Masukสองวันผ่านไป ซือหนิงใช้เวลาช่วงที่อยู่ในบทลงโทษของซูกูกูนี้เพื่อตั้งตัว นางเฝ้าสังเกตคนรอบกายและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้ให้มากที่สุดเพราะความทรงจำที่มีนั้นเป็นเพียงนามและคนผู้นั้นคือใครยามเจอหน้าเท่านั้น ซือหนิงเรียกนางกำนัลส่วนตัวที่ดูแลภายในตำหนักมาพบในบางที มีนางกำนัลเซียวซึ่งเป็นคนจากแคว้นเย่ และอีกสองคนที่เป็นนางกำนัลจากแคว้นฉี ได้แก่ ซินเยว่และลี่หมิง
สิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางกำนัลกลุ่มที่มาจากแคว้นเย่อันเป็นแคว้นเดียวกันกลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้ความเคารพแม้แต่น้อย ต่อหน้าคนของแคว้นฉีพวกนางยังแสร้งเป็นข้ารับใช้ที่ดี ทว่าลับหลังกลับทำราวกับนางมิใช่องค์หญิง ซือหนิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สรุปได้ว่า คนที่นางพึ่งพาได้คือคนของแคว้นฉี หาใช่คนของแคว้นเย่ไม่
แต่เรื่ององค์หญิงร่างเดิมปลิดชีพตนเองหรือคนฝ่ายไหนเป็นผู้ลงมือนั้นย่อมเป็นคนละเรื่อง...
จากการสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบถาม นางพบว่าร่างนี้เป็นพระธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเย่กับนางบำเรอจากต่างแคว้น ดวงตาสีฟ้าของนางแตกต่างจากคนอื่นที่ล้วนมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มันคือเครื่องหมายที่ทำให้ร่างนี้ถูกมองว่าเป็นคนนอกเสมอ และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่องค์หญิงซือหนิงถูกปฏิบัติอย่างเย็นชาเช่นนี้จากบ่าวรับใช้พวกนี้ก็เป็นได้
เรื่องนี้ทำให้ซือหนิงต้องกลับมาขบคิดเรื่องการหลบหนีจากวังหลวง หากยังอยู่ นางก็เป็นเพียงเครื่องมือ หากหนี นางก็จะถูกตามล่าจากทั้งสองแคว้นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าของร่างนี้งดงามเกินไป โดยเฉพาะดวงตาสีฟ้าที่เป็นจุดเด่น หากต้องการหนี นางต้องหาวิธีเปลี่ยนสีดวงตาให้ได้เสียก่อน มิฉะนั้น ต่อให้นางใช้ทักษะสายลับทั้งหมดที่มี ก็ไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาผู้ใดได้
ทว่าลึกลงไป นางก็รู้ดีว่าตนไม่อยากใช้ชีวิตหลบซ่อนเช่นชาติที่แล้ว นางเป็นสายลับที่ต้องซ่อนตัวในเงามืดมาตลอด แต่เมื่อตายแล้วเกิดใหม่ เหตุใดถึงยังไม่อาจหลีกหนีชะตานี้ได้อีก? เหตุใดจึงไม่สามารถเกิดเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ที่ได้ใช้ชีวิตสงบสุขเยี่ยงคนทั่วไปได้? เหตุใดต้องเป็นองค์หญิงที่เต็มไปด้วยปริศนาและถูกขังอยู่ในกรงทองคำเช่นนี้ด้วย?
คืนนี้เป็นคืนที่สามที่ซูกูกูสั่งห้ามส่งอาหารให้นาง แต่นางมีมือมีเท้า ตลอดสองวันล้วนแอบออกไปจากตำหนักในเวลากลางคืนที่ข้ารับใช้หลับพักผ่อนเพื่อขโมยอาหารในโรงครัวประทังชีวิต
...กองทัพเดินด้วยเสบียงฉันท์ใด องค์หญิงเช่นนางก็ต้องดำเนินชีวิตด้วยการเติมอาหารให้เต็มท้องฉันท์นั้น!
