง รอเวลาที่เหมาะสม จนกระทั่งสองยามครึ่ง องครักษ์จากแคว้นเย่สองนายเดินเข้ามาประจำการที่กำแพงด้านล่าง
เสียงสนทนาของพวกเขาดังขึ้นอย่างชัดเจนในค่ำคืนอันเงียบสงัด
"องค์หญิงซือหนิงมิได้ออกจากห้องมาสองวันแล้วกระมัง หรือประชวรอีกแล้ว?" องครักษ์แคว้นเย่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจยาว
"ข้าก็ว่าอยู่ สีพระพักตร์ขององค์หญิงเมื่อวันก่อนดูแย่กว่าทุกที สุดท้ายก็ประชวรอีกจนได้" อีกคนสมทบ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "แต่ก็เถอะ หากมิใช่เพราะพระสิริโฉมงดงามถึงเพียงนี้ แคว้นฉีคงมิยอมให้สินสอดตามที่แคว้นเราร้องขอเป็นแน่"
"นั่นสิ จะให้ผู้หญิงอ่อนแอเช่นนี้มีทายาทได้อย่างไร?" พวกเขาแค่นหัวเราะกันเบาๆ อย่างไม่เกรงใจ ทำราวกับว่าองค์หญิงที่กล่าวถึงมิใช่เจ้านายของพวกเขา
"เงียบปากเสีย!" เสียงของชายอีกคนหนึ่งดังแทรกขึ้น
ซือหนิงหยักยิ้มพอใจ นางยังคงนั่งนิ่งบนกิ่งไม้ มองไปยังต้นเสียง และเช่นเคยอย่างสองวันก่อน หลี่เจ๋อหาน องครักษ์จากแคว้นเย่อีกคนที่ยืนห่างออกไปจากสองนายนี้เสมอ เขาส่งสายตาคมกริบไปยังองครักษ์ทั้งสองก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
"เป็นถึงองครักษ์ แต่กลับกล่าววาจาดูหมิ่นเจ้านายของตนเองเช่นนี้ เจ้าสองคนไม่ละอายใจบ้างหรือ?"
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองหลี่เจ๋อหาน ก่อนจะหัวเราะเยาะ
"แล้วเจ้าจะทำอันใด? จะไปฟ้ององค์หญิงซือหนิงอย่างนั้นหรือ? ฟ้องไปแล้วพระนางจะทำอะไรพวกข้าได้? หรือว่าเจ้าไม่คิดเหมือนพวกข้าเล่า อีกอย่างที่ตรงนี้ก็หามีใครนอกจากพวกเราได้ยินไม่"
เจ๋อหานไม่ตอบอะไร เขาเพียงจ้องฝ่ายตรงข้ามนิ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นแล้วหันหลังเดินจากไป ท่าทางของเขาทำราวกับไม่ต้องการลดตัวไปยุ่งเกี่ยวกับคนประเภทนี้อีก
ซือหนิงที่เฝ้าดูอยู่เบื้องบนแววตาครุ่นคิด นางแน่ใจได้แล้วว่าในบรรดาข้ารับใช้ทั้งหมดจากแคว้นเย่ที่ติดตามมาด้วย หลี่เจ๋อหานคือคนเดียวที่ควรค่าแก่การเข้าหา
...เขาเหมือนคนที่มีบางอย่างเกี่ยวข้องกับองค์หญิงซือหนิงมากกว่าเป็นแค่เจ้านายลูกน้อง
หลังจากสังเกตการณ์จนพอใจ ซือหนิงก็ละจากบนกิ่งไม้นั้นไปยังโรงครัวต่อ นางลัดเลาะไปตามเงามืดของกำแพง ใช้เส้นทางที่นางสำรวจไว้ก่อนหน้านี้เพื่อหลบเลี่ยงสายตาองครักษ์อย่างคล่องแคล่ว เมื่อมาถึงโรงครัว นางฉวยโอกาสขโมยอาหารเล็กน้อยมาไว้กินในยามจำเป็น รวมถึงเก็บเสบียงเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนางมิใช่เพียงหาอาหาร นางเดินลัดเลาะไปยังแนวต้นหญ้าที่มีดอกไม้สีเหลืองอ่อนประปราย ซึ่งนางตามหามาสองวันเต็มและเพิ่งมาพบมันในค่ำคืนนี้เอง
เมื่อเดินตามแนวหญ้าดอกสีเหลืองไปเรื่อย ๆ ไม่นานนางก็พบจุดที่คาดไว้ บริเวณที่กลุ่มหญ้าอันกำลังออกดอกสีเหลืองนี้ถูกทับแบนลงราวกับมีใครบางคนเคยกระโดดลงมาตรงนี้
แปลกตรงที่จุดนี้อยู่ชิดกับกำแพงของตำหนัก เป็นจุดที่ไม่ควรมีใครเดินเข้าไปโดยปรกติ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนที่แอบลอบเข้าตำหนักรับรองแห่งนี้!
