Mag-log inหลังจากจบสงครามฝีปากของสตรีแล้ว ซือหนิงก็สั่งให้เมื่อซินเยว่เก็บสำรับอาหารออกไป ซูกูกูก็เดินเข้ามาหาซือหนิงทันที ทว่ากลับยังเว้นระยะห่างเล็กน้อยราวกับหวาดระแวงบางอย่าง นางกล่าวเสียงแฝงความสะใจเล็กน้อย
"องค์หญิงเพคะ หากพระองค์ดำริจะอยู่ในวังหลวงและอภิเษกกับองค์รัชทายาทอย่างราบรื่นแล้วล่ะก็ ควรเอาใจคุณหนูใหญ่หวงผู้นี้เอาไว้ดีกว่านะเพคะ นางเป็นคุณหนูที่มีโอกาสขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทมากที่สุดแล้วในขณะนี้... มีโอกาสมากกว่าพระองค์ด้วยซ้ำ"
ซือหนิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที ...ที่แท้ก็ว่าที่เมียหลวงหาเรื่องว่าที่เมียน้อยนั่นเอง...
แม้คำแนะนำกึ่งเหน็บแนมของซูกูกูจะทำให้นางเข้าใจความจริงแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องทำตาม เพราะนางไม่ได้คิดจะขึ้นเป็นชายาขององค์รัชทายาทเสียหน่อย
อีกอย่างในลิสต์ผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะต้องการปลิดชีพองค์หญิงสามฉีนั้น ก็มีองค์รัชทายาทผู้นี้อยู่ในลิสต์ผู้ต้องสงสัยสำหรับนางด้วยซ้ำ
ซือหนิงไม่คิดตอบนางหมุนตัวเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตน
"ข้าจะเข้าไปนอนพักช่วงสายสักหน่อย ไม่ต้องเฝ้าหรอกมีอะไรก็ไปทำเถอะ"
ซูกูกูจ้องนางอย่างสงสัยชั่วครู่ นางคงคิดว่าซือหนิงมีแผนบางอย่างแน่ แต่ก็ไม่กล้าขัดเพราะกลัวฝ่ามือที่เพิ่งถูกตบไปเมื่อเช้า หน้ายังแสบชาไม่หาย ซูกูกูจึงยืนอยู่หน้าประตูห้องขัดกับคำสั่งของซือหนิงสิ้นเชิง
แน่นอนว่าการกระทำนี้ของซูกูกูเจ้าของห้องที่อยู่ข้างในนั้นคาดเดาได้ก่อนแล้ว เพราะที่จริงแล้วซือหนิงต้องการให้ซูกูกูเฝ้าอยู่ที่ประตูนั่นแหละเพื่อที่ให้นางแอบออกไปทางหน้าต่างของห้องนอน และเดินอ้อมไปเพื่อออกจากตำหนักรับรองไปอย่างสบายแทน
วันนี้ซือหนิงมีเป้าหมายสำคัญ นางจะหาโอกาสดีเพื่อคุยกับองครักษ์หลี่ หลี่เจ๋อหาน เพื่อสร้างพันธมิตรและทำให้นางรู้ความเป็นไปตอนองค์หญิงผู้นี้อยู่แคว้นเย่
ซือหนิงเดินไปยังจุดที่เคยพบองครักษ์หลี่เฝ้ายาม ทว่าไม่พบใคร นางจึงเดินวนเวียนแถวนั้นเรื่อย ๆ โดยไม่ให้เป็นที่สังเกต บริเวณนี้เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวังหน้า ตำหนักรับรองของแขกต่างเมืองยังคงอยู่ภายในเขตพระราชวังส่วนหน้า เพราะฉะนั้นหากเดินออกไปไกลกว่านี้ อาจเผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางที่เข้ามาปฏิบัติราชการได้
ด้วยความสงสัยที่มักมีอยู่ในมนุษย์ไม่ว่าคนใด ซือหนิงเดินไปเรื่อย ๆ จุดประสงค์เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว...
ซือหนิงเดินไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เพื่อแอบมองไปข้างหน้า ซึ่งน่าจะเป็นหอจดหมายเหตุอันเป็นสถานที่ทำงานของขุนนางฝ่ายบุ๋นในราชสำนัก นางเห็นขุนนางในชุดทางการคล้ายกัน มีทั้งสีกรมท่า และสีแดงเข้มเลือดนกเดินไปมาให้ขวักไขว่ นางกำนัลและขันทีต่างรีบเร่งทำหน้าที่ของตน ซือหนิงมองภาพตรงหน้าอย่างตื่นตาตื่นใจโดยลืมเป้าหมายแรกไปเสียแล้ว...