ท้องฟ้ามืดสนิทเมื่อซือหนิงลอบออกจากตำหนักของตน นางเลือกหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งไม่เคยมีองครักษ์เฝ้าอยู่ ก่อนจะกระโดดออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง เท้าของนางเหยียบลงบนกิ่งไม้แข็งแรง นางขยับตัวไปตามต้นไม้ ใช้กิ่งไม้เป็นเส้นทางเคลื่อนไหว จนกระทั่งไปหยุดอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งที่สูงเหนือกำแพงตำหนักรับรองที่พักของตน
นางนั่งนิ่ง รอเวลาที่เหมาะสม จนกระทั่งสองยามครึ่ง องครักษ์จากแคว้นเย่สองนายเดินเข้ามาประจำการที่กำแพงด้านล่าง
เสียงสนทนาของพวกเขาดังขึ้นอย่างชัดเจนในค่ำคืนอันเงียบสงัด
"องค์หญิงซือหนิงมิได้ออกจากห้องมาสองวันแล้วกระมัง หรือประชวรอีกแล้ว?" องครักษ์แคว้นเย่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจยาว
"ข้าก็ว่าอยู่ สีพระพักตร์ขององค์หญิงเมื่อวันก่อนดูแย่กว่าทุกที สุดท้ายก็ประชวรอีกจนได้" อีกคนสมทบ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ "แต่ก็เถอะ หากมิใช่เพราะพระสิริโฉมงดงามถึงเพียงนี้ แคว้นฉีคงมิยอมให้สินสอดตามที่แคว้นเราร้องขอเป็นแน่"
"นั่นสิ จะให้ผู้หญิงอ่อนแอเช่นนี้มีทายาทได้อย่างไร?" พวกเขาแค่นหัวเราะกันเบาๆ อย่างไม่เกรงใจ ทำราวกับว่าองค์หญิงที่กล่าวถึงมิใช่เจ้านายของพวกเขา
"เงียบปากเสีย!" เสียงของชายอีกคนหนึ่งดังแทรกขึ้น
ซือหนิงหยักยิ้มพอใจ นางยังคงนั่งนิ่งบนกิ่งไม้ มองไปยังต้นเสียง และเช่นเคยอย่างสองวันก่อน หลี่เจ๋อหาน องครักษ์จากแคว้นเย่อีกคนที่ยืนห่างออกไปจากสองนายนี้เสมอ เขาส่งสายตาคมกริบไปยังองครักษ์ทั้งสองก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ
"เป็นถึงองครักษ์ แต่กลับกล่าววาจาดูหมิ่นเจ้านายของตนเองเช่นนี้ เจ้าสองคนไม่ละอายใจบ้างหรือ?"
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองหลี่เจ๋อหาน ก่อนจะหัวเราะเยาะ
"แล้วเจ้าจะทำอันใด? จะไปฟ้ององค์หญิงซือหนิงอย่างนั้นหรือ? ฟ้องไปแล้วพระนางจะทำอะไรพวกข้าได้? หรือว่าเจ้าไม่คิดเหมือนพวกข้าเล่า อีกอย่างที่ตรงนี้ก็หามีใครนอกจากพวกเราได้ยินไม่"
เจ๋อหานไม่ตอบอะไร เขาเพียงจ้องฝ่ายตรงข้ามนิ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากแน่นแล้วหันหลังเดินจากไป ท่าทางของเขาทำราวกับไม่ต้องการลดตัวไปยุ่งเกี่ยวกับคนประเภทนี้อีก
ซือหนิงที่เฝ้าดูอยู่เบื้องบนแววตาครุ่นคิด นางแน่ใจได้แล้วว่าในบรรดาข้ารับใช้ทั้งหมดจากแคว้นเย่ที่ติดตามมาด้วย หลี่เจ๋อหานคือคนเดียวที่ควรค่าแก่การเข้าหา
...เขาเหมือนคนที่มีบางอย่างเกี่ยวข้องกับองค์หญิงซือหนิงมากกว่าเป็นแค่เจ้านายลูกน้อง
หลังจากสังเกตการณ์จนพอใจ ซือหนิงก็ละจากบนกิ่งไม้นั้นไปยังโรงครัวต่อ นางลัดเลาะไปตามเงามืดของกำแพง ใช้เส้นทางที่นางสำรวจไว้ก่อนหน้านี้เพื่อหลบเลี่ยงสายตาองครักษ์อย่างคล่องแคล่ว เมื่อมาถึงโรงครัว นางฉวยโอกาสขโมยอาหารเล็กน้อยมาไว้กินในยามจำเป็น รวมถึงเก็บเสบียงเล็กๆ น้อยๆ ติดตัวไว้สำหรับวันพรุ่งนี้
ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของนางมิใช่เพียงหาอาหาร นางเดินลัดเลาะไปยังแนวต้นหญ้าที่มีดอกไม้สีเหลืองอ่อนประปราย ซึ่งนางตามหามาสองวันเต็มและเพิ่งมาพบมันในค่ำคืนนี้เอง
เมื่อเดินตามแนวหญ้าดอกสีเหลืองไปเรื่อย ๆ ไม่นานนางก็พบจุดที่คาดไว้ บริเวณที่กลุ่มหญ้าอันกำลังออกดอกสีเหลืองนี้ถูกทับแบนลงราวกับมีใครบางคนเคยกระโดดลงมาตรงนี้
แปลกตรงที่จุดนี้อยู่ชิดกับกำแพงของตำหนัก เป็นจุดที่ไม่ควรมีใครเดินเข้าไปโดยปรกติ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นคนที่แอบลอบเข้าตำหนักรับรองแห่งนี้!