ซือหนิงให้ความสนใจกับดอกหญ้าสีเหลืองนี้เป็นเพราะนางพบมันอยู่ข้างเตียงของตนในวันที่ตื่นขึ้นมาในร่างนี้หลังร่างเดิมตายไป ดอกหญ้านี้มิใช่ดอกไม้ที่นำมาใช้ประดับตกแต่งห้องโดยทั่วไป ทุกเช้าหลังเจ้าของห้องตื่นนอน นางกำนัลทำความสะอาดจะรีบมาเก็บกวาดห้องบรรทมนี้ทุกวันในช่วงที่นางล้างตัวหรือออกไปกินอาหาร
นั่นหมายความว่าดอกหญ้าสีเหลืองพวกนี้อาจติดมากับใครบางคนในคืนก่อนหน้านั้น!
เมื่อนำสิ่งที่รวบรวมได้มาปะติดปะต่อกัน ซือหนิงก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่าการตายของเจ้าของร่างเดิมอาจมิใช่การฆ่าตัวตายอย่างที่นางเข้าใจ แม้จะพบจดหมายที่องค์หญิงเจ้าของร่างเขียนตัดพ้อต่อชีวิตไว้ก่อนตายก็ตาม
บนร่างขององค์หญิงนั้นมีรอยช้ำจางๆ ที่ต้นคอด้านหลังด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการถูกใครเอาอะไรฟาด และหากพิจารณาถึงดอกไม้ที่พบ นั่นหมายความว่าคืนที่องค์หญิงซือหนิงตาย ต้องมีใครบางคนแอบเข้ามาในตำหนักนี้แน่!
นางกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิด
มีความเป็นไปได้สูงว่าร่างเดิมอาจมิได้เลือกจบชีวิตด้วยตนเอง หรือไม่ก็อาจมีผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังการปลิดชีพตนเอง แต่ความเป็นไปได้ที่จะถูกคนวางยาพิษขณะนอนหลับมีมากกว่าเสียแล้ว...
หากนางอยากมีชีวิตต่อจำเป็นต้องรีบสืบหาตัวคนร้ายที่วางยาตนเอง มิเช่นนั้นแล้วนางอาจได้ตายอีกรอบก็เป็นได้!
บทส่งท้าย ตอนนี้เจี่ยงเฟยมีอายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้าแล้ว นางท้องโตจนต้องเปลี่ยนชุดยกแผง เดินเหินก็แสนลำบาก จะออกจากห้องไปสูดอากาศทีต้องให้บ่าวไพร่ยกโขยงทีเกือบสิบคน ทำเอาเจี่ยงเฟยแทบไม่อยากเคลื่อนย้ายตัวไปไหนเลย นับจากวันที่เกิดเรื่องที่ตำหนักบูรพา นางก็ไม่ได้เจอพระชายารองถิงถิงมาเยี่ยมเยียนที่จวนตระกูลไป๋อีกเลย นางได้รู้ความคืบหน้าจากปากของเฉิงไห่เพียงแต่ว่าองค์รัชทายาทถูกปลดและคนทั้งตำหนักถูกย้ายให้ไปประจำการที่เมืองหน้าด่านอันแสนไกลโพ้นที่หนึ่ง ห้ามออกนอกเมืองหน้าด่านแห่งนั้นโดยเด็ดขาด โดยกระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เยี่ยงนั้นล้วนไม่ทราบเลย จนกระทั่งท่านพ่อ ท่านแม่และพี่ชายขนกันมาเยี่ยมเยียนนางถึงได้รู้ว่ากว่าที่คนพวกนั้นจะได้รับบทลงโทษ ไป๋เฉิงไห่ต้องลงแรงและกำลังไปมากเพียงใด เขาจัดการแม้กระทั้งให้คนในราชวงศ์ทำสัญญาว่าจะปกปิดความลับเรื่องความสามารถในการแปลงร่างของตระกูลเจี่ยงไปทุกราชวงศ์นับจากนี้ พร้อมตกลงข้อแลกเปลี่ยนกับท่านพ่อของนางว่าจะยอมให้ยืมความสามารถเหล่านี้รับใช้แคว้นบ้างตามความเหมาะสม ทำให้ตอนนี้ตระกูลเจี่ยงมีรากฐานที่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาก และเจี่ยงเฟยก็ตั้งปณิฐานว่าจะต