ขณะที่กำลังแอบดูหลังต้นไม้ใหญ่อย่างเพลิดเพลินนั้น นางไม่รู้เลยว่ามีคนกลุ่มหนึ่ง เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่งพร้อมด้วยองครักษ์อีกหนึ่งนาย เดินเข้ามาใกล้ขึ้นจากด้านหลัง สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังซือหนิงที่กำลังหลบอยู่หลังต้นไม้อย่างน่าสงสัย
"เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงแอบซุ่มดูอยู่ที่นี่?"
เสียงของบุรุษหนึ่งในนั้นดังขึ้นกะทันหัน เป็นเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจไม่ต่างจากบรรยากาศรอบตัวของเขาเลย
ซือหนิงสะดุ้งสุดตัว รีบหันกลับไปทันที นางเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวเมื่อสบสายตากับบุรุษที่เอ่ยถาม
บุรุษผู้นี้มีโครงหน้าคมเข้ม ดวงตาสีดำลุ่มลึกแฝงแววคมกริบ คิ้วเรียวยาวรับกับจมูกโด่งได้รูป ลักษณะดูองอาจเต็มไปด้วยอำนาจ เขาแต่งกายด้วยอาภรณ์สีเข้มตัดขอบด้วยดิ้นทองบ่งบอกถึงฐานะสูงส่ง
ก่อนที่ซือหนิงจะได้ตอบอะไร หญิงสาวที่ยืนเคียงข้างบุรุษผู้นั้นก็เอื้อมมือจับแขนเขาไว้ราวกับต้องการแสดงความเป็นเจ้าของ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ฟังดูแฝงความหมายมากมาย
"อ้อ...ที่แท้ก็องค์หญิงจากแคว้นเย่นี่เอง คารวะองค์หญิงซือหนิงเพคะ"
ซือหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย นางยังไม่ได้แนะนำตัว แต่สตรีตรงหน้ากลับรู้จักตน เพียงครู่เดียวก็เข้าใจได้ว่าอีกฝ่ายจำตนได้จากดวงตาสีฟ้าของนางนั่นเอง
นี่ปะไรหากจะหลบหนีหรือซ่อนตัวนางต้องจัดการกับสีตาที่โดดเด่นของตนเองก่อน!
สตรีใบหน้างดงามยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "พระองค์มีรูปโฉมงดงามสมคำร่ำลือจริง ๆ ดวงตาสีฟ้านั่นทำให้หม่อมฉันแทบละสายตาไม่ได้เลย... ว่าไหมเพคะะ ฉีหนานหวัง?"
ซือหนิงได้ยินชื่อของบุรุษตรงหน้าแล้วก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นเชื้อพระวงศ์ของแคว้นฉี บุรุษเจ้าของสมญานามนี้ในความทรงจำเจ้าของร่างระบุไว้ว่าเขาคือน้องชายหนึ่งเดียวของฮ่องเต้ที่มีชีวิตอยู่ เป็นเชื้อพระวงศ์ที่มากด้วยอำนาจในแคว้นฉีตอนนี้
ซือหนิงรีบโค้งคำนับให้ตามมารยาท "คารวะฉีหนานหวังเพคะ หม่อมฉันองค์หญิงเย่ซือหนิงเพคะ"
ขณะที่นางก้มคำนับ นางกลับรู้สึกถึงสายตาจ้องมองที่ร้อนแรงผิดปกติที่หลังคอของตน มันแฝงไว้ด้วยอารมณ์บางอย่าง คล้ายความขุ่นเคือง ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้น นางพบว่าฉีหนานหวังยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ส่วนสตรีที่ยืนข้างกันนั้นก็ยิ้มตามมารยาทให้ตน
...บางทีนางอาจคิดมากไปเองนั่นล่ะ
"หม่อมฉันชายารองของฉีหนานหวัง ซูลี่ เพคะ" หญิงสาวข้างกายฉีหนานหวังแนะนำตัวก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "แล้วองค์หญิง
ซือหนิงมาด้อม ๆ มอง ๆ อะไรอยู่ที่นี่หรือเพคะ? คงไม่ใช่ว่าเป็นสายลับสืบข้อมูลแคว้นเราหรอกนะเพคะ?"ซือหนิงหยักยิ้มราบเรียบก่อนเอ่ยปฏิเสธอย่างสุขุม