ซือหนิงให้ความสนใจกับดอกหญ้าสีเหลืองนี้เป็นเพราะนางพบมันอยู่ข้างเตียงของตนในวันที่ตื่นขึ้นมาในร่างนี้หลังร่างเดิมตายไป ดอกหญ้านี้มิใช่ดอกไม้ที่นำมาใช้ประดับตกแต่งห้องโดยทั่วไป ทุกเช้าหลังเจ้าของห้องตื่นนอน นางกำนัลทำความสะอาดจะรีบมาเก็บกวาดห้องบรรทมนี้ทุกวันในช่วงที่นางล้างตัวหรือออกไปกินอาหาร
นั่นหมายความว่าดอกหญ้าสีเหลืองพวกนี้อาจติดมากับใครบางคนในคืนก่อนหน้านั้น!
เมื่อนำสิ่งที่รวบรวมได้มาปะติดปะต่อกัน ซือหนิงก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่าการตายของเจ้าของร่างเดิมอาจมิใช่การฆ่าตัวตายอย่างที่นางเข้าใจ แม้จะพบจดหมายที่องค์หญิงเจ้าของร่างเขียนตัดพ้อต่อชีวิตไว้ก่อนตายก็ตาม
บนร่างขององค์หญิงนั้นมีรอยช้ำจางๆ ที่ต้นคอด้านหลังด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการถูกใครเอาอะไรฟาด และหากพิจารณาถึงดอกไม้ที่พบ นั่นหมายความว่าคืนที่องค์หญิงซือหนิงตาย ต้องมีใครบางคนแอบเข้ามาในตำหนักนี้แน่!
นางกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิด
มีความเป็นไปได้สูงว่าร่างเดิมอาจมิได้เลือกจบชีวิตด้วยตนเอง หรือไม่ก็อาจมีผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังการปลิดชีพตนเอง แต่ความเป็นไปได้ที่จะถูกคนวางยาพิษขณะนอนหลับมีมากกว่าเสียแล้ว...
หากนางอยากมีชีวิตต่อจำเป็นต้องรีบสืบหาตัวคนร้ายที่วางยาตนเอง มิเช่นนั้นแล้วนางอาจได้ตายอีกรอบก็เป็นได้!
บทที่ 5 เจตนาของบุรุษผู้นี้ช่าง...ซือหนิงเดินตามฉีหนานหวังไปอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจของนางพยายามคิดหาหนทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา บุรุษผู้นี้ก็เดินนำไปอย่างเชื่องช้าเสียจริง เขาไม่เร่งรีบใด ๆ ทำให้นางต้องคอยชะลอฝีเท้าตามโดยไม่ให้ดูเร่งร้อนเกินไปเช่นกันนางเหลือบตามองไปทางสตรีที่เดินเคียงข้างฉีหนานหวัง ซูลี่ชายารองของเขา สีหน้าของนางแม้จะเรียบนิ่งแต่ก็ไม่อาจซ่อนความขัดใจไว้ได้ กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของนาง ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไรแต่ดูเหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับซือหนิงเสียแล้ว!เส้นทางที่ฉีหนานหวังพานางไปนั้น ดันผ่านสวนในเขตตำหนักขององค์รัชทายาท ตำหนักตะวันออก และก็เป็นอย่างที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น กลุ่มของพวกนางต้องเดินผ่านศาลาที่มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับคุณหนูหวง!ซือหนิงพยายามเดินให้ชิดร่มไม้ หวังจะไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแผนการของนางกลับล้มเหลว เพราะฉีหนานหวังจงใจเดินเข้าไปทักสองคนนั้นโดยตรง"ดื่มชาอันใดหรือ กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล"เสียงของฉีหนานหวังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นทันทีองค์รัชทายาทแค