ยี่สิบหนึ่ง ถังหูลู่แสนวิเศษ🔥 “เฟยเฟยมีอันใดหรือ?” “คนตระกูลเจี่ยงที่มีสายเลือดดั้งเดิมล้วนมีความสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้เจ้าค่ะ ส่วนข้านั้นสามารถแปลงกายเป็นแมวได้” เจี่ยงเฟยกลั้นใจพูดออกไปคราเดียวหมด และเกร็งตัวจ้องมองสีหน้าของผู้เป็นสามี นางกลัวว่าเขาจะรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดนี้ของนาง ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงเจี่ยงเฟยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว แต่นางก็ไม่สามารถปิดบังความลับนี้ต่อคนรักได้อีกนั่นแหละ แต่เฉิงไห่กลับไม่ได้มีสีหน้ารังเกียจอย่างที่คิด ติดจะงุนงงเหมือนไม่เข้าใจที่นางบอกด้วยซ้ำ อย่างนั้นนางจึงตัดสินใจพิสูจน์ให้เขาดูไปเลย จากสตรีงดงามค่อย ๆ กลายร่างเป็นแมวน้อยขนดำต่อหน้าต่อตาแม่ทัพหนุ่ม จากนั้นไม่นานก็กลับมาอยู่ในร่างสตรีอีกครา ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ล้วนทำให้เฉิงไห่นิ่งค้าง ตะลึงจนจับสติกลับมามิได้ เขามองตาแข็งจนเจี่ยงเฟยต้องช่วยเขย่าตัวเรียกสติ “ท่านพี่รังเกียจข้าที่ไม่ปรกติรึไม่เจ้าคะ?” น้ำเสียงสั่นเทาของสตรีคนรักทำให้เฉิงไห่รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “มีใครรู้เรื่องนี้บ้าง??” เป็นแม่ทัพมาตั้งกี่ปีล้วนคลุกคลีการเมืองมาไม่น้อย เขาเข้าใจว่าความสามารถพิเศษนี้หากใครร
ยี่สิบข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่เฉิงเจ้าค่ะ“พี่เฉิงเจ้าคะ รอก่อนฟังถิงถิงพูดก่อนเจ้าค่ะ!”เฉิงไห่หยุดเท้าและหันมองสตรีที่วิ่งตามหลังมาทันใด ดวงตาคมมิใช่ใช้มองคนในครอบครัวอีกต่อไป จากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาไม่แม้แต่มีเยื่อใยมองนางแบบน้องสาวได้อีกต่อไปแล้ว“ข้าให้เวลาครึ่งเค่อ ว่ามาเถิด!”ถิงถิงเข้าใจสายตานั่นดี นางรีบพ่นสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตนางได้ในทันที“ข้าถูกองค์รัชทายารุ่ยเต๋อบังคับให้ทำเรื่องทั้งหมดเจ้าค่ะ หลังจากที่ข้าแต่งเข้ามาล้วนถูกทรมานร่างกายและจิตใจแต่จำยอมต้องทนอยู่เรื่อยมาเพราะด้วยอำนาจขององค์รัชทายาท คราก่อนนั้นที่ข้าตัดสินใจแต่งเข้ามามิใช่เพราะหมดรักพี่เฉิงนะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะล้วนถูกคำพูดหวานที่ดูงดงามขององค์รัชทายาทบิดบัง จนข้าเลือกทางผิดในที่สุด แต่พอได้แต่งเข้ามาแล้วในใจข้าเฝ้าคิดถึงแต่วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันกับพี่เฉิง และในเหตุการณ์นี้หากข้าไม่ทำจะถูกทรมานอีกจึงจำยอมทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ฮือ”“เอ่ยหมดแล้วหรือไม่!”ถิงถิงที่เล่าไปก็บีบน้ำตาจนไหลนองเต็มสองข้างแก้มเงยหน้ามองเฉิงไห่ทั้งน้ำตา คนมองมาล้วนสะเทือนใจทั้งสิ้น แต่สำหรับเฉิงไห่แล้วเขามองด้วยสายตาไร้อารมณ์ ดวงตานั่น