"หามิได้ ข้าเพียงแต่หลงทางและกำลังมองหาผู้ที่พอจะช่วยนำทางกลับตำหนักรับรองได้เท่านั้น" นางกล่าวจบก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คล้ายร่างกายกำลังเตือนให้รีบออกไปจากที่นี่โดยเร็ว จึงรีบกล่าวต่อ "ดูเหมือนแถวนี้ต่างก็ยุ่งกันหมด คงต้องไปหาผู้นำทางแถวนู้นแทนแล้ว"
ทว่าเมื่อซือหนิงกำลังจะถอยหลังเพื่อแยกไป ก็เป็นฉีหนานหวังที่เงียบมานานกล่าวขึ้นอย่างไม่คาดคิด
"ข้ากำลังว่างพอดี เพิ่งเข้าเฝ้าฝ่าบาทเสร็จ เดี๋ยวข้าจะพาไปส่งเองแล้วกัน"
ทั้งหญิงสาวข้างกายเขาและองครักษ์ต่างมองกันอย่างตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คาดคิดว่าฉีหนานหวังจะเสนอตัวเช่นนี้ แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านก็ต้องปล่อยไปเท่านั้น แม้กระทั่งซือหนิงเองด้วย
"เช่นนั้นต้องรบกวนฉีหนานหวังแล้วเพคะ"
ซือหนิงรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย นางมิได้อยากพัวพันกับเชื้อพระวงศ์ของแคว้นฉีมากเกินไปนัก ทว่าหากปฏิเสธตอนนี้ คงเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่านางโกหกเรื่องที่มาหาคนนำทาง ดังนั้นจึงได้แต่ค้อมศีรษะตอบอย่างสุภาพและเดินตามพวกเขาไป...
บทที่ 5 เจตนาของบุรุษผู้นี้ช่าง...ซือหนิงเดินตามฉีหนานหวังไปอย่างเงียบ ๆ แต่ภายในใจของนางพยายามคิดหาหนทางปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้อยู่ตลอดเวลา บุรุษผู้นี้ก็เดินนำไปอย่างเชื่องช้าเสียจริง เขาไม่เร่งรีบใด ๆ ทำให้นางต้องคอยชะลอฝีเท้าตามโดยไม่ให้ดูเร่งร้อนเกินไปเช่นกันนางเหลือบตามองไปทางสตรีที่เดินเคียงข้างฉีหนานหวัง ซูลี่ชายารองของเขา สีหน้าของนางแม้จะเรียบนิ่งแต่ก็ไม่อาจซ่อนความขัดใจไว้ได้ กระนั้นกลับไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกจากริมฝีปากของนาง ทั้งสี่เดินต่อไปโดยไม่มีใครพูดอะไรแต่ดูเหมือนสวรรค์จะเล่นตลกกับซือหนิงเสียแล้ว!เส้นทางที่ฉีหนานหวังพานางไปนั้น ดันผ่านสวนในเขตตำหนักขององค์รัชทายาท ตำหนักตะวันออก และก็เป็นอย่างที่นางไม่อยากให้เกิดขึ้น กลุ่มของพวกนางต้องเดินผ่านศาลาที่มีบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่กับคุณหนูหวง!ซือหนิงพยายามเดินให้ชิดร่มไม้ หวังจะไม่เป็นจุดสนใจ ทว่าแผนการของนางกลับล้มเหลว เพราะฉีหนานหวังจงใจเดินเข้าไปทักสองคนนั้นโดยตรง"ดื่มชาอันใดหรือ กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล"เสียงของฉีหนานหวังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นทันทีองค์รัชทายาทแค
บทที่ 4 ความอยากรู้สร้างเรื่องหลังจากจบสงครามฝีปากของสตรีแล้ว ซือหนิงก็สั่งให้เมื่อซินเยว่เก็บสำรับอาหารออกไป ซูกูกูก็เดินเข้ามาหาซือหนิงทันที ทว่ากลับยังเว้นระยะห่างเล็กน้อยราวกับหวาดระแวงบางอย่าง นางกล่าวเสียงแฝงความสะใจเล็กน้อย"องค์หญิงเพคะ หากพระองค์ดำริจะอยู่ในวังหลวงและอภิเษกกับองค์รัชทายาทอย่างราบรื่นแล้วล่ะก็ ควรเอาใจคุณหนูใหญ่หวงผู้นี้เอาไว้ดีกว่านะเพคะ นางเป็นคุณหนูที่มีโอกาสขึ้นเป็นพระชายาเอกขององค์รัชทายาทมากที่สุดแล้วในขณะนี้... มีโอกาสมากกว่าพระองค์ด้วยซ้ำ"ซือหนิงฟังแล้วก็เข้าใจทันที ...