บทที่ 4 ความอยากรู้สร้างเรื่องหลังจากจบสงครามฝีปากของสตรีแล้ว ซือหนิงก็สั่งให้เมื่อซินเยว่เก็บสำรับอาหารออกไป ซูกูกูก็เดินเข้ามาหาซือหนิงทันที ทว่ากลับยังเว้นระยะห่างเล็กน้อยราวกับหวาดระแวงบางอย่าง นางกล่าวเสียงแฝงความสะใจเล็กน้อย"องค์หญิงเพคะ หากพระองค์ดำริจะอยู่ในวังหลวงและอภิเษกกับองค์รัชทายาทอย่างราบรื่นแล้วล่ะก็ ควรเอาใจคุณหนูใหญ่หวงผู้นี้เอาไว้ดีกว่านะเพคะ นางเป็นคุณหนูที่มีโอกาสขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทมากที่สุดแล้วในขณะนี้... มีโอกาสมากกว่าพระองค์ด้วยซ้ำ"ซือหนิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที ...ที่แท้ก็ว่าที่เมียหลวงหาเรื่องว่าที่เมียน้อยนั่นเอง...แม้คำแนะนำกึ่งเหน็บแนมของซูกูกูจะทำให้นางเข้าใจความจริงแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องทำตาม เพราะนางไม่ได้คิดจะขึ้นเป็นชายาขององค์รัชทายาทเสียหน่อย อีกอย่างในลิสต์ผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะต้องการปลิดชีพองค์หญิงสามฉีนั้น ก็มีองค์รัชทายาทผู้นี้อยู่ในลิสต์ผู้ต้องสงสัยสำหรับนางด้วยซ้ำซือหนิงไม่คิดตอบนางหมุนตัวเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตน"ข้าจะเข้าไปนอนพักช่วงสายสักหน่อย ไม่ต้องเฝ้าหรอกมีอะไรก็ไปทำเถอะ"ซูกูกูจ้องนางอย่างสงสัยชั่วครู่
บทที่ 3 ฝีปากใครดีผู้นั้นชนะ!เช้าวันต่อมา วันนี้สิ้นสุดบทลงโทษของซูกูกูแล้ว อากาศยามเช้าในตำหนักรับรองสดชื่นเป็นพิเศษ นางกำนัลจากวังหลวงนามซินเยว่ก็เข้ามานำอ่างน้ำมาให้ซือหนิงล้างหน้าเช่นเคยจากมุมหางตา ซือหนิงสังเกตเห็นซูกูกูยืนอยู่ห่างออกไป สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายแตกต่างจากตอนที่ไม่มีคนของแคว้นฉีอยู่ด้วย ตอนนี้ดูเรียบนิ่ง มีความนอบน้อมตามมารยาท ทว่าในแววตากลับซ่อนความขุ่นเคืองเอาไว้อย่างแนบเนียนเมื่อซินเยว่ทำเสร็จตามหน้าที่แล้วก็เตรียมจะเดินออกไปซือหนิงลอบยิ้ม ก่อนจะเรียกซินเยว่ไว้ "มื้อเช้าวันนี้มีอะไรทานบ้าง?"ซินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจเพราะปกติแล้วองค์หญิงมิเคยได้ถามเช่นนี้ นางก้มหน้าตอบตามหน้าที่ทันที"มีข้าวต้มธัญพืชเพคะ องค์หญิงมีพระประสงค์อยากให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่เพคะ?"จากหางตา ซือหนิงจับได้ว่าซูกูกูที่ยืนอยู่นั้นคงกำลังอดกลั้นไม่พอใจที่ตนข้ามหน้าข้ามตาไปสั่งการโดยตรง แต่นางทำเป็นไม่สนใจ ยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"ข้าอยากได้อาหารที่มีเนื้อสัตว์เยอะหน่อย และให้นำไปตั้งไว้ที่ศาลากลางสระน้ำ ข้าอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อยู่แต่ในห้องนอนนี
บทที่ 2 นางถูกใครปลิดชีพกันแน่สองวันผ่านไป ซือหนิงใช้เวลาช่วงที่อยู่ในบทลงโทษของซูกูกูนี้เพื่อตั้งตัว นางเฝ้าสังเกตคนรอบกายและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้ให้มากที่สุดเพราะความทรงจำที่มีนั้นเป็นเพียงนามและคนผู้นั้นคือใครยามเจอหน้าเท่านั้น ซือหนิงเรียกนางกำนัลส่วนตัวที่ดูแลภายในตำหนักมาพบในบางที มีนางกำนัลเซียวซึ่งเป็นคนจากแคว้นเย่ และอีกสองคนที่เป็นนางกำนัลจากแคว้นฉี ได้แก่ ซินเยว่และลี่หมิงสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางกำนัลกลุ่มที่มาจากแคว้นเย่อันเป็นแคว้นเดียวกันกลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้ความเคารพแม้แต่น้อย ต่อหน้าคนของแคว้นฉีพวกนางยังแสร้งเป็นข้ารับใช้ที่ดี ทว่าลับหลังกลับทำราวกับนางมิใช่องค์หญิง ซือหนิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สรุปได้ว่า คนที่นางพึ่งพาได้คือคนของแคว้นฉี หาใช่คนของแคว้นเย่ไม่แต่เรื่ององค์หญิงร่างเดิมปลิดชีพตนเองหรือคนฝ่ายไหนเป็นผู้ลงมือนั้นย่อมเป็นคนละเรื่อง...จากการสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบถาม นางพบว่าร่างนี้เป็นพระธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเย่กับนางบำเรอจากต่างแคว้น ดวงตาสีฟ้าของนางแตกต่างจากคนอื่นที่ล้วนมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มันคือเครื่องหมายที่ทำให้ร่