สิบเก้า ละเล่นกับเหมียวน้อย (2)“มะ เมี๊ยว ฮือ...”“ร้องอีกสิ ร้องอีก ฮ่า ๆ”รุ่ยเต๋อที่ได้ฟังเสียงร้องเหมียวคราแรกก็ยิ่งได้ใจ เขาใส่แรงเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ยินเสียงที่หวังอีกหลายรอบ พอเห็นว่าเจี่ยงเฟยเริ่มร้องจนเสียงขาดห้วงจึงค่อยหยุดมือดวงตาหรี่มองสตรีบนเตียงราวมองสิ่งของล้ำค่า ใบหน้าของเจี่ยงเฟยงดงามเย้ายวนยิ่ง แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับรุ่ยเต๋อนั้นคงไม่พ้นความสามารถของการกลายเป็นแมวได้ตามที่พระชายารองของเขาบอกมา เขาก็ไม่เชื่อหรอกถึงได้จับมาพิสูจน์อย่างไรเล่า ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกตนกำลังเล่นกับแมวน้อยอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้จิตใจชุ่มชื่น ร่างกายกระชุ่มกระช่วยราวเพิ่งสู่วัยแรกรุ่น อีกทั้งแกนกายส่วนนั้นก็ค่อย ๆ เริ่มเติบโตตามความปรารถนาในใจเสียแล้ว...สตรีงามหรือเขามีแล้วในวังหลังแห่งนี้ แต่ยังขาดสตรีที่คล้ายแมวน้อยเช่นเจี่ยงเฟยอยู่หากทำให้เจี่ยงเฟยตกอยู่ในการครอบครองของตนได้แล้ว ส่งข่าวและทำการตกลงกับแม่ทัพไป๋ทีหลัง เรื่องทุกเรื่องย่อมง่ายดายกว่า เขาต้องได้รับผลตอบแทนให้สมกับที่ออกทุนลงแรงจัดงานเลี้ยงอันแสนสิ้นเปลืองนี่เป็นสตรีแสนเย้ายวนตรงหน้า...รุ่ยเต๋อนำกุญแจข้อเท้ามาล็
สิบเก้าละเล่นกับเหมียวน้อยเจี่ยงเฟยถูกพามาวางไว้ที่ตำหนักแห่งหนึ่ง ร่างกายไร้เรี่ยวแรงพยายามขยับกายออกจากที่นี่ก็ทำเพียงไม่กี่เค่อก็หอบหนักแล้ว พวกคนที่ยกนางมาจากไปหมดแล้วในห้องแห่งนี้น่าจะมีนางอยู่คนเดียว ภาพมัวเบลอมองเห็นว่านางอยู่บนเตียงหลังหนึ่ง แต่ไกลออกไปนั้นสภาพเป็นอย่างไร เจี่ยงเฟยไม่สามารถมองได้แล้วอย่าบอกว่านะ ว่านางถูกคนในตำหนักขององค์รัชทายาทจับมาเพื่อการเสพสวาท!!!ขอให้ไม่ใช่เถอะ เทพเซียนช่วยดลบันดาลให้เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพียงความฝันด้วยเถิด...เจี่ยงเฟยคนนี้ กำลังแม้จะกลายร่างเป็นแมวยังไม่มีเลย นางจะหนีอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยเจี่ยงเฟยด้วย...พลั่ก!แสงสว่างจากข้างนอกลอดเข้ามาเพียงครู่หนึ่งก็หายไปอีกรอบพร้อมประตูห้องที่ปิดลง เจี่ยงเฟยทำอันใดไม่ได้นอกจากนอนตัวเกร็งแสร้งว่าหลับไปในตอนนั้น เผื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายฝีเท้าหนักเดินเข้ามาใกล้เตียงที่เจี่ยงเฟยนอนอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่หน้าเตียง หัวใจของเจี่ยงเฟยเต้นระรัวจนแทบหลุดออกจากอก ในหัวตอนนี้นางคิดถึงแต่ว่าให้พี่เฉิงไห่รับรู้และมาช่วยนางออกไปเสียที!เจี่ยงเฟยรับรู้ถึงสัมผัสอันเยียบเย็นจากมือของผู้มาใหม่ที่บริ