ที่แท้ก็ว่าที่เมียหลวงหาเรื่องว่าที่เมียน้อยนั่นเอง...แม้คำแนะนำกึ่งเหน็บแนมของซูกูกูจะทำให้นางเข้าใจความจริงแต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องทำตาม เพราะนางไม่ได้คิดจะขึ้นเป็นชายาขององค์รัชทายาทเสียหน่อย อีกอย่างในลิสต์ผู้ที่มีความเป็นไปได้ที่จะต้องการปลิดชีพองค์หญิงสามฉีนั้น ก็มีองค์รัชทายาทผู้นี้อยู่ในลิสต์ผู้ต้องสงสัยสำหรับนางด้วยซ้ำซือหนิงไม่คิดตอบนางหมุนตัวเพื่อกลับไปยังห้องนอนของตน"ข้าจะเข้าไปนอนพักช่วงสายสักหน่อย ไม่ต้องเฝ้าหรอกมีอะไรก็ไปทำเถอะ"ซูกูกูจ้องนางอย่างสงสัยชั่วครู่
บทที่ 3 ฝีปากใครดีผู้นั้นชนะ!เช้าวันต่อมา วันนี้สิ้นสุดบทลงโทษของซูกูกูแล้ว อากาศยามเช้าในตำหนักรับรองสดชื่นเป็นพิเศษ นางกำนัลจากวังหลวงนามซินเยว่ก็เข้ามานำอ่างน้ำมาให้ซือหนิงล้างหน้าเช่นเคยจากมุมหางตา ซือหนิงสังเกตเห็นซูกูกูยืนอยู่ห่างออกไป สีหน้าท่าทางของอีกฝ่ายแตกต่างจากตอนที่ไม่มีคนของแคว้นฉีอยู่ด้วย ตอนนี้ดูเรียบนิ่ง มีความนอบน้อมตามมารยาท ทว่าในแววตากลับซ่อนความขุ่นเคืองเอาไว้อย่างแนบเนียนเมื่อซินเยว่ทำเสร็จตามหน้าที่แล้วก็เตรียมจะเดินออกไปซือหนิงลอบยิ้ม ก่อนจะเรียกซินเยว่ไว้ "มื้อเช้าวันนี้มีอะไรทานบ้าง?"ซินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะประหลาดใจเพราะปกติแล้วองค์หญิงมิเคยได้ถามเช่นนี้ นางก้มหน้าตอบตามหน้าที่ทันที"มีข้าวต้มธัญพืชเพคะ องค์หญิงมีพระประสงค์อยากให้เปลี่ยนหรือเพิ่มเติมอะไรหรือไม่เพคะ?"จากหางตา ซือหนิงจับได้ว่าซูกูกูที่ยืนอยู่นั้นคงกำลังอดกลั้นไม่พอใจที่ตนข้ามหน้าข้ามตาไปสั่งการโดยตรง แต่นางทำเป็นไม่สนใจ ยังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง"ข้าอยากได้อาหารที่มีเนื้อสัตว์เยอะหน่อย และให้นำไปตั้งไว้ที่ศาลากลางสระน้ำ ข้าอยากออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ อยู่แต่ในห้องนอนนี
บทที่ 2 นางถูกใครปลิดชีพกันแน่สองวันผ่านไป ซือหนิงใช้เวลาช่วงที่อยู่ในบทลงโทษของซูกูกูนี้เพื่อตั้งตัว นางเฝ้าสังเกตคนรอบกายและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้ให้มากที่สุดเพราะความทรงจำที่มีนั้นเป็นเพียงนามและคนผู้นั้นคือใครยามเจอหน้าเท่านั้น ซือหนิงเรียกนางกำนัลส่วนตัวที่ดูแลภายในตำหนักมาพบในบางที มีนางกำนัลเซียวซึ่งเป็นคนจากแคว้นเย่ และอีกสองคนที่เป็นนางกำนัลจากแคว้นฉี ได้แก่ ซินเยว่และลี่หมิงสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจคือ นางกำนัลกลุ่มที่มาจากแคว้นเย่อันเป็นแคว้นเดียวกันกลับปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้ความเคารพแม้แต่น้อย ต่อหน้าคนของแคว้นฉีพวกนางยังแสร้งเป็นข้ารับใช้ที่ดี ทว่าลับหลังกลับทำราวกับนางมิใช่องค์หญิง ซือหนิงใช้เวลาเพียงไม่นานก็สรุปได้ว่า คนที่นางพึ่งพาได้คือคนของแคว้นฉี หาใช่คนของแคว้นเย่ไม่แต่เรื่ององค์หญิงร่างเดิมปลิดชีพตนเองหรือคนฝ่ายไหนเป็นผู้ลงมือนั้นย่อมเป็นคนละเรื่อง...จากการสืบเสาะข้อมูลเพิ่มเติมจากการสอบถาม นางพบว่าร่างนี้เป็นพระธิดาของฮ่องเต้แห่งแคว้นเย่กับนางบำเรอจากต่างแคว้น ดวงตาสีฟ้าของนางแตกต่างจากคนอื่นที่ล้วนมีนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ มันคือเครื่องหมายที่ทำให้ร่