บทที่ 1 แน่ใจ! ว่าข้าคือองค์หญิงช่วงสายวันหนึ่ง ณ ห้องบรรทมในตำหนักรับรองของวังหลวงแคว้นฉีบนเตียงหรูหราประดับม่านบางสีอ่อน ร่างขององค์หญิงสามจากแคว้นเย่ เย่ซือหนิงนอนแน่นิ่งอยู่ ใบหน้าซีดเซียวราวไร้ชีวิต ทว่าเพียงครู่หนึ่ง เปลือกตานางค่อยๆ ขยับ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความงุนงง‘นี่มันที่ไหน?’ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในห้องกว้างขวางประดับอย่างหรูหราแต่ออกจะดูโบราณไปนิดและไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้น คลื่นความทรงจำปะทะเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายนี้ไม่ใช่ของตนก่อนหน้านี้ นางยังคงเป็นสายลับขององค์กรลับแห่งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 กำลังปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนถูกศัตรูจับได้และจบชีวิตลง… ทว่าบัดนี้เมื่อลืมตาอีกครั้ง นางกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวในยุคโบราณ!ที่สำคัญหญิงสาวนางนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นองค์หญิงลำดับที่สาม จากแคว้นเย่ เย่ซือหนิง ที่เดินทางมาพักอยู่ที่แคว้นฉีเพื่อรอกำหนดการอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทแคว้นฉีในตำแหน่งชายายังไม่ทันได้ตั้งตัวคิดพิจารณาความทรงจำอันแสนน้อยนิดที่ติดมาตอนนี้ เสียงจากนอกห้องข้างหน้าก็ดังขึ้น“สายมากแล้ว อง
บทนำคืนดึกสงัด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปในเมฆดำ ความเงียบปกคลุมทั่วตำหนักแห่งนี้ ตำหนักงดงามโอ่อ่ากลับดูมืดมนราวกับตำหนักร้างเมื่อเข้าสู่ยามกลางคืนภายในห้องบรรทม องค์หญิงสามแห่งแคว้นเย่นั่งอยู่เพียงลำพัง ร่างบางใต้ชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ รอบกายมีเพียงเงามืดเป็นสหายรัก ใบหน้างดงามราวหยกบัดนี้ไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามจับจ้องความว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณถูกดูดกลืนไปแล้วความเงียบรอบข้างสะท้อนความทุกข์ในใจของนางอย่างเด่นชัดเพียงคิดถึงความจริงที่เพิ่งล่วงรู้ หัวใจที่เคยอ่อนโยนก็ถูกบีบคั้นจนเจ็บราวกับมีมือเย็นเยียบกำเอาไว้องค์หญิงจากแคว้นเย่ของตน มาเพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉี ความจริงที่ตนถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเมืองของตนนี้ยังไม่เจ็บปวดเท่าความจริงที่เพิ่งล่วงรู้เลย...ท่ามกลางความมืดมิดนี้ ร่างบางปลิวลมค่อยๆ ลุกขึ้นจากตั่งด้วยท่าทีเชื่องช้าไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณ ไม่มีแววลังเลในดวงตา แม้กายจะอ่อนล้าแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งมั่น วันนี้นางมีสิ่งที่ต้องทำเวลาล่วงเลยสู่ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) องค์หญิงสามเย่ย่องออกจากห้องบรรทมของตำหนักรับรองในแคว้นฉี...ไร้ซึ่งนางกำน