สิบแปด นรกบนดิน ในขณะที่สมองของเจี่ยงเฟยมึนเบลอคิดอันใดไม่ปะติดปะต่อ แต่เรื่องประสาทสัมผัสทางผิวกายกลับเด่นชัดเกินจนน่ากลัว หลังจากที่เจี่ยงเฟยรู้ว่าตนเองถูกพาออกมาที่ใดสักแห่งแล้ว จากนั้นนางก็ถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ มีสตรีหลายคนเข้ามาในห้องแห่งนี้ เจี่ยงเฟยรับรู้ได้ว่าตนเองถูกปลดเสื้อผ้าบนตัวออก นางอยากขัดขืนและอยากหนีออกไปแทบใจขาดดิ้นแต่ไม่สามารถทำได้เลย ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ตามใจสั่ง สมองก็ไม่ปะติดปะต่อเอาเสียเลย การขัดขืนของเจี่ยงเฟยจึงเป็นเพียงการทำไปให้คนที่มากระทำอันใดกับตามตัวของนางรำคาญเพียงเท่านั้น เหล่านางกำนัลของตำหนักบูรพาสามสี่นางช่วยกันขัดสีฉวีวันร่างกายขาวผ่องที่เดิมไม่ได้สกปรกอันใดให้สะอาดผ่องมากขึ้น พร้อมทั้งชโลมน้ำมันหอมระเหยบนกายอย่างคล่องแคล่วเพราะทำสิ่งนี้มาหลายคราแล้ว แม่นางผู้น่าเวทนาในอ่างอาบน้ำนี้ไม่ใช่คนแรกที่ต้องถูกทำความสะอาดทุกซอกทุกมุมก่อนมอบกายให้องค์รัชทายาท แต่อาจเป็นสตรีคนแรกที่มาทั้งอาการมึนเมาไม่รู้สติเยี่ยงนี้ เรื่องการใช้ยานั้นองค์รัชทายาทรุ่ยเต๋อทำไม่บ่อยนัก พระองค์ชอบให้สตรีมอบกายมาแบบเต็มใจเสียมากกว่า ยกเว้นก็แต่จะทรงอยากได้มากจนยอมใช้วิธ
“หม่อมฉันขอกล่าวตามตรง หม่อมฉันสูญเสียความทรงจำในอดีตไป ไม่อาจนึกถึงเรื่องระหว่างเราได้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเรื่องราวในอดีต หรือความรู้สึก... บัดนี้หม่อมฉันล้วนลืมสิ้นแล้วเพคะ”หานเซียวชะงักไปชั่วครู่อย่างไม่คาดคิด สีหน้าพลันเปลี่ยนจากอ่อนโยนเป็นหม่นเศร้า ไหนเลยว่าการที่นางนัดเขาเช่นนี้จะเพื่อบอกข
ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำสั่งเพิ่มเติม เสียงฝีเท้ารีบร้อนก็ดังขึ้นจากหน้าประตู ตามด้วยเสียงเรียกอันคุ้นเคยของบ่าวจากนอกเรือน“ท่านหญิงเจ้าคะ! รถม้าของจวนท่านหวังมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”ซือหนิงเหลือบตามองไปยังประตูด้านหน้า ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่ลืมกล่าวกับหลิวอวิ๋นอีกคำหนึ่ง“นำของออกไปส่งภายในวันนี้ แล้วก
แต่ซือหนิงจำได้ว่า...ตอนเดินขึ้นเขา นางเจอและก้มลงแตะต้นพืชบางชนิดที่คิดว่ามีประโยชน์ ...หรือว่าตอนนั้นเองที่มิตินี้ดูดมันเข้ามา?หากเป็นเช่นนั้น แปลว่านางสามารถเก็บของเข้ามิติได้เพียงแค่สัมผัสและนึกถึงมัน!ซือหนิงตั้งใจพิสูจน์ นางยกมือขึ้นแตะปิ่นไม้ของตน เมื่อจินตนาการว่าต้องการให้มันหายไป ปิ่นหย
บทที่ 17 นางถูกหลอกหรือ?!หลายวันถัดมา...ซือหนิงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมตัวเดินทาง นางแต่งกายอย่างทะมัดทะแมง สวมอาภรณ์เรียบง่ายที่เหมาะกับการผจญภัยในป่า ผมถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อยและปักด้วยปิ่นไม้ธรรมดา ไม่มีเครื่องประดับใดให้เกะกะ ด้านหลังสะพายถุงสัมภาระที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์จำเป็น มีดพก เชือก น้