บทที่ 1 แน่ใจ! ว่าข้าคือองค์หญิงช่วงสายวันหนึ่ง ณ ห้องบรรทมในตำหนักรับรองของวังหลวงแคว้นฉีบนเตียงหรูหราประดับม่านบางสีอ่อน ร่างขององค์หญิงสามจากแคว้นเย่ เย่ซือหนิงนอนแน่นิ่งอยู่ ใบหน้าซีดเซียวราวไร้ชีวิต ทว่าเพียงครู่หนึ่ง เปลือกตานางค่อยๆ ขยับ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้น นัยน์ตาเต็มไปด้วยความงุนงง‘นี่มันที่ไหน?’ดวงตาของนางกวาดมองไปรอบๆ พบว่าตนเองอยู่ในห้องกว้างขวางประดับอย่างหรูหราแต่ออกจะดูโบราณไปนิดและไม่ทันได้คิดมากไปกว่านั้น คลื่นความทรงจำปะทะเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ทำให้ต้องขมวดคิ้วมุ่น ร่างกายนี้ไม่ใช่ของตนก่อนหน้านี้ นางยังคงเป็นสายลับขององค์กรลับแห่งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 กำลังปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนถูกศัตรูจับได้และจบชีวิตลง… ทว่าบัดนี้เมื่อลืมตาอีกครั้ง นางกลับมาอยู่ในร่างของหญิงสาวในยุคโบราณ!ที่สำคัญหญิงสาวนางนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นองค์หญิงลำดับที่สาม จากแคว้นเย่ เย่ซือหนิง ที่เดินทางมาพักอยู่ที่แคว้นฉีเพื่อรอกำหนดการอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทแคว้นฉีในตำแหน่งชายายังไม่ทันได้ตั้งตัวคิดพิจารณาความทรงจำอันแสนน้อยนิดที่ติดมาตอนนี้ เสียงจากนอกห้องข้างหน้าก็ดังขึ้น“สายมากแล้ว อง
บทนำคืนดึกสงัด แสงจันทร์ถูกกลืนหายไปในเมฆดำ ความเงียบปกคลุมทั่วตำหนักแห่งนี้ ตำหนักงดงามโอ่อ่ากลับดูมืดมนราวกับตำหนักร้างเมื่อเข้าสู่ยามกลางคืนภายในห้องบรรทม องค์หญิงสามแห่งแคว้นเย่นั่งอยู่เพียงลำพัง ร่างบางใต้ชุดสีขาวบริสุทธิ์นั่งนิ่งอยู่บนตั่งไม้ รอบกายมีเพียงเงามืดเป็นสหายรัก ใบหน้างดงามราวหยกบัดนี้ไร้สีเลือด ดวงตาคู่งามจับจ้องความว่างเปล่าราวกับจิตวิญญาณถูกดูดกลืนไปแล้วความเงียบรอบข้างสะท้อนความทุกข์ในใจของนางอย่างเด่นชัดเพียงคิดถึงความจริงที่เพิ่งล่วงรู้ หัวใจที่เคยอ่อนโยนก็ถูกบีบคั้นจนเจ็บราวกับมีมือเย็นเยียบกำเอาไว้องค์หญิงจากแคว้นเย่ของตน มาเพื่ออภิเษกเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นฉี ความจริงที่ตนถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยเมืองของตนนี้ยังไม่เจ็บปวดเท่าความจริงที่เพิ่งล่วงรู้เลย...ท่ามกลางความมืดมิดนี้ ร่างบางปลิวลมค่อยๆ ลุกขึ้นจากตั่งด้วยท่าทีเชื่องช้าไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณ ไม่มีแววลังเลในดวงตา แม้กายจะอ่อนล้าแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งมั่น วันนี้นางมีสิ่งที่ต้องทำเวลาล่วงเลยสู่ยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) องค์หญิงสามเย่ย่องออกจากห้องบรรทมของตำหนักรับรองในแคว้นฉี...ไร้ซึ่งนางกำน







